London - Amsterdam

 

 

ขอพักเรื่องลอนดอนไว้ชั่วคราวก่อน เปลี่ยนบรรยากาศไปทัวร์ยุโรปบ้าง ไม่งั้นทิ้งไว้นานไปเดี๋ยวข้อมูลในสมองจะลบเลือนไปเสียก่อน ก่อนอื่นขอท้าวความที่มาที่ไปของทัวร์ยุโรป Summer Holiday 2013 อีกครั้งหนึ่งพอสังเขปเพื่อให้เห็นภาพโดยรวม (ดูเรื่องละเอียด ที่นี่)

เดิมพวกผมได้ซื้อทัวร์ฝรั่ง 16 วัน 26 ประเทศไว้แล้วแต่ถูกเบี้ยวยกเลิกกลางคันเฉยเลยยังดีที่คืนเงิน ทำให้ต้องจัดโปรแกรมเองอย่างฉุกละหุกที่สุดโดยมีเวลาเตรียมการทั้งหมดไม่ถึง 2 อาทิตย์ กำหนดการโดยย่อคือออกเดินทางจากลอนดอนตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน กลับลอนดอนอีกครั้งวันที่ 9 พฤษภาคม ไปทั้งหมด 5 ประเทศคือ เนเธอร์แลนด์ สาธารณรัฐเช็ค สวิสเซอร์แลนด์ อิตาลีและฝรั่งเศษ พาหนะการเดินทางระหว่างประเทศใช้รถไฟทั้งหมดยกเว้น ลอนดอน- อัมสเตอร์ดัม เป็นรถโค้ช โดยได้จองล่วงหน้าจากเมืองไทยเรียบร้อยรวมทั้งโรงแรมที่พักทุกคืนด้วย ส่วนการเดินทางภายในแต่ละประเทศนั้นค่อยว่ากันเป็นครั้ง ๆ ไป

ฉนั้น เมื่อทุกอย่างทั้งวันเวลาสถานที่ได้กำหนดแน่นอนแล้ว เมื่อถึงเวลาเดินทางจริงต้องเป๊ะตามนั้นพลาดไม่ได่ไม่งั้นจะกระทบกันเป็นลูกโซ่ไปหมด ยิ่งรถไฟในประเทศที่จะไปขึ้นชื่อเรี่องตรงเวลาที่สุดอีกทั้งลูกทัวร์ก็ไม่เคยมีประสบการณ์นั่งรถไฟยุโรปมาก่อน เคยแต่นั่ง ร.ฟ.ท.รถไฟไทยถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่างเมื่อหลายสิบปีก่อน ชักหวั่นใจเหมือนกันว่างานนี้จะรอดไหมเนี่ย แต่อย่างไรก็ตาม The Show Must Go On เดินหน้าลูกเดียว ปัญหามีไว้แก้ โปรดตามลุ้นครับ


 

 

การที่ผมเลือกพาหนะเดินทางจาก จากลอนดอน - อัมสเตอร์ดัม โดยรถโค้ช มีเหตุผลหลายประการ กล่าวคือ ลงตัวกับโปรแกรมทัวร์ ค่ารถไม่แพงถ้าเที่ยบกับรถไฟยูโรสตาร์ เดินทางในเวลากลางคืนโดยออกเดินทางตอนเย็นถึงเช้าวันรุึ่งขึ้นทำให้ไม่เสียเวลาเที่ยวที่สำคัญทุ่นค่าที่พักไปหนึ่งคืน และเหตุผลสุดท้ายคืออยากนั่งเรือชมวิวช่องแคบอังกฤษสักครั้ง โดยผมจองตั๋วทางออนไลน์แล้วปริ้นท์ e-Ticket ออกมาเพื่อไปเช็คอินในวันเดินทาง ค่าโดยสารคนละ 25 ปอนด์ X 6 คน บวกค่าธรรมเนียมการจองอีก 24 ปอนด์ รวมทั้งสิ้น 174 ปอนด์ พอ ๆ กับค่าที่พักแบบอพาร์ทเม้นท์ในลอนดอนคืนหนึ่ง


 

 

 

 

สถานีรถโค้ช Eurolines ตั้งอยู่หลังสถานีรถไฟวิคตอเรีย กรุงลอนดอน บรรยากาศโดยรวมเหมือนกับ บขส.บ้านเรา เพราะเป็นสถานีรถโดยสารไปยังเมืองต่าง ๆ ทั่วอังกฤษด้วย


 

 

 

แต่ทำไม บขส.บ้านเขาสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่วุ่นวายเหมือนที่หมอชิตเลย ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเขาไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารออกมาวุ่นวายที่ลานจอดรถโดยกักตัวอยู่ในชานชาลาก่อนจนกว่ารถจะมาจอดเที่ยบท่าค่อยตั้งแถวออกมา เท่าที่ผมสังเกตุจะเทียบล่วงหน้าก่อนรถออกประมาณครึ่งชั่วโมงแค่นั้นเอง


 

 

 

พอคันเก่าออกไปคันใหมก็มาเสียบแทนไม่มีการจอดแช่รอผู้โดยสาร


 

 

 

ชานชาลามีทั้งหมด 19 ชานชาลา โดยแต่ละชานชาลามีจอมอนิเตอร์บอกตารางรถพร้อมกับเสียงประกาศทำอย่างกับสนามบิน ท่ารถโค้ชไปยุโรป Eurolines คันที่ผมใช้ยริการอยู่ชานชาลาที่ 19 สุดท้ายปลายสุด

 

 

 

เคาน์เตอร์เช็คอินของ Eurolines อยู่ดิดกับชานชาลาที่ 19 มีจอมอนิเตอร์บอกหมายเลขรถและปลายทางที่จะไปจะได้เข้าช่องถูก เคาน์เตอร์เปิดก่อนรถออก 1 ชั่วโมง กะเหรี่ยงจากไทยแลนด์มาถึงก่อนเวลาขี้เกียจยืนรอจึงใช้กระเป๋าวางเข้าคิวแทน ทำยังกะการเข้าคิวรอใช้บริการโรงพยาบาลของรัฐ อย่างที่รพ.มหาราช เชียงใหม่ ไปดูเถอะตอนเช้ามืดตั้งแต่ตีสี่ตีห้าตรงบริเวณหน้าเคาน์เตอร์ยื่นบัตรคนไข้ จะเห็นกระเป๋าบ้างถุงก๊อบแก๊บบ้างขวดน้ำบ้างรองเท้าแตะบ้าง ฯลฯ วางเรียงต่อแถวอย่างเป็นระเบียบ เป็นที่รู้กันว่านี่คือตัวแทนมาจองคิวไว้ก่อนใกล้ถึงเวลาเคาน์เตอร์เปิดตัวจริงค่อยมาสับเปลี่ยนระหว่างนี้เจ้าตัวขอแอบไปงีบก่อน อยากรู้จังว่าใครเป็นคนต้นคิดไอเดียนี้


 

 

 

รถโค้ชคันของผมหมายเลข 142 ซึ่งมีระบุอยู่ใน e-Ticket รถคันนี้ผ่านเมือง Den Haag หรือกรุงเฮกที่เรารู้จักดี ส่วนอีกคัoหนึ่งหมายเลข 143 ปลายทางกรุงอัมสเตอร์ดัมเหมือนกันแต่แวะส่งผู้โดยสารที่ Eindhoven เมืองทีมฟุตบอลชื่อดังของฮอลแลนด์ PSV Eindhoven


 

 

 

การเช็คอินเพื่อรับบอร์ดิ้งพาสต้องใช้พาสปอร์ตเช่นเดียวกับที่สนามบิน แต่ที่นี่ไม่มีการเอ๊กซเรย์กระเป๋าไม่มีการชั่งน้ำหนักและไม่มีสายพานลำเลียงกระเป๋า ของใครของมันหิ้วกันเอาเอง ที่ผมรีบมาเข้าคิวเช็คอินเป็นคิวต้น ๆ ก็เพื่อจะได้เลือกที่นั่งข้างหน้าแต่ปรากฎว่าไม่มีเลขที่นั่งให้ขึ้นไปเลือกกันเองตามใจชอบ ทำเอาวัยรุ่นเซ็ง แต่ก็ไม่เสียเที่ยวทีเดียวเพราะเมื่ออยู่คิวแรกเราก็เสร็จพิธีการก่อนจะได้ไปยืนรอตรงประตูทางออกขึ้นรถก่อนเพื่อนได้เป็นผู้ชายแถวหน้า แต่เอาจริงเข้าตอนขึ้นรถวุ่นวายมากเพราะไม่มีเด็กรถคอยช่วยเหลือเรื่องกระเป๋า ทุกคนต้องช่วยตัวเองยกใส่ใต้ท้องรถเอง ทำให้วุ่นวายไม่เป็นระเบียบ ทั้ง ๆ ที่เดินเรียงแถวกันมาอย่างดี หลังจากเก็บกระเป๋าต่างก็แย่งกันขึ้นรถอีก แต่ไม่ว่าจะวุ่นวายแค่ไหนกะเหรี่ยงจากไทยแลนด์ได้ขึ้นรถเป็นชุดแรกครับ

 

 

 

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วรถก็ออกตรงตามเวลาคือ 1 ทุ่ม กรุงลอนดอนเวลาหัวค่ำอย่างนี้รถก็ติดน่าดูชมเหมือนกัน ระหว่างรอไฟเขียวผมขอเล่าเหตุการก่อนรถจะออกสักนิดเพราะเห็นเป็นเรื่องแปลกดี คือว่าผมได้นั่งแถวหน้าตามต้องการจึงได้เห็นผู้โดยสารขึ้นรถมาทีละคนโดยมีเจ้าหน้าที่สวมเสื้อแจ้คเก็ตเหมือนเสื้อทีมยืนเช็คบอร์ดดิ้งพาสอยู่บนบันได เมื่อขึ้นมาจนหมดแล้วแกก็นับหางบอร์ดดิ้งพาสแล้วไปเช็คกับรายชื่อที่ปริ้นท์ในกระดาษ A4 เมื่อเห็นว่าครบแล้วก็เก็บเข้าแฟ้ม เดินลงไปปิดประตูที่เก็บของใต้ท้องรถและกลับขึ้นมาอีกทีคราวนี้แกถอดเสื้อทีมยัดใส่กระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กข้างที่นั่งคนขับชุดข้างในเป็นสูทอย่างหล่อ หลังจากนั้นก็เข้าไปนั่งยังที่นั่งคนขับกดปุ่มปิดประตูเข้าเกียร์ขับออกมาเฉยเลย สรุป งานนี้แกรับหน้าที่คนเดียวตั้งแต่เด็กท้ายรถ พนักงานเก็บตั๋ว คนขับรถและก็ควงกะคนเดียวยันเช้าโดยไม่มีคนขับมือสองมาเปลี่ยนเหมือนรถทัวร์ทางไกลบ้านเรา อย่างนี้ก็แย่กว่าเราสินะไหนว่าฝรั่งใส่ใจในความปลอดภัยเป็นที่ซู้ด  ที่เล่ามานี้ผมขำตรงที่ว่าเมื่อแกสวมเสื้อทีมก็อยู่ในบทบาทหนึ่ง แต่พอถอดออกเปลี่ยนเป็นสูทก็แสดงอีกบทหนึ่งกลายเป็นคนละคนเหมือนเล่นละคร


 

 

 

 

แค่นั้นยังไม่พอ ขณะขับรถมาได้สักพักมีผู้โดยสารหญิงคนหนึ่งเดินมาบอกว่าประตูห้องน้ำเปิดไม่ออกแกก็บอกวิธีให้ ผู้โดยสารคนนั้นกลับไปสักพักก็พูดดัง ๆ ให้ได้ยินว่าทำยังไงก็เปิดไม่ออก (ห้องน้ำอยู่กลางรถ) แกก็ไม่ว่าอะไรขับไปเรื่อยพอถึงถนนที่จอดรถได้แกก็แอบจอดข้างทางแล้วเดินไปห้องน้ำทำอีท่าไหนก็ไม่รู้เสียงดังโป้งป้างสักพักก็บอกว่าเรียบร้อยแล้วก็มาขับรถต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แสดงว่างานนี้รับหน้าที่ช่างซ่อมรถอีกตำแหน่งหนึ่งเรียกว่าจ้างคนเดียวใช้คุ้ม สงสัยว่าถ้าส้วมตันชักโครกไม่ลงแกจะต้องไปดูแลอีกหรือเปล่า


 

 

 

ผ่านแม่น้ำเทมส์เห็นชิงช้าสวรรค์ยักษ์ London Eye อยู่ลิบ ๆ ขณะนั้นเวลาทุ่มกว่าแล้วท้องฟ้ายังใสอยู่เลย เที่ยวยุโรปหน้านี้ดีอย่างมืดช้าทำให้มีเวลาเที่ยวมากขึ้น

 

 

 

ประกาศรับสมัครพนักงานขับรถเมล์ติดหราท้ายรถแสดงว่าลอนดอนก็ขาดแคลนคนขับรถเมล์เหมือนกัน แต่คนขับรถร่วม ขสมก.บ้านเราเห็นประกาศนี้อย่ารีบบินไปสมัครเชียวนะ เพราะขนส่งที่นั่นเขี้ยวสุด ๆ ไม่หมูเหมือนบางประเทศหรอก ดูภาพข้างล่างเป็นตัวอย่าง


 

 

 

ภาพมือใหม่หัดขับ(รถเมล์)นี้ผมถ่ายเมื่อมาลอนดอนคราวที่แล้วปลายปี 2011 ญาติผมที่อยู่โน่นบอกว่ากว่าจะได้ใบอนุญาตขับรถเมล์นั้นนอกจากผ่านการทดสอบอย่างเขี้ยวแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายต้องทดสอปขับรถเปล่าบนถนนจริงทำเหมือนกับขับรถเมล์รับส่งผู้โดยสารจริงทุกประการภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยมีเจ้าหน้าที่นั่งกำกับคอยให้คะแนนอยู่ด้วย อย่างในภาพนั่งเอ้เต้อยู่หลังคนขับ  ถ้าเมืองไทยมีการทดสอบคนขับรถร่วม ขสมก.ก่อนออกใบอนุญาตแบบนี้ก็ไม่เลว  ห่วงแต่ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ขนส่งคนใหนกล้าขึ้นไปนั่งสอบบนรถอย่างนี้


 

 

 

ภาพนี้ไม่เกี่ยวอะไรหรอกครับเห็นทะเล้นดีถ่ายตอนรถติดขามาเมื่อเช้า อยากทราบเหมือนกันว่าเวลาฝรั่งทำท่ามืออย่างนี้สื่อความหมายว่าอย่างไร แต่คิดว่าคงออกไปทางบวกมากกว่าท่าชูนิ้วกลาง


 

 

 

 

จากสถานีวิคตอเรียรถโค้ชใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่งก็มาถึงเมืองโดเวอร์เพื่อลงเรือเฟอรี่ข้ามช่องแคบอังกฤษ ก่อนลงเรือรถจะเลี้ยวเข้าไปยังด่าน ตม. ก่อน จอดให้ผู้โดยสารลงจากรถเพื่อตรวจหนังสือเดินทาง







ไปถึงเป็นเวลาประมาณสี่ทุ่มลูกค้าไปยืนรอคิวแล้วแต่เจ้าหน้าที่ ตม.กำลังเดินมาประจำคาน์เตอร์เพราะคงเปิดให้บริการเป็นช่วง ๆ ตามเวลาเรือ ไม่จำเป็นต้องนั่งถ่างตาตลอดเวลาระหว่างนั้นไปแอบงีบบ้างก็ได้ อย่างวันนั้นคงเพิ่งงัวเงียตื่นเพราะตราที่ปั๊มพาสปอร์ตให้ผมซึ่งเข้าคิวเป็นคนแรกยังไม่ได้เขี่ยวันที่ให้ถูกต้อง ยังดีที่เห็นเสียก่อนต้องเขี่ยวันที่แล้วปั๊มใหม่อีกรอบ พร้อมกับฆ่าของเก่าโดยใช้ปากกาขีดตรงมุมสองขีด (ตอนออกจากปารีสเข้าลอนดอนขากลับ ผมสังเกตุ ตม.ที่นั่นทำหน้าสงสัยตราที่ขีดฆ่านั้นเหมือนกันเห็นพลิกหมุนไปหมุนมาสองสามรอบ)





 

รถโค้ชคันที่ผมโดยสารลงเรือมาเป็นคันแรก ๆ ใต้ท้องเรือยังโล่งอยู่แต่พอกลับมาขึ้นรถอีกที มีรถโค้ชหน้าตาคล้ายกันจอดแน่นไปหมดจนเกือบหารถไม่เจอ ดีที่หมายตาตำแหน่งไว้ก่อน เพราะเคยมีประสบการจอดรถในห้างเคยหลงชั้นหลงทิศมองหารถยังไงไม่เจอใจหายวูบหล่นไปถึงตาตุ่มคิดว่าเจอ(ไม่)ดีเข้าแล้ว






บรรยากาศบนเรือเท่าที่สังเกตุส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว ชั้นนี้มีทั้งตู้เกมตู้เครื่องดื่มหยอดเหรียญและที่ชาร์ตมือไว้บริการ ผมเห็นว่ามีคนเยอะรอคิวเข้าห้องน้ำเพียบลองขึ้นไปอีกชั้นดีกว่า







ชั้นนี้คนน้อยกว่าเยอะห้องน้ำก็ว่างมีที่อาบน้ำด้วย





นี่เป็นอีกมุมหนึ่ง ดูผู้โดยสารแล้วเหมือนนั่งรถทัวร์แล้วถูกปลุกขึ้นมากินข้าวต้มตอนดึก




 


ร้านขายอาหารภายในเรือกว้างขวางแต่เดินสำรวจแล้วไม่มีข้าวเลือดหมูจิงจูฉ่ายหรือโจ้กร้อน ๆ ซักร้าน







บันไดขึ้นลง ดูป้ายแต่ละชั้นมีอะไรให้เล่นเยอะแต่ตอนนี้ดึกแล้วปิดหมดเหลือแต่ร้านขายอาหาร จากที่อ่านในเว็บไซ้ต์เรือ P&O Ferry บอกมีคิวตี้ฟรีให้ช้อปด้วย


 

 

 

ขึ้นไปชมวิวบนดาดฟ้าตามที่ตั้งใจไว้นึกว่าจะได้เห็นทะเลสวย ๆ ที่ไหนได้มืดตื๋อลมแรงและหนาวมาก แต่ที่ร้ายกว่านั้นควันบุหรี่คลุ้งกลิ่นหึ่งทั้งที่เป็นกลางแจ้งกลายเป็นว่าดาดฟ้าเป็นที่สิงห์อมควันแอบขึ้นมาสูบบุหรี่ไปเสียฉิบ ภาพเล็กผมเอามาจากเว็บให้เห็นว่าหน้าตาเรือเป็นแบบนี้ เสียดายน่าเดินทางกลางวัน


 

 

 

เรือเฟอร์รี่ข้ามช่องแคบอังกฤษจากท่าเมือง Dover มาถึงท่าเมือง Calais ฝรั่งเศส ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ตอนกลับมาขึ้นรถคิดว่าทุกคนต้องรับผิดชอบตัวใครตัวมันถ้ามัวเอ๋อทีสิทธิ์ตกรถชัวร์ เพราะเห็นคนขับรถขึ้นมานั่งประจำที่ไม่พูดไม่จา พอขึ้นมานั่งไม่นานเห็นรถคันหน้าเคลื่อนตัวแกก็ปิดประตูขับรถตามไปทันที ไม่หันมาเช็คผู้โดยสารซักแอะไม่สนว่าจะครบหรือไม่ครบ






รถที่มาใช้บริการรอบดึกเป็นรถโค้ชและรถบรรทุกทั้งนั้น ผมดูโบรชัวร์ตารางรถโค้ช Eurolines ที่ข้ามช่องแคบอังกฤษ.มีทั้งข้ามโดยเรือเฟอรรี่และลอดอุโมค์ขึ้นอยู่กับเที่ยวรถ ผมว่าถ้าวิ่งลอดอุโมงค์ต้องใช้เวลาน้อยกว่าข้ามเรือแน่แต่อดเห็นวิวมีข้อแม้ต้องเป็นเที่ยวกลางวันส่วนกลางคืนพอกัน






เห็นภาษาบนป้ายก็รู้ว่ามาถึงฝรั่งเศสเป็นที่แน่นอนแล้ว







คราวนี้วิ่งยาวเลย มาถึงตรงนี้ก็ไปไหนได้ทั่วยุโรปเหมือนเป็นประเทศเดียว พูดถึงกรุงเฮกในตอนต้นทำให้นึกถึงข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชาที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของศาลโลก ณ กรุงเฮก ผมละเป็นงงกับคนดีรักชาติทั้งหลายที่ดรามาจะเป็นจะตายให้ได้กับพื้นที่ไม่กี่ตารางกิโลเมตรใต้ปราสาทเก่า ๆ แถวศรีสะเกษแย่งกันจนพาลจะรบราฆ่าฟันกันตาย ผมนั่งรถไฟข้ามประเทศในยุโรปหลายประเทศยังไม่รู้เลยว่าเส้นกั้นพรมแดนของแต่ละประเทศมันอยู่ตรงไหนไม่เจอด่าน ตม.ซักด่าน แต่ไม่เป็นไรของเราอีกสองปีก็จะเข้าสู่ AEC แล้ว เส้นกั้นพรมแดนก็จะไร้ความหมายเช่นกัน







หลังจากนั้นผมก็หลับไปมารู้สึกตัวตื่นอีกทีประมาณตี 3 รถจอดนิ่งสนิทในปั๊มแห่งหนึ่งที่ไหนก็ไม่รู้ เดาว่าคงเป็นเบลเยี่ยม (จอดให้คนขับออกไปสูบบุหรี่เห็นอัดตุนไว้ตั้งหลายตัว)






แต่ขนาดมืด ๆ ก็ยังพอมองเห็นว่าอาคารจุดพักรถนี้สวยออกแบบได้ทันสมัยมาก อยากเห็นเต็มตาในตอนกลางวันจัง







ภายในเป็นร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารน่านั่งแต่ตอนนี้ปิดเงียบไม่มีสิ่งมีชีวิตในนั้นสักคน แต่ประตูหน้าเปิดเข้าไปได้เพราะห้องน้ำอยู่ในนั้นใครอยากเข้าก็เชิญ (ร้านเปิดโล่งโดยไม่มีคนเฝ้าอย่างนี้เขาไม่กลัวของหายหรือไง)







ผมแอบดูครูดารินทร์เข้าไปใช้บริการห้องน้ำในร้านแต่เข้าไม่ได้ติดที่กั้นจึงใช้วิธีย่อตัวลอดช่องที่เจาะคล้ายรูปคนเข้าไป หนุ่มหน้าตาเหมือนแขกที่ตามหลังมาเอาอย่างบ้างแต่แกตัวโตกว่าจึงใช้วิธีคลานเข้าไป เสียดายจับภาพตอนกำลังคลานไม่ทันตลกมาก ผมลงจากรถมายืดเส้นยืดสายรอคนขับรถอัดบุหรี่ตั้งนานสองนานนอกจากครูดารินทร์กับหนุ่มแขกคนนี้แล้วไม่เห็นมีใครมาเข้าห้องน้ำนี้อีกเลยสงสัยหลับเพลินหรือไม่ก็มาเข้าก่อนหน้าแล้ว อยากดูว่าเขาจะผ่านประตูกลเข้าไปโดยวิธีใดถ้ามีท่าพิสดารกว่าครูดารินทร์จะได้ถ่ายไว้เป็นหลักฐาน






ครูดารินทร์ออกมารายงานว่าถ้าจะเข้าห้องน้ำต้องหยอดเหรียญแต่แกไม่มีเหรียญยูโรไปจึงใช้วิชานินจาลอดเข้าไปอย่างที่เห็น ใครจะว่าอะไรก็ช่างกล้องวงจรปิดจะถ่ายไว้ก็ไม่สนเพราะอั้นไม่ไหวแล้วส่วนขาออกดันประตูเปิดออกได้ จากในรูปตรงประตูคนพิการมีการเจาะเป็นช่องคล้ายรูปคนนั้น ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจให้เป็นประตูฉุกเฉินแบบที่ครูดารินทร์ใช้หรือเปล่า



 

 

 

รถโค้ชมาถึงกรุงอัมสเตอร์ดัมเมื่อเวลาประมาณ 7 โมงเช้า  สุดสายที่สถานี บขส.Amstel แผนที่ผมเตรียมไว้คือจากสถานีนี้นั่งรถไต้ดินไปขึ้นที่สถานี Amsterdam Centraal แล้วเดินไปโรงแรมที่พักซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก แต่รายละเอียดนอกนั้นไปหาเอาหน้างานเพราะค้นข้อมูลไม่ได้จริง ๆ

อันดับแรกต้องซื้อตั๋วใรถใต้ดินให้ได้ก่อนแต่จะไปซื้อที่ไหนละมองไม่เห็นที่ขายตั๋วด้วยมนุษย์เลย เห็นมีตู้ขายตั๋วอัตโนมัติตั้งอยู่ก็ไม่รู้ใช่หรือเปล่าเพราะอ่านไม่ออกเป็นภาษาดัทช์หมดมาคราวก่อนก็ไม่เคยใช้บริการ มองหาบูธประชาสัมพันธ์สัญลักษณ์รูปตัว i ก็ไม่เห็นมี ลองเดินสำรวจไปรอบก็เจอเข้ากับเคาน์เตอร์คล้ายที่ขายตั๋วมีสาวดัทช์อยู่ข้างในสองสามคน (หลังนาฬิกาสีแดงตรงป้ายสีน้ำเงิน) จึงคิดว่าได้การละแต่พอไปสอบถามปรากฎว่าเป็นช่องขายตั๋วรถไฟระหว่างเมือง ส่วนรถใต้ดินต้องไปซื้อที่ตู้อัตโนมัติลูกเดียวซึ่งก็คือตู้ที่ผมสงสัยแต่แรกนั่นแหละ






จึงกลับมาที่ตู้ขายตั๋วอีกครั้งยืนเมียงมองดูชาวบ้านเขาซื้อตั๋วก็ยังไม่เข้าใจเพราะหน้าจอสัมผัสนั้นเป็นภาษาดัทช์เดาไม่ออกเลย จึงพยายามหาเหยื่อที่คิดว่าพอจะคุยกันรู้เรื่องก็ไปเจอหนุ่มดัทช์ลักษณะเหมือนนักศึกษาโชคดีเขาพูดอังกฤษได้และนิสัยดีมากเรียกเป็นภาษาทันสมัยก็คือเป็นคนมีจิตอาสา แกเลคเชอร์ขั้นตอนอย่างละเอียดพร้อมกับสาธิตโดยการซื้อให้ดูเป็นตัวอย่าง ผมดูแล้วก็เห็นว่าไม่ยากเป็นมาตรฐานเหมือนกับตู้ขายตั๋วอัตโนมัติทั่วไป เมื่ออ่านภาษาไม่ออกก็ขอให้จำตำแหน่งปุ่มให้แม่นก็แล้วกันว่าปุ่มไหนตั๋วเที่ยวเดียวปุ่มไหนตัววัน ฯลฯ

เมื่อเรียนจบหลักสูตรแล้วก็ถึงขั้นตอนปฏิบัติจริงแต่ผมขอให้หนุ่มจิตอาสาอยู่เป็นพี่เลี้ยงอย่าเพิ่งไปไหน ผมทดลองซื้อใบเดียวก่อนกำลังจะเลือกชนิดตั๋วเที่ยวเดียวแกก็ทัดทานว่าซื้อตั๋ววันคุ้มกว่านะครับโดยเทียบราคากับความสะดวกให้เห็นด้วยจนผมใจอ่อน ที่จริงโปรแกรมวันนี้ผมรู้ว่าไม่ไปหนเท่าไหร่แต่ไม่อยากให้เสียน้ำใจในความมีจิตอาสาของแก






เมื่อปัญหาแรกหมดไปได้ตั๋วครบทุกคนแล้วต่อจากนั้นก็ไม่น่ามีปัญหาเดินตามป้ายบอกทางไปเรื่อยเพราะป้ายพวกนี้เป็นสากลเดาไม่ยาก เนื่องจากสถานีรถไฟ Amsterdam Centraal เป็น Centraal Station จึงมีรถใต้ดินไปหลายสายโดยที่หน้าขบวนจะมีป้ายบอกชัดเจน Amstel สถานีรถใต้ดินแต่อยู่บนดินมีบันไดเลื่อนและลิฟท์อำนวยความสะดวกอย่างดีเป็นที่ถูกใจ สว.มาก







ระหว่างรอรถขอนอกเรื่องนิดหนึ่งเพราะเห็นชื่อ Amstel นึกถึงเบียร์ยี่ห้อ Amstel ซึ่งเคยมาขายบ้านเราหลายปีมาแล้วแต่สู้เบียร์ร่วมชาติอีกยี่ห้อหนึ่งขวดสีเขียวตราดาวแดงไม่ได้จึงเจ๊งกลับบ้านเรียบร้อยโรงเรียนฮอลแลนด์ รู้สึกเสียดายเหมือนกันเพราะรสชาติก็ไม่หนีกันเข้มข้นกว่าด้วยซ้ำแต่สู้ความ "ติดยี่ห้อ" ของคนไทยไม่ได้และไม่เฉพาะ Amstel เท่านั้นที่ผ่านมามีอีกหลายยี่ห้อไม่ว่าเจ๋งมาจากไหนเจอเมืองปราบเซียนเข้าเสร็จทุกรายบางยี่ห้อมีแบ๊คดีด้วยซ้ำยังเอาตัวไม่รอด






นั่งรถใต้ดินไปไม่กี่ป้ายก็ถึงสถานี Amsterdam Centraal ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที สถานีรถไฟในยุโรปหลายเมืองข้างนอกหน้าตาโบร้านโบราณแต่ข้างในทันสมัยเอี่ยมอ่อง




 


จาก Centraal Station เดินลากกระเป๋าตามถนน Damrak มุ่งไปจตุรัส The Dam โรงแรมจะอยู่ช่วงกลาง ๆ ระยะทางประมาณ 300 เมตร หลักในการจองที่พักในยุโรปของผมครั้งนี้เงื่อนไขแรกต้องอยู่ใกล้สถานีรถไฟหรือสถานีรถใต้ดินให้มากที่สุด เงื่อนไขอื่น ๆ ค่อยตามมา




 

 


rvมาถึงแถวนี้ค่อยคุ้นหน่อยเพราะคราวที่แล้วเคยมาเดินเป็นเทือกแล้ว ข้างหน้าลิบ ๆ คือจตุรัส The Dam






ถึงแล้วครับโรงแรม Damrak Inn ห้องพักผมอยู่ชั้นสามตรงลูกศรชี้ ตอนจองระบุว่าอยู่ชั้นสองซึ่งก็ถูกของเขาเพราะชั้นสองเขาก็คือชั้นสามของเรา (ภาพนี้ผมถ่ายวันรุ่งขึ้น)






ลากกระเป๋าเดินมาจากสถานีรถไฟเกือบครึ่งกิโล ยังไม่เหนื่อยเท่าแบกกระเป๋าขึ้นไปห้องพัก ดูบันไดทางขึ้นจากประตูทางเข้าเสียก่อนครับโหดแค่ไหน นี่ขึ้นไปแค่ชั้นสองชั้นเดียว (ผมขอนับแบบไทยเพื่อจะได้นึกภาพออก)


 

 

 

ภาพนี้ถ่ายจากชั้นลอยถัดขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งเห็นเคาน์เตอร์เช็คอินซึ่งตั้งอยู่ตรงหัวบันไดชั้นสอง จะเห็นว่าบันไดตรงช่วงหักมุมแทนที่จะเป็นชานพักตามมาตรฐานทั่วไปแบบที่เราคุ้นเคย เขากลับใช้วิธีเวียนขึ้นไปเหมือนเป็นบันไดเวียนทั้งนี้เพราะมีเนื้อที่จำกัดและโดยเหตุนี้ความกว้างของบันไดก็แคบตามไปด้วยอย่างบันไดนี้กว้างไม่เกินเมตร พี่ชายผมซึ่งเป็นอดีตวิศวกรใหญ่กล่าวตำหนิว่าอาคารสาธารณะประเภทโรงแรมมีทางขึ้นลงแคบอย่างนี้ไม่รู้ทางการออกใบอนุญาตได้ยังไง ถ้าเิกิดไฟไหม้ขึ้นมามิเหยียบกันตายหรือ อย่างนี้เป็นเมืองไทยไม่มีทางผ่านเด็ดขาด เออ..จริงของพี่แกแฮะ






อาคารในกรุงอัมสเตอร์ดัมส่วนใหญ่จะไม่เน้นทางกว้างแต่ไปเน้นทางสูงตัวอาคารจึงหน้าแคบสูงชลูด ถามว่าเวลาเขาจะขนของชิ้นใหญ่ ๆ เช่นตู้โต๊ตั่งเตียงเข้าบ้านจะทำอย่างไร เพราะแบกขึ้นทางบันไดไม่ได้แน่ คำตอบก็คือเขาชักรอกขึ้นไปแล้วเอาเข้าทางหน้าต่างครับ จะเห็นว่าตรงส่วนบนสุดของอาคารทุกหลังจะมีคานยื่นออกมาสำหรับเป็นที่ติดตั้งรอก และหน้าต่างแต่ละชั้นก็จะกว้างเป็นพิเศษ

 

 

 

 

กลับมาเข้าเรื่องต่อ จากหัวบันไดชั้นลอยในภาพบนยังต้องวนขึ้นบันไดเวียนไปอีกครึ่งชั้นจึงจะถึงห้องพัก ความยากมันอยู่ตรงช่วงเวียนขึ้นนั่นแหละเวลาหิ้วกระเป๋าขึ้นมาตามปกติมันจะติดกึ้กติดกั๊กเพราะรัศมีบันไดแคบถ้าเป็นหนุ่มน้อยแรงดีคงไม่มีปัญหาสามารถหิ้วหรือแบกกระเป๋าก้าวขึ้นฉับ ๆ ได้เลย แต่นี่หนุ่มเหลือน้อยกันทั้งนั้นต้องหิ้วขึ้นมาพักทีละขั้น ๆ ซึ่งก็ทำได้ไม่ถนัดเพราะขั้นบันไดแคบแถมเป็นมุมแหลมวางเท้าลำบาก ตอนหลังจึงใช้วิธีแท๊กทีมให้อยู่บันไดขั้นบนคนหนึ้งขั้นล่างคนหนึ่งกระเป๋าอยู่ขั้นกลางช่วยกันยกพร้อมกันโดยข้างล่างยกข้างบนหิ้วกระดึ๊บขึ้นไปไปทีละขั้น  คิดดูครับกระเป๋ากี่ใบบันไดกี่ขั้น พอเข้าห้องได้เล่นเอาหมดแรงเหงื่อโชกเลยลืมถ่ายภาพห้องพักตามธรรมเนียมพอนึกได้ห้องก็รกแล้วไม่ถ่ายดีกว่า นี่แค่ขาขึ้นนะยังมีขาลงอีกรอบไม่อยากจะคิดทำลืม ๆ ไปก่อน




 

 

ตอนนี้ขออาบน้ำอาบท่านอนเอาแรงสักพักเดี๋ยวค่อยออกไปเที่ยวสวน Keukenhof  ชมดอกทิวลิปให้สบายอกสบายใจ





 

 

....ต่อตอนหน้าครับ...

 

 


แก้ไขล่าสุด ใน ก.ย.122013

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 430 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน