Tulips @ Keukenhof



เป็นตอนต่อจาก London - Amsterdam

ไฮไล้ท์ของทริปอัมสเตอร์ดัมของผมครั้งนี้ก็คือไปชมสวนดอกทิวลิปที่สวน Keukenhof เพราะมาได้จังหวะพอเหมาะพอดีเนื่องจากสวนนี้เปิดให้ชมปีละครั้งเท่านั้นในช่วงเมษายนถึงพฤษภาคมของทุกปี สำหรับการซื้อตั๋วเข้าชมเพื่อความมั่นใจจควระต้องซื้อล่วงหน้าทางออนไลน์ ผมตั้งใจจะซื้อโดยวิธีนี้เหมือนกันแต่ด้วยการเดินทางแบบซำเหมาดังเล่ามาในตอนที่แล้วไม่มั่นใจว่าจะมาทันหรือเปล่าเพราะการซื้อตั๋วต้องระบุวันเวลาที่แน่นอนเกิดรถทัวร์เสียเวลาหรือมาถึงแล้วแต่หาทางออกจากสถานีขนส่งมาที่พักล่าช้าไปมากก็จะเสียเงินฟรี (แต่เอาเข้าจริงกลับผ่านฉลุยใช้เวลาไม่นาน) จึงกะว่ามาเสี่ยงดวงเอาตอนมาถึงดีกว่าตั๋วคงมีเหลือเฟือหาซื้อได้ไม่ยาก และเอเยนต์ขายตั๋วกับจุดจอดรถอยู่ใกล้กับโรงแรมที่พักห่างไปไม่กี่คูหาก็ถือว่าสะดวกดี






แต่พอมาที่หน้าเอเยนต์ขายตั๋วเช้าวันนั้นคนแน่นอย่างกะหนอนล้นมาถึงหน้าฟุตบาท ผมชักหวั่นใจเสียแล้วว่าจะมีตั๋วรอบเช้าหรือถ้ามีจะซื้อทันหรือเปล่า เพราะตอนนั้นเกือบเก้าโมงเช้าใกล้เวลาทัวร์จะออกเต็มทีแล้ว ผมกับพี่ชายเบียดเข้าไปสังเกตุการณ์หน้าเคาน์เตอร์ จึงทราบว่าผู้เข้าคิวเป็นแถวยาวนั้นส่วนมากเอาใบจองที่ปริ้นท์จากเว็บมารับตั๋ว ไม่มีวอล์คอินแบบผมซักเท่าไหร่ บรรยากาศวุ่นวายมากแต่เจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานอย่างคล่องแคล่วรวดเร็วอย่างมืออาชีพ

พอมีจังหวะว่างแป้บหนึ่งผมยอมเสียมารยาทถามพนักงานหนุ่มผมทองซึ่งเช็คข้อมูลอยู่หน้าจอว่าทัวร์ทิวลิปรอบเช้านี้ยังมีที่ว่างอีกไหม เขาก็ถามว่ากี่คนพอผมบอกว่า 6 คน แกก็ตอบทันทีโดยมือยังคีย์ข้อมูลไม่หยุดว่าเสียใจครับ ถ้าคนสองคนยังพอไหวแต่มีว่างรอบบ่ายเอาไหม ผมเลี่ยงมายืนปรึกษากับพี่ชายตรงที่ว่างใกล้กันนั้น สักพักหนุ่มคนนี้กวักมือมาที่ผมพูดว่าถ้ายูอยากไปรอบเช้าจริง ๆ โปรดรอสักพักอาจมีข่าวดีพูดเสร็จกลับไปทำงานอันวุ่นวายของแกต่อ ซึ่งผมก็ไม่คาดหวังอะไรมากนักแต่ก็เห็นว่ารอหน่อยไม่เสียหายอะไรเผื่อฟลุ๊คถ้าได้ไปรอบเช้าจริงจะได้ไม่ต้องสลับโปรแกรมให้ยุ่งยาก



 

 

 

ระหว่างรอก็หยิบโบรชัวส์ซึ่งมีเป็นตั้งมาวางแผนเพราะคิดว่าคงไปรอบบ่ายแน่ ยืนรอหลายนาทีเหมือนกันเห็นคนที่จองแล้วมาออกตั๋วไปคนแล้วคนเล่านึกเจ็บใจตนเองรู้งี้จองมาเสียก็ดีไม่ต้องมายืนเซ็งไม่รู้อนาคตแบบนี้ ยืนแกร่วจนเวลาเลยเก้าโมงเช้าไปนานแล้ว ก็ไม่มีวี่แววมองไปที่หนุ่มผมทองแกก็ทำงานง่วนเป็นปกติอย่างไม่สนใจไยดี จึงไปถามกระตุ้นเสียหน่อยกันลืมว่าเป็นไงพอมีหวังไม๊ แกตอบว่าโปรดใจเย็น ๆ รออีกซักนิด

กลับมายืนรอต่อไปอีกสักพักจนพี่ชายผมบอกไปเฮอะเสียเวลาเปล่าไปซื้อตั๋วรอบบ่ายแล้วไปเที่ยวดีกว่า ทันใดนั้นไอ้หนุ่มผมทองเงยหน้าจากจอคอมเรียกผมให้ไปชำระเงินอย่างด่วนเลยมีที่ว่างแล้ว พอจ่ายตั๋วเสร็จแกก็บอกให้ไปขึ้นรถตรงถนนฝั่งโน้นคันที่สองจากท้าย คันที่เพ้นท์ลายดอกทิวลิปทั้งคันให้วิ่งไปอย่างเร็ว ควิ้ก ควิ้ก..






ภาพนี้ผมถ่ายอีกวันหนึ่ง คันลายดอกทิวลิปที่ว่าจอดตรงตำแหน่งรถสีขาวนั่นแหละครับ แหม..ตอนนั้นใครจะมีเวลายกกล้องขึ้นถ่าย แค่วิ่งมาขึ้นรถก็หอบแฮกแล้วพอขึ้นปุ๊บรถรถก็ออกปั๊บ เฮ้อ..เล่นเอาลุ้นเสียเหนื่อย นี่แค่ตัวอย่างนะครับ อาการลุ้นแบบนี้ยังมีอีกหลายรายการตลอดทริปยุโรปครั้งนี้ บางรายการคอขาดบาดตายกว่านี้ด้วยซ้ำ โปรดตามไปเดี๋ยวก็รู้






จากการที่พวกผมได้ตั๋วมาอย่างฟลุ๊กแทบไม่น่าเชื่อนี้ ผมว่าทางบริษัทคงถือเป็นเรื่องปกติเพราะมีสถิติอยู่แล้วว่าในทัวร์แต่ละรอบนั้นจะต้องมีคนจองแล้วไม่มาตามนัดเป็นประจำ ถึงมั่นใจบอกให้ผมรอโดยแทนที่จะปล่อยให้ที่ว่างเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ก็เอามาขายรับเงินอีกต่อดีกว่า แต่ทั้งนี้ต้องรอจนนาทีสุดท้ายจริง ๆ ทำให้รถออกล่าช้าไปร่วมครึ่งชั่วโมง (หรือเลทอย่างนี้เป็นปกติ) แต่ก็ถือว่าวินวินด้วยกันทั้งสองฝ่าย




 

บริเวณตรงที่รถจอดริมถนน Damrak ระหว่างสถานีรถไฟเซ้นทรัลกับจตุรัสแดมสแควร์ ถือว่าเป็นชุมทางของทัวร์ทั้งหลายนอกจากทัวร์ทิวลิปซึ่งเป็นทัวร์เฉพาะกิจก็มีทัวร์รายวันรายครึ่งวันทัวร์โดดขึ้นโดดลง ฯลฯ ต่างมีจุดรับส่งที่นี่ทั้งนั้น






ทัวร์เรือก็มีท่าเรืออยู่ตรงลำคลองข้าง ๆ นี้เอง ฉนั้น ที่ผมเลือกที่พักในย่านนี้ถือว่าเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงแม้จะแลกด้วยการแบกกระเป๋าปีนบันไดลิงโรงแรมจนหลังแอ่นก็ถือว่าคุ้มพอสมควร




 

 


การที่รถทัวร์คันที่ผมใช้บริการออกช้ากว่ากำหนดเพราะมัวรอผู้โดยสารวีไอพี 6 คน ทำให้มาถึงสวน Keukenhof ช้ากว่าเพื่อนจะเห็นว่ามีรถทัวร์จอดกันเต็มแล้ว ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง






นี่ไงครับรถทัวร์รูปดอกทิวลิปคันของคณะผม ขากลับต้องมาขึ้นคันเดิมเวลาบ่ายโมงตรง ต้องหมายตาตัวรถไว้ให้ดีอย่าหมายตาตำแหน่งที่จอดเพราะตอนขากลับรถอาจไม่ได้จอดที่เดิมเพราะต้องวิ่งรอกไปรับทัวร์อีกรอบ



 

 

 

เพื่อกันเหนียวครูดารินทร์บอกให้ถ่ายทะเบียนรถไว้ด้วยเพราะไม่รู้ว่าจะมีคู่แฝดหรือเปล่า แต่ขนาดรอบคอบอย่างนี้ยังเจอดีเข้าจนได้ คือว่าในตอนขากลับพวกผมออกจากสวนมาแล้วแต่เห็นว่ายังมีเวลาพอสมควรก่อนถึงเวลานัดจึงเดินเล่นแถวร้านต้นไม้ข้างนอก กะว่าใกล้เวลาค่อยไปขึ้นรถซึ่งหมายตาตำแหน่งจอดไว้แล้ว เมื่อถึงก่อนเวลานิดหนึ่งเราไปที่รถ ปรากฎว่าประตูรถมีคนยืนออกันแน่นข้างล่างยังมียืนรออีกนับสิบคนสงสัยว่าทำไมไม่ขึ้นไปซักที สอบถามได้ความว่าในรถมีคนนั่งเต็มทั้งชั้นล่างชั้นบน เจ้าหน้าที่ก็บอกให้เบียด ๆ ยืนไปกันไปได้ไหม อ้าว...เห็นเป็นรถเมล์ ขสมก.รึไง

พวกเราทั้งหมดจึงโวยวายไม่ยอมเด็ดขาด ยังไงต้องหาที่นั่งให้เราให้ได้ ทำให้พวกนั้นต้องวิ่งวุ่นไปขอที่นั่งกับรถทัวร์คันอื่นซึ่งออกเวลาเดียวกันให้ ซึ่งหลายคันมีที่นั่งว่างทุกอย่างจึงลงเอยด้วยดี จากกรณีนี้จะเห็นว่าฝรั่งก็มั่วเป็นเหมือนกัน นี่แสดงว่าต้องมีการลักไก่ไม่ตอนใดก็ตอนหนึ่งเป็นแน่แท้






เห็นรถทัวร์จอดเรียงกันเป็นตับเต็มสนามแบบนี้ทำให้ผมเกิดความรู้สึกเหมือนกับตอนงานพืชสวนโลกครั้งแรกของเมืองไทยที่เชียงใหม่คราวโน้น แต่ผมว่าของเรารถเยอะกว่านี้นะ และลวดลายสีสันของรถก็จ้าบกว่ากัน




 

 

บรรยากาศหน้าประตูทางเข้า ที่จริงมาซื้อตั๋วเข้าชมที่นี่ก็ได้ไม่ค่อยมีคนด้วยแต่ต้องหาทางมาเอาเองซึ่งถ้าไม่ใช้รถส่วนตัวก็ยุ่งยากพอสมควร การซื้อผ่านเอเยนต์เขารวมพาหนะเดินทางไปกลับด้วย ส่วนระยะเวลาการทัวร์มีตั้งแต่ครึ่งวันถึงเต็มวัน สำหรับผมคิดว่าครึ่งวันกำลังดี(สำหรับกำลังขาด้วย) ขนาดรอบที่ผมมาขาดทุนไปร่วมครึ่งชั่วโมงเพราะออกเลทก็ยังถือว่าได้ชมไฮไล้ท์ครบ  เอาเวลาที่เหลืออีกครึ่งวันไปล่องเรือชมคลองและเดินชมนางงามตู้กระจกย่าน Red Light ดีกว่า แต่ถ้าหนุ่มสาวที่เรี่ยวแรงยังดีหรือผู้ที่มีเวลามากต้องการเจาะลึกทุกจุดทุก  Pavilion ก็ควรจะใช้เวลาเต็มวัน






สำหรับใครที่ซื้อทัวร์ครึ่งวันอยากเดินชมสวนแบบชิว ๆ ถ่ายรูปดอกไม้สวย ๆ โดยไม่ต้องคอยหลบหลีกผู้คนแล้วผมว่าสลับโปรแกรมมาเที่ยวสวนช่วงบ่ายจะปลอดคนกว่าเพราะกรุ๊ปทัวร์ส่วนใหญ่กลับหมดแล้ว เปรียบเทียบภาพบนซึ่งผมถ่ายตอนเช้ากับภาพข้างล่างซึ่งถ่ายตอนบ่ายในมุมใกล้เคียงกันจะเห็นความแตกต่างชัดเจน







ป้ายคัทเอ้าท์ยินดีต้อนรับมีภาษาไทยอยู่ด้วย แสดงว่าเอาใจลูกค้ารายใหญ่เหมือนกัน






สำหรับการรีวิวสวน Keukenhof ผมจะเล่าสภาพทั่วไปโดยรวมก่อน ส่วนภาพดอกทิวลิปและดอกไม้อื่น ๆ ซึ่งเป็นไฮไล้ท์ของงานผมรวบรวมไว้ในอัลบั้มท้ายบทความ






เริ่มจากบรรยากาศบริเวณหน้าประตูทางเข้า เท่าที่เห็นกรุ๊ปทัวร์ส่วนใหญ่เป็นอื่นไปไม่ได้ต้องพี่จีนมหาอำนาจการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน ส่วนพี่ไทยของเราก็ไม่น้อยหน้าผมเห็นและได้ยินเสียงมากันหลายกลุ่มเหมือนกัน ผมเคยอ่านในเวปท่องเที่ยวชื่อดังบ้านเราเคยมีคนโพสท์ถามว่าคนไทยเวลาไปเที่ยวต่างประเทศเจอกันทำไมไม่ทักกัน ก็มีคนแสดงความคิดเห็นไปต่าง ๆ นา ๆ มีอยู่ความเห็นหนึ่งเขาโพสท์ว่าไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกตรงไหนเพราะในเมืองไทยเองเวลาไปที่ไหน ๆ เจอคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่รู้จักก็ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องทักทายกัน...เออจริงแฮะ งั้นผมก็ไม่แปลก








ข้างหน้ามีร้านขายดอกไม้พันธุ์ไม้มีทั้งหัวทั้งต้นทั้งเมล็ดไว้ซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน







บรรจุภัณฑ์ออกแบบได้สวยงามสื่อความหมายได้ดี






ส่วนของตกแต่งร้านอันนี้ไอเดียเก๋ไก๋เอาสัญลักษณ์ของประเทศสองอย่างมารวมอยู่ในที่เดียวกัน






ผมขออกตัวเสียก่อนว่าความรู้เกี่ยวกับต้นไม้ใบหญ้าของผมมีเท่าหางอึ่งโดยเฉพาะไม้เมืองหนาวด้วยแล้วใบ้รับประทาน สวนนี้ทั้งสวนรู้จักแต่ทิวลิปชื่อเดียวแค่นั้นมั้ง ฉนั้นจึงได้แต่นำรูปมาลงเฉย ๆ ไม่มีการบรรยายสรรพคุณใดใดทั้งสิ้น







สิ่งแรกที่สัมผัสได้หลังจากผ่านประตูเข้าไปคือได้ยินเสียงดนตรีคล้ายบรรเลงจากเครื่องเป่าทองเหลืองผสมออร์แกนมีเสียงฉิ่งฉาบกลองแบบแตรวง คิดว่าคงมีวงโยธวาทิตบรรเลงสดแถวนี้ แต่ปรากฎว่าเสียงมาจากตู้ที่มีสีสันลวดลายสวยงามทางซ้ายมือครับ ตู้แบบนี้เคยเห็นแต่ในหนังฝรั่งฉากสวนสนุก







เข้าไปดูใกล้ ๆ มีรูปตุ๊กตาหญิงสาวแต่งตัวเซ็กซี่ขยับเคาะตามจังหวะเพลง ตอนแรกคิดว่าเป็นเสียงเพลงจากเทปหรือซีดีที่ซ่อนอยู่ข้างใน แต่พอมาดูอย่างละเอียดในตอนขากลับจึงเห็นว่าไม่ใช่ แล้วผมจะเล่าเรื่องนี้ในตอนท้ายครับ



 

 

 

ตอนนี้ไปเดินเล่นในสวนก่อน ผมเวียนขวาตาม ๆ เขาไป เจอวัวยืนแบกชีสต้อนรับอยู่ ที่พื้นมีรองเท้าไม้ข้างเดียวอีกข้างไม่รู้ใครขโมยไปเห็นเด็ก ๆ สาว ๆไปยืนเต๊ะท่าถ่ายรูปกันเด็กสองคนนี้จึงเอาอย่างมั่ง






เดินตามมาเรื่อย ๆ ก็แล้วกันครับ ช่วงแรก ๆ ยังไม่ค่อยมีสีสันเท่าไหร่ เหมือนดอกไม้ยังไม่บานเต็มที่









ผมเข้าไปดูใกล้ ๆ เพื่อพิสูจน์ว่าปลูกลงดินเรียบร้อยนะ ไม่เหมือนต้นไม้ในงานพืชสวนโลกบ้านเราเห็นเต็มพรืดสวย ๆ อย่างนั้นไปคุ้ยดินทีกลบหน้าดูเถอะร้อยทั้งร้อยยังอยู่ในถุงดำ..555






ดอกตูมกะดอกบาน





 


ไอเดียนี้มั้งที่ตามข้างทางแหล่งท่องเที่ยวบ้านเราเอาอย่าง นำแกะมาใส่คอกไว้เป็นพร้อพประกอบฉากเพื่อให้คนผ่านไปผ่านมาถ่ายรูปลงเฟส







ศาลา Willem Alexander Pavilion ชื่อนี้ตั้งตามพระนามของเจ้าชายพระองค์หนึ่งของราชวงศ์ Orange แห่งเนเธอร์แลนด์







ข้างในจัดแสดงนิทรรศการในร่มและร้านอาหาร หลังคาเป็นเรือนกระจกแบบนี้เป็นบ้านเราร้อนตับแตก







ดอกไม้ที่จัดแสดงในศาลามีหลากสีหลากหลายพันธุ์น่าดูชมกว่าที่ปลูกในแปลงข้างนอกเยอะเลย



 

 

มาดช่างภาพมือโปรกับมือ(กล้อง)กระป๋อง







ออกมาชมทิวทัศน์ประเภท Landscape บ้าง












ตอนแรกว่าจะเดินไปขึ้นกังหันลมชมวิวปรากฎว่าฝนลงเม็ดเสียก่อน ไม่ได้เตรียมร่มมาด้วยจึงตัดรายการนี้รวมทั้ง Pavilion อื่นออกไป ประกอบกับเงื่อนไขเรื่องเวลาด้วย


 

 

 

มาดคนสวนนาฬิกาสวย


 

 


คิวสวมรองเท้าไม้ถ่ายรูปนี้ยาวพอสมควร คิวก่อนครูดารินทร์มากันทั้งครอบครัวต้องรอให้สวมรองเท้าจนครบทุกคน






เข้าไปชมอีกศาลาดีกว่า Julliana Pavilion ชื่อนี้เป็นพระนามของราชนีแห่งเนเธอร์แลนด์ในช่วงปี 1948-1980 ในสวนนี้ยังมีอีกสอง Pavilion คือ Wilhelmina และ Beatrix ตั้งชื่อตามพระนามของราชินีเช่นเดียวกัน และอีกหนึ่ง  Pavilion ตั้งตามชื่อพระราชวังคือ Oranje Nassau



 

 

 

มุมหนึ่งภายในศาลาดูเหมือนกลุ่มแม่บ้านกำลังง่วนอยู่กับการการจัดดอกไม้


 

 

 

ผมชอบป้ายแผนภาพที่ติกข้างฝารูปนี้ครับ แสดงให้เห็นวงจรการเจริญเติบโตของทิวลิปเข้าใจได้ง่ายกว่าคำอธิบายเป็นพันคำ จากแผนภาพนี้ทำให้รู้ว่าทำไมเขาถึงเปิดให้ชมสวนในช่วงเดือนสองเดือนนี้เท่านั้น


 

 

 

มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบคือตู้ดนตรีเครื่องที่ผมพูดค้างไว้ในตอนต้น






ตู้ดนตรีนี้มีชื่อเรียกว่า Street Organ หรือเรียกเต็มยศว่า The Dutch  Street Organ เพราะชาวดัทช์มีความเชี่ยวชาญในการสร้างสตรีทออร์แกนขนาดยักษ์ โดยทั่วไป  Street Organ จะมีขนาดไม่ใหญ่นักเพื่อเหมาะกับการนำไปเล่นข้างถนน เสียงดนตรีซึ่งตอนแรกผมคิดว่ามาจากเทปหรือซีดีนั้นความจริงเกิดจากการทำงานของกลไกข้างในตัวมันเองเป็นระบบ Analog ล้วน ๆ ไม่มี Digital มาปะปนซักนิดแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มาจากหลักการเดียวกันนั่นแหละ คือตู้ดนตรีนี้ใช้เครื่องปั่นไฟเป็นต้นกำเนิดพลังงานผ่านสายพานไปขับเคลื่อนเครื่องตีเครื่องเคาะเครื่องเป่าแต่ละชิ้นให้เกิดเสียง ถ้าเปรียบกับระบบดิจิตอลก็คือเป็นส่วนฮาร์ดแวร์






ส่วนเสียงดนตรีที่เกิดจากฮาร์แวร์นั้นจะมีท่วงทำนอง จังหวะ การเรียบเรียงเสียงประสานออกมาเป็นเพลงอันไพเราะเพราะพริ้งได้นั้น ก็ต้องมีซอฟท์แวร์เป็นตัวสั่งงานซึ่งก็คือรอยปรุบนกระดาษแข็งพับไปพับมาที่เรียกว่า Book Music นี่แหละครับ






สำหรับหัวอ่านจะมีหน้าตาทคนิควิธีการอ่านอย่างไรไม่ทราบได้เพราะหายเข้าไปในกล่องอยู่สูงมองไม่เห็น เสียงเครื่องดนตรีที่เป็นธีมหลักคือเสียงออร์แกนแบบท่อโดยรอยปรุเหล่านี้ไปควบคุมท่อลมขับเสียงออร์แกนออกมา






ผมขอเรียก Book Music นี้ว่าอัลบั้ม(ดนตรี)ก็แล้วกันเพราะคล้ายกับอัลบั้มรูปถ่ายสมัpก่อนและจะได้เท่เข้ากับศัพท์ดนตรีในยุคนี้อะไร ๆ ก็อัลบั้ม หนึ่งอัลบั้มคือหนึ่งเพลงแต่ละเล่มมีความหนาไม่เท่ากันแล้วแต่ความยาวของเพลง






แนวดนตรีส่วนใหญ่เท่าที่ได้ยินหนักไปในทางเสียงกลองเสียงฉาบออกแนวมาร์ช ผมบันทึกวิดีโอมาเพลงหนึ่งถ้าตัดต่อเสร็จจะได้นำลงในโอกาสต่อไป






รูปศิลปินกำลังเขียนโปรแกรม Boock Music เสมือนหนึ่งกำลังทำหน้าที่วาทยากร ผมทึ่งในฝีมือการทำงานตรงนี้จริง ๆ



 

 

 

เครื่องจักรกลดังกล่าวนอกจากขับเครื่องดนตรีที่ซ่อนอยู่ในตู้แล้วยังส่งมาขับตัวตุ๊กตาที่โชว์อยู่ด้านหน้าอีกด้วย ตอนตุ๊กตาหมุนมาเคาะระฆังซึ่งแม้จะดูแข็งทื่อแต่ก็น่ารักมีชีวิตชีวานับว่า Street Organ เป็นการนำงานช่างกับงานศิลปะมาอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว





 


เมื่อเพลงจบลงก็มีคุณลุงท่านนี้ทำหน้าที่เปลี่ยนอัลบั้มการเปลี่ยนก็ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนแต่อย่างใดพอ ๆ กับการเปลี่ยนแผ่น ดีวีดี  คุณลุงเห็นผมสนใจขณะเปลี่ยนแผ่น เอ้ย..เปลี่ยนอัลบั้ม Book Music ก็มาอธิบายให้ฟังเป็นฉาก ๆ ผมก็พยักหน้าหงึกหงักไปตามเรื่องฟังไม่รู้เรื่องหรอกครับ จะไปรู้ได้ยังไงคุณลุงแกเล่นสปี้คภาษาดัทช์ทั้งดุ้น




 

 

 

ขึ้นต้นด้วยดอกทิวลิปไหงมาลงท้ายด้วยตู้ดนตรีข้างถนนอย่างเป็นตุเป็นตะได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่ผมถือว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกันเพราะตู้ดนตรี The Dutch Street Organ เครื่องนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสวน Keukenhof ไปแล้ว

ก่อนไปชมอัลบั้มดอกไม้สวย ๆ งาม ๆ จากสวน Keukenhof ผมขอปิดเบรคด้วยภาพน่ารักภาพนี้ครับ



 

Tulips @ Kuekenhof


แก้ไขล่าสุด ใน ก.ย.122013

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 806 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน