Whitby - Saithes

 

โปรแกรมวันนี้ York - Whitby - Staithes - Holy Island - Edinburgh

 

 

ถนนระหว่างยอร์คไปเมืองวิธบี้เป็นถนนสองเลนคดเคี้ยวไปตามเนินเขา  ช่วงไหนเป็นโค้งอันตรายลงเขา (ก็ไม่มากประมาณนี้แหละเทียบกับทางเหนือแถวบ้านผมแล้วจิ๊บ ๆ) เกือบทุกแห่งจะมีที่จอดฉุกเฉินอย่างทางเล็ก ๆ ซ้ายมือในภาพ



 


พื้นถนนสำหรับที่จอดฉุกเฉินนี้จะมีลักษณะคล้ายทรายหรือดินนิ่ม ๆ ถ้าเกิดรถเบรคแตกหรือ "เอาไม่อยู่" ละก็ให้หักพวงมาลัยเลี้ยวออกไปตามทางนี้ โดยก่อนจะถึงตรงนี้จะมีป้ายบอกมาเป็นระยะ เวลารถลงไปเจอพื้นถนนแบบนี้ก็จะหนืดและหยุดในที่สุด (มั้ง) ผมว่าถ้าให้ชัวร์ตรงปลายทางควรทำเป็นบ่อโคลนดูดคราวนี้หยุดสนิทแน่



 

ที่เมืองไทยก็มีเหมือนกันผมเห็นอยู่แห่งหนึ่งเส้นทางเด่นชัยอุตรดิตถ์ช่วงลงมาจากเขาพลึง แต่ที่จอดรถฉุกเฉินที่บ้านเราทำตรงข้ามกันบ้านเขาสงสัยเรียนมาคนละตำรา คือบ้านเราจะทำเป็นถนนดินแข็ง ๆ ธรรมดาปลายถนนทำเป็นเนินสูงพอประมาณ คงกะว่าให้รถปีนขึ้นไปจนหมดแรงแล้วหยุดเองว่างั้นเถอะ ก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่ทำมามีการบันทึกสถิติผู้มาใช้บริการและผลลัพท์บ้างหรือเปล่า แต่ผมผ่านมาไม่นานนี้เห็นหญ้าขึ้นรกแทบจะปิดทางหมดแล้ว (ผมเคยคิดว่าถ้ารถเบรคแตกถึงขั้นต้องเข้าไปใช้ทางแฉุกเฉินจนปีนไปหยุดบนยอดเนินได้อย่างปลอดภัย ทีนี้เมื่อเบรคมันใช้การไม่ได้หลังจากนั้นมันมิไหลย้อนกลับลงมาลิ่ว ๆ หรือ)


 


 

 

ที่จอดรถชมวิวระหว่างทางวิวก็งั้น ๆ แต่ที่จอดเพราะสุภาพบุรุษต้องการไปยิงกระต่ายตามสุมทุมพุ่มไม้รอบ ๆ แต่ก่อนยิงได้เช็คอย่างดีแล้วว่าไม่มีกล้องแอบถ่าย

 

 

แท่งอิฐสี่เหลี่ยมนี้ตอนแรกคิดว่าสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์อะไรสักอย่างแต่พอไปดูป้ายจึงรู้ว่าเป็นตู้รับบริจาคบำรุงอุทยานแห่งชาตินี่เอง เข้าท่าทีเดียวทั้งแนวคิดและการออกแบบตัวตู้ ไอเดียนี้ตามวัดเมืองไทยที่เคยโดนโจรใจบาปลักตู้บริจาคน่าเอาไปเป็นตัวอย่าง แต่ไม่แน่ถึงเป็นตู้ปูนแบบนี้ก็เถอะเดี๋ยวพี่โจรแกก็ใช้รถปิ้คอัพมาลากขึ้นรถไปหรอก ขนาดตู้เอทีเอ็มยังเคยโดนมาแล้ว

 

 


 

 

 

 

Whitby เมืองชายทะเลน่ารักห่างจากยอร์คประมาณ 47 ไมล์ เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่ยุคกลาง ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของแคว้นยอร์คเชียบริเวณบริเวณปากแม่น้ำ เอสค์ (River Esk) โชคดีวันนั้นอากาศแจ่มใสฟ้าเป็นฟ้า ไม่ขมุกขมัวเหมือนเมื่อวาน บรรยากาศแแบนี้โดนใจนักถ่ายภาพยิ่งนัก






 

 

แสงเงาที่ตกกระทบหลังคาชอบมาก






 

 

หันมาตูตึกรามบ้านช่องในเมืองบ้าง อาคารก่ออิฐก้อนโตตามสไตล์สถาปัตยกรรมยุคกลาง เนื่องจากทำเลที่ตั้งเป็นภูเขาถนนหนทางในเมืองจึงลาดเทคดเคี้ยวและค่อนข้างแคบ






 

Whitby คงเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมคล้ายกับหัวหินบ้านเรา ในเมืองจึงคลาล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่เท่าที่ผมสังเกตุเป็นนักท่องเที่ยวฝรั่งมังค่าเสียส่วนใหญ่ วันนั้นยังไม่เจอพี่จีนมหาอำนาจการท่องเที่ยวในปัจจุบันสักคน





 

 

และที่พบเห็นหนาตาพอสมควรก็คือคือนักท่องเที่ยว สว.เหล่านี้ครับมาเป็นคู่ ๆ น่ารัก





อ้อ..นี่ก็ด้วย





 

 

ป้ายโฆษณาตามร้านรวงต่าง ๆ ก็น่ารัก ผมสงสัยเป็นโรคจิตเห็นป้ายแบบนี้ไม่ได้ เห็นที่ไหนมีอันต้องถ่ายมันทุกครั้ง









แต่ร้านนี้ไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ เมือง Whitby ถือว่าเป็นเมืองต้นกำเนิดของแดร็กคิวล่าก็ว่าได้เพราะ แบรม สโตรเกอร์  (Bram Stroker,1847 - 1912) ผู้แต่งนวนิยายเรื่อง Dracula ที่มีการนำไปสร้างหนังไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ได้แรงบันดาลใจจากการได้มาสัมผัสโบสถ์เก่า ๆ ที่ตั้งอยู่บนชะง่อนผาฝั่งตะวันออกของ  Whitby นี่เอง มิน่าจึงมีร้านนี้ตั้งอยู่กลางเมืองคงมีไว้สำหรับผู้ต้องการย้อนรอยแดร็กคิวล่า





ร้านปรองดอง





เห็นน้องหมาอเมริกันพิทบูลที่หน้าร้านสีเหลืองตัวนี้แล้วคิดถึงเจ้าไทเกอร์ตัวที่บ้านหน้าตาเหมือนกันเด๊ะแต่คนจุงหน้าตาต่างกันแยะ ผมเคยถามคุณเท้งคนขับรถในฐานะที่อยู่เมืองนอกมานานว่าทำไมฝรั่งชอบเลี้ยงหมาไปที่ไหนก็เห็นจุงหมาไปทั่ว คุณเท้งตอบว่า "..มันคงเหงามั้ง...ฝรั่งมันเป็นคนขี้เหงา.." ถ้าเป็นจริงตามนั้นแสดงว่าแม่สาวผมทองคนนี้ขี้เหงาเป็นดับเบิ้ลเลย เพราะจุงหมาตั้วสองตัว





โลโก้ของเมืองข้างถังขยะ สื่อให้เห็นถึงบุคลิกความเป็นอยู่ของชาวเมืองที่มีมาแต่ดั้งเดิมได้เป็นอย่างดี



 


 




โบสถ์ Whitby Abbey ตั้งอยู่บนเนินเขาด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำเอสค์สามารถมองเห็นได้ชัดจากตัวเมือง



 


และเมื่ออยู่ข้างบนมองลงไปก็จะเห็นทิวทัศน์ของเมืองได้ในบริเวณกว้าง จากข้างล่างมีบันไดขึ้นมา 199 ขั้น



 


เป็นสถานอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวมักจะไม่พลาดขึ้นมาชม ถ้าไม่อยากปีนบันได้ก็สามารถนั่งรถขึ้นมาได้






รถขายไอศครีมยังขึ้นมาขายเลย





มุมมองไปทางแม่น้ำเอสค์ ถ้าน้ำขึ้นคงสวยกว่านี้



 

 

YHA Hostel เครือเดียวกับที่ผมพักที่เมืองยอร์คแอบขึ้นมาตั้งสาขาอยู่ภายในบริเวณโบสถ์ ดูบรรยากาศก็น่าพักดีหรอกแต่พอรู้ว่าอาณาบริเวณนี้เป็นสถานที่ที่แบรม สโตรเกอร์ ได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องแครกคิวล่า..บรื้วว์...ขนลุก






ยังมีป่าช้าฝรั่งอยู่ด้านหน้าอีกด้วย





Whitby Abbey สร้างขึ้นในปี ค.ศ.ุ 657 แต่ถูกทำลายโดยพวกไวกิ้งส์ในปี ค.ศ. 867 หลังจากนั้นก็ถูกทิ้งไปนาน สภาพที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นการการบูรณะขึ้นมาใหม่เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในสไตล์โกธิคผสมศิลปะแบบโรมัน



 

 

เสาและซุ้มประตูชั้นล่างลักษณะโค้งยอดแหลม (Pointed Arch)ศิลปะโกธิค แต่ชั้นถัดขึ้นมาเป็นประตูโค้ง (Arch) แบบโรมัน






ร่องรอยของ Rose Window บนหน้าจั่ว





ซุ้มหน้าต่างสำหรับติดกระจกสี (Stain Glass) สไตล์โกธิค





เนื่องจาก Whitby Abbey ตั้งอยู่บนชะง่อนผาสูงบนฝั่งทะเลเหนือ ทำให้มองเห็นได้ในระยะไกล สถานที่นี้จึงเป็นที่หมายหรือแลนด์มาร์คที่สำคัญของนักเดินเรือ

 




จาก Whitby เราขึ้นเหนือกันต่อ เส้นทางนี้มีหลายช่วงเลียบชายฝั่งทะเล

 

 

แถวนี้วิวสวยที่จริงอยากจะจอดชมวิวเหมือนกันแต่หาที่เหมาะ ๆ จอดรถไม่ได้เลย

 

 


 


Staithes หมู่บ้านชาวประมงห่างจากเมือง Whitby ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 11 ไมล์ ในอดีตเคยเป็นท่าเทียบเรือประมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของแคว้นยอร์คเชียร์ แต่ปัจจุบันเป็นเพียงท่าเรือประมงเล็ก ๆ ถึงแม้จะเล็กแต่มีเสน่ห์ในตัวเอง ชื่อ Staithes น่าจะอ่านว่าสเตทเฮส หรือสเต็ทส์แต่เขาว่าคนท้องถิ่นอ่านเป็น สเตียส์ (Steers) แต่ผมขอเขียนทับศัพท์ก็แล้วกัน

 

 

กับตันคุ้ก (Captain James Cook ,1728 - 1779) ก่อนที่จะเป็นนักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ ตอนวัยรุ่นเคยมาเป็นลูกจ้างร้านค้าในหมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้ระยะหนึ่ง ขณะทำงานไปคงมองทะเลไปเมื่อมองอยู่ทุกวันก็ทำให้ได้ซึมซับและหลงไหลบรรยากาศของท้องทะเลตั้งแต่นั้นมา ฉนั้น Staithes จึงรู้จักในอีกนัยหนึ่งว่าเป็นบ้านกัปตันคุ้ก







เนื่องจากมีทิวทัศที่สวยงามและอากาศสดใส ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 ได้มีศิลปินลัทธิอิมเพรสชั่นนิสต์ชาวอังกฤษหลายคนมารวมตัวกันทำงานที่นี เรียกกลุ่มศิลปินนี้ว่า Staithes Group





ตัวอย่างภาพเขียนส่วนหนึ่งของศิลปินกลุ่ม Staithes ซึ่งผมนำมาเปรียบเที่ยบกับภาพถ่ายของผม (บน : ภาพสีน้ำของ ล่าง : Gillion Robert) แสดงว่ามุมนี้เป็นมุมประชานิยมพอสมควร






ช่วงที่ผมไปเป็นช่วงน้ำลงแต่มีแดดสดใส ฝรั่งเห็นแดดเป็นไม่ได้ต้องชวนกันออกมานั่งตากแดดเล่น ส่วนเด็ก ๆ ก็วิ่งเก็บหอยเก็บปูไปตามเรื่อง






ถนนภายในเมืองแคบมากยิ่งช่วงหัวมุมทางโค้งด้วยแล้วเลี้ยวรถลำบากมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งเจอรถสวนคุณเท้งต้องถอยยาวมาหลบอีกซอกหนึ่ง เขาบอกว่าถนนที่แคบที่สุดในอังกฤษอยู่ที่เมือง Staithes นี้เอง คือกว้างแค่ 18 นี้ว ชื่อว่า Dog Loupe เสียดายไม่ได้ตามไปดูเพราะก็อยากเห็นเหมือนกันว่าถนนกว้างแค่ฟุตกว่า ๆ คนจะเดินกันได้ยังไง






ถ่ายป้ายอีกแล้ว Royal George ผับหนึ่งในสองแห่งซึ่งเป็นหน้าเป็นตาของเมือง ผับอีกแห่งหนึ่งคือ Cod & Lobster ตามภาพข้างบน






ทีพักริมทะเลแห่งนี้รับรองเปิดหน้าต่างจะได้สัมผัสกลิ่นทะเลอย่างใกล้ชิด หมู่บ้านชาวประมงไม่ว่าของฝรั่งหรือของไทยมีกลิ่นคาวแบบอมตะนิรันด์กาลเหมือนกันหมด ขนาดบ้านเมืองสะอาดดูดีแบบนี้ก็ยังมีกลิ่นโชยมาเป็นระยะ





พี่ชายผมบอกเสียดายบรรยากาศตรงนี้มาก นี่ถ้าเป็นบ้านเรามีซีฟู้ดย่างบนเตาถ่านกลิ่นหอม ๆ บวกกับน้ำจิ้มรสแซ่บแกล้มกับน้ำสีอำพันมีฟองเย็นเจี้ยบจะมีชีวิตชีวากว่านี้แยะ นี่อะไรกันสวยแต่เงียบเหงาซะไม่มี อย่างนี้เสียของหมด





 

 

ออกจากเมือง Staithes เป็นเวลาบ่ายกว่าแล้วกะว่าระหว่างทางคงเจอร้านร้านอาหารในเมืองใดซักเมืองอาหารประเภทไหนก็ได้เป็นมื้อกลางวัน นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดอย่างมหันต์ เพราะขับผ่านมาหลายเมืองยิ่งเป็นเมืองบ้านนอกด้วยแล้วเงียบกริบหาร้านอาหารไม่เจอซักแห่ง ตอนนี้ทั้งภาพและกลิ่นก๋วยเตี๋ยวบะหมี่เกี้ยวข้าวขาหมูข้าวหมูแดง ฯลฯ มาลอยวนอยู่ตรงหน้าคิดถึงเมืองไทยเป็นที่ซู้ดด ของเราไม่ว่าบ้านนอกแค่ไหนหาของกินไม่ยาก พอดีแว้บไปเห็นป้าย Fish & Chips เล็ก ๆ ปักข้างทางลูกศรชี้ไปยังถนนเล็กขวามือ คุณเท้งขับผ่านไปแล้วจึงต้องเลี้ยวกลับ ขับวนหาตั้งสองรอบกว่าจะเจอปรากฎว่าเป็นร้านเล็กนิดเดียวแยกเข้าไปในซอยอีกที





เข้าไปข้างในมีฝรั่งเข้าคิวยาวเต็มร้านไม่มีโต๊ะให้นั่ง Take Away อย่างเดียวในร้านมีคนทำงาน 2 คน ทำสด ๆ เดี๋ยวนั้นทีละชุดตามออเดอร์ ภาพนี้ถ่ายตอนฝรั่งกลับไปหมดเหลือเราเป็นคิวสุดท้ายพอขายเสร็จปุ๊บปิดร้านปั๊บ ออกไปเห็นป้ายแปะหน้าร้านบอกวันหนึ่งเปิดขายสองรอบกลางวันกับเย็น โชคดีที่มาทันรอบนี้ไม่งั้นต้องรอถึงสี่โมงเย็น สังเกตุกล่องโฟมที่เรียงเป็นตับข้างฝาแสดงว่าร้านนี้ขายดีมาก จะไม่ให้ขายดีได้อย่างไรในย่านนี้มีอยู่ร้านเดียว และยังหยิ่งเปิดเป็นเวลาเสียอีกแถมหยุดวันอาทิตย์กับจันทร์เสียด้วย น่ามาเปิดร้านข้าวเหนียวไก่ย่างแข่ง

 

 

ผมกับพี่ชายรับหน้าที่หาอาหารส่วนที่เหลือนั่งรถไปตระเวณหาเครื่องดื่มเพราะจำได้ว่าที่ผ่านมาเห็นมีร้าน COOP หรือ CO-OP ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้อใหญ่กว่าเซเว่น ในราคาพอคบหากันได้ ตลอดทริปยุโรปครั้งนี้พวกผมมีชีวิตรอดมาได้ก็เพราะร้านโคอ้อพนี่แหละครับ





มีอาหารแล้วต่อไปก็หาที่รับประทานจะกินบนรถก็ไม่สะดวก ขับไปไกลพอสมควรกว่าจะหาที่จอดรถได้ กินมันตรงข้างถนนนี้แหละ ในตอนไปซื้อด้วยความหิวจึงสั่งมาคนละกล่องครบทุกคนราคากล่องละ 3.20 ปอนด์ แต่พอเปิดมาดูแล้วเยอะมากครับต้องแบ่งกันสองคนต่อหนึ่งกล่อง เสียดายไม่ทันได้ถ่ายรูปไว้กำลังหิวจนตาลาย แต่ขนาดสองคนต่อหนึ่งกล่องก็แทบไม่หมดเพราะมันเลี่ยนขนาดหิวนะเนี่ย โชคดีที่น้องสาวผมพกน้ำพริกตาแดงมาด้วยจึงเอามาป้ายกับ Fish หรือไม่ก็เอา Chips จิ้ม พอแก้เลี่ยนไปได้บ้าง





 

 

จุดพักรถระหว่างทางอีกแห่งหนึ่ง ผมชอบใจรถเทรเลอร์คันนี้ครับบรรทุกรถเก๋งได้หลายคันเท่าที่เห็นมายังไม่เยอะเท่านี้ แต่เห็นบรรทุกเด้งหน้าเด้งหลังแล้วเสียวหล่นจัง

 

 

คนขับกำลังพักดื่มกาแฟ ด้านซ้ายมือคนขับน่าจะเป็นจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ตัวช่วยการเดินทางในยุคนี้ ที่นุ่งกางเกงขาสั้นเดาว่าต้องการโชว์รอยสัก หูเหน็บลูทูธที่นี่เคร่งครัดมากในกฎห้ามคนขับรถใช้มือถือระหว่างขับรถนอกจากจะใช้บลูทูธหรือแฮนด์ฟรี เพราะผมสังเกตุคุณเท้งระหว่างขับรถแกใช้แฮนฟรีตลอดทำให้เวลาโทรคุยอะไรกับใครได้ยินกันทั้งรถ ส่วนบ้านเราสไตล์ไทย ๆ เอาจริงเอาจังแต่แรกเท่านั้น รวมทั้งผมด้วย แฮะ ๆ..ผมยังเห่อไปซื้อบลูทูธมาเสียบหูเลย แต่ตอนนี้ไม่รู้อยู่ไหน

 

 

 

 

แต่คู่นี้ไม่ใช่ดื่มกาแฟแล้ว ไหนว่าคนขับรถฝรั่งมีวินัยดีเมาไม่ขับไง และตามร้า้นค้าในที่พักรถทุกแห่งก็ไม่มีของมึนเมาทุกชนิดขายนี่แสดงว่าขวดสองขวดที่วางอยู่หน้ารถต้องพกมาจากบ้านแน่ สิงห์รถบรรทุกจากยุโรปคนที่กำลังแอ่นหน้าแอ่นหลังหน้าแดงอยู่นี้สงสัยกำลังได้ที่ เห็นผมยกกล้องขึ้นถ่ายทำหน้าทะเล้นชูสองนิ้วให้ถ้าโชว์นิ้วกลางให้ละก็เป็นเรื่อง


 

 

 


 

 

มอเตอร์เวย์ช่วงนี้ซึ่งมีไม่กี่แห่งในอังกฤษที่มีการเก็บค่าผ่านทาง นี่ไงครับโฉมหน้าคุณเท้งโชเฟอร์หนุ่มใหญ่นิสัยดีชาวนครปฐม ทำมาหากินในอังกฤษสิบกว่าปีจนได้ Citizen แล้ว แต่บอกว่ายังไงก็ต้องกลับมาตายรังที่เมืองไทยตอนนี้ขอเก็บเงินเก็บทองสักพักก่อน เห็นรูปนี้แล้วไม่น่าเชื่อว่าตลอดทริปนี้กินนอนด้วยกันมาหลายวันผมกลับมีรูปคุณเท้งไม่กี่รูปเอง ตั้งใจว่าจะถ่ายเป็นที่ระลึกก็ลืมทุกทีส่วนภาพที่มีก็ติดโดยบังเอิญ

 

 

ลองทายสิครับว่ารูปทรงกระบอกนี้คืออะไร ?





ผมขอเรียกว่าปลอกอนุบาลต้นไม้ก็แล้วกันเห็นเป็นระยะตลอดทาง คิดว่าเขาคงกลัวต้นไม้ที่ปลูกใหม่ทนลมฟ้าอากาศไม่ได้โดยเฉพาะลมซึ่งบางเวลาแรงมาก จึงนำปลอกพลาสติกมาสวมป้องกันตั้งแต่ยังเล็ก ทิ้งไว้จนต้นไม้โตผมเห็นบางแห่งต้นไม้สูงเลยปลอกและลำต้นโตจนคับปลอก ๆ ก็ยังอยู่


 

 

 


 

 

โปรแกรม Alnwick นี้เป็นของแถมจากคุณเท้ง ที่จริงน่าสนใจมากทั้งสถานที่และประวัติความเป็นมา แต่ดูอาณาบริเวณแล้วกว่าจะเดินชมได้ทั่วคงต้องใช้เวลาเป็นครึ่งวันค่อนวันตอนนี้เรี่ยวแรงชักล้ากันหมดแล้ว อีกอย่างมีเวลาน้อยด้วยเพราะระยะทางยังเหลืออีกไกล กลัวไม่คุ้มค่าตั๋วจึงได้แต่เดินดูเฉพาะสวนบริเวณทางเข้าซึ่งแค่นี้ก็คุ้มแล้ว

 


ต้นไม้ที่เห็นสีน้ำตาลที่ตัดอย่างเป็นระเบียบนี้ตอนแรกคิดว่ามันยืนแห้งตายแต่พอไปดูใกล้ ๆ เอาเล็บขูดลำต้นก็ยังเขียวลองดึงใบดูปรากฎว่ายังติดกับลำต้นอย่างเหนียวแน่นแสดงว่ากำลังรอเปลียนสีอยู่ แต่ความรู้สึกช้าไปหน่อยคนอื่นเขาร่วงหมดแล้ว






บ้านต้นไม้เขาว่ากันว่าเป็นบ้านต้นไม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เดี๋ยวเราปีนขึ้นไปดูกัน




ความพิเศษอีกอย่างก็คือไม้ที่เอามาปลูกบ้านหลังนี้มาจากหลายประเทศได้แก่ไม้ซีดาร์จากแคนาดา ไม้สนเนื้อแดงจากสแกนดิเนเวีย และไม้สนสีซีด ๆ จากอังกฤษและสก๊อตแลนด์






ตัวบ้านและเฟอร์นิเจอร์ออกแบบลักษณะหยาบ ๆ ดิบ ๆ ที่จริงก็ไม้ได้ปลูกบนต้นไม้โดยตรงหรอกมีโครงสร้างต่างหากเพียงแต่ปลูกท่ามกลางต้นไม้ใหญ่โดยพยายามให้กลมกลืนไปด้วยกัน พื้นที่ใช้สอยก็มีทั้งส่วนที่เป็นจุดชมวิวส่วนบริการข้อมูลความรู้และร้านอาหาร






ห้องนั่งชมวิดีทัศน์เกี่ยวกับประวัติ กิจกรรมของสวนและปราสาทแห่งนี้





และก็สะพานเชือกจุดนี้เด็ก ๆ ชอบมากเดินไปเดินมาหลายรอบ





 

 

ออกเดินทางต่อไม่นานก็มาถึงทางตัน น้ำท่วมทางขาด ?..น้ำกำลังขึ้น ลามมาเรื่อย ๆ....

 

 

ทุกคนลงมาจากรถด้วยความประหลาดใจ มันเกิดอะไรขึ้น ?...คุณเท้งคนขับรถ (ขวาสุด) ทำหน้างง ๆ




มีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกสองคัน ยืนคอตกเชียว...



 

 

โปรดติดตามต่อภาค 2 ครับ...

 

 



แก้ไขล่าสุด ใน พ.ย.272015

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 427 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน