Lake District

 

เป็นตอนต่อจาก Scotch Whisky Trail

หลังจากทดสอบ Single Malt Scotch Whisky จนคุ้มค่าทัวร์ 6 ปอนด์ เราก็ออกจากโรงเหล้าสก๊อตประมาณ 4 โมงเย็นตียาวลงไป Lake District ทันทีเพราะคืนนี้เราจะพักที่ Windermere ตามเส้นทางดังนี้

Glasgow > Keswick > Grasmere > Ambleside > Windermere





กลางเดือนเมษายน ตามภูเขายังมีหิมะตกค้างเป็นหย่อม ๆ ก่อนเดินทางจากเมืองไทยประมาณอาทิตย์หนึ่ง ดูข่าวจากทีวีรายงานว่าที่สก๊อตแลนด์หิมะยังตกหนักทำให้การเดินทางมีปัญหามากเพราะถนนเต็มไปด้วยหิมะ รู้สึกกังวลมากจึงต้องให้คุณเท้งในฐานะอยู่ในพื้นที่รายงานสภาพอากาศมาทุกระยะ พอถึงวันเดินทางคุณเท้งรายงานว่าอากาศดีขึ้นถนนปลอดหิมะแล้วจึงได้ยกภูเขา (หิมะ) ออกจากอก


 


จากมอเตอร์เวย์สาย M6 เราแยกขวาเพื่อไปยัง Lake District ถนนเส้นนี้เป็นถนนสองเลนลัดเลาะไปตามภูเขายิ่งเข้าใกล้ภูเขายิ่งเห็นหิมะชัดเจนขึ้น ในใจก็รู้สึกเสียดายเหมือนกันหิมะไม่น่าเลิกตกเลย ดอยเหล่านี้ถ้ามีหิมะปกคลุมคงสวยได้บรรยากาศแปลกใหม่เพราะบ้านเราไม่มี

 


Lake District เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษมีพื้นที่ 2292 ตารางกิโลเมตร ใกล้เคียงกับอุทยานแห่งชาติทับลาน (2236 ตารางกิโลเมตร) ซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองรองจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (2915 ตารางกิโลเมตร) Lake District ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นดินแดนแห่งทะเลสาบ เพราะมีทะเลสาบและอ่างเก็บน้ำน้อยใหญ่กว่า 40 แห่ง สาเหตุที่อาณาบริเวณนี้เต็มไปด้วยธรรมชาติแบบนี้เพราะสภาพทางภูมิศาสตร์เป็นภูเขาลักษณะหุบเขาเป็นแอ่งกระทะและพื้นข้างล่างเป็นหินแข็งจึงเก็บกักน้ำได้ดี ประกอบกับบริเวณนี้มีฝนตกชุกเฉลี่ยต่อปีสูงมาก

 

 

ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ดังกล่าวจึงทำให้  Lake District เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ เมืองที่สำคัญของ Lake District เรียงลำดับตั้งแต่ตอนล่างขึ้นไปได้แก่ Windermere  , Ambleside , Grasmere และ Keswick

 

 


 

 

 

 

โดยเหตุที่ผมเดินทางมาจากสก๊อตแลนด์จึงเข้าสู่ Lake District ทางตอนบนไล่ตั้งแต่เมือง Keswick ลงมา ภาพนี้้ป็นถนนก่อนเข้าเมือง Keswick



 

 

Keswick เมืองขนาดเล็กกระทัดรัดแต่เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยวจึงมีที่พักและแหล่งช้อปปิ้งไว้บริการครบครัน


 

 

หอนาฬิกากลางเมือง Keswick เป็นแลนด์มาร์คที่นักท่องเที่ยวจะพลาดเสียมิได้โดยปกติจะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่วันนั้นผมไปถึงตอน 1 ทุ่ม จึงเงียบอย่างกับเมืองร้าง นอกจากกลุ่มผมแล้วมีนักท่องเที่ยวหลงมานับคนได้ บริเวณลานกว้างรอบหอนาฬิกานี้จะมีตลาดนัดชาวบ้านทุกวันเสาร์






อาคารหอนาฬิกาหลังนี้มีชื่อว่า The Moot Hall สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1813 ปัจจุบันชั้นล่างใช้เป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวส่วนชั้นบนเป็นแกลเลอรี่แสดงงานศิลปะ มีทางเข้าอยู่ทางด้านหน้าโน้นและแน่นอนตอนนี้ปิดแล้ว โปรดสังเกตุเข็มนาฬิกามีเข็มเดียวซึ่งเป็นสไตล์นาฬิกาสมัยโบราณ และไม่น่าเชื่อว่านาฬิกาฝรั่งก็ตายเป็นเหมือนกัน เพราะเวลาขณะนั้นมันทุ่มกว่าไปแล้วเข็มนาฬิกาอยู่ที่บ่ายสองโมลกว่า จะว่าเป็นโซนเวลาอื่นก็ใช่ที่ เพราะผมเช็คเวลาจากภาพถ่ายหลายภาพซึ่งถ่ายห่างกันหลายนาที แต่เข็มนาฬิกายังหยุดอยู่ที่เดิมไม่เดินไปไหน




 

นอกจากในตัวเมืองที่เงียบสงบเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบปลีกวิเวกแล้ว Keswick ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบภูเขาน้ำตก เสียดายผมได้แค่เป็นทางผ่านเนื่องจากมีเวลาน้อย ออกจาก Keswick เราก็ผ่าน Grasmere และ Ambleside ไปอย่างรวดเร็วโดยไมได้แวะต้องรีบเข้าที่่พักก่อนมืด กะว่าพรุ่งเช้านี้ค่อยย้อนขึ้นมาใหม่เพราะระยะทางไม่ไกลกันมากนัก  นี่ยังดีนะที่หน้านี้มืดช้ากลางวันยาวทำให้มีเวลาเที่ยวอย่างยาวเหยียด

 

 

ถนนเส้นหลักของ Lake District ส่วนใหญ่จะเลียบทะเลสาบวิวสวยมากทั้งวิวภูเขาและวิวทะเลสาบ ถ้าเป็นวันที่อากาศสดใสไม่สลึมสลืออย่างวันนั้นคงจะสวยกว่านี้ แต่ถึงจะสวยยังไงก็ตามก็ไม่มีโอกาสจอดรถถ่ายรูปได้เพราะถนนแคบไม่มีไหล่ทางบางแห่งยังมีกำแพงหินกั้นเป็นแนวยาวชิดขอบถนนน่ากลัวรถเฉี่ยว แต่ที่สำคัญคือเขาตีเส้นทึบห้ามจอดตลอดเส้นทาง แม้จะใจดีทำที่จอดให้นาน ๆ ครั้งก็ตามแต่ดันไปทำตรงที่วิวไม่ได้เรื่องเสียอีก น่าจะส่งมาดูงานทางหลวงเมืองไทยเสียให้เข็ดเพราะจุดชมวิวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในบ้านเราเกือบทุกแห่งโดยเฉพาะบนดอยทั้งหลายเลือกทำเลได้ดีมาก และถึงแม้ไม่มีที่จอดเฉพาะให้แต่เราก็สามารถจอดที่ไหนก็ได้ตามใจปรารถนาตามสโลแกนที่ว่า ทำอะไรตามใจคือไทยแท้



 

 

สิ่งที่ผมทึ่งอยู่อย่างคือตลอดสองข้างทางผมเห็นรั้วแบ่งเขตพื้นที่แทนที่จะเป็นรั้วธรรมดาแต่นี่ทำด้วยหินเป็นก้อน ๆ ก่อเป็นกำแพงยาวเหยียดคดเคี้ยวไปตามเนินเขาพาดข้ามเขาเป็นลูก ๆ กำแพงหินเหล่านี้สร้างโดยการคัดเลือกหินมาเรียงซ้อนกันโดยไม่ใช้ปูนหรือสิ่งอื่นใดเป็นตัวประสาน เรียกเทคนิคแบบนี้ว่า Dry Stone Wall ถือว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นแต่โบราณของชาวบ้านในแถบเหนือของอังกฤษไปถึงสก๊อตแลนด์ข้ามไปถึงไอร์แลนด์ก็ว่าได้  เนื่องจากพื้นที่แถบนี้อุดมไปด้วยก้อนหิน จึงนำมาสร้างเป็นกำแพงเสียเลย นอกจากเป็นการใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นการเคลียร์พื้นที่ไปในตัวเพราะคิดว่าในสมัยก่อนคงมีก้อนหินเล็กใหญ่กระจายเกลื่อนกลาดไปทั่ว แต่ก็นับว่าเขาช่างวิริยะอุตสาหะมากสมัยนั้นเครื่องจักรทุ่นแรงก็ไม่มี เสียดายไม่ได้จอดรถถ่ายชัด ๆ บางแห่งก่อเป็นเส้นคดไปคดมาสุดลูกหูลูกตาเหมือนงูยักษ์

 

 

เราถึงที่พักเมือง  Windermere ก่อนมืดเล็กน้อย ที่พักวันนี้เป็นเกสท์เฮ้าส์อยู่ในเมือง ความจริงมีที่พักอีกแห่งหนึ่งอยู่ติดทะเลสาบดีด้วยและราคาถูกกว่านี้มาก แต่เต็มเสียก่อนเพราะผมจองกระทันหัน เดี๋ยวตามไปก็รู้ว่าที่พักที่ว่านี้อยู่ที่ไหน

 

 

แต่การที่ผมได้เกสท์เฮ้าส์แห่งนี้ก็ถือว่าฟลุ้คมากเกือบจะต้องไปหาโมเต็ลประเภท Travel Lodge ตามมอเตอร์เวย์เสียแล้ว เพราะผมจองกระชั้นชิดมากอย่างที่พูดไปแล้วอีกประการหนึ่งกรุ้ปผมมีถึง 7 คน รวมทั้งคุณเท้งโชเฟอร์  ที่พักที่ผมติดต่อไปหลายแห่งพอจะมีห้องว่างบ้างแต่มีไม่พอ 7 คน เพราะที่พักประเภทเกสท์เฮ้าส์หรือ B&B ที่ผมต้องการนั้นส่วนมากเจ้าของบ้านทำเอง จึงมีห้องพักไม่กี่ห้อง


 

 

อย่างที่ Glen Wynne เก็สท์เฮ้าส์ระดับสามดาวแห่งนี้ รู้สึกจะมีทั้งหมด 4 ห้องลงตัวพอดี โดย 3 ห้องอยู่ชั้นสองและอีกห้องหนึ่งอยู่ใต้หลังคาขึ้นบันได (เวียน) ไปอีกชั้นหนึ่ง ภาพนี้เป็นโถงทางเข้า ซ้ายมือเป็นห้องอาหาร ที่พักในยุโรปถ้าไม่ใช่โรงแรมชั้นหนึ่ง ต้องทำใจทำกายเกี่ยวกับบันไดทางขึ้นส่วนใหญ่ทั้งแคบทั้งชันตอนหักมุมก็ไม่มีชานพักสำหรับพักเหนื่อยเพราะเนื้อที่จำกัดจึงทำเป็นขั้นบันไดเวียนขึ้นทันที เดินตัวเปล่ายังพอไหวแต่ถ้าบวกกระเป๋าขนาด 28 นิ้ว 20 กิโล ด้วยวัย สว.ก็คิดดูแล้วกัน โหดขนาดไหน

 

 

นี่ไงครับห้องใต้หลังคาของผมเองส่วนห้องอื่นไม่ได้ถ่าย ไม่ต้องถามนะครับว่าตะเกียกตะกายขึ้นมาได้อย่างไร แต่พอเข้ามาเห็นห้องแล้วหายเหนื่อยทันที เสียดายนอนไม่คุ้มเลย กว่าจะได้นอนก็ดึกแล้วเช้าพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางต่อ ที่จริงน่าจะพักต่ออีกซัก 1 คืนเป็นอย่างน้อยเพราะที่ Lake District แค่เดินเล่นชมเมืองชมทะเลสาบนั่ง ๆ นอน ๆ ซึมซับธรรมชาติที่สวยงามอากาศสดชื่นก็คุ้มแล้ว มิน่าชาวอังกฤษถึงแห่มามีบ้านพักตากอากาศหรือบ้านหลังที่สองกันตรึมจากสถิติมีจำนวนถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนที่อยู่อาศัยใน Lake District

 

 

ห้องน้ำในตัว

 

 

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้นอนห้องใต้หลังคาใฝ่ฝันมานานแล้ว เคยเห็นแต่ในหนัง

 

 

อย่างนี้ถ้าเป็นบ้านเราก็ร้อนตับแลบหรือไม่ก็ยุงลายบินเข้ามาหึ่ง เสียดายวันนั้นไม่ได้เปิดรับลมเพราะมีละอองฝนปรอย ๆ


 

 

บรรยากาศห้องอาหารตอนเช้า



 

 

อัฐบริขารครบครันจัดอย่างเป็นระเบียบ มีวิทยุเล็ก ๆ เปิดเพลงเสริมบรรยากาศด้วย ทั้งหมดนี้รวมทั้งการต้อนรับเมื่อวานดำเนินการเองโดยเจ้าของบ้านหนุ่มใหญ่กับหนุ่มน้อยคู่กายเพียงสองคน สำหรับเจ้าของบ้าน (เดี๋ยวไปค้นนามบัตรดูชื่อก่อน) ต้องขอชมจากใจจริงว่าอัธยาศัยไมตรีดีมาก ได้คะแนนเต็มสิบทุกข้อ ต่างกับมิสซิสรูนี่ย์แห่งเกสท์เฮ้าส์เมืองเอดินเบิร์กลิบลับ

 

 

British Breakfast


 

 

บรรยากาศสิ่งแวดล้อมดีมาก สุดถนนก็คือตัวเมืองเดินไปไม่ถึง 5 นาที

 

 

ถนนสั้น ๆ สายนี้มีเก็สท์เฮ้าส์เปิดให้บริการหลายเจ้าแต่ขึ้นป้ายเต็มทุกหลัง ขณะเดินผ่านผมแอบเมียงมองเข้าไป น่าพักทุกแห่งเลยครับ


 

 


 

 

 

ทะเลสาบ Windermere เป็นหนึ่งในหลายสิบทะเลสาบที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติ Lake District เป็นทะเลสาบที่ใหญ่และยาวที่สุดในอังกฤษด้วยคือมีมีพื้นที่ 14.8 ตารางกิโลเมตร และมีความยาว 18 กิโลเมตร


 

 

มีคำกล่าวว่าใครมา Windermere ถ้าไม่ได้นั่งเรือท่องทะเลสาบถือว่ายังมาไม่ถึง แต่ด้วยเงื่อนไขของเวลาคือกว่าเรือจะออกจากท่า Bowness ก็ปาเข้าไป 10 โมงเช้า(ตอนมาถึงยังไม่ 9 โมง) และใช้เวลาล่องเรืออย่างน้อย 1 ชั่วโมง ประกอบกับอากาศปิดอย่างนี้ กรุ้ปทัวร์เราจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่ายอมมาไม่ถึงดีกว่าเพราะไม่งั้นจะไปไม่ถึงโปรแกรมต่อ ๆ ไปซึ่งได้วางไว้ลงตัวแล้ว หลังจากจบทริปวนรอบภาคเหนือของอังกฤษแบบเรื่อยเปื่อยครั้งนี้ได้ข้อสรุปว่าเวลา 4 คืน 5 วันน้อยไป ถ้าจะให้พอดีต้อง 6 คืน 7 วัน เพราะที่ผ่านมาเสียดายทั้งสก็อตแลนด์และที่อื่น ๆ รวมทั้งที่นี่ด้วยน่าจะมีเวลามากกว่านี้

 

 

เรือล่องทะเลสาบมีหลากสีให้เลือกใครเป้นสาวกสีไหนเลือกเอาตามใจชอบ อ้อ..ไม่ใช่ครับ เลือกให้เหมาะสมกับเส้นทางและเวลาครับ

 

 

อาคารขายตั๋วและท่าเรือ  Bowness ออกแบบรูปทรงสีสันและลวดลายตกแต่งได้กิ๊บเก๋อย่างกับบ้านตุ๊กตา

 

 

ทิวทัศน์ทะเลสาบ Windermere บริเวณท่าเรือ Bowness มุมประชานิยม เห็นบรรยากาศทึม ๆ ไร้สีสันแบบนี้ถึงมีเวลานั่งเรือล่องทะเลสาบก็คงไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่

 

 

บุฟเฟ่ท์มื้อเช้าร้านนี้ราคาไม่แพงเท่าไหร่นี่ถ้าไม่ได้รับประทานมาก่อนจากเก็สท์เฮ้าส์ก็น่าลอง บรรยากาศดีด้วย

 

 

รถบัสคันนี้ไม่รู้ว่าเป็นรถประจำทางวิ่งระหว่างเมืองหรือว่ารถนำเที่ยวประเภท Hop-on Hop-0ff ป้ายหน้ารถบอกวิ่งไปถึงเมือง Grasmere

 

 


 

 

มาเดินเล่นชมเมือง Windermere กันบ้างซึ่งผมว่าน่าสนใจไม่แพ้วิวทะเลสาบ

 

 

เริ่มจากลักษณะอาคารบ้านเรือนซึ่งมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกับบ้านสไตล์อังกฤษที่เมืองอื่น เช่นลายไม้ที่ประดับอาคาร แต่ละหลังคิดประดิษฐ์แตกต่างกันออกไป








นอกจากอาคารปูนผสมไม้แบบทิวดอร์ที่มีลวดลายแปลกแล้วยังมีอาคารอีกลักษณะหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นแบบอย่างเฉพาะของอาคารใน Lake District ก็คืออาคารที่ก่อด้วยหินเป็นก้อน ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่าพื้นที่แถบนี้อุดมไปด้วยหินนานาชนิดทั้งหินจากภูเขาไฟหินแกรนิตหินปูนซึ่งหินเหล่านี้จะมีสีเทาออกดำ จึงมีการนำเอาหินมาเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง แต่การก่อสร้างอาคารที่มีความสูงและต้องการความแข็งแรงคงต้องมีการใช้ปูนซีเมนต์เป็นตัวประสาน ไม่ก่อเรียงขึ้นมาเฉย ๆ แบบ Dry Stone Wall เหมือนการทำกำแพงรั้ว


 

 

อาคารที่ทำการไปรษณีย์และบุรุษไปรษณีย์

 

 

Lake District ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งหินจึงพบว่านอกจากจะนำมาสร้างอาคารแล้วยังนำมาผลิตเป็นของตกแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกด้วย เช่นแกะสลักเป็นป้ายชื่อต่าง ๆ เหมือนบ้านเราใช้ไม้สักมาแกะ ผมนึกในใจว่าอยากจะไปจ้างแกะป้ายภาษาไทยข้อความประเภททางขวามือและเมื่อแกะแล้วไม่เอากลับให้ติดโชว์ไว้หน้าร้านอย่างภาพล่าง เวลาคนไทยผ่านไปเจอเข้าคงเป็นที่ฮือฮาพอสมควร




 


พูดถึงป้ายผมมีป้ายเก๋ ๆ มาโชว์ด้วยเป็นป้ายชื่อที่ติดหน้าบ้านและการตกแต่งประตูทางเข้า ดูแล้วเป็นการลดความแข็งกระด้างของหินลงไปได้บ้าง

 

 

 

โชว์รูมหิน ๆ แต่ก็น่ารัก

 

 

เปลี่ยนจากของแข็งมาเป็นของบอบบางบ้าง


 

 

ร้านนี้ตกแต่งด้วยของเบา ๆ

 

 

ความเหมือนที่แตกต่าง


 

 

แบบไทย ๆ

 

 

ผมเขียนมาถึงตรงนี้เริ่มสงสัยแล้วว่าในเมื่อ Lake District เป็นอุทยานแห่งชาติแต่ทำไมจึงมีบ้านมีเมืองและประชาชนอาศัยอยู่ได้ละ ที่สงสัยเพราะนำไปเทียบกับอุทยานแห่งชาติของไทยเราซึ่ีงประชาชนคนธรรมดาเข้าไปอาศัยตั้งบ้านเรือนทำมาหากินมิได้ (ยกเว้น...??) จึงนำข้อสงสัยนี้ไปถามอากู๋จึงได้คำตอบว่า...

อุทยานแห่งชาติของอังกฤษเขาไม่ได้หวงไว้สำหรับสัตว์ป่าและพรรณพืชเท่านั้น ประชาชนสามารถเข้าไปทำมาหากินในนั้นได้ ฉนั้นภายในอุทยานแห่งชาตินอกจากพื้นที่ทางการเกษตรซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่แล้วจึงมีทั้งถนนหนทางอาคารบ้านเรือนแหล่งธุรกิจการค้าอย่างที่เห็นข้างต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทางการเขามีการควบคุมอย่างเข้มงวดว่าสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นมานั้นจะไม่ไปกระทบต่อความงามทางธรรมชาติความเป็นอยู่ของสัตว์ป่าทั้งหลายรวมทั้งจะต้องไม่ไปทำลายสภาพวิถีทางวัฒนธรรมที่มีมาแต่ดั้งเดิม....

 

 

 

จากการที่ผมได้เห็นบ้านเมืองสภาพแวดล้อมโดยรวมในเขตอุทยานแห่งชาติ  Lake District แม้ช่วงเวลาอันสั้น แต่ก็เชื่อได้ว่ามีการปฏิบัติตามกฎระเบียบข้างต้นอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เป็นเพราะการคุมเข้มจริงจังของทางการหรือความมีวินัยความมีจิตสำนึกของประชาชนก็ไม่ทราบได้ แต่ดูทุกอย่างเนี้ยบกลมกลืนกันเป็นอย่างดีไม่มีสิ่งแปลกปลอมให้ขัดหูขัดตาเลย (ลองย้อนขึ้นไปดูอีกครั้ง)

ตอนนั่งรถผ่านระหว่างทางผมเห็นที่ดินตามแนวทะเลสาบและตามเนินเขาหลายแห่งล้วนเป็นทำเลที่ดีมาก และดูเป็นที่ส่วนตัวมีรั้ว(กำแพงหิน)รอบขอบชิดถูกทิ้งว่าง ถ้าเป็นบางประเทศคงเต็มไปด้วยบ้านตากอากาศรีสอร์ตหรือโรงแรมหรูไปแล้ว อาคารที่ผมเห็นว่าสมัยใหม่ที่สุดใน Windermere ก็คือสำนักงานสถาปนิกแห่งนี้ครับ แต่ก็ออกแบบได้กลมกลืนไปกันได้กับของเดิม ๆ ทั้งรูปทรงและการใช้วัสดุ

 

 

น้องหมาสีดำสองตัวนี้ถูกเจ้าของผูกไว้ไม่ให้เข้าไปในร้านก็ไม่โวยวาย ยอมรับสภาพตัวเองแต่โดยดี เพิ่งสังเกตุว่าหน้าร้านเขามีห่วงสำหรับผูกน้องหมาโดยเฉพาะด้วย


 

 

ป้ายสวย ๆ อีกตามเคย


 

 


 

 

 

เมือง Ambieside ตั้งอยู่ตอนเหนือสุดของทะเลสาบ Windermere มีท่าเรือเป็นจุดขึ้นลงเรือชมทิวทัศน์ทะเลสาบเช่นเดียวกับท่าเรือ Bowness on Windermere แต่ขนาดเมืองเล็กกว่ากันมาก มีที่พักสำหรับไว้บริการหลายรูปแบบเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยว





 

นี่ไงครับที่พักราคาถูกที่ผมพูดค้างไว้ตอนต้นว่าจองแล้วแต่เต็มเสียก่อน อยู่ริมทะเลสาบติดกับท่าเรือ Ambieside นี่เอง (ภาพนี้ถ่ายจากท่าเรือ) เป็นที่พักแบบโฮสเทลเครือ YHA หรือ YHA Hostel ทำเลดีมากหันหน้าออกทะเลสาบเต็ม ๆ ที่เมือง Windermere ยังมี YHA Hostel อีกแห่งหนึ่งแต่ตั้งอยู่บนเขานอกเมืองออกไปไกลพอสมควรเหมาะสำรับผู้ที่มีพาหนะมาเองหรือผู้ชื่นชอบป่าเขาลำเนาไพร





มุมประชานิยมอีกแล้ว





กล่าวโดยสรุปหลังจากได้สัมผัสอุทยานแห่งชาติ Lake District เมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ แม้ด้วยระยะเวลาอันน้อยนิดก็ตาม ผมมีความรู้สึกว่าให้มาเที่ยวชื่นชมบรรยากาศดีดีแบบนี้ชั่วครั้งชั่วคราวก็น่าอยู่หรอก แต่ถ้าให้มาอยู่ถาวรแล้วสู้อยู่ไทยแลนด์บ้านเราดีกว่ามีสีสันกว่ากันเยอะ เพราะแม้ว่าบ้านเมืองเขาจะสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยแต่ผมว่ามันเหมือนไร้ชีวิตชีวายังไงก็ไม่รู้ ทั้งนี้คงเนื่องมาจากลักษณะภูมิอากาศและวัฒนธรรมการดำรงชีวิตซึ่งเราไม่ว่ากัน

อีกประการหนึ่งถ้าพิจารณากันอย่างไม่ลำเอียงโดยตัดอาคารบ้านเรือนและอากาศที่ไม่เหมือนบ้านเราออกไปแล้วผมว่าทิวทัศน์ทะเลสาบเหนือเขื่อนรัชประภาที่สุราษฎร์ธานีมีอะไรตื่นตาตื่นใจกว่าแยะ






เผลอ ๆ สู้กว๊านพะเยาบ้านเกิดผมยังไม่ได้เล้ยย...




 


 


โปรดติดตามตอนต่อไปครับ...

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน ก.ค.012013

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 792 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน