วางแผนเดินทาง

 

ทริปญี่ปุ่นโดยผมกับครูดารินทร์ครังนี้ ผมเป็นคนวางแผนแต่ผู้เดียวเพราะนางยังมีงานมีการทำอยู่ ส่วนผมเป็นบุคคลว่างงานเต็มขั้นโดยทางการเขาจ้างให้อยู่เฉย ๆ ขืนไปทำงานอะไรเข้าก็จะผิดวัตถุประสงค์กลัวเขาไม่จ่ายค่าจ้าง จึงมีเวลาวางแผนอย่างเหลือเฟือ ผลr;'จากการวางแผนการท่องเที่ยวไม่ว่าครั้งนี้หรือครั้งอื่นก่อนหน้านี้ทำให้ผมได้พบแนวทางในการใช้ชีวิตหลังเกษียณ ฯ เป็นของตนเอง อาจต่างจากแนวทางอื่นอีกร้อยแปดที่มีเพื่อน ๆ มักแชร์มาในไลน์อยู่เสมอ ใครจะนำไปแชร์ต่อก็ยินดีครับ โดยผมได้ค้นพบว่ากิจกรรมการท่องเที่ยวเป็นการบริหารการว่างงานได้ดีที่สุด ในแต่ละปีผมกับครูดารินทร์จะออกทริปครั้งใหญ่ 2 ครั้งคือช่วงปิดเทอมเมษากับตุลา ไม่นับทริปตอดเล็กตอดน้อยในวันหยุดอีกประปราย

 

 

 

 

วิธีบริหารเวลาที่ว่านั้นเริ่มจากการวางแผนก่อนเดินทาง กรณีนี้ผมหมายถึงทริปใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นทริปในประเทศหรือต่างประเทศผมจะใช้บริการด้วยตนเองทุกครั้ง แบบที่เรียกว่าเที่ยวโดยไม่ง้อทัวร์งั้นเถอะ ฉะนั้นจึงต้องใช้เวลาในการวางแผนล่วงหน้านับเดือนอย่างญี่ปุ่นครั้งนี้ล่วงหน้าประมาณ 4 เดือน เท่ากับว่าช่วงเวลา 4 เดือน นี้ ผมใช้เวลาส่วนใหญ่หายใจเข้าหายใจออกมีแต่คำว่าญี่ปุ่น ๆๆๆ ตั้งแต่ทำโปรแกรม หาที่กินที่เที่ยว การเดินทางแต่ละจุด จองที่พัก ตั๋วเครื่องบิน ฯลฯ 4 เดือนนี่ผมว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ






การใช้เวลาขั้นต่อไปก็เป็นการลงสนามจริงคือปฏิบัติการเที่ยวตามแผน แต่ละทริปใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 – 15วัน เมื่อกลับมาแล้วก็มีกิจกรรมหลังเที่ยวอีก เช่น พักฟื้นร่างกาย รื้อข้าวรื้อของ เก็บกวาดบ้าน ตัดหญ้า ล้างบ่อปลา จัดการเรื่องรูปถ่ายซึ่งถ่ายมาเป็นจำนวนมาก แค่เปิดภาพมาชื่นชมและเลือกภาพที่ต้องการก็ใช้เวลาไปโข สร้างจินตนาการว่าจะเขียนเรื่องลง watkadarin.com ช่วงกิจกรรมหลังเที่ยวนี้ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองสามเดือนหรือนานกว่านั้นแล้วแต่ความขยัน พักฟื้นยังไม่ทันไรก็ถึงวงจรวางแผนทริปใหม่อีกแล้ว เมื่อเอาเวลานี้ไปรวมกับเวลาทำกิจกรรมประจำวันอื่น ๆ แล้วก็จะครบปีโดยไม่รู้ตัว

 

ฉนั้น ผมจึงถือว่าการตะลอนเที่ยวของผมจึงเป็นการเผาเวลาให้หมดไปจนแทบไม่พอด้วยซ้ำ จนรู้สึกว่าทำไมเวลามันช่างผ่านไปไวเหลือเกิน (ขณะนั่งพิมพ์อยู่หน้าจอนี้ก็ใช้เวลาเป็นวัน ๆ แล้ว) ตอนนี้ผมยังมีภาพถ่ายและเรื่องทั้งในประเทศ ยุโรป อเมริกา ค้างสต๊อกอยู่หลายทริป ผมเป็นคนประเภทได้หน้าลืมหลัง เอ๊ะ..หรือได้หน้า(ใหม่)ลืมหน้า(เก่า)

 

 

 

 

เข้าเรื่องญี่ปุ่นเสียที่ครับ ผมขอบอกเสียเลยว่าก่อนนี้การเที่ยวญี่ปุ่นไม่อยู่ในแผนเลยก็ว่าได้ แต่จะว่าไม่มีทีเดียวก็ไม่เชิงนักเรียกว่าอยู่ในแผนระยะยาวดีกว่าเพราะเห็นว่าอยู่ใกล้แค่เอเซียเอาไว้แก่กว่านี้ค่อยไป (ตอนนี้ยังไม่แก่ ?) เก็บแรงไปที่ไกล ๆ ก่อน ด้วยแนวคิดนี้ทำให้ภาพของญี่ปุ่นไม่อยู่ในหัวเลย

 

แต่แล้วจู่จู่เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมาไม่รู้อะไรมาดลใจอยากรู้ว่าญี่ปุ่นมันมีอะไรดีนักหนาคนไทยจึงแห่ไปถล่มจนเกาะแทบทรุด จึงลองคลิ้กเข้าไปดูตามเว็บไซ้ต์เกี่ยวกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะห้องบลูแพลเนตเว็บพันทิพ  คราวนี้กิเลสเกิดทันทีทันไดขับรถไปซื้อหนังสือประเภทเที่ยวญี่ปุ่นโดยไม่ง้อทัวร์ทั้งหลายอ่านทันที ซึ่งหนังสือที่ว่านี้ ณ ปัจจุบัน หาไม่ยากเพราะมีจนล้นแผงหนังสือก็ว่าได้

 

เมื่ออ่านแล้วทำให้จากแผนระยะยาวถูกปรับมาเป็นแผนระยะสั้นในเดือนเมษายนที่ผ่านมาโดยพลัน เสียบแทนแผนเดิมที่กะจะขับรถล่องใต้ไทยแลนด์อีกสักรอบ ความจริงอยากบินไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์ด้วยซ้ำไปเพราะเป็นช่วงหิมะกำลังพีค แต่ครูดารินทร์ยังไม่ปิดเทอม  แผนขับรถล่องใต้จึงเลื่อนมาเป็นเดือนตุลาคม

 

 

 

 

จากการศึกษาข้อมูลพร้อมกับลอกการบ้านคนโน้นบ้างคนนี้บ้างโปรแกรม 15 วันในญี่ปุ่นจึงออกมาตามนี้ครับ



การเดินทางในญี่ปุ่นทั้งหมดผมใช้ JR Pass 14 วัน วางแผนรถไฟญี่ปุ่นโดย hyperdia.com ส่วนเรื่องที่พักผมใช้บริการจองก่อนจ่ายทีหลังของ booking.com ซึ่งทุกแห่งเป็นไปด้วยความราบรื่นไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ยกเว้นแห่งเดียวคือ Toyoko Inn ในโตเกียว (Ikebukuro) ทำแสบจนผมหาที่ซุกหัวนอนใหม่เกือบไม่ทัน เอาไว้เล่าเมื่อถึงตอนนั้นก็แล้วกันครับ






ก่อนอื่นขออกตัวเสียก่อนว่าใครที่คาดหวังรายละเอียดของทริปแบบช็อตต่อช็อตละก็ ขอบอกว่าให้เลิกหวังได้ เพราะผมกับครูดารินทร์ไม่ได้จดบันทึกข้อมูลอะไรไว้เลย พอกลับถึงโรงแรมก็นอนแผ่หมดเรี่ยวหมดแรงไม่มีกะจิตกะใจบันทกบันทึกอะไรทั้งสิ้น แค่พาตัวรอดกลับที่พักในแต่ละวันได้ก็ขอบคุณโชคชะตาแล้ว ที่นำมาเล่าทั้งหมดอาศัยความจำล้วน ๆ แต่บังเอิญตัวฮาร์ดิสค์ในสมองมันใช้งานมานานเต็มแล้วเต็มอีก ข้อมูลเก้าเก่าบางตัวอยาก Delete ทิ้งเสียบ้างก็ลบไปแล้วก็กลับมาอีกจึงทำให้ความสามารถบันทึกข้อมูลใหม่ ๆลดน้อยลงแทบจะเรียกได้ว่าไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง โชคดีอยู่อย่างที่ผมถ่ายรูปไว้แยะทีเดียว จึงได้อาศัยภาพถ่ายนี่แหละเป็นตัวช่วยพอเอาฟื้นความหลังได้ อีกประการหนึ่งข้อมูลในเชิงวิชาการประเภทประวัติความเป็นมาของแต่ละแห่งผมคงไม่กล่าวถึงมาก เพราะห่างหายจากแวดวงวิชาการมาหลายปีดีดักแล้ว





เนื้อหาส่วนใหญ่คงจะเป็นเรื่องสัพเพเหระที่พบเห็นสองข้างทางมากกว่า ดังนั้น ถ้าใครอยากฟังคนแก่เที่ยวไปบ่นไปละก็สมหวังแน่ เชิญตามมาครับ แล้วอย่าลืมกดไล้ค์ละ

 

(จบตอนที่ 1 โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

แก้ไขล่าสุด ใน ก.ย.042015

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 515 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน