The Beatles Story

 

เป็นตอนต่อจาก Albert Dock Liverpool

The Beatles Story

นิทรรศการตำนานศิลปินที่มีชื่อเสียงยุค '60 "เดอะบีเทิลส์" ตั้งอยู่ใต้ถุนอาคารอัลเบิร์ทด้อคเมืองลิเวอร์พูล


 

 

 

การเขียนบทความนี้ผมจะเรียงตามลำดับการจัดนิทรรศการตั้งแต่ประตูทางเข้าไปจนถึงประตูทางออก อาจมีตกหล่นบ้างก็ด้วยความหลง ๆ ลืม ๆ ตามวัย

 

 

 

เมื่อเข้าประตูไปก็พบกับการต้้อนรับของสี่เต่าทอง ริงโก สตาร์,จอห์น เลนนอน,ยอร์จ แฮริสันและพอล แม็กคาร์ตนีย์ วงเดอะบีเทิลส์ตอนเข้ามาเมืองไทยได้รับการขนานนามว่าวงสี่เต่าทอง ด้วยผมทรงกะลาครอบ ซึ่งเป็นทรงผมต้องห้ามสำหรับวัยรุ่นไทยในยุคนั้น ถ้าใครทำผมทรงนี้จะถูกตำหนิติเตียนจากสังคมซึ่งรับไม่ได้กับทรงผมบ้า ๆ บอ ๆ นี้ ว่าไปถึงขนาดจะไปทำลายวัฒนธรรมตลอดจนศีลธรรมจริยธรรมอันดีไปโน่น แม้กระทั่งใครที่นิยมชมชอบเพลงของศิลปินกลุ่มนี้จะถูกมองว่าเป็นผู้ไร้รสนิยมด้วยซ้ำไป ถ้าเป็นยุคนี้จะต้องถูกรายการคุยข่าวทั้งหลายนำมาหากินโดยเรียกทั้งสองฝ่ายมาโต้กันเอามันทางโทรทัศน์ไปแล้ว


 

 

 

ผมขอถ่ายรูปกับหนุ่มน้อยหุ่นสูงยาวเข่าดีแต่งกายเลียนแบบพอล แม็กคาร์ตนีย์ บนปกอัลบั้ม Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band ดูเหมือนเป็นพนักงานต้อนรับแต่หนุ่มคนนี้ทำจุ้ยเดินเกร่ไปเกร่มาไม่สนสิ่งรอบข้างใดใดทั้งสิ้น ผมต้องรอสบตาตั้งหลายรอบกว่าจะขอถ่ายรูปด้วย จนครูดารินทร์หมั่นไส้สะกิดว่าไปเฮอะ..อย่าไปสนมันเลย ดูซิครับแม้แต่ยืนถ่ายรูปผมอุตส่าห์ยิ้มนำทางให้แล้วแกยังทำหน้าเบื่อโลกเหมือนเดิม


 

 

 

หลังจากเสียเงินเข้าชมก็จะได้รับหูฟังพร้อมรีโมทให้กดฟังเป็นจุด ๆ

 

 

 

เมืองลิเวอร์พูลภูมิใจมากที่ได้เป็นบ้านเกิดของศิลปินซึ่งถือได้ว่ามีบทบาทโดดเด่นในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมการดนตรีของอังกฤษ รวมทั้งมีอิทธิพลต่อวัยรุ่นทั่วโลกในยุคนั้น


 

 

 

แต่ดนตรีที่มีอิทธิพลต่อพวกเขาในยุคแรก ๆ ที่ก่อตั้งวงก็คือดนตรีประเภทสกิฟเฟิล (Skiffle) และร้อคแอนด์โรล (Rock and Roll) โดยมีศิลปินที่เขาชื่นชอบหลายคน โดยเฉพาะเอลวิส เพรสลี่


 

 

 

ในปี ค.ศ. 1956 จอห์น เลนนอน รวบรวมเพื่อนนักเรียนไฮสกูลที่ลิเวอร์พูลตั้งวงดนตรีขึ้นมาชื่อ The Quarrymen เล่นเพลงสไตล์สกิฟเฟิลและร้อคแอนด์โรลตามสมัยนิยม รับงานปาร์ตี้ตามบ้านและงานรื่นเริงโรงเรียน เวลามีการประกวดวงดนตรีสมัครเล่นที่ไหนก็ไปประกวดกับเขาด้วย ในปี ค.ศ. 1957 และ 1958 พอล แม็คคาร์ตนี่และยอร์จ แฮริสันได้มาร่วมวงตามลำดับ วง The Quarrymen เปลี่ยนมาเป็น The Beatles ในปี ค.ศ.1960 พร้อมกับแนวดนตรีได้พัฒนาจากแนวสกิฟเฟิลและร้อคแอนด์โรล มาในสไตล์ที่หลากหลายขึ้นเช่นโฟล์คร้อค ไซเคเดลิคร้อค (Psychedelic Rock) หรือนำแนวดนตรีบัลลาดส์ (Ballads) ป้อบและคลาสสิคมาผสม จากภาพข้างล่าง เด็กหนุ่มเสื้อลายหน้าไมโครโฟนนั่นแหละครับจอห์น เลนนอน


 

 

 

ชื่อ Colin Hanton บนหน้ากลองเป็นชื่อของมือกลองของวง The Quarrymen และกลองชุดที่นำมาจัดแสดงคือกลองต้นฉบับของแท้ที่ Colin Hanton มอบให้


 

 


The Casbah Coffee Club สถานที่ทำให้ The Quarrymen พัฒนามาเป็น The Beatles  ทั้งที่ก่อนหน้านี้ในปี 1957 วง The Quarrymen เคยไปแสดงที่ The Cavern มาแล้ว แต่ก็ถือว่าเป็นการไปโชว์ตัวช่วงสั้น ๆ แม้แต่พอล แม็คคาร์ตนี่ยังบอกว่า The Casbah เป็นที่แจ้งเกิดของพวกเขา

 

 

 

The Casbah เป็นสถานที่แสดงหาเงินอย่างเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1959  แต่ตอนมารับงานคลับแห่งนี้ยังตกแต่งไม่เสร็จเจ้าของคือ โมนา เบสท์ (Mona Best) จึงบอกนักดนตรีซึ่งขณะนั้นประกอบด้วย เคน บราวน์,จอห์น เลนนอน,ยอร์จ แฮริสันและพอลแม็คคาร์ตนี่ย์ ช่วยทาสีผนังให้ด้วย หนุ่มนักดนตรีวัยรุ่นกลุ่มนี้นอกจากจะทาสีแล้วยังเขียนรูปอะไรเรื่อยเปื่อยลงไปด้วย เช่น แมงมุม แถบสายรุ้ง ดวงดาว ตามตัวอย่างที่นำมาจัดแสดง


 

 

 

สัญญาในการแสดงหาเงินครั้งแรกที่ The Casbah ของวง The Quarrymen คือแสดงทุกคืนวันเสาร์เริ่มตั้งแต่วันเปิดร้านวันแรกรวมทั้งหมดเจ็ดครั้งในราคาคืนละ 15 ชิลลิ่ง ในวันแรกที่เปิดแสดงนับว่าประสบความสำเร็จอย่างมากเพราะมีวัยรุ่นชาวลิเวอร์พูลแห่มาดิ้นกันอย่างลืมตายราว 300 คน ซึ่งทำให้พวกเขาริ่มเป็นที่รู้จักนับแต่นั้นมา

 

 

 

ภาพเล็กเป็นภาพของจอห์น เลนนอนกับพอล แม็คคาร์ตนี่ ขณะแสดงในวันเปิด The Casbah

 

 

 

หลังจากพัฒนามาเป็นเดอะบีเทิลส์แล้ว ในปี ค.ศ. 1960 เดินทางไปเปิดการแสดงนอกประเทศเป็นครั้งแรก ณ เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมันนี จากภาพโปสเตอร์แสดงว่าการเดินทางในยุคนั้นต้องขนรถลงเรือจากเกาะอังกฤษไปขึ้นฝั่งที่เยอรมัน


 

 

 

เดอะบีเทิลส์แสดงในเมืองฮัมบูร์กที่ Indra Club 48 คีน





และที่ Kaiserkeller อีก 58 คืน ชุดหนังสีดำนี่คงเป็นชุดที่จ้าบที่สุดของวัยรุ่นเยอรมันยุค '60



 

 


ปี ค.ศ. 1961 เดอะบีเทิลส์กลับไปแสดงที่ Top Ten Club เมืองฮัมบูร์ก อีก 3 เดือน


 

 

 

The Star Club ในเมืองฮัมบูร์กเปิดใหม่ในปี ค.ศ. 1962 ได้จองตัวเดอะบีเทิลส์ไปเปิดแสดงตลอดเจ็ดอาทิตย์แรกและอีกหลายครั้งในปีเดียวกันนั้น

 

 

 

การแสดงสดที่ The Star Club ได้ถูกบันทึกและคัดสรรจัดทำเป็นอัลบั้มในนั้นมีเพลงสำคัญคือเพลง I Saw Her Standing There แต่งโดยเลนนอนกับแม็คคาร์ตนี่





 

ห้องทำงานของ แซม ลีช (Sam Leach) หนึ่งในสามผู้จัดการที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเดอะบีเทิลส์ ผู้จัดการอีกสองคนคือไบรอัน เอ็ปสไตน์ (Brian Epsteine) ผู้ปั้นเดอะบีเทิลส์ให้เป็นนักดนตรีมืออาชีพ และยอร์ช มาร์ติน (George Martin) ผู้พัฒนาศักยภาพด้านดนตรีและการแต่งเพลงของเดอะบีเทิลส์




แซม ลีช เป็นผู้จัดการในยุคแรกของเดอะบีเทิลส์ หนึ่งความสำเร็จของเดอะบีเทิลส์ก็เกิดจากการโปรโมทของผู้จัดการคนนี้ เพราะแซมถือว่าเป็นโปรโมทเตอร์ผู้ทรงอิทธิพลในวงการดนตรีของลิเวอร์พูลในตอนต้นทศวรรษที่ 60 พอล แมคคาร์ตนี่เคยให้สัมภาษณ์ทางวิทยุท้องถิ่นเมืองลิเวอร์พูลว่า ยุคนั้นถือว่าเป็นยุคของแซม ลีช






ผมชอบการจำลองสภาพของห้องที่เก็บรายละเอียดได้ทุกซอกทุกมุม ทำให้ได้กลิ่นอายบรรยากาศการทำงานในยุคนั้นตลอดจนสท้อนให้เห็นอุปนิสัยการทำงานของแซม ลีช อย่างชัดเจน




ความดังของเดอะบีเทิลส์นอกจากฝีมือการโปรโมทของแซม ลีชแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็มาจากการเสนอข่าวของแมกกาซีนเกี่ยวกับดนตรีชื่อ Mersey Beat ซึ่งก่อตั้งโดย บิลล์ แฮรี่ (Bill Harry) ในปี 1961 บิลล์ แฮรี่เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนจอห์น เลนนอน สมัยเรียนที่่วิทยาลัยช่างศิลป์ลิเวอร์พูล แมกกาซีน Mersey Beat นอกจากจะเสนอข่าวคราวการเคลื่อนไหวในวงการดนตรีในเมืองลิเวอร์พูลโดยทั่วไปแล้ว ในฐานะที่เจ้าของเป็นเพื่อนซี้กับจอห์นจึงต้องเสนอภาพข่าวบทความเกี่ยวกับเดอะบีเทิลส์มากเป็นพิเศษหน่อย






Hersey's Music Center ตัวแทนจำหน่ายเครื่องดนตรีในเมืองลิเวอร์พูล ในปี ค.ศ.1957 ทางร้านได้ซื้อขายกีตาร์ตัวแรกของจอห์น เลนนอน ในราคา 17 ปอนด์ อีกหลายปีต่อมาภายหลังที่ไบรอัน เอ็ปสไตน์ได้มาเป็นผู้จัดการของเดอะบีเทิลส์ ภาระกิจแรก ๆ ของเขาก็คือไปกว้านซื้อเครื่องดนตรีและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเดอะบีเทิลส์ที่มีการซื้อขายจากร้านเฮอร์ซี่มาเก็บไว้ ปัจจุบันสิ่งเหล่านั้นมีค่ากว่าสองแสนปอนด์

 

 

 

ถึงแม้ว่า Hersey's Music Center จะได้ปิดกิจการไปแล้วเมื่อเดีอนสิงหาคม ปี ค.ศ.1995 แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของตำนานเดอะบีเทิลส์ ในวันที่ร้านปิดกิจการทีวีอังกฤษไปถ่ายทำข่าวกันใหญ่โต






และก็มาถึงถนนสายสำคัญ Mathew Street  ใครเป็นแฟนของเดอะบีเทิลส์มาเมืองลิเวอร์พูลต้องไม่พลาดถนนสายนี้ เพราะเป็นที่ตั้งของ The Carvern Club หนึ่งในตำนานที่สำคัญของเดอะบีเทิลส์ ทั้งถนนเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ของเดอะบีเทิลส์ ตอนแรกผมตั้งใจจะมาเยี่ยมเยียนถนนแมทธิวนี้เช่นกัน แต่เนื่องจากเวลาจำกัดประกอบกับได้สัมผัสบรรยากาศจำลองจากนิทรรศการอย่างเต็มอิ่มแล้วจึงตัดโปรแกรมนี้ออกไป






ฉากถนนแมทธิว แทบจะเรียกได้ว่าเป็นไฮไล้ท์ของนิทรรศการนี้ก็ว่าได้ มีการจำลองอาคารสถานที่แสงสีเสียงอย่างสมจริง







The Cavern Club คือคลับที่เดอะบีเทิลส์มาเปิดแสดงนานที่สุดก่อนที่จะมีชื่อเสียงระดับโลกที่ยังคงความอมตะมาจนทุกวันนี้



 

 


สภาพภายในเดอะคาร์เวร์นคลับ  Gary Marsden แห่งวง Peacemaker ได้กล่าวถึงบรรยากาศของเดอะคาร์เวร์นคลับในยุคแรกว่า ภายในนั้นมืด มีกลิ่นอับ อบอวลไปด้วยกลิ่นเหงื่อไคลของวัยรุ่น แต่บรรยากาศของเสียงดนตรีนั้นเยี่ยมมาก สนุกสนานเหมือนกับมีปาร์ตี้ทุกคืน วงดนตรีที่มาเล่นนั้นสุดยอดทุกวง






เดอะบีเทิลส์เปิดแสดงที่เดอะคาเวร์นครั้งแรก เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1961 โดยเล่นในช่วงเวลาอาหารกลางวัน สมาชิกวงในตอนนั้นประกอบด้วย John Lennon, Paul McCartney, George Harrison, Stuart Sutcliffe และ Pete Best เป็นมือกลอง






ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันนั้นเอง ไบรอัน เอ็บสไตน์ (Brian Epsteine) ได้มานั่งชมการแสดงของเดอะบีเทิลส์เป็นครั้งแรกก็รู้สึกประทับใจทันที หลังจากวันนั้นก็แอบมานั่งฟังอีกหลายครั้ง





ฺBob Wooler ดีเจของคาร์เวร์นคลับ เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพบปะกันระหว่างไบรอันกับเดอะบีเทิลส์ ทำให้อีกไม่กี่เดือนไบรอันก็ได้เป็นผู้จัดการของเดอะบีเทิลส์ โดยเซ็นสัญญากัน 5 ปี





 

ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งของตำนาน






สิงหาคม 1962 เดอะบีเทิลส์ได้มือกลองคนใหม่มาแทน Peter Best มือกลองคนนั้นคือ Ringo Starr ตั้งแต่การแสดงวันแรกที่เดอะคาร์เวร์นคลับจนถึงวันสุดท้ายในวันที่ 3 สิงหาคม 1963 เป็นระยะเวลาสองปีกว่า เดอะบีเทิลส์ได้แสดงรวมทั้งสิ้น 292 ครั้ง





 

จากภาพเล็กทำให้นึกถึงคำพูดของ Gary วง Peacemaker ที่พูดถึงบรรยากาศเดอะคาเวิร์นไว้ในตอนต้นไม่มีผิด แม้ตอนนี้ใครเป็นแฟนเดอะบีเทิลส์ตัวจริงถ้ามาอยู่ในบริเวณนี้แล้วสวมหูฟังเพลงไปด้วยรับรองได้เลยว่าจะต้องอินกับบรรยากาศมาก ๆ ผมเห็นสาว (เหลือน้อย) บางคนไม่นั่งหรือยืนฟังเฉย ๆ แต่ขยับแข้งขยับขาเต้นไปตามจังหวะเพลงบนฟลอร์หน้าเวทีด้วย





 

กับแฟนเดอะบีเทิลส์รุ่นเดียวกัน  ไม่รู้จักกันมาก่อนแม้ต่างชาติต่างภาษาพูดกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้าง แต่ด้วยเสียงเพลงทำให้เหมือนเจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน






ผมป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณนี้นานเป็นพิเศษอยากอยู่ซึมซับบรรยากาศตรงนี้นาน ๆ แต่ครูดารินทร์เร่งให้ออกไปยิก ๆ สงสัยชักไม่ไว้ใจ






NEMES (North End Music Stores) บริษัทแผ่นเสียงในเมืองลิเวอร์พูลซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวของตระกูลไบรอัน เอ็บสไตน์




 


หลังจากไบรอันได้เซ็นสัญญาเป็นผู้จัดการของเดอะบีเทิลส์ก็ได้ตั้งบริษัทของตัวเองชื่อ NEMS Enterprises ขึ้นมาบริหารจัดการในเรื่องนี้




 

เดือนมิถุนาบน 1962 ไบรอัน ได้พาเดอบีเทิลส์ได้ไปอัดแผ่นเสียงครั้งแรกกับสตูดิโอ EMI ที่ถนนแอบบี้ กรุงลอนดอนในซิงเกิ้ลแผ่นแรกชื่อ Love Me Do ภายใต้การควบคุมของยอร์ช มาร์ติน (George Martin) ซึ่งต่อมาคือผู้จัดการคนใหม่ของเดอบีเทิลส์แทนไบรอัน เอ็บสไตน์





สำหรับเพลง Love Me Do ได้มีการอัดแผ่นถึง 3 ครั้งโดยเปลี่ยนมือกลองถึง 3 คน คือคนแรก Pete Best คนที่สอง Ringo Starr และคนที่สาม Andy White โดยโยกริงโกไปเป่าทรอมโบนแทน ทั้งสามเวอร์ชั่นได้ถูกนำไปบรรจุในหลายอัลบั้มออกจำหน่ายในอังกฤษและอเมริกา






นิทรรศการได้จำลองห้องอัดเสียง EMI ในยุคนั้น








ภาพปกอัลบั้มชื่อ Abby Road อันเป็นอัลบั้มชุดสุดท้ายที่เดอะบีเทิลส์ได้บันทึกเสียง (แต่ไม่ใช่อัลบั้มสุดท้ายที่ออกจำหน่าย อัลบั้มที่ออกจำหน่ายชุดสุดท้ายคือ Let It Be ซึ่งได้อัดเสียงไปก่อนหน้านี้แล้ว) ภาพเดอะบีเทิลส์กำลังข้ามทางม้าลายที่ถนนแอบบี้ในกรุงลอนดอนภาพนี้ถือว่าเป็นภาพเดอะบีเทิลส์ที่ดังมากภาพหนึ่ง ทำให้ตรงทางม้าลายถนนแอ้บบี้มีชื่อเสียงขึ้นมาทันที





 

ที่ผ่านมามีผู้คนจากทุกมุมโลกไปทำท่าเลียนแบบถ่ายรูปบนทางม้าลายนี้ตลอดเวลา และท่าเดินข้ามถนนของเดอะบีเทิลส์ท่านี้กลายเป็นท่าคลาสสิคที่มีการนำไปทำภาพล้อเลียนมากมาย






A Hard Day’s Night ภาพยนตร์เรื่องแรกของเดอะบีเทิลส์สร้างในปี 1964 ภาพลักษณะฮาล์ฟโทนบนปกอัลบั้มซาวน์แทรคหนังเรื่องนี้เป็นที่ชื่นชอบของผมมาก ตอนนั้นผมกำลังบ้าอัดขยายภาพจึงซื้อฟิล์มลิท (Lith Film) มาทดลองทำหมดไปหลายกล่อง ยังได้นำเทคนิคนี้ไปสร้างงานองค์ประกอบศิลป์ส่งอาจารย์ชิ้นหนึ่งด้วย แต่ที่จำแม่นก็คือถูกสาว(สวย)นักศึกษา วค.สวนดุสิต (ชื่อในสมัยนั้น) ขอร้องแกมบังคับให้เพ้นท์รูปเดอะบีเทิลส์แบบนี้ลงบนเสื้อยืด ยุคนั้นการเพ้นท์เสื้อกำลังเป็นที่นิยมในหมู่สาว ๆ ซิลค์สกรีนยังไม่เกิด ซึ่งงานเพนท์ลักษณะนี้ไม่ใช่งานถนัดของผม แต่ก็พยายามทำให้ด้วยความยินดี...เฮ้อ...ไม่รู้ว่าป่านนี้ไปเป็นคุณย่าคุณยายอยู่ที่ไหน..?





นิทรรศการห้องต่อไปเป็นเป็นการนำเสนอความคลั่งไคล้ของแฟน ๆ เดอะบีเทิลส์นำเสนอทั้งภาพถ่ายและภาพวิดีโอ





คำว่า Betlemania ได้ถูกบัญญัติขึ้นอย่างไม่เป็นทางการเพื่อเรียกปรากฎการณ์ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 1963  วันที่เดอะบีเทิลส์ไปแสดงหน้าพระที่นั่งควีนมัมพระราชชนนีของควีนเอลิซาเบธกับฟ้าหญิงมากาเร็ธ ณ โรงลครปริ้นซ์อ้อฟเวลส์  ฝูงชนทุกเพศทุกวัยมาจากทุกสารทิศต่างแสดงอาการคลั่งไคล้กรี้ดกันแบบจะเป็นจะตาย หลังจากครั้งนั้นก็มีปรากฎการณ์ Betlemania ในเกือบทุกแห่งที่เดอะบืเิทิลส์ไปเปิดแสดงทั้งในและนอกประเทศอังกฤษ


 

 

 

กองทัพสื่อทั้งหลายก็เมเหนี่ยบีเทิลส์กับเขาด้วย





สังเกตุว่าที่นั่งชมวิดีโอ ปรากฎการณ์ Betlemania อย่างใจจดใจจ่อเป็นวัยรุ่นแทบทั้งนั้น



 

 


ผมยืนดูการกรี้ดของ Beatlemania รุ่นคุณป้าคุณยายจากวิดีโอแล้วยืนยันว่าเมเหนี่ยรุ่นลูกรุ่นหลานในปัจจุบันนี้ชิดซ้ายตกเวทีไปได้เลย เพราะเมเหนี่ยรุ่นนั้นเขากรี้ดกันอย่างสุดฤทธิ์สุดเดชเต็มเหนี่ยวจริง ๆ ฉนั้นต่อไปนี้ถ้าลูกหลานขอไปเมเหนี่ยเอเอฟหรือเดอะสตาร์ละก็คุณย่าอย่าไปว่าเขานะ






 

มุมของที่ระลึกเกี่ยวกับเดอะบีเทิลส์





 

7 กุมภาพันธุ์ 1964 เดอะบีเทิลส์ทัวร์คอนเสร์ตอเมริกาครั้งแรก เมื่อเดินทางถึงสนามบินจอห์เอฟเคเนดี้ กรุงนิวยอร์ค มี Beatlemania มารับถึง 5000 คน ส่งเสียงกรีดร้องต้อนรับสนั่นหวั่นไหวเช่นเคย






มีการจำลองภาพภายในเครื่องบินสายการบิน Pan Am คงตั้งใจทำเป็นที่นั่งพักสำหรับผู้เข้าชมนิทรรศการไปในตัว





 

 

อีกสองวันต่อมา เดอะบีเทิลส์ได้ไปออกรายการทีวีชื่อดังของอเมริกา Ed Sullivan Show จากผลการสำรวจมีผู้ชมรายการถึง 73 ล้านคน นับเป็นสถิติรายการทีวีที่มีผู้ชมสูงสุดในยุคนั้น






เอลวิสราชาเพลงร้อคแอนด์โรลถือว่าเป็นไอดอลของเดอะบีเทิลส์ก็ว่าได้ ในเดือนสิงหาคม 1965 เดอะบีเทิลส์ได้ไปพบกับเอลวิสที่บ้านของเอลวิลย่านไฮโซ เบลแอร์ ลอสแอนเจลิส



 

 



Strawberry Field เป็นชื่อของสถานสงเคราะห์เด็กซึ่งตั้งอยู่ใกล้บ้านจอห์น เลนนอน ในวัยเด็กเขากับเพื่อน ๆ ได้ไปวิ่งเล่นในสวนหลังสถานสงเคราะห์แห่งนี้ ในปี ค.ศ. 1967 จอห์น เลนนอนได้แต่งเพลงชื่อ Strawberry Field Forever โดยได้รับความบันดาลใจจากความทรงจำในวัยเด็กที่นั่น ปัจจุบัน Strawberry Field กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของลิเวอร์พูล






จากการชมนิทรรศการตำนานเดอะบีเทิลส์จากยุคแรกมาเป็นลำดับจะเห็นว่ายังไม่มีสีสันเท่าไหร่ พอมาถึงยุคอัลบั้ม Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band ( 1967) แนวดนตรีของอัลบั้มชุดนี้เป็นแนวไซเคเดลิกร็อก (Phychedelic Rock) การออกแบบปกอัลบั้มก็เป็นแนวศิลปะไซเคเดลิค (Phychedelic Art) รวมถึงการออกแบบนิทรรศการก็ออกมาในแนวเดียวกันทำให้สีสันของนิทรรศการบริเวณนี้สดใสขึ้นมาทันที




 

 


ปกอัลบั้มชุดนี้ออกแบบโดยการนำภาพใบหน้าบุคคลที่มีชื่อเสียงมาปะติด โดยศิลปินลัทธิป้อปอาร์ต (Pop Art) ของอังกฤษชื่อเซอร์ปีเตอร์ เบลค (Sir Peter Blake) ศิลปะป้อปอาร์ตและการสร้างงานลักษณะปะติด (Collage) เป็นที่นิยมของศิลปินไทยในยุคนั้นเช่นกัน


 



ผลงานในยุคไซเคเดลิก (Phychedelic Year) ของเดอะบีเทิลส์อีกชิ้นหนึ่งก็คือ The Yellow Submarine ซึ่งเป็นซาวด์แทรคจากภาพยนตร์เอนิเมชั่นชื่อเดียวกัน



 

 

 

นิทรรศการมีการจำลองภายในเรือดำน้ำสีเหลืองด้วย


 

 


ช่วงนั้นผมกำลังเรียนอยู่ศิลปากรผมยอมรับว่าในงานออกแบบส่งอาจารย์หลายชิ้นได้รับอิทธิพลจากงานศิลปะในอัลบั้ม Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band และ The Yellow Submarine ไม่น้อยทีเดียว




 


ไม่เฉพาะผมเท่านั้นนักกราฟิตตี้ทั้งหลายก็ได้รับอิทธิพลจากหนังเรื่องนี้ด้วย ซึ่งนิทรรศการก็ได้จำลองมาตั้งแสดงด้วย






กางเกงขาบานกว้างเป็นศอกเสื้อสีแปร้ดคอปกใหญ่ ๆ กับเน็คไทด์อันเท่าใบพายแบบนี้ผมก็เคยใส่มาแว้ว...อ้อ...ทรงผมกับหนวดด้วย






ผู้ชมกลุ่มนี้คงเป็น Beatlemania รุ่นเก๋า มาฟื้นความหลังหรือไม่ก็พาลูกหลานมาเล่าความหลังให้ฟัง



 



เมื่อมีเกิด มีการเจริญเติบโต ก็ต้องมีการดับสูญเป็นธรรมดา เดอะบีเทิลส์ก็ไม่สามารถหนีพ้นวัฏจักรนี้ไปได้ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 1970 เดอะบีเทิลส์ได้ประกาศยุบวงอย่างเป็นทางการ ทุกคนแยกย้ายไปตามทางของตนเอง เหมือนเพลง Let It Be ซึ่งเป็นอัลบั้มสุดท้ายของพวกเขา โดยพอล แม็กคาร์ตนี่ไปร่วมกับวงอื่นและเป็นศิลปินเดี่ยวในบางครั้ง ริงโก้ สตาร์ไปเป็นดาราหนัง และยอร์จ แฮริสันออกอัลบั้มเดี่ยวพร้อมกับเป็นโปรโมเตอร์ในวงการบันเทิง ส่วนจอห์น เลนนอน เป็นศิลปินเดี่ยวแต่งเพลงร้องเพลงตามถนัดพร้อมกับเป็นนักต่อสู้เพื่อสันติภาพ เขามีความสุขที่ได้พบกับเสรีภาพของตนเองในการเป็นศิลปินเดี่ยวในบั้นปลาย






ผลงานที่ถือว่าเป็นมาสเตอร์พีซของจอห์น เลนนอน ในยุคศิลปินเดี่ยวก็คือเพลง Imagine ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นเพลงสัญลักษณ์ของการต่อต้านสงคราม งานไหนงานนั้นต้องใช้เพลงนี้ประกอบเป็นแบ้คกราวด์





 

"...เธออาจจะหาว่าฉันนั้นเป็นคนช่างฝัน

แต่ไม่ใช่ฉันคนเดียวเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้

ฉันหวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะมาร่วมสานฝันด้วยกัน...."





"....และวันนั้นผู้คนทั้งโลกก็จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว." .....(จากท่อนสุดท้ายของบทเพลง Imagine)




 

 

นิทรรศการตำนานเดอะบีเทิลส์จบลงที่ห้องสีขาว (The White Room) ซึ่งเป็นบ้านของจอห์น เลนนอนกับโยโกะ โอโนะ ที่ Tittenhurst Park ผนังขวามือของห้องสีขาวจำลองนี้เป็นเนื้อเพลง Imagine นำมาเรียงต่อกัน




 

 

มิวสิควิดีโอสำหรับโปรโมทเพลง Imagine ถ่ายทำในยุคที่เรียกว่า White Period ของจอห์น เลนนอน โดยถ่ายทำในห้องสีขาวกับบริเวณรอบบ้านในวันที่เต็มไปด้วยหมอกขาวโพลน ส่วนภายในก็ขาวหมด เสื้อผ้าจอห์นและโอโนะก็สีขาว นั่งเล่นเปียโนสีขาว...




 


8 ธันวาคม 1980 จอห์น เลนนอนถูกยิงโดย Mark David Chapman  ณ บริเวณทางเข้าอพาร์ทเม้นท์ของเขาในนิวยอร์คและไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ข่าวการเสียชีวิตของเขาช้อคผู้คนไปทั่วโลก และในปี 1985 ทางการนิวยอร์คได้อุทิศพื้นที่บริเวณเซนทรัลพาร์คซึ่งอยู่ตรงข้ามอพาร์ทเม้นท์ของเขาให้เป็นสวน Strawberry Fields ซึ่งจอห์นชอบไปเดินเล่นในวัยเด็ก พร้อมกันนี้เมืองเนเปิลส์ อิตาลี ได้บริจาคกระเบื้องโมเสคมาปูพื้นทางเดินเป็นรูปวงกลมมีคำว่า Imagine อยู่ตรงกลาง





 

 

 

ต่ออีกนิด...ก่อนถึงทางออกเป็นร้านกาแฟ






ร้านขายของที่ระลึก






และก็ทางออกคนละทางกับที่เข้ามา...จบแล้วครับ อ้อ..ก่อนจบเหลือบไปเห็นภาพประกอบป้าย fab4Store รูปเดอะบีเทิลส์สี่หน้าแบบนี้แหละครับ เหมือนกับรูปที่ผมเพ้นท์บนเสื้อยืดสาว วค.เป๊ะเลย




 

 

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน ก.ค.172013

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 656 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน