Stratford-Upon-Avon

 

เป็นตอนต่อจาก The Beatles Story

ก่อนอื่นผมขอรีวิวที่พักเสียก่อนตามธรรมเนียม ที่พักในเมือง Stratford-Upon-Avon เป็นเก็สท์เฮ้าส์ตั้งอยู่ใจกลางเมืองชื่อ Arden Park



 

 

เป็นเก็สท์เฮ้าส์เจ้าของดำเนินการเองเหมือนกับที่ Edinburgh และ Glen Wynne ตั้งอยู่ติดถนนจอดรถค้างคืนไม่ได้ต้องไปจอดเสียเงินในคาร์ปาร์คซึ่งอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่



 

 

 

ถึงแม้ไม่มีที่จอดรถแต่ด้านที่พักและอื่น ๆ ผมให้คะแนนเต็มสิบเช่นเดียวกับเกสต์เฮ้าส์ที่ Glen Wynne ดังกล่าวมาแล้วว่าในการเลือกที่พักของพวกผมในทริปนี้ต้องพยายามให้ลงตัวกับจำนวนคน 3 คู่ กับเศษอีก 1 คน ในราคาที่เหมาะสม เกสต์เฮ้าส์อาร์เด็นปาร์คที่ผมพักในวันนั้นประกอบด้วยห้องสามเตียงสำหรับ 4 คน 1 ห้อง กับห้องคู่และห้องเดี่ยวอีกอย่างละ 1  ห้อง ลงตัวพอดี ภาพที่ถ่ายมาเป็นห้อง 3 เตียง ขนาดห้องกำลังดีไม่รู้สึกอึดอัด

 

 

 

อีก 2 ห้องผมไม่ได้เข้าไปถ่ายแต่สอบถามแล้วก็โอเค ทุกห้องมีห้องน้ำในตัว


 

 

 

ห้องอาหารในเช้าวันรุ่งขึ้น ผมเห็นแดดส่องเข้ามานึกในใจว่าวันนี้คงได้รูปสวยแน่


 

 

 

สำหรับมื้อเช้าที่นี่ขอตัดคะแนนนิดหนึ่งคือว่าอาหารประเภทโปรตีนน้อยไปหน่อยมีแค่แฮมในจานขวามือเท่านั้นแต่ก็มีไข่ต้มมาชดเชย และก็ตามเคยพนักงานเสร์ฟและเจ้าของคือคนเดียวกันซึ่งก็น่ารักไม่แพ้ที่ Glen Wynne ตอนเช็คเอ้าท์คุณอาเจ้าของยังแจกโบรชัวร์กับแผนที่พร้อมกับอธิบายเส้นทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างละเอียด รู้สึกว่าเขาภูมิใจบ้านเมืองของเขามาก


 

 

 

ถัดจากห้องอาหารเป็นห้องนั่งเล่นขนาดกระทัดรัด ผมขอเล่าความน่ารักของจ้าของบ้านอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่าในวันรุ่งขึ้นหลังกลับจากสแตรทฟอร์ดผมได้รับเมล์จากแกมาขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่บอกว่าเสียใจด้วยที่ห้องพักเดี่ยว(ห้องคุณเท้งโชเฟอร์)น้ำร้อนทำงานบ้างไม่ทำบ้าง แกเพิ่งไปเจอเข้าหลังจากเราออกไปแล้ว ผมถามคุณเท่งในวันหลังว่ามีปัญหาตามนั้นหรือไม่คุณเท้งแกตอบว่า "..ไม่มีปัญหาครับพี่นิด ๆ หน่อย ๆ เอง..." (หรือว่าแกไม่อาบน้ำ) จากกรณีนี้แสดงให้เห็นว่าแกใส่ใจในความพึงพอใจของลูกค้าตลอดเวลาที่จริงทำไม่รู้ไม่ชี้ก็ยังได้


 

 

 

อันที่จริงโปรแกรม Stratford น่าจะจบลงตั้งแต่เมื่อวานแล้วแต่เราเรื่อยเปื่อยแวะโน่นแวะนี่ไปเรื่อยมาถึงเอาเมื่อก่อนมืดเล็กน้อย ทำให้ต้องยกยอดมาเช้าวันนี้แต่ก็ได้ได้แค่โฉบรอบเมืองไม่ได้เจาะลึกในรายละเอียดโดยเฉพาะบ้านเช็คสเปียร์เพราะถ้าไปแล้วยาวแน่ ๆ  จะกระทบกับโปรแกรมวันนี้ซึ่งมีอีกหลายแห่งและมีเงื่อนไขต้องกลับถึงลอนดอนให้ทันก่อนมืดเพื่อไปตามหาอพาร์ทเม้นท์ที่จองไว้ใหม่






จากแผนที่จะเห็นว่าเมือง Stratford เป็นเมืองเล็กนิดเดียวแต่ที่มีชื่อเสียงเพราะเป็นบ้านเกิดของวิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ กวีเอกของโลก เมืองนี้จึงมีสถานที่สำคัญเกี่ยวข้องกับเช็คสเปียร์รวมทั้งญาติโกโหติกาทั่วเมือง ผมชอบเรียกชื่อนักกวีผู้นี้ซึ่งวรรณกรรมของเขาถูกบังคับให้เรียนมาตั้งแต่เด็กว่ากวีเขย่าหอก (Shake Spear) ตามอย่างบรมครูด้านภาษาและบรมครูด้านการเขียนเรื่องเบาสมอง ชื่อครูอบ ไชยวสุ หรือนามปากกาฮิวเมอริสต์ได้เขียนไว้นานแล้ว

ผมชอบโลโก้ของเมืองตามภาพเล็ก ซึ่งออกแบบเป็นรูปหงส์สัญลักษณ์ของเมืองส่วนปีกทำเป็นรูปปากกาขนนกสัญลักษณ์ของการประพันธ์ นำมาจัดวางได้อย่างลงตัวสื่อตรงกับเมืองอันเป็นบ้านเกิดของนักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่


 

 


โปรแกรมชะโงกทัวร์เมืองสแตรทฟอร์ดของผมเริ่มที่หอนาฬิกา American Fountain หรือ  American Clock tower ของขวัญจาก George W Childs ชาวอเมริกันมอบให้เมืองสแตรทฟอร์ด เนื่องในวาระเฉลิมครองราชย์ครบรอบ 50 ปี ของควีนวิคตอเรีย หอนาฬิกานี้ตั้งอยู่จตุรัสกลางเมือง ที่เรียกว่า American Fountain เพราะตรงฐานโดยรอบเดิมเป็นอ่างน้ำพุแต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกระถางดอกไม้ไปแล้ว




 


หอนาฬิกาก่อสร้างด้วยหินสไตล์โกธิคลักษณะเด่นคือมีรูปนกอินทรีย์กระพือปีกกับรูปสิงโตคำรามสัญลักษณ์ของสองประเทศยืนเฝ้าอยู่ตามมุม


 

 

 

หลังหอนาฬิกาเป็นผับที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองสแตรทฟอร์ด The Old Thatch Tavern สร้างปี ค.ศ. 1470 เมื่อตอนเช้าผมหลงดีใจว่าวันนี้แดดสวยแต่พอเอาเข้าจริงเมฆดำทมึนมาจากไหนก็ไม่รู้ ไอ้ที่หวังว่าจะได้รูปแสงเงาสวย ๆ นั้นลืมไปได้เลยสลึมสลือเหมียนเดิม แถมในตอนท้ายมีฝนตกลงมาด้วย


 

 


ด้านขวาเป็นโรงแรมเก่าแก่เช่นกัน The White Swan Hotel สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันยังเปิดให้บริการอยู่ ไม่แน่ถ้ามีโอกาสมาอีกครั้งอาจจะมาพักที่นี่ก็เป็นได้ อยากสัมผัสบรรยากาศในยุคกลางว่าจะลึกลับน่าขนลุกเหมือนกับที่เห็นในหนังหรือไม่


 

 

 

อาคารในยุโรปส่วนใหญ่นิยมแปะปีที่สร้างไว้ด้วย ทำให้ทราบอายุได้ทันที


 

 

 

อาคารบ้านเรือนก่อสร้างในลักษณะอิฐผสมไม้สไตล์ทิวดอร์ที่สร้างมาตั้งแต่ยุคกลาง ใครชื่นชอบสถาปัตยกรรมสไตล์นี้มาที่สแตรทฟอร์ดไม่ผิดหวัง หลายอาคารมีสภาพโย้เย้ไปตามกาลเวลาแต่เขาก็รักษาไว้เป็นอย่างดี


 

 

 

โครงสร้างลายไม้ที่วางในแนวตั้งคล้ายกับลายฝาปะกนของเรือนไทยเราแต่ต่างกันตรงไม่มีลายขวางวางสลับตามแนวนอน ผมอยากไปรื้อดูเหมือนกันว่าเขามีเทคนิคอย่างไรในการทำให้ไม้กับอิฐอยู่ประสานกันได้เป็นอย่างดีไม่มีรอยแตกรอยแยกให้เห็น เพราะปกติไม้กับปูนอยู่ด้วยกันมักจะเกิดรอยร้าวเสมอ


 

 

 

โครงสร้างอีกรูปแบบหนึ่งมีการเพิ่มเส้นขัดโดยวางไม้ตามแนวเฉียงและไม้ทำเป็นรูปโค้งทำให้ดูมีลูกเล่นเพิ่มขึ้น


 

 

 

งานแกะสลักตกแต่ง ดูรายละเอียดการเข้าไม้ยังเนี้ยบอยู่แม้ผ่านมาหลายร้อยปี


 

 

 

นี่ก็เป็นการใช้ไม้อีกแบบหนึ่งแทนที่จะโค้งเฉย ๆ ก็เพิ่มปุ่มทำเป็นรอยหยักหมือนปากคน เมื่อต่อกันเข้าก็กลายเป็นลายรูปไข่เต็มผนัง


 

 

 

ฮาวาร์ดเฮ้าส์ (Harvard House) บนถนน High Street สร้างในปี 1596 เป็นบ้านของมารดา จอห์น ฮาวาร์ด ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดในอเมริกา

 

 

 

คลีนิคหมอจอห์น ฮอลล์ ลูกเขยเช็คสเปียร์ บนถนน Old Town  ปัจจุบันข้าวของภายในยังคงสภาพเดิมรักษาไว้เป็นพิพิธภัณฑ์

 

 

 

ถนน Wood Street เริ่มจากหัวมุมหอนาฬิกาถือว่าเป็นถนนช้อปปิ้งสายหนึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าทั่วไปและร้านค้าแบรนด์ตั้งอยู่หลายร้าน แต่ก็งั้นแหละได้แค่ Window Shopping

 

 

 

สู้ร้านประเภทชาริตี้ของมูลนิธิต่าง ๆ ไม่ได้ มีสินค้าหลากหลายให้เลือกโดยเฉพาะเสื้อผ้าเครื่องกันหนาวในราคาเป็นมิตรต่อกระเป๋าสตางค์ เหมาะกับลูกค้าผู้มีรสนิยมสูงรายได้ต่ำยิ่งนัก ใช้เสร็จแล้วขี้เกียจขนกลับเมืองไทยก็เอาไปบริจาคต่อได้บุญอีกต่างหาก






ไม้ซุงที่นำมาประกอบเป็นอาคารโรงเตี้ยมหลังนี้แทนที่จะถากเรียบ ๆ เหมือนอาคารทั่วไป แต่มีการแกะสลักเป็นลวดลายอย่างละเอียดทุกตัวไม้





 



ป้ายแกะสลักบอกว่าสร้างมาตั้งแต่ปี 1596





 

แม้แผ่นโลหะที่ประกบรางน้ำฝนยังมีการแกะสลักด้วย แสดงว่าช่างที่สร้างอาคารนี้สนุกสนานมีความมันในการทำงานมาก






ลายไม้บนผนังเป็นแบบเดียวกับฮาวาร์ดเฮ้าส์ ลายนี้คงเป็นลายมาตรฐานที่นิยมกันอีกลายหนึ่ง






ผมเห็นผับแบบดั้งเดิมหลายแห่งในเมืองนี้แล้วนึกเสียดายถ้ามีเวลาอีกซักคืนจะชวนพี่ชายตระเวนเข้าไปชิม เอ้ย..ชมบรรยากาศคลาสสิคเหล่านี้ให้ชุ่มฉ่ำไปเลย






บนถนน Sheep Street มีอาคารขึ้นป้ายว่าเก่าแก่ที่สุดในเมืองสแตรทฟอร์ดคือ The Shrieves House ประมาณว่าสร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1196 เท่ากับอายุของเมืองสแตรทฟอร์ดเลยทีเดียว











ปัจจุบันข้างในอาคารจัดเป็นพิพิธภัณฑ์โดยมีการแสดงจำลองสถานการณ์ย้อนยุคไปในสมัยกลาง ศตวรรษที่ 16








อาคารขนาดกระทัดรัดหน้าตาน่ารักหลังนี้เป็นร้านเสื้อผ้าแฟชั่นอยู่คุ่เมืองสแตรทฟอร์ดมานานแล้ว






ดูภายนอกโบราณซอมซ่ออย่างนี้แต่สินค้าแฟชั่นข้างในเป็นคอลเลคชั่นรุ่นใหม่ทีเดียวนะ






ร้านขายของที่ระลึกหัวมุมถนน Sheep Street ก่อนถึงสวนแบนคร้อฟท์ ช่างออกแบบได้แหลมสมเป็นร้านหัวมุมจริง ๆ





สินค้าที่ระลึกนอกจากเกี่ยวกับอังกฤษโดยทั่วไปแล้ว ที่ขาดไม่ได้คือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับกวีเขย่าหอกแห่งเมืองสแตรทฟอร์ด






อาคารบ้านเรือนที่ตั้งอยู่รอบนอกยังคงสภาพเดิม ๆ ไม่น่าเชื่อว่าโย้เย้ขนาดนี้ยังอยู่ได้ไม่พังครืนลงมา





บางหลังยังมุงหลังคาแบบโบราณหรือ Thatch Roof คือหลังคาที่มุงโดยการนำพืชประเภทหญ้าฟางตากแห้งมามัดรวมกันแล้วก็เอามาปูซ้อน ๆ กันจนหนาตามต้องการแล้วคลุมด้วยตาข่ายอีกชั้นหนึ่ง






ที่ต้องซ้อนกันจนหนาเตอะแบบนี้นอกจากกันแดดกันฝนแล้วผมว่าคงเพื่อป้องกันอากาศหนาวเย็นด้วย ตรงข้ามกับหลังคามุงจากบ้านเราซึ่งซ้อนกันไม่กี่ชั้นเพื่อระบายอากาศ






สวนสาธารณะแบนคร้อฟท์ (Bancroft Garden) ริมฝั่งแม่น้ำเอวอนสถานที่พักผ่อนทำกิจกรรมกลางแจ้งของชาวเมืองสแตรทฟอร์ด







ในสวนมีประติมากรรมร่วมสมัยรูปหงส์สัญลักษณ์ของเมืองทำด้วยโลหะสเตนเลสออกแบบโดยประติมากร Christine Lee เนื่องในวาระครบรอบ 800 ปี เมืองสแตรทฟอร์ด ทำพิธีเปิดโดยควีนเอลิซาเบ็ธเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1996






แม่น้ำเอวอนน้ำใสสอาดมีฝูงห่านหรือหงส์..?  ว่ายอยู่หลายตัวเป็นภาพสวยงามสดชื่นมากข้างหน้าคือสะพาน(คนเดิน)ข้ามแม่น้ำเอวอน






พอฝนตกห่านหรือหงส์..? ต่างพากันหลบขึ้นฝั่งไปหมดแสดงว่ากลัวเป็นไข้หวัดเพราะถ้าเป็นขึ้นมาก็จะถูกมนุษย์เรียกเหมารวมว่าเป็นไข้หวัดนกเสียสถาบันห่านหงส์โดยใช่เหตุ



 

 

 

ขึ้นไปชมทิวทัศน์แม่น้ำเอวอนบนสะพานกันดีกว่า






สองฝั่งแม่น้ำเอวอนนอกจากมีธรรมชาติที่สวยงามแล้วยังมีสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง เช่น ที่เห็นยอดแหลมลิบ ๆ โน่นคือโบสถ์โฮลลีทรินิตี้ (Holy Trinity Church) สถานที่อันเป็นสุสานของเช็คสเปียร์




 


ด้านขวามือของฝั่งแม่น้ำคือโรงลครสวอนเธียร์เตอร์ (Swan Theatre) สถานที่แสดงลครของเช็คสเปียร์ที่ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่



 


 

บริเวณแม่น้ำติดกับสวนแบนคร้อฟท์ผมเห็นมีร้านอาหารลอยน้ำหลายลำ






รวมทั้งแกลเลอรี่ชื่อดังด้วย




 


เวลาผมเห็นร้านอาหารไทยในต่างแดนทีไรมันมีความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเจอญาติขึ้นมายังไงก็ไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักมักจี่กันสักหน่อย บางร้านเจ้าของเป็นคนไทยหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แต่เจอเมื่อไหร่ก็ถ่ายภาพมาทุกครั้ง ผมว่าคงเป็นเพราะตัวอักษร THAI มากกว่า เห็นปุ้บมันใช่เลย...






คราวนี้มาดูป้ายร้านค้าสวย ๆ กันบ้าง






ร้านนี้ชื่อก็เท่โลโก้ก็เก๋






สัญลักษณ์ประกอบที่ขาดไม่ได้คือรูปหงส์สัตว์ปีกประจำเมือง หงส์สองตัวนี้แห้งไปหน่อย






ส่วนหงส์ตัวนี้พริ้วดี






ดังที่พูดไว้ว่าเมืองนี้อะไร ๆ ก็เช็คสเปียร์ ร้านน้ำชาร้านนี้ยังตั้งชื่อว่าฮัธทาเวย์ ซึ่งเป็นชื่อของนางแอนน์ ฮัธทาเวย์ (Anne Hathaway) ภรรยาของเช็คสเปียร์โดยนำรูปบ้านนางฮัธทาเวย์ มาเป็นโลโก้ของร้านด้วย






ร้านนี้เช็คสเปียร์มาเอง






ส่วนป้ายร้านนี้ไม่มีหงส์ไม่มีเช็คสเปียร์ก็ยังอุตส่าห์เอาปากกาขนนกมาประกอบเป็นส่วนหนึ่งก็ยังดี แต่รูปเหล็กดัดของขายึดป้ายดัดเป็นรูปง่าย ๆ แต่ได้ความหมายดี






ป้ายผับร้านแรกของเมืองสแตรทฟอร์ดรูปแสดงถึงวิธีการมุงหลังคาแบบโบราณ (Thatch Roof) ซึ่งปัจจุบันร้านนี้ยังมุงแบบนี้อยู่ให้สมกับที่นำมาตั้งเป็นชื่อร้าน





 

ร้านอาหารปลาเป็นป้ายรุ่นใหม่แล้วแต่สื่อถึงสินค้าอย่างตรงตัว






ภาพนี้ไม่เกี่ยวกับป้ายแต่ก็สวยดี






ขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยภาพไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรสองคู่ ผมกับครูดารินทร์อยากยืนถ่ายแบบนี้เหมือนกันแต่ไม่มีขาตั้งกล้อง จะตั้งกล้องบนกำแพงก็กลัวตกน้ำ จะวานชาวบ้านถ่ายให้แต่ดูแล้วภายในรัศมีสิบเมตรไม่มีเหยื่อหลงมาซักราย







..ขอแถมอีกนิ๊ดด...ภาพนี้มีแต่ไ้ม้เท้าส่วนกระบองไม่รู้ไปอยู่แต่หนใด






แก้ไขล่าสุด ใน ก.ค.192013

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 429 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน