Scotch Whisky Trail

 

ถ้าเอ่ยคำว่าสก๊อตแลนด์ ผมนึกถึงสามสี่อย่างนี้เป็นเบื้องต้นคือ  ผ้าลายสก๊อต สก๊อตเทปต้นตำหรับเทปใสที่มีลายสก๊อตอยู่บนกล่อง ปี่สก๊อต และเหล้าสก๊อตหรือสก๊อตวิสกี้ เมื่อมีโอกาสไปสก๊อตแลนด์ก็อยากตามรอยสิ่งเหล่านี้ ผ้าลายสก๊อตครูดารินทร์ก็ซื้อมาเป็นที่ระลึกเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่สองสก๊อตเทปช่างมันเถอะไม่สำคัญส่วนลายสก๊อตผมก็ได้เหยียบย่ำพรมลายสก๊อตบ้านมิสซิสรูนี่ย์เมืองเอดินเบร์กมาเป็นเทือกแล้ว ปี่สก๊อตก็ได้ไปยืนฟังเสียงสด ๆ และถ่ายภาพร่วมกับคนเป่าปี่แล้ว สำหรับสิ่งสุดท้ายเหล้าสก๊อตอันนี้พิเศษหน่อยผมบังเอิญได้รู้จักและมีความใกล้ชิดสนิทสนมมานานแล้ว จึงหมายมั่นปั้นมือว่าไปถึงบ้านของเขาทั้งทีก็น่าจะไปเยี่ยมเยียนกันบ้าง จึงเป็นที่มาของทริปทัวร์โรงเหล้าสก็อตในครั้งนี้





โปรแกรมตามรอยสก๊อตวิสกี้หรือ Malt Whisky Trail เป็นหนื่งในโปรแกรมแนะนำของเว็บไซ้ต์ท่องเที่ยวสก๊อตแลนด์ โดยมีโรงเหล้าหลายโรงในสก๊อตเปิดให้เข้าชมกระบวนการผลิตพร้อมชิมรสชาติสก๊อตวิสกี้ของแท้ รายการทัวร์มีตั้งแต่ให้เข้าชมระดับผิวเผินราคาถูกไปจนถึงระดับลึก ๆ ถึงขั้นทดลองปรุงและบรรจุขวดด้วยตนเองก็มี ซึ่งแน่นอนราคาเข้าชมก็ย่อมแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว





ผมเปิดแผนที่กูเกิ้ลดูที่ตั้งของโรงเหล้าในสก๊อตแลนด์ ปรากฎว่าขึ้นพรึบเกือบเต็มพืีนที่ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ซึ่งก็ไม่เป็นสิ่งน่าแปลกอันใดเพราะเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าประเทศนี้เขาต้มเหล้าส่งออกเป็นอาชีพหลัก ผมเปิดดูเพื่อเลือกว่าจะเข้าชมโรงเหล้าไหนดีจึงจะเหมาะสมเวลาและโปรแกรมในวันนั้น จึงมาลงตัวที่โรงเหล้าในเขต Lowland ใกล้กับเมืองกลาสโกว์ เพราะต่อจากนี้เราจะลงใต้กลับอังกฤษผ่านทางกลาสโกว์

 

 

ที่ผมเลือกโรงเหล้ายี่ห้อนี้ไม่มีอะไรพิเศษหรอกครับ เลือกเพราะอยู่ใกล้กว่าเพื่อนคือห่างจากตัวเมืองกลาสโกว์แค่ 8 ไมล์ เท่านั้นเอง แถวนี้มีอีกโรงหนึ่งแต่ห่างไป 12 ไมล์

 

 

ภายในโชว์รูมวิสกี้ที่วางขายเป็น Single Malt Whisky อายุตั้งแต่ 3 ปี ถึง 21 ปี สนนราคาแพงขึ้นตามปี ไม่มี Blended Whisky ซึ่งถือว่าเกรดต่ำกว่ามาวางขาย เหล้าสองประเภทนี้ถ้าใครไม่ใช่นักดื่มอาจจะงงว่ามันคืออะไรฟระ เดี๋ยวอ่านไปก็ไปก็รู้ครับ





คำว่า Whisky และ Whiskey ก็เช่นเดียวกันถ้าไม่ใช่ผู้อยู่ในวงการอาจสงสัยว่าเขียนอย่างไรกันแน่เพราะเห็นมีใช้ทั้งสองแบบ ความจริงไม่ว่าเขียนแบบใดก็คือเหล้าดื่มแล้วเมาผิดศิลข้อห้าเหมืิอนกัน แต่แตกต่างกันเล็กน้อยตามแหล่งกำเนิดครับ คือถ้ากลั่นจากสก๊อตแลนด์ใช้คำว่า Scotch Whisky ถ้ากลั่นจากไอร์แลนด์และอเมริกาใช้คำว่า Irish Whiskey  , American Whiskey (Bourbon Whiskey) ส่วนวิสกี้ที่ผลิตนอกถิ่นสก็อตแลนด์แต่สะกดเหมือน Scotch Whisky คือวิสกี้จากแคนาดา เช่น  Canadian Club Whisky เป็นต้น

ทำไมถึงเขียนแตกต่างกัน มีเรื่องเล่าว่าในสมัยก่อนก็สะกด Whisky เหมือนกันหมดไม่ว่าผลิตจากไหน แต่พอมาถึงปี ค.ศ.1870 เหล้าที่ผลิตจากสก๊อตหรือสก๊อตวิสกี้ได้ลดคุณภาพลงเพี่อขายในราคาถูกเป็นการตีตลาด โรงกลั่นในไอร์แลนด์และอเมริกาเห็นท่าไม่ได้การไม่งั้นจะพากันเสียชื่อหมดจึงสะกดคำว่า Whiskey เสียใหม่โดยเพิ่มตัว e เข้าไปอีกตัวเพื่อบอกว่าเป็นสินค้าที่เกรดดีกว่า Scotch Whisky ทุกวันนี้ก็ยังสะกดแบบนี้ แต่ทำไมยังขายสู้ Scotch Whisky ไม่ได้สักที

พูดถึงเหล้าสก๊อตราคาถูกคงเหมือนในเมืองไทยขณะนี้ที่มีสก๊อตวิสกี้ราคาถูกเข้ามาตีตลาดกันเพียบ บางยี่ห้อดั้มพ์ราคาถูกกว่าวิสกี้ประจำชาติไทยเสียอีก และบางยี่ห้อก็ใช้ลูกเล่นขนแต่น้ำเหล้าจากสก๊อตแลนด์มาบรรจุขวดในประเทศแถบอาเซี่ยนแลัวส่งเข้ามาขายบ้านเราเพื่อได้สิทธิพิเศษทางภาษีทำให้ขายได้ในราคาถูก

 


ดังกล่าวมาแล้วว่า Scotch Whisky เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกว่าหมายถึงเหล้าชนิดหนึ่งผลิตจากประเทศสก๊อตแลนด์ แต่ชื่อดั้งเดิมของเหล้าชนิดนี้เรียกว่า Uisge Beatha เป็นภาษาแกลิค (Gaelic) แปลว่า "น้ำอมฤตแห่งชีวิต" ภาษาแกลิคเป็นภาษาที่เก่าแก่ของชาวชาวเซลท์ (Celt) ที่มีถิ่นฐานอยู่ในเขต Highland ตอนเหนือของสก๊อตแลนด์ซึ่งปัจจุบันภาษานี้ยังใช้พูดกันอยู่ ทั้งนี้เขต Highland เป็นเขตที่มีโรงกลั่นเหล้าสก๊อตกระจายอยู่มากที่สุดแห่งหนึ่ง กล่าวกันว่าสก๊อตวิสกี้เริ่มมีการหมักกลั่นอย่างเป็นเรื่องเป็นราวที่เขต Highland นี้เอง ในราวปี ค.ศ.1494 มิน่าชาวเซลท์จึงสรรหาคำเรียกน้ำเปลี่ยนนิสัยนี้ได้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง

 

 

สาเหตุที่ Scotch Whisky ได้รับความนิยมจากนักดื่มทั่วโลก (ไทยติดอันดับท้อปเท็นด้วยนะ) เขาว่าส่วนหนึ่งมาจากน้ำที่นำมาผลิต ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ของสก๊อตแลนด์ซึ่งตั้งอยู่บนปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้วข้างใต้เป็นเถ้าถ่านลาวาที่ทับถมมานานหลายล้านปี พื้นที่ส่วนใหญ่จึงเป็นภูเขาและทะเลสาบหรือ Loch ทั้งเล็กใหญ่นับร้อยแห่งมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ทำให้แหล่งน้ำในสก๊อตแลนด์ถือว่าดีที่สุดในโลก ชาวสก๊อตจึงมีอายุเฉลี่ยยืนที่สุดในระดับต้น ๆ ของโลกทั้งนี้เพราะดื่มน้ำที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุนานาชนิดนั่นเอง (หรือเป็นเพราะวิสกี้กันแน่) และโดยเหตุที่สก๊อตแลนด์มีอากาศหนาวเย็นตลอดปีผู้คนจึงต้องเสาะแสวงหาเครื่องดื่มแก้หนาว จึงทำให้ชาวสก๊อตมีความเชี่ยวชาญในการต้มเหล้าเป็นอันมาก


 

 

โปรแกรมทัวโรงเหล้า Auchentoshan ที่ผมศึกษาจากเว็บมี 4 ระดับคือ The Classic Tour ทัวร์กรุ้ปใหญ่ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ราคา 6 ปอนด์ , The Personal Tour เหมือนกับโปรแกรมแรกแต่เป็นกรุ้ปส่วนตัวไม่รวมกับคนอื่นตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปราคา 12 ปอนด์ , โปรแกรมที่สาม The Auchentoshan Experience 1.30 ขั่วโมง ราคา 25 ปอนด์ และ The Ultimate Auchentoshan Experience 2.15 ขั่วโมง ราคา 50 ปอนด์ ทั้งหมดเป็นราคาต่อคน แต่พอเอาเข้าจริงมีแค่โปรแกรมแรกโปรแกรมเดียวเท่านั้น แต่ก็ดีแล้วไม่เสียเวลามากนัก วันหนึ่งมี 4 รอบ รอบบ่าย 3 โมง เป็นรอบสุดท้าย เสียดายผมมาก่อนหน้าเพียงวันเดียวถ้าเป็นวันพรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันหยุดเข้าฟรีไม่เสียเงิน

 

 

เมื่อถึงเวลาสาวสวยน่ารักคนนี้ใส่เสื้อทีมออกมารายงานตัวว่าเป็นมัคคุเทศก์นำชม แกบอกชื่อเหมือนกันแต่ชื่อจำยากจึงลืมไปอย่างรวดเร็ว แต่ผมขอตั้งชื่อใหม่ว่าน้องแอ็กเนส ชาน ก็แล้วกันเพราะผมอ่านยี่ห้อเหล้า Auchentoshan ทีไรนึกถึงชื่อแอ็กเนส ชาน นักร้องหมวยชาวจีนที่ผมชอบมากในสมัยวัยรุ่นทุกที

 

 

จุดแรกน้องแอ้กเนส ชาน พามาที่แผนที่ขนาดใหญ่นี้ก่อน เป็นแผนที่แสดงแหล่งที่ตั้งของโรงเหล้าทั่วสก๊อตซึ่งแบ่งออกเป็น 5 แหล่ง




ประกอบด้วย

Lowland เป็นพื้นที่ตอนใต้ของสก๊อตแลนด์มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองกลาสโกว์ เป็นแหล่งที่มีโรงกลั่นน้อยที่สุดปัจจุบันนี้มีเพียงสามโรงโดยหนึี่งในนั้นคือโรงกลั่น Auchentoshan ที่กำลังเข้าชมนี้

Highland พื้นที่ราบสูงทางเหนือของสก๊อตแลนด์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและทะเลสาบดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนด้น ถ้าพูดถึงโรงกลั่นที่อยู่ในเขต Highland จะรวมถึงโรงกลั่นที่อยู่บนเกาะรอบ ๆ ด้วย (แต่ไม่รวมเกาะ Islay) ถึงแม้จะมีพื้นที่กว้างขวางกว่าเพื่อนแต่มีจำนวนโรงกลั่นรองจาก Speyside

Speyside อยู่เหนือสุดของสก๊อตแลนด์ถัดจาก Highland ขึ้นไป เป็นพื้นที่ที่มีโรงกลั่นมากที่สุด กว่าครึ่งหนึ่งของโรงกลั่นในสก๊อตแลนด์ตั้งอยู่ในเขต Speyside (ผมเห็นคำว่า Speyside ไปนึกถึงเหล้าสก๊อตระดับล่างยี่ห้อหนึ่งกล่องแข็งสีม่วงชื่อว่า Spey  ซึ่งตอนเข้ามาทำตลาดเมืองไทยเมื่อสิบกว่าปีก่อนมาแรงมากได้รับความนิยมตั้งแต่ซุ้มยาดองข้างถนนไปจนถึงร้านอาหารผับบาร์วัยรุ่น แต่จู่ ๆ ก็หายไปจากตลาดเฉยเลย ทำให้อีกยี่ห้อหนึ่งคือตราคนเป่าปี่ร้อยคนมายึดครองตลาดเหล้าสก๊อตระดับนี้มาจนทุกวันนี้)

Islay เป็นเกาะอยู่ทางตะวันตกของเมืองกลาสโกว์ ลักษณะเป็นที่ราบลุ่มมีโรงกลั่นแค่แปดโรง

Campbeltown เมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ Islay  หรือทางตะวันออกของฝั่ง Lowland (ตรงมือน้องอ็กเนส ชาน บังอยู่) ก่อนนี้มีโรงกลั่นถึง 30 โรงแต่ปัจจุบันเหลือเปิดดำเนินการเพียง 3 โรงเท่ากับ Lowland


 

 

ดูสีหน้าลูกทัวร์รอบนี้ทั่งไทยทั้งฝรั่งตั้งอกตั้งใจฟังอย่างกับจะเอาไปเขียนรายงานส่งคุณครูงั้นแหละ


 

 

เมื่อเล็คเชอร์ในจุดแรกเสร็จทิ้งระยะให้ลูกทัวร์ชมโน่นชมนี่สักพัก น้องแอ็กเนส ชาน ก็มาเตรียมพร้อมยังจุดที่สองทันที ดูน้องแกทำงานอย่างกระฉับกระเฉงบรรยายอย่างละเอียดไม่แสดงให้เห็นว่าเบื่อหน่ายเลยทั้ง ๆ ที่พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นร้อยครั้งได้ละมั้ง น่าไปเป็นครู

 


จุดนี้แสดงให้เห็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของ Malt Scotch Wisky ว่าประกอบด้วยสิ่งสำคัญสามตัวคือข้าวบาร์เลย์ น้ำ และยีสต์

 

 

ก่อนอื่นขออธิบายเพิ่มเติมเสียก่อนว่าสก๊อตวิสกี้ต้นตำหรับของแท้ดั้งเดิมนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

ประเภทที่ 1 Malt Whisky ถือว่าเป็นสก๊อตวิสกี้คุณภาพสูงสุดโดยหมักจากข้าวบาร์เลย์ที่ผ่านกรรมวิธีจนกลายเป็นมอล์ท แล้วนำไปผ่านกระบวนการกลั่น เก็บบ่มปรุงรส จนกลายเป็นสก๊อตวิสกี้ชั้นดี รสนุ่ม กลมกล่อม วิสกี้ประเภทนี้จะระบุบนฉลากว่า Single Malt Scotch Whisky ซึ่งหมายถึง Malt Whisky ที่ผลิตจากโรงกลั่นโรงเดียวในสก๊อตแลนด์ (ไม่ใช่กลั่นครั้งเดียว) มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง โดยทั่วไปจะใช้ชื่อโรงกลั่นเป็นชื่อยี่ห้อ เช่นโรงกลั่นที่กำลังเข้าชมนี้ชื่อ Auchentoshan ยี่ห้อเหล้าจึงใช้ชื่อว่า Auchentoshan Single Malt Scotch Whisky

จากภาพข้างล่างนี้จะเห็นว่ามีอีกคำหนึ่งในบรรทัดบนสุด The Triple Distilled นั้นหมายความว่าอย่างไร ตามไปครับ




ประเภทที่ 2 Grain Whisky คือสก๊อตวิสกี่ที่มีกระบวนการหมักกลั่นเหมือนกับ  Malt Whisky ทุกประการ แต่ธัญพืชตั้งต้นที่นำมาหมักนอกจากข้าวบาร์เลย์แล้วยังมีธัญพืชชนิดอื่นผสมอีก เช่น ข้าวไรน์ (Rye) ข้าวเมซ (Maize) เป็นต้น ทั้ง Malt Whisky และ Grain Whisky มีการนำไปขยายผลเกิดเป็นวิสกี้ประเภทย่อย ๆ อีกหลายลักษณะ

สำหรับชื่อยี่ห้อวิสกี้ประเภท Single Malt Scotch Whisky และ Grain Scotch Whisky ส่วนใหญ่อาจไม่คุ้นหูในบ้านเราอีกทั้งมีราคาสูงมากจึงไม่เป็นที่แพร่หลายนัก ชนิดของสก๊อตวิสกี้ที่นิยมในบ้านเรารวมถึงส่วนอื่น ๆ ของโลก (จากสถิติมีปริมาณการผลิตมากถึง  90 เปอร์เซ็นต์ของวิสกี้ทั้งหมดที่ผลิตในสก๊อตแลนด์) เรียกว่าวิสกี้ผสมหรือวิสกี้ปรุงแต่ง มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า Blended Scotch Whisky เพราะเกิดจากการผสมระหว่าง Malt Whisky กับ Grain Whisky มีการปรุงแต่งสีกลิ่นรสรวมทั้งอัตราส่วนผสมเป็นแบบเฉพาะสูตรใครสูตรมัน นักดื่มที่มีประสบการณ์จะสามารถรู้สึกได้


สก๊อตวิสกี้เกือบทั้งหมดในท้องตลาดเมืองไทยไมี่ว่าขวดใสหรือขวดสี รวมไปถึงยี่ห้อดังยอดนิยมที่มีขวดเป็นเหลี่ยมแบ่งระดับคุณภาพและราคาด้วยสีฉลาก ตั้งแต่ เรด..เอ้ย แดง ดำ น้ำเงิน ทอง.. เป็นประเภท Blended Scotch Whisky ทั้งสิ้น


กลับมาเข้าเรื่องกันต่อ ขั้นตอนนี้เป็นการนำข้าวบาร์เล่ย์มาเพาะให้งอกเป็นมอล์ทเเรียกกรรมวิธีนี้ว่า Malting และนำมอลท์ที่ได้ไปบด (Milling) เพื่อเพิ่มปริมาณของแป้งแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันกับส่วนผสมอื่น ๆ นำไปต้มในน้ำร้อน 65 องศาเซลเซียสในถังแบบนี้เรียกขั้นตอนนี้ว่า Mashing เพื่อเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล

 

 

น้องแอ็กเนส ชาน นำไปยังห้องถัดไปห้องนี้มีถังไม้ขนาดใหญ่วางเรียงกันสี่ถัง

 

 

ใบนี้เป็นถังเปล่าตอนแรกนึกว่ามีความสูงแค่โผล่จากพื้นเท่าที่เห็น แต่ความจริงก้นลึกลงไปข้างล่างอีกหลายเท่า โดยแต่ละใบมีความจุถึง 38,000 ลิตร


 

 

ขั้นตอนนี้เรียกว่าการหมักหรือ Fermentation โดยนำสารละลายที่ได้จากการต้มในขั้นตอนที่แล้วมาหมักในถังไม้เหล่านี้โดยใช้ยีสท์เป็นตัวการเพื่อเปลี่ยนจากน้ำตาลเป็นแอลกอฮอลล์ หลังจากใช้เวลาหมัก 50 - 60 ชั่วโมง ก็จะได้แอลกอฮอลล์เข้มข้น (Wash) ประมาณ 8% หรือที่เราเรียกกันว่า 8 ดีกรี หมายความว่าในน้ำ 100 ส่วนจะมีแอลกอฮอลล์ 8 ส่วน ซึ่ง Wash ที่เกิดขึ้นนี้พร้อมเข้าสู่กระบวนการกลั่นต่อไป

 

 

ผมเห็นภาพของเหลวข้นคลั่กมีฟองปุด ๆ ในถังหมักนี้แล้วมันช่างเหมือนกับน้ำในกระทะทองแดงจากภาพจิตรกรรมฝาผนังตามโบสถ์วิหาร สื่อให้เห็นว่าพวกผิดศีลข้อ 5 เวลาตายไปจะต้องตกนรกถูกต้มในกระทะทองแดง จะปีนออกมาก็ไม่ได้เพราะมียมบาลถือสามง่ามคอยทิ่มแทงอยู่ ผมว่าศิลปินไทยแต่โบราณจินตนาการได้ลึกซึ้งมากและคงได้ไอเดียจากสิ่งนี้แน่เลย


 

 

การกลั่นเป็นกระบวนการที่ทำให้แอลกอฮอลล์จาก 8% เพิ่มขึ้นให้ได้สูงสุดตามที่กำหนด น้องแอ็กเนส ชาน คุยว่าโรงกลั่นที่อื่นกลั่นแค่สองครั้งได้แอลกอฮอลล์ สูงสุดแค่ 71% แต่ของ Auchentoshan กลั่นตั้งสามครั้งทำให้ได้แอลกอฮอลล์สูงถึง 81% โดยเหตุนี้จึงมีคำว่า The Triple Distilled ปรากฎอยู่บนฉลาก


วัตถุรูปทรงประหลาดสีทองแดงมันวั่บสามอันนี่แหละครับคือหม้อต้มกลั่นซึ่งจะทำหน้าที่กลั่นสามครั้งเรียงลำดับตั้งแต่หม้อแรกไปจนถึงหม้อที่สาม โดยมีขั้นตอนที่สำคัญคือ Wash Distillate > Spirit Distillate > Intermediate Distillate แล้วจึงส่งต่อไปเก็บยังถังไม้โอ้คต่อไป  ส่วนรายละเอียดลึก ๆ นั้นอย่าไปรู้เลยปวดหัวเปล่า เดี๋ยวจะเดือดร้อนต้องไปหา Single Malt Whisky มาดื่มแก้ปวดหัวกันอีก

 

 

รูปร่างหม้อต้มเหล้านี้ถือว่าเป็นประดิษฐ์กรรมที่คลาสสิคชิ้นหนึ่งของมนุษยชาติ ผมลืมถามน้องแอ็กเนส ชาน ว่าวัสดุทำหม้อต้มทำด้วยอะไรแต่ดูจากสีผิวและฟังชั่นการใช้งานแล้วน่าจะทำจากโลหะประเภททองแดง เพราะอย่างนี้นี่เองเขาถึงเรียกนักดื่มระดับโปรเฟสชั่นแนลว่าเป็นพวกคอทองแดง แอลกอฮอล์ไหลผ่านวันละไม่รู้กี่ลิตรต่อกี่ลิตรก็ยังเฉย (คำว่าคอทองแดงก่อนนี้ผมก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงคอของนักดื่ม แต่พอมาเห็นรูปร่างของหม้อต้มเหล้าที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งลักษณะเป็นคอคอดอย่างนี้ ชักไม่แน่ใจว่าเขาหมายถึงคอของหม้อต้มเหล้าหรือเปล่า)


 

 

ขั้นตอนต่อไปคือการเก็บบ่มในถังไม้โอ้ค (Maturation) โดยต้องทำวิสกี้ที่กลั่นแล้วผ่านกระบวนการให้แอลกอฮอลล์ลดลงเหลือประมาณ 63 % เสียก่อน ส่วนถังไม้โอ้คกว่าจะมาใช้บรรจุวิสกี้ได้นั้น ต้องผ่านการคัดสรรอย่างดีเพราะมีผลกับกลิ่นรสของวิ้สกี้ ตั้งแต่การคัดเลือกไม้รวมทั้งกรรมวิธีปรุงแต่งเช่นการย่างไฟ รมควัน เป็นต้น จะเห็นว่าวิสกี้บางยี่ห้อจะมีกลิ่นควันไฟ หรือกลิ่นพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมาจากคุณสมบัติของถังไม้โอ้คนั่นเอง

 

 

 

อายุของวิสกี้นั้นเขานับจากวันที่กลั่นระยะเวลาการบ่มจนถึงถึงวันบรรจุขวด เมื่อวิสกี้ถูกบรรจุขวดเมื่อใดอายุของมันสิ้นสุดลงทันที เพราะเมื่ออยู่ในขวดมันจะไม่มีปฏิกริยาใด ๆ เกิดขึ้นอีกเลย ฉนั้นเหล้าในขวดไม่ว่าจะเก็บนานแค่ไหนก็มีค่าเพียงตัวเลข


 

 

ภาพถังไม้โอ้คและบริเวณโรงบ่มทั้งหมดนี้เขาห้ามถ่ายภาพเด็ดขาด แต่นิ้วผมบังเอิญไปถูกปุ่มชัตเตอร์เข้าโดยบังเอิญ ไม่ได้แอบถ่ายจริงจริ้ง.. ในนี้กลิ่นส่าเหล้าแรงมาก ถ้าอยู่ทั้งวันมีสิทธิ์เมาได้

 

 

ขั้นตอนการบรรจุขวด (Bottled) น้องแอ็กเนสชานไม่ได้พาไปชมของจริงได้แต่อธิบายจากป้ายไฟบนผนัง ทัวร์ราคา 6 ปอนด์ คงได้แค่นี้ เห็นน้ำนรก (สุนทรภู่เรียก) สีแดงน่ากลัวไหลออกมาจากถังไม้โอ้คอยากชิมดูเหมือนกันว่ารสชาติสด ๆ จากถังจะหวานอมขมกลืนเพียงใด

 

 

โปรแกรมทัวร์มาจบลงที่ห้องนี้เพื่อให้ลูกทัวร์ได้ทดสอบรสชาติของ Auchentoshan Single Malt Scotch Whisky พอเข้ามาห้องนี้ทุกคนต่างหน้าระรื่นกระดี้กระด้ากันใหญ่ ไม่ทำหน้าซีเรียสเหมือนตอนฟังน้องแอ็กเนส ชาน บรรยาย ผมเดาว่าในใจแต่ละคนคงอยากเร่งเวลาให้มาถึงจุดนี้ไวไว (ผมเปล่านะ) พีชายผมแอบบอกว่ารู้อย่างนี้มานั่งรอที่นี่ดีกว่าไม่ต้องทัวร์โรงกลั่นให้เมื่อย เสียเวลาเปล่า ตอนนี้น้องแอ็กเนส ชาน เปลี่ยนหน้าที่จากไกด์มาเป็นบาร์เทนดี้รินเหล้าแจกทุกคน

 

 

ระหว่างนี้ใครมีอะไรสงสัยเพิ่มเติมก็ถามได้ หลังจากทดสอบผลิตภัณฑ์ไปคนละสองสามช็อต สังเกตุว่าบรรยากาศการซักถามดูผ่อนคลายไม่เกร็งเหมือนตอนแรก ภาพล่างนี้เป็นการเซ็ตอัพเพื่อถ่ายรูปเท่านั้นไม่ได้ดื่มจริงร้อก ลูกทัวร์จากไทยแลนด์กลุ่มนี้ดื่มไม่เป๊นกันซักคนทำท่าจุ้ยไปยังงั้นเอง


 

 

ภาพนี้แค่ดมเหล้าพอเป็นพิธีจ้า...ไม่เหมือนกับฝรั่งหน้าแดงที่นั่งข้างผมกำลังอมแก้มตุ่ย


 

 

น้ำสีอำพันในแก้วนี้จะเรียกว่า "น้ำอมฤตแห่งชีวิต" ตามชาวเซลท์ (Celt) หรือ "น้ำนรก" ตามสุนทรภู่ ก็แล้วแต่วิจารณญาณของท่านผู้ชม..เทอญ...


 

 


 

ผมขอจบบทความนี้ด้วยคำกลอนของสุนทรภู่จากนิราศภูเขาทอง ประกอบภาพขณะยืนพิจารณาสังขารต่อหน้าหม้อต้มเหล้า ในใจผมตอนนั้นนึกไปถึงคำกลอนบทนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้

 

 


 

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน มิ.ย.242013

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 1287 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน