Jikokudani (Hell Valley)



ดังเคยพูดไว้ในโพสท์ก่อนแล้วว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ชอบสร้างตำนานกุ๊กกิ้กให้กับสถานที่ต่าง ๆ  ไม่สร้างเปล่ายังวางแนวคิดสร้างรูปสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ทีนี้อะไร ๆ ก็ตามมาไม่ว่าจะเป็นงานเทศกาล ของที่ระลึก  การโฆษณาประชาสัมพันธ์ก็ง่ายขึ้นเพราะมีตัวมาสคอต ให้เล่น   เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนั้นได้มีจุดขายเพิ่มขึ้น  ที่เมือง Nobotrbetsu นี้ก็เช่นกันมีตำนานเกี่ยวกับยักษ์และปีศาจให้เกี่ยวพันกับหุบเหวนรก Jikokudani

 

เมือง Noboribetsu เป็นเมืองเล็กนิดเดียว  ก่อนอื่นพาชมสถานีรถไฟบ้านนอกของญี่ปุ่นกันก่อน




 

สะพานลอยข้ามทางรถไฟทั้งเก่าทั้งเหงา



 

 

บรรยากาศภายในสถานีรถไฟ แต่ถึงแม้เป็นสถานี บ้านนอกอย่างนี้แต่สิ่งอำนวยความสะดวกในการให้บริการทันสมัยครบครันเช่ยเดียวสถานีใหญ่เพียงแต่ย่อส่วนลงมา




 

เมือง Noboribetsu จุดขายหลักก็คือเป็นเมืองน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงบนเกาะฮอกไกโด เป็นสถานที่แช่ออนเซนธรรมชาติชื่อว่า Noboribetsu  Onsen ด้วยเหตนี้ทำให้เมืองนี้ เป็นแหล่งรวมรีสอร์ทสำหรับการพักผ่อนแช่ออนเซนที่ติดระดับต้นๆ ของญี่ปุ่น และที่หุบเขา Jigokudani จะมีน้ำพุร้อนพุ่งขึ้นมาจากใต้ดินตลอดเวลาในบริเวณกว้าง จินตนาการว่าเป็นเหมือนเป็นเมืองนรกหมกไหม้ จึงตั้งชื่อว่าหุบผานรก ให้มันน่ากลัวเข้าไว้จะได้เรียกแขกได้  (สวนหมีสีน้ำตาลเป็นจุดขายอีกแห่งของเมืองนี้สำหรับผู้ต้องการไปเห็นหมี)



 

 

อาคารสถานีรถไฟ Noribetsu




 

ตัวเมือง Noribetsu ถ่ายจากหน้าสถานีรถไฟออกไป




 

ป้ายรถแท้กซี่และป้ายรถเมล์ไป  Noribetsu Onsen





 

เปิดประตูสถานีรถไฟออกมาก็เจอกับ " Welcome Demon " ยักษ์สีแดงแยกเขี้ยวถือกระบองต้อนรับ  ได้เคยพูดไว้แล้วว่าญี่ปุ่นเป็นจอมสร้างเรื่องให้กับสิ่งโน้นสิ่งนี้  เมือง Noribetsu ก็เช่นเดียวกัน ลำพังแค่น้ำพุร้อนกับออนเซนอาจไม่สร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวทั่วไปนัก  จึงใส่สตอรี่ปีศาจยักษ์แดงยักษ์น้ำเงิน ขึ้นมา



 

 

เรื่องมีอยู่ว่าน้ำพุร้อนจะมีปีศาจ (Demon) ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์ชื่อว่า Yukijin ปีศาจเหล่านี้จะสิงอยู่ทั่วไปบริเวณน้ำพุร้อน นอกจากทำหน้าที่ผู้พิทักษ์แล้วยังมีหน้าที่สวดภาวนามวลมนุษย์ให้ประสบโชคดี




 

การไป Noboribetsu Onsen จากสถานีรถไฟต้องต่อรถเมล์อีกประมาณ 15 นาที





 

ระหว่างทางก็จะมี " Welcome Demon " อีกตนตัวยืนจังก้าต้อนรับอยู่ตรงทางแยก แสดงว่าได้เข้าสู่อาณาจักรของ Yukijin แล้ว




 

รถเมล์มาส่งที่สถานี Noboribetsu  Onsen จากนั้นเดินต่อ




 

จากป้ายรถเมล์ Noboribetsu  Onsen ถ้าหันหน้าออกเดินไปทางซ้ายมือจะเข้าสู่ถนนสายหลักซึ่งจะมุ่งไปสู่ หุบเหวนรก Jikokudani




 

 

สองข้างทางบนถนนสายหลักของเมือง Noboribetsu จะพบกับรูปปั้นปีศาจ (ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Oni 鬼) ในรูปลักษณ์ของยักษ์ แบบต่าง ๆ สื่อความหมายในหน้าที่ของแต่ละตน  ติดตั้งทั้งในซุ้มและกลางแจ้งเป็นระยะตลอดเส้นทางไปจนถึงปากทางเข้า Jikokudani

ที่เห็นในภาพยืนคู่กับไม้กระบองคงไม่ใช่ลุง Oni อวตารในร่างมนุษย์นะครับ



 

 

อาคารบางหลังบนถนนสายนี้คล้ายกับอาคารแบบทิวดอร์ในยุโรป


 

 

ระหว่างทางมีม้านั่งออกแบบเป็นตัวสัตว์น่ารัก





 

ร้านไอสกรีมขึ้นชื่อของเมืองนี้




 

 

คราวนี้มาดูยักษ์บนถนนสายนี้กัน เริ่มจากตนแรกมีชื่อว่า Yukake-Kizo Demon ยักษ์ตนนี้ มีความถนัดด้านชีวิตและสุขภาพ ใครอยากให้สุขภาพดีหายเจ็บหายไข้ก็ให้มาขอพร ได้ หน้าตาลุง Oni ตนนี้ดูเป็นยักษ์อารมณ์ดี



 

และระหว่างขอพรควรตักน้ำในอ่างที่ไหลรินมาจากพุร้อนรดตัวปีศาจไปด้วย (Yukake หมายถึงการรดหรือราดด้วยน้ำร้อน) โดยเฉพาะถ้าต้องการขอพรให้หายป่วยไข้เร็ว ๆ แนะนำให้ตักราดทั้งตัวได้เลย


 

 

ในซุ้มอีกฟากของถนนเยื้องกับปีศาจยูกาเกะ เป็นที่ประดิษฐานของยักษ์นักการศึกษา Study Demon


 

 

Oni สายการศึกษา อยู่ในลักษณะกำลังนั่งอ่านหนังสือหน้าตาซีเรียส สงสัยเรียนหนักไปหน่อย (กูรูภาษาญี่ปุ่นช่วยแปลตัวคันจิบนกระบองให้ทีครับอยากรู้) ปีศาจตนนี้มีความเชี่ยวชาญในด้านให้ความสำเร็จในการศึกษาและการสอบ ใครอยากสอบผ่านฉลุยเชิญมาขอพรกับปีศาจ(สตราจารย์) ตนนี้ได้ครับ


 

 

ทราบมาว่าคนญี่ปุ่น ไม่ได้มุ่งมั่นในการการสอบเฉพาะตอนเป็นนักเรียนนักศึกษาเท่านั้น ชีวิตหลังจบการศึกษาคนญี่ปุ่นยังเผชิญกับการสอบแข่งขันหรือการทดสอบตลอดเวลา มิน่าละจึงมีปีศาจสาขาการศึกษาแยกออกมาต่างหากเพื่อบริการด้านนี้โดยเฉพาะ และการขอพรปีศาจ(สตราจารย์) ดูเป็นรูปธรรมกว่าเพราะมีแผ่นไม้เขียนคำอธิษฐานแขวนอยู่เต็มไปหมด


 

 

ภาพนี้ไม่เกี่ยวกัน เป็นแผ่นไม้เขียนคำอธิษฐานที่ศาลเจ้าในสวนโออูโนกรุงโตเกียว คิดว่าปัจจุบันข้างบนโน้นคงติดตั้งกูเกิ้ลทรานสเลทเป็นภาษาญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว


.

 

มาถึงยักษ์คู่นี้ค่อยฟรุ้งฟริ้งหน่อยตั้งชื่อเสียหวานว่า Romance Demon เป็นรูปยักษ์คู่โดยยักษาเอามือโอบยักษีหุ่นเซ็กซี่หลับตาพริ้ม เป็นที่น่าสังเกตว่ากระบองเป็นเอกสิทธิ์สำหรับยักษาเท่านั้นยักษีไม่ต้องถือ ทำนองว่าพี่จะปกป้องน้องเองหน้าที่หลักของปีศาจแห่งความโรแมนติกจะเป็นอื่นไปมิได้นอกจากเรื่องของความรัก ใครอยากสมหวังในความรักเชิญเลยครับ


 

 

ถัดจากปีศาจแห่งความรักขึ้นไปจะพบกับยักษ์นักธุรกิจ Business Demon สัญลักษณ์ของการทำมาค้าขึ้น  ดูรูปร่างลักษณะแล้วคล้าย กับรูปแมวกวักซึ่งเป็นที่นิยมในญี่ปุ่นถือว่าเป็นตัวนำโชคในด้านค้าขาย ผมเห็นมีตัวแมวกวักหลายขนาดวางขายตามร้านค้าขายของที่ระลึกทุกแห่ง  หน้าตาของยักษ์ธุรกิจดูดุกว่ายักษ์สายอื่น ๆ



 

ตัวอย่างแมวกวักขนาดใหญ่หน้าร้านแห่งหนึ่งในเมือง Matsushima


 

 

ลานกว้างนี้เรียกว่า Sengen Park ตรงมุมขวามีอุโมงค์ซึ่งทุกๆสามชั่วโมงจะมีน้ำพุร้อนและควันพวย พุ่งขึ้นมา พร้อมเสียงหวีดดังน่ากลัว  ด้านหน้าอุโมงค์มีการ์ดยักษ์ชื่อ Sengen Demon ทำหน้าที่ยืนยาม ผมดูแล้วยักษ์ตนนี้หน้าตาน่ารักกว่าเพื่อน  ในมือดูเหมือนกำลังถือขันและผ้าเช็ดตัวยืนรออาบน้ำพุร้อนที่พุ่งออกมา (เดาเอาครับ) เสียดายตอนผมไปไม่สบจังหวะครั้นจะรอก็จะเสียเวลา


 

 

ตรงข้ามกับรูปปั้นยักษ์นักธุรกิจ คือศาลเจ้า King Enma Shrine ราชาเอนมาหน้าตาท่าทางหยั่งกับเปาบุ้นจิ้น องค์นี้ไม่ใช่ยักษ์แต่เป็นถึงราชาแห่งนรก (King of Hell) ถ้านับศักดิ์กับทางบ้านเราก็คงเป็นยมบาล  ทำหน้าที่หน้าที่พิพากษาคนที่เสียชีวิตว่าจะไปนรกหรือสวรรค์



 

 

ก่อนถึงหุบเหวนรกจะมีมุมประชานิยมในการถ่ายภาพของนักท่องเที่ยว ในภาพคือยักษ์น้ำเงินกับยักษ์แดงทำหน้าที่เฝ้ายามประตูสู่นรก ตรงกลางคือศาลเจ้า Onizo Nembutsu ยักษ์สองตัวนี้มีชื่อว่า Oni-Bokora


 


ในนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นยักษ์น้ำเงินกับยักษ์แดง เป็นเพื่อนกันคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่างต่างกับยักษ์แดงยักษ์เหลืองในประเทศสารขันแลนด์ ที่ตั้งตนเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน ดูจากสถานการณ์แล้วคิดว่าชาตินี้คงจะกัดกันจนตายไปข้างใดหนึ่งหรือไม่ก็กัดกันจนประเทศล่มสลายไปนั่นแหละครับท่านผู้ชม


 

 

จุดนี้เป็นจุดยอดนิยม (มาก) ที่สุดโดยเฉพาะผู้ที่มากับทัวร์ เพราะอยู่ไม่ไกลกับที่จอดรถทัวร์ บังเอิญวันนั้นผมนั่งรับประทานข้าวปั้นอยู่ใต้ต้นไม้ใกล้กันนั้นเลยได้ยินได้เห็นสิ่งซึ่งทำเอางงมาก ขอนำมาเล่าสู่กันฟัง เป็นเรื่องจริงไม่ได้โม้ครับ



 

 

คือเมื่รถทัวร์จอด ลูกทัวร์ (ไม่ขอบอกว่าชาติไหน) ทุกคนก็จะกรูกันมาถ่ายภาพกัน ณ ป้ายยอดนิยมเมื่อมากันเป็นกลุ่มกว่าจะจัดคิวผลัดกันถ่ายกับป้ายก็หมดเวลาไปส่วนหนึ่งละ

หลังจากนั้นหัวหน้าทัวร์ก็มาบอกให้รวมกลุ่มกันถ่ายรูปหมู่เพื่อเป็นพยานหลักฐาน แต่กว่าจะรวมหมู่กันได้ก็ใช้เวลาพอสมควรเพราะหลายคนเริ่มกระจายกันออกไป เมื่อหัวหน้าทัวร์ถ่ายเสร็จ หลายคนต่างเอากล้องและเอาโทรศัพท์ให้หัวหน้าทัวร์ถ่ายรูปหมู่เป็นของตนเองอีกครั้ง ขั้นตอนนี้กว่าจะครบทุกคนก็ใช้เวลาไม่น้อย รวมทั้งหมดใช้เวลากับกิจกรรมตรงป้ายไปกว่าครึ่งชั่วโมง



 

คราวนี้มาถึงจุดไคลแมกซ์ เมื่อหัวหน้าทัวร์ถ่ายรูปให้ทุกคนที่เอากล้องมาให้ครบแล้ว ก็ตะโกนบอกด้วยภาษาไทยชัดเจนว่าให้เวลาอีกสิบนาทีขึ้นรถ ส่วนข้างล่าง (บริเวณน้ำพุร้อน) ไม่ต้องไปดูก็ได้ไม่มีอะไรหรอก ตรงนี้แหละที่ทำให้ผมงงว่าใฮไล้ท์ของการมาเที่ยวหุบเหวนรกมันอยู่ที่ตรงนั้นไม่ใช่เหรอ....(แต่ก็จริงของแกแฮะเพราะกว่าจะเดินดูโน่นดูนี่ไปจนสุดสะพาน ไม่นับแวะถ่ายรูปอีกต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง เวลาแค่นั้นจะไปทันอะไร)

สรุป โปรแกรมเที่ยวเมืองน้ำพุร้อน 1 ชั่วโมง ได้แค่ถ่ายรูปกับป้ายและชะโงกดูหุบเหวนรกไกล ๆ ที่เขียนนี้ไม่ได้เขียนเอามัน  แต่สงสารคนที่ซื้อทัวร์ครับ เขาน่าจะคาดหวังอะไรมากกว่านี้

 

 

ตามทางเดินไปยังบ่อน้ำพุร้อน มีการติดตั้งโคมไฟเพื่อสร้างบรรยากาศยามค่ำคืน โดยเฉพาะหน้าหนาว ทางเดินถูกหิมะคลุมขาวโพลนมีแสงไฟเป็นจุด ๆ ผมเคยเห็นภาพสวยมาก




 

และช่วงซัมเมอร์ประมาณเดือนกรกฎาคม – สิงหาคมจะมีเทศกาลดอกไม้ไฟ (Onihanabi) ประกอบด้วยการแสดงแสงสีเสียงที่เกี่ยวกับตำนานยักษ์เหล่านี้  ถือเป็นเทศกาลสำคัญประจำปีเลยทีเดียว


(ขอบคุณภาพประกอบจาก https://happycampersblog.wordpress.com)

 

 

ตามข้อมูลบอกว่าหุบเขา Jigokudani แห่งนี้มีน้ำพุร้อนพวยพุ่งออกมาไม่น้อย 3000 ลิตร ต่อนาที โดยมีการเดินท่อไปใช้ในออนเซ็นและโรงแรมทุกแห่งทั่วเมือง Noribetsu Onsen จึงเป็นที่มาของเมืองน้ำแร่ธรรมชาติชั้นดี


 

 

น้ำพุร้อนกำลังจะได้เวลาพุ่งขึ้นมา ขณะพุ่งออกมาจะขาวโพลนไปหมด



 


Romance Demon !!


 

 

เมื่อตั้งแนวคิด ไว้ว่าจะเล่นเรื่องยักษ์ ฉะนั้น สิ่งทั้งหลายในเมือง Noribetsu จึงไม่หลุด Concept ที่ตั้งไว้ ตัวอย่างภาพต่อไปนี้ครับ





 

ใครรู้บ้างว่ายักษ์เฝ้าห้องน้ำชายหรือหญิงคือตนใหน ?




 

แต่ถังขยะนี้หลุด Concept



 

 

ทำตัวให้เข้ากับ Concept


 

 

เอายักษ์มาหากินได้ทุกช็อตทุกเม็ดจริง ๆ  ที่จริงสถานที่ท่องเที่ยวในบ้านเราเกือบทุกแห่ง ก็มีตำนานหรือเรื่องกุ๊กกิ๊กไม่แพ้ชาติใดในโลก น่าจะมีใครจับ Concept อะไรก็ได้ออกมาซักอย่างหนึ่งใส่สีตีไข่หน่อย นักใส่สีตีไข่ของไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลกอยู่แล้ว แต่ขอให้บูรณาการครบวงจร เพราะเท่าที่เห็นมีอยู่บ้างก็ยังแยกส่วนกันอยู่ นักคิดหรือนักอะไร ๆ ของไทยก็เก่งไม่แพ้ชาติใดในโลกเช่นเดียวกันนิ



 

เมือง Noribetsu ยังได้สร้างเงื่อนไขจนหยดสุดท้ายไว้อีกว่าหากใครมาเยือนนอกจากจะซื้อของที่ระลึกพวกนี้ติดไม้ติดมือกลับบ้านแล้ว  ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ควรกระทำก็คือการขอพรกับปีศาจให้ตรงกับตำแหน่งหน้าที่ของปีศาจนั้น ๆ  ไม่แน่นะเกิดเป็นจริงตามคำอธิษฐานอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงแก่ชีวิตคุณก็ได้ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ว่างั้นเถอะ



 

โดยเงื่อนไขนี้ผมจึงขอพรมั่ง แต่พิจารณาตามศักยภาพปีศาจแล้ว เข้าล้อคกับเรื่องสุขภาพของ Yukake Damon เท่านั้น ปีศาจตนอื่น ไม่รู้จะขออะไรจะขอให้สอบได้กับ Study Damon การสอบไล่ครั้งสุดท้ายก็หลายปีแสงมาแล้วและอนาคตยังไม่มีวี่แววว่าจะไปสอบแข่งขันในรายการใดอีก จะขอพรให้ทำมาค้าขึ้น กับ Business Demon ก็ค้าขายกับใครไม่เป็นถึงเป็นป่านนี้ก็สายไปแล้ว

สำหรับปีศาจ Sengen Demon นั้นก็น่าสนใจอยู่ ผมอยากจะขอพรให้มีโอกาสถือขันนุ่งผ้าเช็ดตัวไปอาบน้ำอุ่นโดยมีน้อง ๆ คอยอาบคอยนวดให้ กับอยากขอเรื่องความรักครั้งสุดท้ายกับ Romance Demon ใจจะขาด แต่กลัวว่าขอแล้วเกิดเป็นจริงขึ้นมาอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงแก่ชีวิตจนถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้



Jikokudani (Hell Valley),Noboribetsu Onsen

 


 

แก้ไขล่าสุด ใน ต.ค.082015

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 508 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน