London 1

 

 

ก่อนถึงกรุงลอนดอนขอนำภาพตอนรวมพลของคณะทัวร์ "EURO 375" ณ มุมประชานิยมตามธรรมเนียมอันพึงปฏิบัติ โปรดสังเกตุว่าทุกคนรูปร่างหน้าตายังสด ๆ ซิง ๆ กันอยู่ มีความคึกคักเป็นอันมากดังคำพังเพยที่ว่า "ขาไปเหมือนไก่จะบิน...." (ใครที่ยังไม่รู้ที่มาของตัวเลข 375 โปรดกลับไปอ่านตอนแรกก่อน)


ผมเห็นภาพนี้แล้วนึกถึงภาพคนไปเมืองนอกตอนผมยังเป็นเด็ก สมัยนั้นคนไปเมืองนอกต้องใส้สูทผูกไท้ด์อย่างหล่อ คนไปส่งต้องเตรียมพวงมาลัยไปคล้องคอด้วยถือเป็นสิ่งสำคัญขาดไม่ได้ ดูแล้วมันเท่อยากเป็นแบบนั้นจัง พอถึงเวลาเรามีวาสนาได้ไปเมืองนอกกับเขาบ้าง ก็ปรากฎว่าพิธีกรรมแบบนั้นถูกยกเลิกไปเสียแล้ว ทำให้รู้สึกเสียดายเป็นอันมาก






เมื่อได้เวลาจะเข้าเกท เจ้าหน้าที่สายการบินก็นำแอร์โฮสเตส (คนขวา) หนีบรักแร้มาตั้งดักหน้าประตูทางเข้า (เอ๊..หรือทางออก) วิธีนี้เป็นการประหยัดบุคลากรไปได้หนึ่งคน และแอร์น้องหมวยคนนี้จะยิ้มหวานตลอดเวลาไม่มีหุบ ครูดารินทร์สะกิดเอวยังไงก็ไม่จั๊กกะจี้ ผมว่าถ้าให้ดีควรติดตั้งเซ็นเซอร์เสียงทักทายไว้หน่อยก็ดี






การเดินทางจากสนามบินฮีโทรว์ ลอนดอน ไปที่พักย่าน Fulham ตอนแรกผมวางแผนว่าจะใช้บริการรถใต้ดินซึ่งดูแล้วก็ไม่ยุ่งยากอะไรออกแรงลากกระเป๋านิดหน่อย ตัดเรื่องโบกแท้กซี่ลอนดอนไปได้เลยเพราะทราบมาว่าค่าโดยสารโหดพอสมควร และผู้โดยสารขบวนใหญ่ขนาดนี้คันเดียวไม่พอแน่ แต่ตอนก่อนเดินทางจากเมืองไทยญาติทางลอนดอนได้ติดต่อรถเช่าของคนไทยซึ่งเป็นรถ MPV ขนาดใหญ่คันเดียวจุได้ครบทุกคนพร้อมสัมภาระ ค่าโดยสาร 60 ปอนด์ ซึ่งผมว่าเหมาะสมดีแล้วเพราะนอกจากไม่ต้องลากกระเป๋าขึ้นลงรถใต้ดินสองต่อแล้ว ยังไม่ต้องลากเดินหาที่พักตอนมืด ๆ อีก เพราะวันนั้นกว่าจะออกจากสนามบินได้ก็ร่วมสองทุ่มได้มั้ง สำหรับรถเช่าของคนไทยในลอนดอนนี้ เป็นกิจการที่มีเครือข่ายกว้างขวางพอสมควรมีรถให้บริการกว่า 40 คัน เรื่องนี้ผมขอเก็บไว้เล่าวันหลัง






ที่พักในลอนดอนทั้งช่วงแรกและช่วงหลังกลับจากยุโรปผมจองแบบอพาร์ทเม้นท์ ซึ่งถ้าไปเป็นหมู่คณะแบบนี้หารค่าที่พักออกมาแล้ว ถูกกว่าพักโรงแรมราคาถูกเสียอีกแถมมีครัวและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน อพาร์ทเม้นท์ที่ผมพักช่วงแรก 4 คืน คือหลังขวามือในภาพครับ ชื่อว่า Central London Fulham Large 3 Bedroom ผมจองจาก http://www.housetrip.com






ห้องของคณะผมอยู่ชั้นสองหรือชั้นหนึ่ีงถ้านับแบบฝรั่ง อพาร์ทเม้นท์แห่งนี้ผมขอเชียร์เต็มที่เลยครับถ้าใครสนใจ เพราะทั้งทำเลที่ตั้ง อาคารสถานที่ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก เที่ยบกับราคาแล้วถูกกว่าทุกแห่งที่ผมค้นหา ทีนี้ลองมาดูภายในกัน






ห้องอาหาร นั่งเล่น มี Wi Fi แรงใช้ได้







ห้องนอนสามห้อง ถ้ารวมกับ Sofa Bed ในห้องนั่งเล่นแล้วสามารถพักได้ถึง 8 คน


 




ห้องครัว มีหม้อ กระทะ จาน ชาม แก้วน้ำอย่างดีเป็นชุด


 




ห้องน้ำห้องส้วมแยกกัน ห้องน้ำมีทั้งอ่างอาบน้ำและฝักบัว






สวนสาธารณะหน้าบ้าน สังเกตุมือซ้ายของแหม่มที่เดินจุงน้องหมาจะต้องถือถุงเตรียมพร้อมสำหรับเก็บอุนจิของน้องหมา แล้วเอาไปทิ้งถังขยะเฉพาะ ขืนปล่อยทิ้งไว้เรี่ยราดมีหวังถูกปรับอาน


 




อานไม่อานลองเอา 50 คูณ 1000 ดูซิครับ มีคำพูดเล่น ๆ ในบ้านเราว่า 100 บาทเอาขี้หมากองเดียว แต่อังกฤษนี่ใช้ไม่ได้แล้วต้องปรับราคาใหม่เป็น 50,000 บาทต่อขี้หมากองเดียว จากป้ายนี้ยังมีฝรั่งอารมณ์ขันอุตส่าห์ไปต่อเติมคำว่า Dog เป็น Frog ดังภาพเล็ก


 




ฉนั้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของน้องหมา จึงมีนักออกแบบหัวใสผลิตอุปกรณ์เก็บขี้หมาอย่างปลอดภัยกับสวัสดิภาพของมือดังภาพบน สินค้าชื้นนี้ผมไปเจอในร้านประเภท Pound Land หรือร้าน 1 Pound ซึ่งมีกระจายอยู่ตามเมืองต่าง ๆ ทั่วอังกฤษ ร้านประเภทนี้ขายสินค้าทุกชิ้นตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบในราคา 1 ปอนด์ บางร้านยังตัดราคาเหลือแค่ 99 เพนนีหรือ 99 p ทั้งร้าน ผมจึงซื้อมาเป็นของฝากเจ้าสามตัวที่บ้าน ไมรู้ว่าในเมืองไทยมีใครสั่งมาขายหรือยังถ้ายังก็น่าสั่ง แต่อย่างไรก็ตามผมขอยกนิ้วให้ผู้ที่ประดิษฐ์สิ่งนี้ขึ้นมาด้วยใจจริง ใครจะไปเชื่อว่าคิดหากินกับขี้หมาได้






ทำเลที่ตั้งอยู่ระหว่างสถานีรถใต้ดินสองสถานีคือ Parsons Green และ Fulham Broadway มีป้ายรถเมล์อยู่ห่างไปไม่ถึง 50 เมตร แต่ที่ผมประทับใจที่สุดคือเจ้าของบ้านคุณ Ahamed อัธยาศัยดีมาก วันที่ผมเข้าพักช้ากว่าที่นัดไว้ร่วมสองชั่วโมง (คุณเท้งโชเฟอร์พาหลงครับ) แกก็นั่งรอโดยไม่บ่นซักคำ และโดยปกติเงื่อนไขการเข้าพักต้องมัดจำค่าประกันของเสียหาย 100 - 300 ปอนด์ แต่แกถูกชะตายังไงก็ไม่รู้ไม่เก็บเสียงั้นแหละ และไว้ใจขนาดที่ว่าวันเช็คเอ้าท์ให้วางกุญแจไว้ที่โต๊ะอาหารแล้วปิดประตูออกไปได้เลย ต่างกับที่อื่น ๆ อีกหลายแห่งจะมีคนมาเช็คแล้วเช็คอีกกว่าจะคืนเงินประกัน



 


และก็ได้เวลากะเหรี่ยงตลุยลอนดอนวันแรก ในการรีวิวการเดินทางของผมต่อไปนี้จะเป็นไปแบบตามสะดวกอาจจะไม่เรียงตามวันเวลาก่อนหลัง และเนื้อหาก็เป็นการเก็บตกสองข้างทางไปเรื่อย ไม่เน้นเนื้อหาสาระเท่าไหร่ อาจจะตก ๆ หล่น ๆ บ้างเพราะ RAM ความจำในสมองเหลือน้อยเต็มทน ถือว่าเป็นการนำเอาช่วงหนึ่งของประสบการณ์ชีวิตมาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกัน




เช้าวันนั้นบรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน มีฝนตกเป็นช่วง ๆ เราเลือกเดินไปขึ้นรถใต้ดินที่สถานี Parsons Green ก่อน ขากลับค่อยมาลงที่สถานี Fulham Broadway เพื่อเปรียบเทียบว่าทางไหนจะใกล้และดีกว่ากัน ดีในที่นี้คือมีร้านสะดวกซื้อหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต



 



สถานีรถใต้ดิน Parsons Green แต่อยู่บนดิน ช่วงเวลาประมาณ 9 โมงเช้าหนาตาไปด้วยชาวลอนดอนเนอร์กำลังจะไปทำงาน ที่น่าสังเกตุคือเกือบทุกคนทั้งหญิงชายแต่งกายด้วยสีทึม ๆ กันหมดไม่ดำก็น้ำเงินเสื้อผ้าก็เป็นฟอร์มคล้าย ๆ กัน และที่ขาดไม่ได้คือร่มสีดำอีก ทำให้บรรยากาศที่ครึ้มอยู่แล้วมืดเข้าไปอีกช่างไม่สดใสเอาเสียเลย







ระหว่างรอรถก็ไม่พูดไม่จากัน ต่างก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือพิมพ์ขนาดแทบลอยด์ซึ่งแจกฟรีตามสถานี หรือไม่ก็ใช้นิ้วมือรูดดูอะไรไม่รู้จากโทรศัพท์มือถือ







พอรถไฟมาทีก็กรูกันขึ้นรถไปจนเกลี้ยง แต่แป้ปเดียวก็เดินมากันเต็มชานชาลาอีกแล้ว พวกกะเหรี่ยงเห็นดังนั้นจึงนั่งดูบรรยากาศไปเพลิน ๆ ดีกว่า รอให้คนบางตาหน่อยค่อยไปก็ได้เรายังไม่รีบ การเดินทางตลอดที่อยู่ในลอนดอนผมซื้อตั๋ววัน หรือ Day Travelcard โซน 1-2 ซึ่งถูกและเหมาะกับแผนการเดินทางกว่าตั๋วชนิดอื่น แต่วันนั้นใจเร็วไปนิดหนึ่ง ไปซื้อในช่วง Peak Time ทำให้แพงกว่าั๋ตั๋วช่วง Off Peak (หลัง 9 โมงครึ่ง) ไปใบละหลายปอนด์






เราขึ้นรถใต้ดินสายสีเขียว District Line ทอดเดียวมาลงที่สถานี Westminster พอโผล่ขึ้นไปบนดินเจอฝนลงเม็ดหนักกว่าเดิม อย่างนี้จะไปเดินชมอาคารรัฐสภาและวิหารเวสต์มินสเตอร์ได้อย่างไร ผมมาที่ตรงนี้คราวที่แล้วก็เจอฝนแบบนี้ทั้งที่เป็นเดือนตุลาคม กะว่าครั้งนี้จะมาแก้แค้น ปรากฎว่าแห้วเหมือนเดิม







ลอนดอนอายท่ามกลางสายฝน






ตอนแรกพี่ชายผมกะว่าจะเดินข้ามสะพานไปถ่ายรูปกับลอนดอนอายเสียหน่อยจึงต้องเก็บไว้วันหลัง






แต่รายนี้ไม่ยอมฝนตกยังไงขอวิ่งออกไปถ่ายรูปสักช้อตก็ยังดี ผมว่าถ้าชาวลอนดอนเห็นคนเสื้อผ้าสีสันแบบนี้บอกได้เลยว่าต้องเป็นนักท่องเที่ยวหรือคนบ้านนอกที่ไหนซักแห่ง เพราะผู้ดีอังกฤษเขาต้องใส่สูทหรือโค้ทผูกไท้ด้สีมืด ๆ ทึม ๆ ถือร่มสีดำมาดขรึม ๆ ซึ่งเวลาอยู่ในรถใต้ดินกับคนพวกนี้ผมมีความรู้สึกแปลกแยกว่าเราเป็นอีกเผ่าหนึ่งจริง ๆ แต่ช่างมันปะไร "อย่าได้แคร์..."

 





อาคารในยุโรปไม่ว่าประเทศไหน ส่วนมากไม่มีกันสาดยื่นออกมาเหมือนบ้านเรา ทำให้ไม่มีที่หลบฝน หรือพอมีบ้างก็กลายเป็นสถานที่สูบบุหรี่นอกอาคารไปเสียฉิบ ถ้าเป็นคอบุหรี่ด้วยกันก็ไม่เป็นไรกลับดีเสียอีกได้สูดควันฟรี ๆ พวกฝรั่งสูบบุหรี่กันเป็นล่ำเป็นสันจริง ๆ ทั้งหญิงทั้งชาย ทำให้ผมรู้สึกชื่นชมประเทศไทยเราว่ารณรงค์ไม่สูบบุหรี่ได้ผลอย่างเห็นได้ชัดเปรียบเทียบกับสมัยผมหนุ่ม ๆ ซึ่งสูบกับไม่เลือกเวลาสถานที่ เหมือนที่เห็นในเมืองฝรั่งเดี๋ยวนี้


 

 

 

 

ฝนในลอนดอนเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ เดี๋ยวตกเดี๋ยวหยุด พอฝนซาผมก็ออกเดินทางไปตามถนน Whitehall เพื่อโฉบไปยังจตุรัสทราฟัลการ์แล้วเลี้ยวเข้าถนน The Mall ซึ่งตัดตรงไปยังพระราชวังบักกิงแฮม เพราะมีนัดที่หน้าพระราชวังดูพิธีเปลี่ยนเวรยามของทหารรักษาพระองค์ให้ทันภายในเวลา 11 โมง

 

 

 


ถนน Whitehall มีสถานที่ราชการตั้งเรียงรายอยู่หลายแห่ง วันที่ผมไปเป็นวันรุ่งขึ้นหลังจากการอสัญกรรมของนางมากาเร็ต แทชเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรี "หญิงเหล็ก" แห่งอังกฤษ จึงเห็นสถานที่ราชการลดธงครึ่งเสา






เกาะกลางถนนสายนี้มีอนุสาวรีย์เรียงรายเป็นระยะ ตั้งหันหน้าไปทางอาคารรัฐสภา

 

 

 


อนุสาวรีย์ของนายพลดักลาส เฮก (Fild Marshal Douglas Haig , 1861-1928) ผู้บัญชาการกองทัพอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 เรื่องประวัติศาสตร์ผมก็งั้น ๆ แต่ผมชอบผลงานประติมากรรมที่มีการเก็บรายละเอียดทั้งคนทั้งม้าอย่างได้อารมณ์






อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่สตรีชาวอังกฤษที่ทำงานสนับสนุนอยู่เบื้องหลังทหารหาญในสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลงานของประติมากร John W Millis







ผมชอบแนวความคิดซึ่งแทนที่จะใช้สัญลักษณ์เป็นตัวบุคคลแต่กลับใช้เป็นเครื่องแบบจำนวน 17 ชุด แขวนรอบแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้า เครื่องแบบเหล่านี้เป็นตัวแทนสื่อถึงวิชาชีพหรือภาระกิจนานาชนิดที่สตรีเหล่านั้นได้ปฏิบัติในระหว่างสงคราม

 

 

 

 

มีถนนเล็ก ๆ เส้นหนึ่งแยกจากถนน  Whitehall มีชื่อเสียงโ่ด่งดังมากคือถนนดาวนิงที่ดังเพราะมีบ้านเลขทีื่ 10 ตั้งอยู่ ที่เราจักกันทั่วไปว่าบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิงเพราะบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่อยู่อาศัยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

 

 

 

 

เมื่อก่อนนี้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปถ่ายรูปได้ถึงหน้าบ้าน แต่ในยุคที่ผู้ก่อการร้ายอาละวาดไปทั่วโลก จึงมีการกั้นรั้วอย่างแน่นหนามีทหารถือปืนหน้าบอกบุญไม่รับยืนเฝ้าตั้งแต่หัวถนน ดังที่กล่าวไว้ก่อนนี้ว่าวันนั้นนางมากาเร็ต แทชเชอร์ เพิ่งถึงอสัญกรรมหมาด ๆ จึงมีนักข่าวทีวี คอยดักรอสัมภาษณ์ผู้ที่ผ่านเข้าออกหรือประชาชนทั่วไปที่ผ่านไปผ่านมา นี่ถ้าภาษาอังกฤษผมแข็งแรงกว่านี้จะแกล้งเดินป้วนเปี้ยนเดินไปเดินมาให้เข้าตากรรมการจะได้ถูกสัมภาษณ์ออกทีวีเสียหน่อย






สถานที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งบนถนน Whitehall คือพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับทหารรักษาพระองค์ The House Cavalry Museum






และที่ลานกว้างข้างพิพิธภัณฑ์ มีพิธีการผลัดเปลี่ยนเวรยามทหารม้า House Guard Parade แต่งตัวเต็มยศประกอบเพลงมาร์ช ซึ่งเป็นอีกแห่งหนึ่งนอกเหนือจากหน้าพระราชวังบักกิงแฮม พิธีจัดเป็นประจำทุกวันเวลา 11 โมงถึงเที่ยง ซึ่งผมอยู่รอดูไม่ได้เพราะมีนัดที่หน้าพระราชวังบักกิงแฮมในเวลาเดียวกัน แต่หลังจากผมไปกระเย้อกระแย่งเบียดเสียดคนเป็นล้านดูพิธีเปลี่ยนเวรยามหน้าพระราชวังบักกิงแฮมด้วยความยากลำบาก ทำให้คิดได้ว่ารู้งี้รอดูพิธีตรงนี้ดีกว่านักท่องเที่ยวคงไม่เยอะและพิธีคงน่าดูน่าชมกว่าด้วย







แต่ยังมีโอกาสได้ชมการเปลี่ยนเวรยามเล็ก ๆ ซึ่งทหารยามหนุ่มเหล่านี้นิ่งมากผมเอากล้องไปส่องถ่ายใกล้ ๆ ก็ไม่วอกแวก







ผับขนานแท้ดั้งเดิมของอังกฤษ






ดูตัวอย่างเมนูว่าเขากินอะไรกัน


 




ที่พื้นถนนในอังกฤษจุดที่เป็นทางข้าม ส่วนใหญ่จะมีการเขียนตัวหนังสือตัวโตว่า Look Right เป็นการเตือนคนข้ามถนนว่าให้ระวังรถทางขวา ไอ้เราไปจากไทยแลนด์ก็ไม่เห็นว่าแปลกตรงไหนเพราะบ้านเราขับรถชิดซ้ายเหมือนเขา ก่อนข้ามถนนก็ต้องมองดูรถทางขวาก่อนเป็นธรรมดา ไม่จำเป็นต้องเขียนตัวหนังสือตัวโต ๆ บอกก็ได้คงไม่มีใครซื่อบื้อขนาดนั้น แต่เมื่อผมไปยุโรปยี่สิบกว่าวันซึ่งที่นั่นขับรถตรงกันข้ามกับอังกฤษ ในวันแรก ๆ ก่อนข้ามถนนต้องเตือนตนว่าให้มองซ้ายก่อนเสมอจนเคยชิน พอกลับมาอังกฤษอีกครั้งเผลอมองทางซ้ายก่อนจนเกือบจะถูกรถชนหลายครั้ง จึงเข้าใจทันที่ว่า อ้อ..เพราะเหตุนี้เอง...ถึงต้องมีการเตือนไว้







ที่จตุรัสทราฟัลการ์ผมเห็นเครนสูงโด่เทียบรัศมี "เสาหินเนลสัน" (Nelson's Colume) คิดว่าคงอยู่ในระหว่างบูรณะปฏิสังขรณ์ นี่ถ้าวันอากาศสดใสและตั้งใจจะเก็บภาพจตุรัสทราฟัลการ์อย่างต็มที่คงผิดหวังน่าดู แต่เป้าหมายผมวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้จึงไม่ผิดหวังเท่าไหร่






มองไปทาง National Gallery ที่อยู่ตอนเหนือของจตุรัสทราฟัลการ์ เห็นคนยืนออกันเต็ม เขาดูอะไรกันนักหนา






กลางลานจตุรัสที่กั้นรั้วเหล็กโดยรอบก็มีแถวทหารในชุดดำอาวุธครบมืออย่างกับหน่วยสวาท หรือว่ามีเหตุการณ์ก่อการร้าย แต่ดูไปดูมาทำไมทหารเหล่านี้หน้าตาไม่ห็นซีเรีสยิ้มแย้มแจ่มใสพูดคุยกันอย่างปกติ






ที่แท้กำลังถ่ายหนังนี่เอง ไม่รู้เรื่องอะไรนางเอกหน้าตาก็ไม่คุ้น ฉากตามท้องเรื่องก็คือเครนหย่อนตู้ยามตำรวจลงมาแล้วก็มีพระเอกกับนางเอกออกมาประมาณนี้ ผมยืนดูไม่นานเพราะฝนลงเม็ดอีกแล้วรวมทั้งมียามหน้าตาดุ (ขวามือ) คอยห้ามคอยกันตลอด ไทยมุงจึงยอมแพ้ฝรั่งมุงไม่รู้ว่าทำไมถึงมุงได้มุงดี ฝนตกก็ไม่ท้อ โรคบ้าดารามีได้ทุกประเทศ






ประตู Admiralty Arch ทางทิศตะวันตกของจตุรัสทราฟัลการ์ จากซุ้มประตูโค้งเข้าไปคือถนน The Mall ถนนสายใหญ่ที่ตรงสู่พระราชวังบักกิงแฮม


 

 



มุมมองอีกด่านหนึ่งจากถนน The Mall ออกมาจะเห็นว่าประตู Admiralty Arch ไม่ว่าจะมองจากด้านไหนจะมีลักษณะโค้งแบบเดียวกันและเหมือนกันแทบแยกไม่ออก






สาวมีหางเสืองอกออกมาที่ก้นกับสาวม้าลายน่ารักถือกระป๋องเดินไปทางเดียวกับผม เธอกำลังจะไปทำอะไรที่ไหน ตามไปดูครับ




 

ถนน The Mall ปลายทางลิบ ๆ คือพระราชวังบักกิงแฮม ช่วงเช้าวันนี้อากาศแย่จริง ๆ สลึมสลือไปหมด แต่ก็ดีอยู่อย่างไม่ร้อน เดินสบาย






รูปปั้นม้าตัวโตหน้า British Council ระหว่างทางขวามือ ไม่รู้มีความหมายอะไรหรือแค่เป็นประติมากรรมตกแต่งแต่สวยดี






สวน St. James's Park สวนสวยเลียบตลอดทางด้านซ้ายของถนน The Mall เห็นคนเดินใส่เสื้อสีกับร่มสีเขียวผมทายได้เลยว่าต้องเป็นนักท่องเที่ยวไม่ใช่ลอนดอนเนอร์แน่ ๆ






ทหารม้า (หญิง) ขี่ม้าเดินตรวจตลอดดูแล้วเท่ดีส่วนม้าขาวก็เหมือนม้ารูปปั้นข้างบน


 




ม้านั่งน่านั่งแต่นั่งไม่ไหว..ลมมันเย็นนน


 




ดอกไม้ผลิดอกแล้วแต่ใบไม้ยังโกร๋นอยู่ แต่ก็สวยไปอีกแบบ และอากาศครึ้มมีหมอกบาง ๆ ก็ทำให้ภาพดูมีระยะขึ้น






ที่สวน St. James's Park มีห้องน้ำบริการฟรี เห็นเป็นห้องน้ำสาธารณะอย่างนี้แต่มีคนทำความสะอาดตลอดจึงสะอาดเอี่ยม อยู่บ้านนี้เมืองนี้ถ้าเจอห้องน้ำที่ไหนปวดไม่ปวดก็ต้องพยายามเค้นออกมาให้ได้เป็นการตุนไว้ก่อน ยิ่งของฟรีแบบนี้หายากอย่าหวัง(ห้อง)น้ำบ่อหน้าเป็นอันขาด






Jubilee Walkway แผ่นทองเหลืองที่ฝังบนทางเท้าของถนนเดอะมอลล์ที่มุ่งสู่วังบักกิงแฮม แสดงว่าถนนเส้นนี้เป็นถนนสายท่องเที่ยวที่เชื่อมต่อสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วกรุงลอนดอน มีลักษณะวนเป็นวงรอบมีด้วยกัน 5 วงแต่ละวงมีชื่อเรียกเฉพาะ วงที่ผ่านหน้าวังบักกิงแฮมนี้มีชื่อว่า Jubilee Loop มีความยาวทั้งสิ้น 1.7 ไมล์ มีจุดเริ่มต้นที่จตุรัสทราฟัลการ์ผ่านประตู Admiralty Arch วนซ้ายทวนเข็มนาฬิกามาเรื่อย เส้นทาง Jubilee Walkway เกิดขึ้นตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธแห่งอังกฤษ เนื่องในวาระเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 25 ปี เมื่อปีค.ศ.1977








ทางเท้าตรงวงเวียนก่อนถึงวังบักกิงแฮมมีสัญลักษณ์อีกอันฝังอยู่ แต่อันนี้เป็นแผ่นหินอ่อนมีข้อความสีเขียวว่า Jubilee Greenway เส้นทาง Jubilee Greenway มีลักษณะคล้ายกับ Jubilee Walkway แต่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า


Jubilee Greenway เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมในการที่กรุงลอนดอนได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคในปี ค.ศ. 2012 และเนื่องในวาระวาระการวาระเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 50 ปี ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธแห่งอังกฤษ โครงการ Jubilee Greenway เป็นการปรับปรุงเส้นทางเดินเท้าและจักรยานเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่สีเขียวและสถานที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิครวมทั้งสถานที่สำคัญรอบกรุงลอนดอน มีความยาวทั้งสิ้น 37 ไมล์หรือ 60 กิโลเมตร เปิดเป็นทางการในปี ค.ศ. 2009






เส้นทาง Jubilee Greenway มีจุดเริ่มต้นที่พระราชวังบักกิงแฮม ไม่รู้ใช่ที่ตรงนี้หรือเปล่าอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าพระราชวังบักกิงแฮมพอดี เป็นแผ่นหินอ่อน Jubilee Greenway เหมือนข้างบน แต่แผ่นนี้มีกรอบทองเหลืองแกะตัวหนังสือล้อมรอบ ผมเจอเข้าโดยบังเอิญขณะเดินหาช่องแทรกเข้าไปดูพิธีเปลี่ยนเวรยาม


 





ผมไปถึงหน้าพระราชวังเกือบ 11 โมง ปรากฎว่ามีนักท่องเที่ยวจับจองริมรั้วเต็มทุกช่องแล้ว นี่แสดงว่าเขามารอกันแต่เช้า




 

หันกลับมาดูจตุรัสหน้าวังบ้างซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นชัยภูมืที่ดีอีกจุดหนึ่งเพราะว่ามีขั้นบันไดลดหลั่นกันเป็นชั้น ๆ เหมือนยืนดูบนอัฒจรรย์ ก็มีคนจับจองกันเต็มเหมือนกัน





 

ใครที่มาช้าแบบผมไม่มีสิทธิ์เข้าไปแทรกได้เลย






ดูอารมณ์ของแต่ละคนต่างก็ชะเง้อว่าเมื่อไหร่จะเริ่มพิธีเสียที นี่ก็ 11 โมงกว่าแล้ว






เท่าที่ผมสังเกตุตอนนี้ไม่ว่าที่ไหน เต็มไปด้วยนักท่องชาวจีน แต่มีอีกกลุ่มหนึ่งที่หนาตาไม่แพ้กันคือนักท่องเที่ยวชาวยุโรปด้วยกันนี่แหละ แต่ดูรูปร่างหน้าตาและภาษาที่เขาพูดกันน่าจะมาทางยุโรปตะวันออกเป็นส่วนใหญ่






ตำรวจหญิงคนนี้มายืนพูดว่าอะไรไม่รู้ แต่คิดว่าคงอธิบายเกี่ยวกับพิธีและระเบียบการชม หรือปลอบให้ใจเย็น ๆ ก็ไม่รู้แต่ระหว่าพูดก็มีคนเฮเป็นระยะ






ฝั่งประตูพระราชวังพวกที่จับจองที่ติดรั้วต่างยึดพื้นที่ของตนอย่างเหนียวแน่น ผมเดินไปเดินมาหลายรอบก็ยังหาทางเจาะเข้าไม่ได้






ระหว่างนี้ก็ถ่ายตราที่ติดประตูรั้วฆ่าเวลา ว่าง ๆ ก็ว่าจะไปค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่ภายในรูปสัญลักษณ์เหล่านี้ซึ่งคงน่าสนใจไม่น้อย แต่ในเบื้องต้นนี้ก็พอเข้าใจแล้วว่าทำไมนักข่าวกีฬาจึงเรียกทีมฟุตบอลอังกฤษว่า ทีมสิงโตคำราม เพราะในโลโก้นี้มีสิงโตกำลังคำรามอยู่หลายตัว แต่สงสัยว่าม้ายูนิคอร์นที่ยืนคู่กับสิงโตทำไมไม่มีมงกุฎและดูเหมือนถูกล่ามโซ่ไว้






ทหารที่ยืนอยู่ในตู้ยามข้างในรอผลัดเปลี่ยน







พิธีเริ่มโดยมีวงโยธวาธิตนำหน้าแถวทหารผ่านจตุรัส






ทหารม้ารักษาพระองค์เท่มาก ดูเครื่องแต่งกายแล้วคงมาจากค่ายที่ถนนไวท์ฮอลล์ตามภาพที่ผมถ่ายในตอนต้น




 

ทหารหมู่นี้เดินแถวเข้าพระราชวัง






พอผมย้ายที่เพื่อจะหันมาถ่ายเหตุการณ์ภายในรั้วบ้างก็เจอแบบนี้ครับคนดูซ้อนกันสามสี่ชั้น จึงได้แต่ชะเง้อถ่ายลอดรั้วได้มาเท่าที่เห็นตามภาพต่อไปนี้


 

 


 

 

 

 

กลุ่มพลเรือนที่ยืนดูอยู่คงเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ในวัง


 

 

 

แต่ผมสนใจตรงเครื่องแต่งกายและฟอร์มของเขาครับ อย่างนี้ละมั้งที่เขาเรียกว่าว่ามาดผู้ดีอังกฤษขนานแท้ดั้งเดิม เนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า





 

เสร็จจากพิธีวงดุริยางค์ก็บรรเลงเพลงโชว์ แต่ตอนนี้คนดูไม่รู้หายไปไหน ?






อ้อ..หลบมากินข้าวกลางวันเคล้าเสียงดนตรีอยู่ในสวนข้างวังนี่เอง

 

 

 

 

ขอจบ London ตอนที่ 1 ด้วยภาพของน้องม้าลายที่เดินมาต้วยกันตั้งแต่ต้น ส่วนน้องหางเสือไม่รู้หายไปไหน แต่มาถึงตรงนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าน้องเขาแต่งตัวแบบนี้มาทำอะไร แต่ขอเดาว่าอาจมาขอรับบริจาคเพื่อสัตว์โลกผู้น่ารัก (แบบนี้) ก็เป็นได้...



โปรดติดตามตอนต่อไปครับ.....London 2

 

แก้ไขล่าสุด ใน มิ.ย.022013

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 857 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน