The Cotswolds

 

 

เป็นตอนต่อจาก Stratford upon Avon

เป้าหมายต่อไป The Cotswolds


 

 


ตอนแรกผมเข้าใจว่า Cotswolds เป็นชื่อของเมือง ๆ หนึ่ง แต่ความจริง Cotswolds หรือเขียนเต็มยศว่า The Cotswolds เป็นอาณาบริเวณหนึ่งของอังกฤษอยู่ทางทิศตะวันตกไล่ลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ มีพื้นที่ประมาณ 2000 ตารางกิโลเมตรพอ ๆ กับจังหวัดนครนายก The Cotswolds ประกอบด้วยเมืองและหมู่บ้านเล็กใหญ่หลายสิบแห่ง พื้นที่เป็นเนินเขา ทุ่งหญ้า ป่าไม้ และแม่น้ำลำธารหลายสาย มีลักษณะธรรมชาติที่สวยงามรวมทั้งอาคารบ้านเรือนและสภาพแวดล้อมที่ยังคงรูปแบบดั้งเดิม The Cotswolds ใด้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองที่มีความงามทางธรรมชาติที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์แห่งหนึ่งของเกาะอังกฤษ








The Cotswolds ถือว่าเป็นแบบฉบับบ้านเมืองของอังกฤษของแท้ยุคศตวรรษที่ 17 - 18 ที่ยังคงรักษาสภาพในอดีตไว้เป็นอย่างดี มีชาวเมืองอยู่อาศัยดำเนินชีวิตเป็นปกติไม่ใช่เมืองเก่าที่ตายแล้ว และการที่เมืองต่าง ๆ ใน The Cotswolds ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางภูเขาอย่างนี้อาจจะเรียกแบบที่เราชอบพูดกันว่าเป็นเมืองหลังเขาหรือเมืองลับแลก็ดูลึกลับดี




 

 

ระหว่างทางจาก Stratford คุณเท้งโชเฟอร์ขับรถลัดเลาะไปตามถนนสองเลนเหมือนถนนในชนบทบ้านเรา ผ่านฟาร์ม ผ่านทุ่งนา เอ้ย..ไม่ใช่ ทุ่งหญ้ามีแกะเล็มหญ้าอยู่เป็นระยะ  เรียกว่าได้เห็นบรรยากาศบ้านนอกอังกฤษอย่างแท้จริง แต่เห็นเป็นถนนบ้านนอกอย่างนี้เจอวิวสวยตรงไหนนึกจะจอดถ่ายรูปก็จอดไม่ได้ กว่าจะจอดได้คุณเท้งต้องหาซอยแยกเข้าไปอีกที่ รู้สึกว่าแกไม่ค่อยกล้าจอดสุ่มสี่สุ่มห้าข้างถนน









ฝรั่งเห็นกะเหรี่ยงไทยจอดรถถ่ายรูปแกะกันอย่างไม่เคยพบเคยเห็น ก็คงอารมณ์เดียวกับที่เราเห็นฝรั่งแห่ลงไปถ่ายรูปทุ่งนาและควายแถวอยุธยานั่นแหละครับ สรุปกะเหรี่ยงพอกัน




 


ถ้าใครสังเกตุในบ้านเราตอนนี้ตามเส้นทางท่องเที่ยวสำคัญยกตัวอย่างในภาคเหนือที่ผมผ่านประจำ หลายแห่งมีเอกชนสร้างพักรถพักคนโดยออกแบบสถานที่อย่างสวยงามด้านหน้ามีตัวหนังสือตัวโตเกี่ยวกับสถานที่นั้นหรือข้อความโดนใจวัยโจ๋ตั้งเห็นแต่ไกล พร้อมกับคอกแกะมีแกะขนขอดมอมแมมกระดำกระด่างสี่ห้าตัวไว้ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปโพสท์ลง Face , IG หรือสื่อโชเชียลมีเดียทั้งหลาย ผมเห็นแกะเหล่านั้นเจออากาศร้อนเมืองไทยมันคงอยากถอดเสื้อขนแกะใจจะขาด (ภาพข้างล่างนี้ของจริงครัีบ)

 

 

 

อ้อ...แกะดำหน้าตาเป็นอย่างนี้นี่เอง

 

 

ผมเห็นบ้านชาวนาอังกฤษหลังนี้รวมทั้งหลาย ๆ ที่ผ่านมา ทำให้นึกถึงเรื่องราวที่ได้ยินมารวมทั้งเคยอ่านจากหนังสือว่าหญิงสาวบางคนได้สามีฝรั่งแล้วหอบหิ้วกันไปอยู่บ้านสามีที่เมืองนอก ดูเผิน ๆ ก็ดูดีเป็นที่อิจฉาของใครต่อใคร แต่เอาเข้าจริงสามีพาไปอยู่ในฟาร์มบ้านนอกคอกนานู้นห้่างไกลผู้คน เพื่อนบ้านก็ไม่มีถึงมีก็พูดกันไม่รู้เรื่องวัฒนธรรมความเป็นอยู่ก็ต่างกันเหมือนอยู่ตัวคนเดียวไร้ญาติขาดมิตร เรื่องดราม่าทำนองนี้เมื่อก่อนผมก็ไม่รู้สึกอะไรนักแต่พอมาเห็นของจริงเข้า ถ้าเป็นผมเจอแบบนี้เข้าก็คงกลุ้มใจ คิดถึงเมืองไทยใจจะขาด เพราะบ้านเราไม่ว่าจะอยู่บ้านนอกไกลปืนเที่ยงแค่ไหนก็ตามก็ยังอบอุ่นด้วยญาติมิตรเพื่อนฝูงชั่วดียังไงก็พูดกันรู้เรื่อง


เพราะอย่างนี้หรือเปล่าทำให้ฝรั่งทั้งหลายทำเนียนมาอาศัยอยู่เมืองไทยจนหลายแห่งเป็นชุมชนต่างด้าวไปแล้ว ทุกวันนี้แถวสันทรายบ้านผมเกือบทุกเย็นตามร้านชำในหมู่บ้านฝรั่งวัยกลางคนขึ้นไป (แก่มากกว่า) ต่างทยอยออกมาตั้งวงดื่มเบียร์ท้องถิ่นตราสัตว์ใหญ่มีงวงสรวลเสเฮฮากันจนมืดค่ำจึงแยกย้ายกันไปบ้านใครบ้านมัน นี่คงเป็นสวรรค์สำหรับพวกเขาเป็นแน่แท้เพราะบ้านเราค่าครองชีพ(โคตร)ถูกถ้าเทียบกับบ้านเขา และชาวบ้านชาวช่องก็นิสัยดี้ดี ปีหนึ่งลงทุนเสียค่าเครื่องบินมาอยู่เมืองไทยสักสองสามเดือนจ่ายกินค่าอยู่รวมทั้งค่า...XX.. กลับไปบ้านเมืองตัวเองเผลอๆ ยังได้กำไรเสียอีก

 

 

 

โปรแกรมทัวร์ Cotswolds ผมหมายตาไว้สองสามเมืองโดยแต่ละเมืองอยู่ในเส้นทางไปอ้อกซ์ฟอร์ดและบิชเตอร์เอ้าท์เล็ทก่อนกลับลอนดอน เมืองแรกที่แวะคือเมือง Broadway


 

 

 

ถนนสายหลักของเมือง Broadway มีร้านค้าโรงแรมผับบาร์ต่าง ๆ ตั้งเรียงรายสองฝั่งฟากของถนน อาคารบ้านเรือนของย่าน The Cotswolds มีจุดเด่นคือก่อสร้างด้วยหินสีเหลืองชนิดหนึง มีชื่อเรียกว่าหินสีน้ำผึ้ง (Honey Coloured Limestone)


 

 

 

โดยนำหินเหล่านั้นมาเป็นวัสดุสำคัญในการก่อสร้างตั้งแต่พื้น ผนังไปจนถึงหลังคา อาคารหลังนี้เป็นโรงแรมเก่าแก่แห่งหนึ่งของเมือง Broadway ยังเปิดให้บริการอยู่


 

 

 

หลังคาหิน แม้จะมีการชำรุดตามกาลเวลาเขาก็ยังซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิม  ถ้าเป็นบางประเทศป่านนี้รื้อเปลี่ยนเป็นหลังคาโมเนียกันหมดแล้วจะมัวซ่อมไปใย หลังคาหินแบบนี้ผมเห็นอีกแห่งที่เมืองบ้านนอกของสวิสเซอร์แลนด์ แต่ที่นั่นหินแผ่นใหญ่กว่า


 

 

 

 

นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งในการรักษาสภาพดั้งเดิมไว้อย่างสุดฤทธิ์ โปรดสังเกตุตรงผนังทางเชื่อมอาคารทำด้วยฝาไม้เก่าแล้วเก่าอีก ก็ยังไม่คิดเปลี่ยน


 

 

 

ผนังของอาคารถูกตระไคร่น้ำจับกระกำกระด่างก็ทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ ไม่มีการขูดลอกทาสีใหม่

 

 

 

รางน้ำฝนที่อยู่คู่อาคารมาสองสามร้อยปียังแข็งแรงใช้การได้อยู่ ผมชอบรายละเอียดตั้งแต่หัวน๊อต ตัวประกับ หม้อพักน้ำยังมีโลโก้ติดอยู่ด้วย ตัวอักษรและตัวเลขบนนั้นมีความหมายว่าอย่างไรไม่รู้

 

 

 

อาคารเก่าแก่มุงหลังคาแบบโบราณ (Thatch Roof) ยังมีหลงเหลือให้เห็น

 

 

 

หลังคาแบบนี้ใช้วัสดุประเภทหญ้าหรือฟางตากแห้งมัดรวมกันนำมาปูซ้อนกันหลายชั้นจนหนาได้ที่แล้วคลุมด้วยตาข่ายอีกชั้นหนึ่ง

 

 

 

ฝรั่งนั่กท่องเที่ยวเท่าที่เห็นทั้งที่นี่และที่ไหน ๆ เป็นประเภท สว.จำนวนไม่น้อยกว่านักท่องเที่ยววัยหนุ่มสาว บางสถานที่จะมากกว่าด้วยซ้ำ สว.ที่เห็นส่วนมากมักจะลุยเองโดยไม่ง้อลูกหลาน ผมว่าสังคมไทยอีกไม่นานก็คงมีสภาพคล้ายกัน

 

 

 

การมีต้นไม้เลื้อยขึ้นคลุมบ้านแบบนี้ฝรั่งเขาคงไม่ถือเพราะผมพบเห็นทั่วไปแทบจะเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเป็นเมืองไทยไม่นิยมคนโบราณเขาถือ ทั้งนี้เป็นเพราะเมืองไทยฝนตกชุกความชื้นสูงและบ้านไทยสร้างด้วยไม้ก็จะเกิดการผุพังได้ นอกจากนี้ต้นไม้อาจเป็นที่สิงสถิตย์ของสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย ส่วนบ้านเรือนทางตะวันตกมักสร้างด้วยอิฐ หิน ซึ่งทนทานกว่าไม้และโดยที่เป็นเมืองหนาวไม่มีพวกงูเงี้ยวเขี้ยวขอมารบกวน


 

 


มีอยู่ช่วงหนึ่งผมกำลังนังพักทอดอารมณ์อยู่ริมถนนใกล้ตู้ไปรษณีย์ จู่ ๆ ก็มีแหม่มคนหนึ่งมาจอดรถเทียบเปิดกระจกกวักมือเ้รียกผมให้เข้าไปหา ทำเอาผมเป็นงงเพราะไม่เคยมีญาติหรือกิ๊กในเมืองนี้ซักคน แหม่มคนนี้วัยไล่เรี่ยกับผมมีเค้าเคยสวยมาก่อน ผมหันไปสำรวจรอบตัวตรงนั้นมีผมอยู่คนเดียวคิดว่าชี้เป้าไม่ผิดตัวแน่ จึงเดินไปหาด้วยความงงงวย พอผมชะโงกหน้าเข้าไปแกก็ยื่นซองจดหมายให้พร้อมกับพูดว่ายูกรุณาเอาจดหมายไปทิ้งตู้จดหมายให้ไอหน่อย...พลี้สส อ้าว..เห็นผมเป็นบุรุษไปรษณีย์ซะแล้ว


 

 

 

เพื่อเห็นแก่สาววัยรุ่นเดียวกันและเห็นแก่..พลี้สส..อันหวานจ๋อยผมจึงยินดีบริการให้อย่างเต็มใจ ซึ่งก็ดีเหมือนกันจะได้พร้อพประกอบฉากโดยไม่ต้องเซ็ตอัพขึ้นมา ถ้าแหม่มเจ้าของจดหมายบังเอิญกลับรถมาเห็นผมกำลังถือซองจดหมายชักเข้าชักออกตู้ไปรษณีย์เพื่อแอ้คชั่นถ่ายรูปละก็ คงต้องสงสัยว่ามันทำอะไรกับจดหมายของชั้นยะ







ปัจจุบัน เมือง Broadway ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของศิลปะและของเก่าของสะสม




 

 

 

เมืองนี้ให้ความสำคัญกับแกะมากกว่าไก่






ชมบรรยากาศทั่ว ๆ ไป




 

 

 


 

 

สถานีต่อไป

ฺีBourton-on-the-Water


 

 

 

ถนนจาก Broadway ไป Bourton-on-the-Water บางช่วงบีบเหลือเลนเดียวกรมทางอังกฤษต้องทำสถานที่หลีกเป็นระยะ ทำยังกะทางรถไฟไทยแลนด์






ทิวทัศน์สองข้างทางเป็นทุ่งแกะสลับป่าโปร่งดูไปดูมาคล้ายกันไปหมด ถ้าไม่มี GPS มีสิทธิ์หลงแน่





 

 

Bourton-on-the-Water เมืองฮิทติดอันดับเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากกว่าเมืองอื่น ๆ  ในเขต The Cotswolds


 

 

 

ตอนทำโปรแกรม Codswolds ผมก็ใส่ชื่อเมืองนี้เป็นลำดับแรกเนื่องจากอ่านตามเว็บใคร ๆ ก็พูดถึงเมืองนี้แล้วเราจะพลาดได้อย่างไร




Bourton-on-the-Water ได้รับการขนานนามว่า "Venice of the Cotswolds" ทั้งนี้เพราะมีแม่น้ำ Windrush ไหลผ่านใจกลางเมืองโดยมีสะพานโค้งข้ามแม่น้ำเป็นระยะคล้ายกับเมืองเวนิส แม้ขนาดจะเล็กจิ๋วกว่าแยะแต่กล้อมแกล้มพอได้ กรุงเทพของเราฉายา "เวนิสตะวันออก" ยังใกล้เคียงกว่าเยอะ แต่นั่นกรุงเทพเมื่อห้าสิบปีมาแล้วจ้า...


 


สำหรับ "เวนิสแห่งคอทส์โวลด์" มีดีกว่าเวนิสต้นฉบับ ตรงน้ำในแม่น้ำใสแจ๋วไม่ขุ่นคลั่กเหมือนที่โน่น




 

 

ผมมองลงไปในน้ำใสไหลเย็นทำให้นึกถึงท่อนหนึ่งของเพลง "บัวขาว" เพลงสมัยคุณแม่ผมยังสาว ท่อนที่ว่า "...น้ำใสไหลกระเซ็นเห็นตัวปลา ว่ายวนไปมา น่าเอ็นดู..." ถึงแม้น้ำที่นี่ไม่มีปลามีแต่เป็ดว่ายวนไปมาก็เถอะ แต่น้ำในแม่น้ำ Windrush ใสสะอาดจริง ๆ จะเปรียบว่าใสเหมือนตาตั๊กแตนก็ไม่เคยจับตั๊กแตนมาส่องดูว่าตามันใสยังไง เอาเป็นว่าใสเหมือนกับน้ำที่ออกมาจากเครื่่องกรองน้ำดื่มก็แล้วกัน




 



ถ้าเป็นบ้านเราเมืองที่มีแม่น้ำไหลผ่าเมืองเรียกว่าเมืองอกแตกผิดหลักฮวงจุ้ยทั้งปวง  แต่สำหรับที่นี่แล้วแม่น้ำที่ผ่ากลางเมืองนี้แหละดีนักหนากลายเป็นจุดขาย เป็นแลนด์มาร์คชั้นเยี่ยม ใครต่อใครก็อยากมายืนถ่ายรูปกันตรงมุมประชานิยมแถว ๆ นี้แหละ ..555


 

 

 

เจอนักท่องเที่ยว สว.อีกแระ..






ตามความเห็นส่วนตัวผมว่าเมือง Burton-on-the-Water มีเสน่ห์ตรงทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำ Windrush กับความคึกคักของนักท่องเที่ยวส่วนรูปแบบของสถาปัตยกรรมมีเสน่ห์สู้เมือง ฺBroadway ที่ผ่านมาไม่ได้


 

 

 

 

แต่สถาปัตยกรรมยังคงรักษาเอกลักษณ์ หิน หิน หิน จากพื้นยันหลังคาสไตล์ The Cotswolds


 

 

 

อย่างไรก็ตามสถานที่น่าสนใจอื่น ๆ ของเมืองยังมีอีกหลายแห่ง เช่น พิพิธภัณฑ์รถไฟจำลอง พิพิธภัณฑ์รถโบราณ เมืองจำลอง สวนนก เป็นต้น แต่ผมไม่ได้เข้าไปดูเนื่องจากเวลาน้อยถ้าจะให้ครบต้องใช้เวลาเป็นวัน


 

 

 

ผมนั่งดูวิวทิวทัศน์แม่น้ำ Wildrush แห่งเมือง Bourton-on-the-Water ไม่ว่ามองมุมไหนไม่เบื่อจริง ๆ ครับ




 

 

 

ม้านั้งยาวโค้งตัวนี้ผมว่าเข้าท่าแฮะ.. มีของใหม่มาตัดกับของเก่าแก้เลี่ยนบ้างก็ดี  (ของเก่า : ตึกสีน้ำผึ้งไม่ใช่คน)

 

 

 

นั่งล้อมวงจิบชายามบ่าย Afternoon Tea ไม่ใช่สิ...ต้อง Afternoon Fish & Chips

 

 

 

การกิน Fish & Ship ของผมนอกจากแก้เลี่ยนด้วยน้ำกระป๋องยาวแล้ว ขาดไม่ได้คือน้ำพริกตาแดงครับ..เข้ากั๊น...เข้ากัน...

 

 


 






ตอนออกจาก Bourton-on-the-Water ไปยังเป้าหมายต่อไปคือหมู่บ้าน Bibury คุณเท้งโชเฟอร์เห็นพวกเราตุนแต่กระป๋องทรงสูงนานายี่ห้อมาเต็มรถแต่ไม่มีเครื่องเคียงที่คู่ควร จึงเสนอว่าอยากชิมเนื้อกวางรมควันไหมเดี๋ยวทางผ่านมีอยู่ร้านหนึ่งผมเคยซื้อทานอร่อยดี พวกผมมีหรือจะปฏิเสธของแสวอย่างนี้ (แสว : ภาษาเหนือหมายถึงอาหารประเภทเนื้อสัตว์ตรงข้ามกับพวกมังสวิรัต) แกจึงพาไปร้านชื่อเก๋ไก๋ร้านนี้ซึงตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางทุ่ง บนหลังคามีแผงโซลาร์เซลล์อยู่เต็ม


 

 

 

ร้านค้าหน้าตาเหมือนโรงรถนี่ถ้าคุณเท้งไม่พามาไม่รู้หรอกว่าข้างในนั้นมีอะไร


 

 

 

พอเข้าไปในร้านบรรยากาศเหมือนกับซุเปอร์มาร์เก็ตเล็ก ๆ  สินค้าหนักไปทางผลิตผลทางการเกษตรทั้งสดและแปรรูป มีชั้นเครื่องดื่มทั้งแอลกอฮอล์และไร้แอลกอฮอล์เรียงเป็นตับ ภาพในร้านอาจไม่มีรายละเอียดเท่าที่ควรพราะผมแอบถ่ายไม่กล้าถ่ายตรง ๆ เกรงใจ




 

สำหรับสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ประกอบด้วยสัตว์สี่เท้าสองเท้าและไร้เท้า เช่น ปลาเทร้าท์ ปลาคอดส์ เป็ด ไก่ ห่าน นกพิราบ เนื้อหมู เนื้อกวาง เป็นต้น มีทั้งของสดและรมควันบรรจุในแพ็คสูญญากาศอย่างดี เสียดายถ้ามีครัวอยู่ใกล้ เอาพวกเนื้อสดเหล่านั้นมาผัดฉ่า แกงป่าหรือย่างน้ำตกคงไม่เลว นึกถึงยังน้ำลายไหล

 

 

 

เมื่อได้เสบียงประเภทรมควันฉีกซองรับประทานได้ทันทีตามต้องการแล้วก็ออกเดินทางต่อ คราวนี้ในรถครึกครื้นเป็นอันมาก

 

 



วิลเลียม มอร์ริส (William Morris) สถาปนิก ศิลปิน กวี และนักประพันธุ์ที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ ในศตวรรษที่ 18 ได้กล่าวถึงเมือง Bibury ว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยที่สุดในอังกฤษ "The most beautiful village in England" ใครที่เคยไปมาแล้วต่างก็บอกว่าสวยเหมืองเมืองในเทพนิยาย เราตามมาดูครับว่าจะจริงเท็จประการใด




เริ่มจากฟาร์มเลี้ยงปลาเทร้าท์ หลายปีมาแล้วผมไปเที่ยวงานโครงการหลวง ที่เชียงใหม่ ทางโครงการได้นำปลาเทร้าท์สดเป็นตัว ๆ มาจำหน่าย เป็นปลาเทร้าท์ที่เพาะพันธุ์ได้เป็นครั้งแรกในเมืองไทย เจ้าหน้าที่บอกว่าปลาเทร้าท์ต้องเลี้ยงแบบธรรมชาติในน้ำเย็นจัดและไหลเวียนตลอดเวลา ซึ่งบนดอยสูงทางภาคเหนือมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมคล้ายกับถิ่นกำเนิดของมัน

 


พอมาเห็นบ่อปลาของจริงเข้าตอนแรกคิดว่าเป็นสวนธรรมดาทั่วไปถ้าไม่บอกไม่รู้หรอก ฟาร์มปลาเทร้าท์ที่ Bibury ออกแบบภูมิทัศน์เหมือนกับเป็นสวนน้ำหรือสวนสาธารณะ มีสระน้ำ ลำธาร น้ำตก ตกแต่งต้นไม้ใบหญ้า มีทางเดินลัดเลาะไป เห็นอย่างนี้นึกถึงคำพูดของเจ้าหน้าที่โครงการหลวงขึ้นมาทันที การจัดบ่อปลาแบบนี้ก็เพื่อทำให้เป็นธรรมชาติเอาใจปลาเทร้าท์นั่นเอง




 

น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาทดมาจากน้ำในแม่น้ำ Coln ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักประจำหมู่บ้าน Bibury





ทิวทัศน์อีกด้านหนึ่งของแม่น้ำ



 

ดังที่เขียนในตอนต้นผมตื่นเต้นมากกับความใสแจ๋วของน้ำในแม่น้ำ Wildrush ที่เมือง  Bourton-on-the-Water แต่พอมาเห็นน้ำในแม่น้ำ Coln ที่โน่นชิดซ้ายตกน้ำไปแลย ถึงแม้ความใสจะใสพอ ๆ กัน แต่ที่นี่มีความเป็นธรรมชาติกว่ากันมาก โดยเฉพาะใต้น้ำแทนที่จะมีแค่ก้อนกรวด ก็มีทั้งสาหร่าย ตะไคร่น้ำ ไม้น้ำหรืออะไรทำนองนี้เรียกไม่ถูกไม่รู้จักมีหลายชนิดหลายพันธุ์ เหมือนกับความหลากหลายของประการังตอนดำน้ำดูในทะเลแถวหมู่เกาะอาดังราวี แสดงถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ (ขอใช้คำโก้ ๆ ร่วมสมัยกับเขาบ้าง)








คนละฟากแม่น้ำกับฟาร์มปลาเทร้าท์เป็นโรงแรมอันเป็นที่รู้จักดีของนักท่องเที่ยว เคยอ่านจากไหนจำไม่ได้แล้วว่าละครไทยเรืองหนึ่งเคยมาใช้แถวนี้เป็นโลเคชั่นในการถ่ายทำ





จุดท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของหมู่บ้าน Bibury คือ Arlington Row ซึ่งเป็นกลุ่มเรือนแถวสร้างด้วยหินสีเหลืองน้ำผึ้ง เดิมสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักของคนงานทอขนแกะ ปัจจุบันยังรักษาไว้ในสภาพดั้งเดิมเหมือนในศตวรรษที่ 17 และในเรือนแถวเหล่านี้ยังมียังมีชาวบ้านอาศัยอยู่เป็นปกติ





เสียดายเนื่องจากมีเวลาจำกัดอีกทั้งแข้งขาเริ่มประท้วงเพราะวันนี้เดินเที่ยวตั้งแต่เช้า ผมจึงไม่ได้เดินไปสัมผัสความเป็นอยู่ในหมู่บ้านเหล่านี้อย่างใกล้ชิด (ภาพนี้เป็นด้านหลัง) ผมเคยเห็นในรูปผู้ที่เคยไปมาโพสท์ลงในเว็บ เป็นภาพหมู่บ้านที่สวยงามน่ารักมากถ้าใครมีโอกาสไปไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง





รูปแบบสถาปัตยกรรมในหมู่บ้าน Bibury โดยเฉพาะส่วนของหลังคาและหน้าจั่วเป็นเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะของ Cotswolds โดยแท้เรียกว่า Cotswolds Style ผมพิจารณาทรงของหลังคาแล้วคลับคล้ายคลับคลากับภาพวาดประกอบนิทานของฝรั่ง คงอย่างนี้นี่เองจึงเปรียบหมู่บ้าน Bibury ว่าเป็นดั่งเมืองในเทพนิยาย






ชมบรรยากาศทั่ว ๆ ไป









เสียดายผมวางแผนพลาดไปนิดที่ให้เวลากับโปรแกรม  The Cotswolds  น้อยไปหน่อยเรียกว่าไม่เคยมาไม่รู้  ที่จริงควรจะมีเวลาให้ที่นี่ไม่น้อยกว่า 2  - 3 วัน  เรืยกว่าอยู่ดื่มด่ำกับบรรยากาศเมืองลับแลอังกฤษทุกซอกทุกมุมและยังมีอีกตั้งหลายเมือง เหมาะสำหรับผู้ที่หลงไหลในธรรมชาติ ความสงบหรือต้องการสัมผัสชีวิตของคนบ้านนอกเมืองผู้ดีอังกฤษ แต่ไม่ว่าจะอยู่กี่วันก็ตามควรจะหาโอกาสพักที่หมู่บ้าน Bibury สักคืนหนึ่ง

คราวนี้แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วจึงได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเป็นการมาเซอร์เวย์ก็แล้วกัน ปีหน้าฟ้าใหม่หากบุญพาวาสนาส่ง (ปัจจัย) ก็อาจได้มาเจาะลึกในรายละเอียดอีกครั่งหนึ่ง




 

 






ผมขอเพิ่มเติมเมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่งของ The Cotswolds คือเมืองมรดกโลก Bath ซึ่งทริปคราวนี้ผมไม่ได้ไปเพราะเคยไปแล้วเมื่อปลายปี 2011 โดยครั้งนั้นผมเช่ารถขับจากที่พักเมือง Eastbourne ไปชมแท่งหินโบราณ Stonehence ไปสิ้นสุดที่เมือง Bath (ตามลิ้งค์นี้ครับ "On The Road")





จึงขอนำภาพบางส่วนของเมือง Bath เมื่อคราวที่แล้วมาลงเป็นตัวอย่างก่อน ตั้งใจไว้ว่าจะเขียนเรื่องนี้เป็นการเฉพาะอีกที (แต่ไม่รู้เมื่อไหร่)





บรรยากาศในเมือง Bath เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว


 

 


Bath Abbey





ลานหน้าโบสถ์





ขอจบบทความนี้ด้วยมุมประชานิยมของสถานที่อาบน้ำโรมันโบราณ The Roman Baths


 

 


 

 

แก้ไขล่าสุด ใน ส.ค.302013

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 791 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน