Amsterdam - Prague



อัมสเตอร์ดัม - ปร๊าค โดยรถไฟเที่ยวกลางคืน City Night Line

วันนี้เราเช็คเอ้าท์โรงแรมแต่เช้า รถไฟออกทุ่มหนึ่งมีเวลาเหลือทั้งวันจึงเป็นโปรแกรมทัวร์ตามอัธยาศัยนัดรวมพลกันอีกครั้งที่โรงแรม 5 โมงเย็น เพื่อลากกระเป๋าไปสถานีรถไฟ Amsterdam CS ซึ่งอยู่ห่างแค่ 300 เมตร โดยทางโรงแรมใจดีให้ฝากกระเป๋าไว้ก่อนที่หน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับซึ่งมีพื้นที่แค่แมวดิ้นตายพอ ๆ กับบันไดซึ่งทั้งแคบและชัน ดังผมเล่าไว้ในตอนก่อนว่ากว่าจะขนกระเป๋าขึ้นไปได้แทบตายนี่ยังต้องขนลงอีกเที่ยวหนึ่งนึกแล้วท้อ แต่พอเอาเข้าจริงโชคดีได้พนักงานหนุ่มใจดีแบกลงมาให้ ทำให้คราวนี้เดินตัวปลิวลงมาเลย เห็นหนุ่มคนนี้แกแบกกระเป๋าลงบันไดแล้วเหมือนเป็นของง่าย...เฮ้อ..สังขารนี้ไม่เที่ยงหนอ



 


ระหว่างรอรวมพลเพื่อไม่ให้เสียเวลาจึงจัดการรองท้องไว้ก่อนด้วยข้าวสวยสำเร็จราดกับพะแนงทูน่าที่หอบหิ้วไปจากเมืองไทย โดยเอาไปอุ่นกับไมโครเวฟโรงแรมแล้วออกมานั่งกินที่ม้านั่งในลานจอดจักรยานหน้าโรงแรมเพราะในนั้นไม่มีที่ให้นั่ง แค่นี้ก็ได้บรรยากาศสุดยอดหาที่ใหนไม่ได้อีกแล้วกลับมาคุยได้เลยว่า...ไปนั่งกินข้าวแกงข้างถนนกรุงอัมสเตอร์ดัมมาแว้ว...




ภาพเก็บตกหน้าโรงแรมก่อนเดินขบวนไปสถานีรถไฟ เป็นภาพกลุ่มนักดนตรีข้างถนนแต่งกายออกไปทางแขกบางคนห่มเหลืองคล้ายพระ เดินร้องเพลงพร้อมกับตีกลองฆ้องฉิ่งและเขย่าแทมโบรินไปตามถนน เพลงท่วงทำนองแปลกแต่ก็เพราะดีเรียกความสนใจคนเดินผ่านไปผ่านมาได้ไม่เลว



 


สถานีรถไฟ  Amsterdam CS เป็นชื่อย่อของสถานี Amsterdam Central หรือภาษาดัทช์ Amsterdam Centraal ถือว่าเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและการท่องเที่ยวของเมืองอัมสเตอร์ดัมก็ว่าได้ เพราะเป็นชุมทางของรถไฟรถใต้ดินรถรางรถบัสรวมถึงท่าเรือ นอกจากนี้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ขายทัวร์รถทัวร์เรือตลอดจนโรงแรมที่พักก็ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันนี้

 


รูปแบบสถาปัตยกรรมของสถานีเป็นสไตล์ นีโอเรเนสซ้องส์ (Neo Renaissance) เปิดใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1889 ก่อนสถานีรถไฟหัวลำโพงของเราไม่นาน (หัวลำโพง พ.ศ. 2459 หรือ ค.ศ. 1917 ซึ่งออกแบบเป็นสไตล์เรเนสซ้องส์กราย ๆ เหมือนกัน)


 

 

ลวดลายปูนปั้นประดับอาคารไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร ฝีมือหยาบไปหน่อย

 


หลังคาภายในสถานีก็เหมือนกับสถานีหัวลำโพง หรือว่าหลังคาโครงเหล็กโค้งแบบนี้เป็นมาตรฐานของสถานีรถไฟทั่วโลกเห็นหลายแห่งลักษณะเดียวกันนี้


 


แต่ที่ต่างจากหัวลำโพงหรือรถไฟไทยอย่างกู่ไม่กลับก็คือความถี่ในการเดินรถครับ ดูจากจอมอนิเตอร์จะเห็นว่ามีขบวนรถเข้าออกตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืนเวลาห่างกันนับเป็นนาที ทุกวันนี้ผมขับรถผ่านสถานีรถไฟเชียงใหมทีไรเห็นคึกคักเฉพาะตอนเช้าเวลารถด่วนเข้ากับตอนเย็นเวลารถออกส่วนกลางวันซึ่งมีแต่รถหวานเย็นไม่กี่เที่ยวบรรยากาศเงียบเหงาอย่างกับสถานีร้าง ผมว่าเป็นการใช้ทรัพยากรทั้งอาคารสถานที่และบุคลากรอย่างไม่คุ้มค่าเลย ครั้นพอมีใครเขาจะพัฒนาระบบขนส่งระบบรางให้เป็นอินเตอร์หน่อยก็มีการตั้งป้อมคัดค้านกันอย่างจะเป็นจะตาย...เฮ้อ เมืองไทยอันเป็นที่รักของเรา...

 


โดยเหตุที่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมโดยสารรถไฟยุโรปอย่างเป็นล่ำเป็นสัน (ไม่นับยูโรสตาร์ครั้งก่อน) จากที่ทั้งชีวิตมีแค่ประสบการณ์นั่งรถไฟไทยพอได้มาขึ้นรถไฟระดับอินเตอร์กับเขาบ้างก็มีเรื่องให้ลุ้นจนเกือบจะตกรถตั้งแต่เที่ยวแรกเสียแล้วทำให้ต้องออกแรงวิ่งร้อยเมตรสองสามรอบทำหัวใจจะวายตาย เรื่องราวเป็นอย่างไรผมขอเล่าอย่างละเอียดเพราะถือว่าเป็นการบันทึกเหตุการณ์ตื่นเต้นในต่างแดนเหตุการณ์หนึ่งในชีวิต โปรดติดตามครับ



 


จอมอนิเตอร์แสดงให้รู้ว่ารถแต่ละขบวนจะเข้าชานชาลาใหนล่วงหน้าประมาณครึ่งชั่วโมงแค่นั้นเอง ทำให้ผมกังวลเป็นอันมากกลัวจะไปขึ้นรถไม่ทันหรือขึ้นขบวนผิด เพราะเคยอ่านมาว่าต้องขึ้นขบวนรถและตู้ให้ตรงกับที่ระบุไว้ในตั๋วไม่งั้นมันจะพาไปไหนก็ไม่รู้ เพื่อความรอบคอบจึงเอาตั๋วไปสอบถามกับประชาสัมพันธ์ที่บูธตรงข้ามกับจอมอนิเตอร์ซึ่งมีหนุ่มใหญ่พร้อมคอมพิวเตอร์มือถือนั่งให้บริการอยู่คนเดียว จึงมีผู้เข้าคิวรอพอสมควร ได้ความว่าขบวนของผมจอดที่ชานชาลาที่ 8 โดยเขียนตัวเลขในกระดาษโพสท์-อิทแล้วนำมาแปะลงบนตั๋วให้

 


ภาพนี้เป็นเอกสารจองตั๋วส่วนตั๋วตัวจริงหาไม่เจอเพราะเก็บดีเกินไป แต่ข้อมูลบนตั๋วเหมือนกันคือเป็นรถตู้นอนออกจากสถานี AMSTERDAM CS เวลา 19.01 ถึงกรุงปร๊ากสถานี PRAHA HLAVNI NADR เวลา 09.26 ขบวนรถหมายเลข 457 หมายเลขตู้ 173 หมายเลขที่นั่ง.....





พอทราบชานชาลาจึงขึ้นไปสำรวจดูทีหนีทีไล่ไว้ก่อน ที่จริงจะอพยพสัมภาระขึ้นมารอที่ชานชาลาด้วยซ้ำไป แต่ผมลองเดินจับเวลาดูแล้วเหลือเฟืออีกอย่างหนึ่งเพื่อความชัวร์ขอเช็คจากจอมอนิเตอร์อีกที จึงเดินไปเดินมาอยู่แถว ๆ นี้แหละจ้องมอนิเตอร์ไว้คอยลุ้นว่าเมื่อไหร่ขบวนเราจะไหลขึ้นมาเสียที เห็นไหมครับรอบคอบขนาดนี้ไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาด.......


 


ดังที่พูดไว้ในตอนต้นว่าเคยรู้จักแต่รถไฟไทยซึ่งมีเส้นทางหลักไม่กี่เส้นคือ สายใต้ สายเหนือ สายอีสาน และแต่ละสายก็มีสถานีต้นทางปลายทางที่แน่นอนไม่วิ่งทับเส้นทางกันก็คิดว่ารถไฟฝรั่งคงจะง่ายแบบนั้นเหมือนกัน ผมจึงจำชื่อสถานีปลายทาง PRAHA....... เวลาและหมายเลขขบวนอย่างขึ้นใจ พอบรรทัดสุดท้ายของจอมอนิเตอร์เลื่อนขึ้นมาเป็นเวลา 19.01 หลงดีใจว่าขบวนเราโผล่มาแล้ว แต่เอ๊ะ ปลายทางไม่ใช่ PRAHA......แต่เป็น Warsaw (ที่สถานีอัมสเตอร์ดัมไม่ยักบอกหมายเลขขบวนรถ)


ตอนนั้นยังไม่เอะใจเท่าไหร่คิดว่าเป็นอีกขบวนที่ออกเวลาเดียวกัน อีกเดี๋ยวของเราคงตามมาพอขบวนถัดไปเลื่อนขึ้นมาปรากฎว่าเป็นเวลาเลยจาก 19.01 ไปแล้วและปลายทางก็เป็นที่อื่นไม่ใช่ PRAHA...(ระหว่างรอนี้เสียเวลาไปหลายนาทีเพราะต้องให้ขบวนที่อยู่หัวแถวออกเดินทางไปเสียก่อน) มีขบวน 19.01 ตรงกับเวลาที่ระบุบนตั๋วขบวนนั้นขบวนเดียวแต่ปลายทางดันเป็น Warsaw คิดว่ายังไงก็ไม่ใช่แน่ ดูชื่อเมืองที่ขบวนรถผ่านในบรรทัดถัดมาก็ไม่มีคำว่า PRAHA... หรือชื่อใดที่ใกล้เคียง แล้วขบวนเราหายไปไหน ? เอาละซิงานเข้าแล้วจะหันไปถามประชาสัมพันธ์คนเดิมปรากฎว่าปิดบูธกลับบ้านไปแล้ว เวลาก็เดินหน้าติ๊ก ๆ ไปเรื่อยและดูเหมือนมันจะเดินเร็วกว่าปกติ ใจเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว (ภาพนี้ไม่เกี่ยวกันแต่ก็จอเดียวกันนั่นแหละ)




ทีนี้จะถามใครดีละ วิ่งไปที่บูธขายตั๋วมีคนเข้าแถวยาวเหยียด จะรอคิวคงไม่ได้การแน่ จึงเสียมารยาทลัดคิวไปหัวแถวบอกว่าเป็นเรื่องด่วนโทษที ถามเจ้าหน้าที่ขายตั๋ววัยค่อนข้างมีอายุพร้อมยื่นตั๋วให้ดู แกกดดูจากคอมแป้บหนึ่งบอกหมายเลขชานชาลาซึ่งผมฟังไม่ถนัดเพราะกำลังตื่นเต้น แต่แกเขียนตัวเลขลงในกระดาษโพสท์-อิทที่แปะบนตั๋ว เป็นตัวเลขที่ผมอ่านได้ว่าเป็นหมายเลข 19 ผมรีบคว้าวิ่งมาบอกพรรคพวกให้ตามมา พอลากกระเป๋าเดินแกมวิ่งตามทางลอดใต้ดินไปสุดทางปรากฎว่ามีแค่ชานชาลาที่ 15 มองไปรอบตัวยังไงก็ไม่เห็นเลข 19 หรือทางไปต่อ ขึ้นบันไดไปดูตัวชานชาลาข้างบนก็ตันแค่นี้ ทำเอามืออ่อนตีนอ่อนเวลาก็กระชั้นเข้าไปทุกขณะ คิดว่าเหลือประมาณ 10 นาทีรถออก ดูตัวเลขในกระดาษก็เลข 19 แต่ทำไมมันมีแค่ 15  ทำไงดี



 


มีทางเดียววิ่งร้อยเมตรย้อนกลับไปที่ห้องขายตั๋วใหม่โดยให้ลูกทีมรออยู่ที่เดิม คราวนี้ชวนน้องเขยมาด้วยจะได้ช่วยกันสปี้คช่วยกันฟังสี่หูดีกว่าสองหู ถึงห้องขายตั๋วลัดคิวไปถามเจ้าหน้าที่อีกช่องหนึ่งได้รับคำตอบว่าชานชาลาที่ 14 น้องเขยผมย้ำนักย้ำหนาว่า 14 แน่นะ แกออกเสียงว่า Fourteen ชัดเจน จึงวิ่งร้อยเมตรอีกรอบ (ผมว่าระยะทางจากห้องขายตั๋วมาสุดทางเดินไกลกว่าร้อยเมตรนิดหนึ่ง) มาบอกพรรคพวกที่รออยู่ กึ่งลากกึ่งหิ้วกระเป๋าขึ้นบันไดไปโชคดีเป็นชานชาลา 14 อยู่ติดกัน พอโผล่ขึ้นไปชานชาลาก็พบแต่ว่างเปล่าไม่มีรถจอดซักขบวน ส่วนผู้โดยสารนอกจากคณะผมแล้วเห็นมีพ่อแม่ลูกตามภาพล่างนี้แค่นั้นชักยังไง ๆ เสียแล้ว ได้แต่ปลอบใจวตนเองว่ารถคงยังไม่เข้าสถานี แต่พี่ชายผมขอตั๋วจากผมเดินไปถามพ่อแม่คู่นี้เพื่อความมั่นใจ กลับมาบอกว่าใช่ชานชาลานี้แน่นอนและแกก็ไปขบวนเดียวกับเรา ทุกคนพากันถอนหายใจโล่งอก (ภาพนี้ถ่ายที่สถานี PRAHA...)



 


แต่ก็โล่งอกอยู่ได้ไม่นานมีเรื่องให้ต้องแน่นอกอีก ก่อนเวลารถออกไม่กี่นาทียังไม่มีวี่แววรถเข้าสถานีสักที ทันไดนั้นสาวแม่ลูกอ่อนข้างบนก็วิ่งมาพูดกับพี่ชายผมว่าอะไรก็ไม่รู้ตอนแรกพี่ชายผมก็งง ๆ  แกพยายามอธิบายระหว่างนี้สามีแกทำหน้าไม่สู้ดีทำไม้ทำมือบอกว่าให้รีบลงไปเร็ว ๆ พอพี่ชายผมจับความได้จึงบอกพวกเราให้รีบเคลื่อนย้ายโดยด่่วนเพราะสาวเจ้าบอกว่าได้ยินเสียงประกาศรถขบวนนี้เปลี่ยนไปเที่ยบที่ชานชาลาที่ 11  (ก่อนนี้ผมได้ยินเสียงประกาศเหมือนกันแต่ไม่สนใจถึงสนใจก็ฟังไม่รู้เรื่อง)  ดูนาฬิกาเข็มยาวมาอยู่ใกล้เลข 12 แล้วนั่นแสดงว่าเหลือแค่นาทีเศษ ๆ

กำลังจะออกสตาร์ทวิ่งลงบันได พี่ชายผมว่าลงลิฟท์เร็วกว่า ตอนรอประตูลิฟท์เปิด ระหว่างลิฟท์เคลื่อนที่ลง และเมื่อถึงพื้นกว่าประตูจะเปิดออก ผมมีความรู้สึกว่าเวลามันช่างนานนับได้ชั่วกัปชั่วกัลป์ก็ไม่ปาน เกิดอาการปลงตกคิดว่าคงไม่ทันแน่ ในใจเริ่มวางแผนช็อตต่อไปแล้วแต่อีกใจก็คิดว่าอาจจะฟลุ๊คก็ได้ ออกจากลิฟท์รีบลากกระเป๋าถูลู่ถูกังขึ้นบันไดชานชาลาอย่างไม่ปรานีปราศรัย ถ้ากระเป๋ามาแตกล้อพังตอนนี้ก็เลิกกัน และยังดีที่ชานชาลาไม่ห่างกันมากนักถ้าเป็นชานชาลาต้น ๆ คงเข่าอ่อนกองกันอยู่ตรงนั้นเอง



 


โผล่ขึ้นไปเห็นรถไฟจอดอยู่ใจชื้นขึ้นมาทันทีภาวนาว่าอย่าเพิ่งเคลื่อนนะรอเดี๋ยว...ดูหมายเลขขบวนใช่แต่ตู้เราตู้ไหนละจะอยู่ข้างหน้าหรือข้างหลัง เสี่ยงเดินหน้าปรากฎว่าตัวเลขเลยไปจึงย้อนกลับหลังไปอีกตู้จึงเจอตู้ของเรา(ตอนนั้นทำไมไม่ขึ้นไปก่อนแล้วหาตู้ทีหลังก็ไม่รู้) เหตการณ์ช่วงนี้ฟังดูเหมือนง่าย ๆ ไม่มีอะไร แต่ถ้าตอนนั้นมีใครแอบถ่ายคลิปวิดีโอไว้คงเป็นภาพที่น่าดูไม่น้อยเพราะจะเห็นภาพคนวัยสว.เป็นกลุ่มลากกระเป๋าวิ่งถูลูกถูกังล้มลุกคลุกคลานกลับไปกลับมาหน้าตาเลิกลักตะโกนโหวกเหวก ที่พูดกันว่าเวลาไฟไหม้คนเราสามารถแบกตุ่มน้ำวิ่งได้นั้น เหตุการณ์ตอนนั้นคงไม่แตกต่างกัน ไม่รู้เรี่ยวแรงมาจากไหนพอถึงบันไดรถหิ้วกระเป๋าขึ้นเฉยเลยทั้งหมดใช้เวลาแป้ปเดียว ขณะโกลาหลอยู่นั้นผมรู้สึกได้จากหางตาแว้บ ๆ ว่ามีฝรั่งเห็นเหตุการณ์นี้แอบอมยิ้มเหมือนกัน




 

พอขึ้นรถเรียบร้อยทั้งคนทั้งของยังกองอยู่ตรงทางเดินประตูก็ปิดรถเคลื่อนที่ออกทันทีคราวนี้ทุกคนหายใจโล่งอกจริง ๆ ไม่มีแน่นอกคับอกอีกแล้ว ดูเวลาออกเลทไปประมาณสองสามนาทีคงเป็นเพราะรอวีไอพีกลุ่มนี้แหละ ตอนที่ผมตะเกียกตะกายโผล่ขึ้นบันไดชานชาลาจนมาถึงรถไฟแล้วนั้นเห็นมีพนักงานดูแลรถหรือบ้านเราเรียกว่าการ์ดรถยืนดูอยู่ที่ชานชาลาตรงบันไดรถผมมั่นใจว่าว่าเรามาถึงขนาดนี้แล้วยังไงก็ทัน เพราะเขาคงไม่ใจไม้ใส้ระกำชิงออกรถระหว่างที่เรากำลังวิ่งขึ้นรถแน่

ซึ่งก็คงเป็นจริงตามนั้นเพราะระหว่างเดินทางสังเกตุว่าเวลาจอดตามสถานีต่าง ๆ ทุกครั้งที่รถจะออกการ์ดรถจะต้องดูความเรียบร้อยดดยรอบขบวนรถก่อนขึ้นมาบนรถประตูถึงจะปิดและรถจึงจะเคลื่อนที่ ผมไม่รู้เขาให้สัญญาณกันยังไงไม่เห็นถือธงเขียวธงแดงเหมือนรถไฟไทย ฉนั้นเมื่อการ์ดรถยืนคาอยู่ตรงนั้นยังไง ๆ รถก็ไม่ออก



 


เมื่อหายใจหายคอสะดวกแล้วจึงมาทบทวนเหตุการณ์ตื่นเต้นที่ผ่านมาว่ามันเป็นไงมาไง

- ประชาสัมพันธ์คนแรกที่บอกชานชาลาที่ 8 นั้นผิดเต็มประตู ดีที่ไม่ขึ้นไปรอไม่งั้น....

- พนักงานขายตั๋วทำไมเขียนว่าชานชาลาที่ 19 ทั้ง ๆ ที่มีแค่ 15 ไม่น่าจะผิดมากมายขนาดนั้น จึงหยิบกระดาษที่แปะบนตั๋วมาพิจารณาอย่างละเอียดก็ถึงบางอ้อ เพราะความจริงแกเขียนเลข 14 ถูกต้องแล้วแต่ดันเขียนหัวเลข 4 เป็นเส้นโค้งไปหน่อยและยาวไปเกือบบรรจบเส้นตั้งทางขวา (ผมเก็บกระดาษนี้ไว้แต่ไม่รู้อยู่ไหน) ด้วยอารามรีบร้อนจึงดูเป็นเลข 9 และตอนแกพูดผมฟังไม่ได้ศัพท์เพราะกำลังตื่นเต้น คำว่า Fourteen กับ Nineteen ลงท้ายด้วยตีน ๆ เหมือนกันก็ไม่ใส่ใจเท่าไหร่เพราะมีตัวเลขเขียนบนกระดาษอยู่แล้ว สรุป ผมผิดเอง

แต่อย่างไรก็ตามเราก็ไปรอชานชาลาที่ 14 ทันเวลาถ้ารถมาจอดตามนั้นก็ไม่มีปัญหาแต่นี่ดันเปลี่ยนกระทันหัน

- โชคดีที่พี่ชายผมไปสอบถามกับพ่อแม่คู่นั้น ทำให้เขารู้ว่าเราจะไปไหนและเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงก็ยังอุตส่าห์มาบอกได้ทันเวลาต้องขอบคุณความมีน้ำใจของเธอผู้นี้ทั้ง ๆ ที่เวลาก็จวนเจียนเต็มทีและมีลูกน้อยที่ต้องหอบหิ้วอยู่ด้วย สามีก็เร่งยิก ๆ แกก็ยังพยายามอยู่อธิบายให้จนเข้าใจ ผมว่าเธอใจถึงมากเพราะทำอย่างนี้โอกาสเสี่ยงตกรถสูง

- รถไฟขบวนที่ผมขึ้นนี้ก็คือขบวนที่เห็นบนจอที่ออกเวลา 19.01 ปลายทางกรุงวอร์ซอว์ นั่นแหละครับ แต่ด้วยความด้อยประสบการณ์จึงไม่คิดว่าเป็นขบวนนี้ทำให้ต้องวิ่งไปสอบถามใครต่อใครให้วุ่นวาย ตอนหลังผมเปิดดูแผนที่เส้นทางรถไฟสายนี้จึงคาดว่าตู้ที่ไปปร๊ากจะไปพ่วงกับอีกขบวนหนึ่งแยกจากขบวนวอร์ซอว์ที่พ่วงมาแต่แรกตรงสถานีเบอร์ลิน ประเทศเยอรมันนี

- ประสบการณ์แรกในการขึ้นรถไฟยุโรปสอนให้รู้ว่าให้เช็คเวลาออกของขบวนรถเป็นเกณฑ์ อย่าไปสนชื่อเมืองให้มากนักอาจทำให้สับสนเพราะขบวนรถระหว่างประเทศบางครั้งมันจะไม่วิ่งรวดเดียวเป็นเส้นตรงเหมือนรถไฟไทย แต่อาจจะไปตัดต่อพ่วงกับขบวนโน้นขบวนนี้ ยังไงขึ้นตู้ให้ตรงกับหมายเลขในตั๋วก็แล้วกันถึงแน่ ซึ่งจากประสบการณ์ในเที่ยวต่อ ๆ มาสามารถยืนยันได้





ทีนี้มาลองดูผลที่เกิดขึ้นถ้าหากตกรถไฟขบวนนี้

- จะหาทางไปต่อได้อย่างไร

- ถ้าไปไม่ได้คืนนี้จะพักที่ไหน

- โปรแกรมต่อจากนี้จะเละไปหมดทั้งที่พักตั๋วรถไฟซึ่งทุกอย่างจองไว้ลงตัวหมดแล้ว จะต้องวางแผนใหม่หมด

- ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแน่นอน

- สรุปว่างานกร่อยแน่ ๆ ต้องขอบคุณพ่อแม่ลูกอ่อนน้ำใจงามคู่นี้อีกครั้งที่ทำให้งานไม่กร่อยเสียดายที่แกนั่งคนละตู้จึงไม่ได้ทำความรู้จักมากกว่านี้ ได้แต่รอดักพบเมื่อถึงกรุงปร๊ากจึงทราบข้อมูลนิดหน่อยว่าแกเป็นชาวปร๊ากนี่เอง พี่ชายผมจึงไปขอถ่ายรูปตามระเบียบ



 


กลับมาขึ้นรถเดินทางต่อได้แล้วครับ ตอนมายืนอยู่ตรงท้ายขบวนมองทางรถไฟวิ่งห่างออกไปผมรู้สึกได้เลยว่ารถไฟวิ่งเร็วมากยิ่งมองบริเวณใกล้กับขบวนรถจะเห็นเป็นเส้นพรืดผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็วจนจับอะไรไม่ได้ นี่ขนาดเป็นรถไฟธรรมดาไม่ใช่ความเร็วสูง





ต่อไปเราจะเดินสำรวจขบวนรถ ร.ฟ.ฝ. รถไฟฝรั่งว่าสู้ ร.ฟ.ท. รถไฟไทยของเราได้ไหม...

ภายในตู้โดยสารแบ่งซอยเป็นห้อง ๆ เว้นทางเดินไว้นิดเดียวเวลาเดินสวนกันต้องเบี่ยงไหล่หลบไม่งั้นชนกัน และเจ้าหน้าที่เขาห้ามนำกระเป๋ามาวางเกะกะทางเดิน



 

 

ห้องที่แบ่งซอยนั้นมีทั้งแบบนั่งหลับนก 6 ที่นั่งหันหน้าชนกันและแบบตู้นอน ต่างกับ ร.ฟ.ท.ตู้นั่งกับตู้นอนแยกกันคนละตู้ไม่ปะปนกัน

 

 

ผมลองนั่งดูแล้วสบายพอใช้แต่ถ้ามากันครบ 6 ที่นั่งไม่ใช่พวกเดียวกัน คงอึดอัดพิลึกนั่งมองหน้ากันทั้งคืน ที่สำคัญกลิ่นตัวฝรั่ง..?

 

 

นี่ไงครับตู้นอนของกะเหรี่ยงวีไอพีจากไทยแลนด์ 6 เตียงในห้องเดียวครบคนพอดี มีหมายเลขตรงกับที่ระบุในตั๋ว

 

 

ภาพตอนยังไม่ได้กางเตียงแคบพอสมควรขนาดไซ้ส์คนไทยยังนั่งหัวเข่าแทบชนกัน

 

 

ภาพตอนกางเตียงเรียบร้อยแล้วตู้นอนชั้น 2 ร.ฟ.ฝ. ต่างกับตู้นอนชั้น 2 ร.ฟ.ท.คือของเราวางเตียงตามยาวขนานไปกับขบวนรถมี 2 เตียงซ้อนกัน 2 ชั้น แต่รถไฟฝรั่งนอนตามขวางและซ้อนกัน 3 ชั้น ที่ต่างกันอีกอย่างก็คือของเราเวลากางเตียงจะมีพนักงานข้อล่ำบึ๊กมาทำให้พร้อมปูที่นอนใส่ปลอกหมอนกั้นม่านเสร็จสรรพ สำหรับผ้าปูที่นอนปลอกหมอนดูเหมือนซักใหม่อยู่ในถุงเรียบร้อยพอได้กลิ่นสะอาดแต่ผ้าม่านจะมีกลิ่นอันเป็นอมตะนิรันด์กาล ดาดว่าปีหนึ่งซักทีหรืออาจไม่ก็ได้เพื่อรักษากลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของ ร.ฟ.ท.

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังดีกว่า  ร.ฟ.ฝ. ซึ่งให้เรากางเตียงปูที่นอนเอง ส่วนสัมภาระให้ยัดไว้ใต้เตียงล่างสุดซึ่งไม่พอกับจำนวนที่เราขนกันมาจะเอาไปวางนอกห้องก็ไม่ได้ จึงต้องวางตรงช่องว่าตรงกลางทำให้การเข้าออกทุลักทุเลพอสมควร แต่ดีที่เป็นตู้นอนถ้าเป็นตู้นั่งยังนึกไม่ออกว่าจะอยู่ในสภาพใหน

 

 

พอกางเตียงเสร็จพวกเราก็นอนอภิปรายกัน(นั่งไม่ได้มันติดหัว)ถึงเรื่องตู้นอนของ ร.ฟ.ฝ.อย่างกรณีนี้เรามากัน 6 คนลงตัวห้องหนึ่งพอดีไม่เป็นปัญหา แต่ถ้ามาไม่ครบจะมีคนอื่นมาร่วมแจมกับเราหรือเปล่า ? หรือเรามาเดี่ยวมิต้องไปนอนร่วมกับคนอื่นหรือ ถ้าเพศเดียวกันก็ไปอย่างถ้าคนละเพศละ...? เขาจะแยกห้องหญิงชายให้เราไหม..?

ประเด็นสงสัยเหล่านี้ได้รับการเฉลยส่วนหนึ่งในตอนเช้า คือผมสังเกตุว่าตู้นอนห้องติดกัน เมื่อวานมีสาวฝรั่งแค่สองคน พอเช้าวันรุ่งขึ้นเห็นมีไอ้หนุ่มเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่งดูแล้วไม่ได้มาด้วยกัน แสดงว่าแต่ละห้องสามารถแจมกันได้ทุกเพศทุกวัยหากมีที่ว่าง  แต่ความจริงแล้วตู้โดยสารของรถไฟสาย City Night Line มีหล่ายแบบให้เลือกคือ แบบที่ 1 Deluxe Sleeper  ห้องพิเศษอย่างหรูสำหรับ 1,2 หรือ 3 คน มีห้องสุขาและห้องอาบน้ำในตัว อาหารเช้าเสริฟถึงที่นอน(ค่าอาหารรวมอยู่ในตั๋วเรียบร้อยแล้ว) แบบที่ 2 Sleepers เหมือนกับแบบที่ 1 ทุกประการต่างกันตรงที่ไม่มีห้องน้ำมีแค่อ่างล้างหน้า แบบที่ 3 Couchette เป็นตู้นอนชนิดกระจอกกว่าเพื่อน มีขนาด 4 เตียงและ 6 เตียงอย่างของผม ให้แค่หมอนผ้าปูเตียงและผ้าห่ม แถมให้ปูเองอีกต่างหาก และแบบที่ 4 Super Reclining Seats เป็นตู้นั่งปรับเอนได้แบบที่ผมลองนั่งในภาพบน


ผมเห็นตู้นอนลักษณะนี้ทำให้นึกถึงโจ้คฝรั่งเรื่องหนึ่งที่ได้อ่านมานานแล้ว ขอนำมาเล่าซ้ำอีกครั้งในที่นี้เพราะเข้ากับบรรยากาศพอดี เรื่องมีอยู่ว่าฝรั่งคนหนึ่งศีรษะล้านจึงสวมวิกปิดบังไว้ โดยสารรถไฟตู้นอนในต้นฉบับเขียนว่า Pullman Car คงเป็นตู้นอนชนิด  3 ชั้นแบบนี้แหละ แกได้ที่นอนชั้นบนพอตกกลางดึกตื่นขึ้นมาพบว่าวิกได้หลุดจากศีรษะควานหาตามที่นอนก็ไม่เจอ คิดว่าคงหล่นไปชั้นล่างจึงเอามือล้วงลงไปเจออะไรอย่างหนึ่งขนปุกปุยลักษณะคล้ายเส้นผม คลำไปคลำมาสักพักจึงรำพึงกับตนเองว่า "เฮ้ย..ไม่ใช่นี่หว่า" พอจะชักมือออกกลับมีมือนุ่ม ๆมาตะครุบไว้พร้อมกับได้ยินเสียงกระเส่าว่า "โอเยสส...ใช่แล้วค่ะ.โอเยสสส.." เขาจึงตอบกลับไปว่า "โนโน..ไม่ใช่หรอกครับของไอมันแสกข้างแต่นี่มันแสกกลาง"...

ตอนแรกที่อ่านเรื่องนี้ผมยังไม่เก็ทเท่าไหร่เพราะไปนึกภาพตู้นอนรถไฟบ้านเราซึ่งมีสองชั้นแต่ละชั้นมีระยะห่างกันพอสมควรเอื้อมมือลงมาไม่ถึงแน่รวมทั้งยังมีผ้าม่านกั้นอีกชั้นหนึ่งด้วย แต่พอมาเห็นเตียงสามชั้นแบบนี้ใช่เลย เพราะแต่ละชั้นห่างไม่มากนักจึงคลำวิกได้อย่างสบาย

 

 

ทีนี้มาดูห้องนั้ำรวมบ้างมีอุปกรณ์ครบครัน สภาพค่อนข้างเก่าแต่สะอาดสะอ้าน น้ำชักโครกดูดแรงมากอย่างกับห้องน้ำเครื่องบิน ทางท้ายตู้มีห้องน้ำคนพิการอีกห้องหนึ่ง ผมแอบเข้าไปใช้ตอนเช้าปรากฎว่ากว้างขวางมากรถเข็นเข้าได้สบาย แต่ตอนนั้นน้ำเจิ่งเต็มพื้นสงสัยสาวญี่ปุ่นสองคนซึ่งเข้าก่อนหน้าผม (เข้าพร้อมกัน) แอบอาบน้ำเป็นแน่แท้มิน่าผมเปียกเชียว

 

 

มีห้องล้างหน้าแปรงฟันอีกสองห้องเล็ก ๆ อยู่ข้างทางเดินติดกับห้องน้ำ แคบมากเสียจนเวลาก้มล้างหน้าต้องเปิดประตูอ้าไว้ไม่งั้นติดก้น ผนังอีกด้านหนึ่งมีถังขยะแยกประเภทเรียงเป็นตับ

 

 

ตู้ถัดไปอีกตู้เป็นตู้โล่งมีอะไรไม่รู้แขวนข้างฝา พี่ชายผมสงสัยว่ามันคืออะไร

 

 

เข้าไปดูใกล้ ๆ ปรากฎว่าเป็นที่เก็บสกี

 

 

ข้างฝาอีกด้านหนึ่งเป็นราวเก็บจักรยาน แสดงว่าเขาให้ความสำคัญในสิ่งเหล่านี้มาก หรือมองอีกแง่หนึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นของใช้ในชีวิตประจำของพวกเขาจึงอุทิศพื้นที่ให้ทั้งตู้ทีเดียว

 


มาชมวิวสองข้างทางรถไฟบ้างภาพนี้เป็นเช้าวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 6 โมงเช้า





ตื่นมาดูดวงอาทิตย์แต่เช้าพี่ชายผมซึ่งเป็นคนนอนดึกหรือนอนไม่หลับก็ไม่รู้บอกว่าเมื่อคืนรถจอดที่สถานีเบอร์ลินและจอดนานด้วย เสียดายผมมัวแต่หลับเพลินไม่งั้นขอลงไปเหยียบแผ่นดินเยอรมันเสียหน่อย





แต่ไม่เป็นไรมาเหยียบแผ่นดินเยอรมันนีที่สถานี Dresden ก็ได้ รถจอดที่สถานีนี้หลายนาทีเหมือนกันนานพอสูบบุหรี่หมดมวน แต่ผมลงไปเหยียบพอเป็นพิธีแล้วรีบขึ้นรถ ยังเสียวไม่หายกับการหวุดหวิดจะตกรถเมื่อวาน แต่แค่นี้ก็คุยได้แล้วว่าฉันก็เคยมาเยอรมันแล้ว






โครงสร้างหลังคาสถานีรถไฟแบบมาตรฐานอีกแล้ว หลังคามุงด้วยวัสดุโปร่งใสคลับคล้ายคลับคลากับหลังคาสนามบินสุวรรณภูมิของเราไม่รู้ใครลอกใคร





 

แต่อันนี้คล้ายกันมากด้านหน้าสถานี Dresden กับสถานีหัวลำโพง ทั้งนี้เป็นเพราะสถานีรถไฟหัวลำโพงได้รับแบบอย่างมาจากสถานีรถไฟในประเทศเยอรมันนีโดยเฉพาะสถานีแฟรงก์เฟิร์ต (ขอบคุณภาพสถานีหัวลำโพงจากวิกิพีเดีย)





ออกจากสถานี Dresden ไม่นานรถไฟก็วิ่งเลียบแม่น้ำ Elbe ไปตลอดจนสุดพรมแดนเยอรมัน เส้นทางช่วงนี้ทิวทัศน์สองข้างทางสวยมาก ภาพที่นำลงต่อไปนี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นของจริงสวยกว่านี้เยอะ












เส้นทางรถไฟไทยที่วิ่งเลาะเลียบแม่น้ำและมีทิวทัศน์สวยงามคล้ายกันนี้ผมเห็นมีอยู่แห่งหนึ่งคือรถไฟสายเหนือวิ่งเลียบแม่น้ำยม ช่วงสถานีแก่งหลวงจังหวัดแพร่ โดยผมเห็นครั้งแรกตอนนั่ง(รถหวานเย็น)ไปเรียนหนังสือต่อที่กรุงเทพเมื่อเกือบสี่สิบปีมาแล้ว รู้สึกประทับใจเมื่อแรกพบทันทีมันเหมือนความฝันยังไงก็ไม่รู้

ภาพยังติดตาผมมาจนทุกวันนี้ ตอนนั้นรู้สึกอย่างนี้จริง ๆ ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะผมเพิ่งออกจากบ้าน(นอก)ได้สัมผัสโลกกว้างเป็นครั้งแรกก็เป็นได้จึงเห็นอะไรสวยงามและยิ่งใหญ่ไปหมด

ภาพติดตาที่ว่าออกแนวเดียวกับภาพข้างล่างเป๊ะแต่ของเราน้ำเต็มฝั่งเวิ้งว้างมีความเป็นเป็นธรรมชาติอุดมสมบูรณ์กว่านี้เยอะ บางช่วงกว้างเหมือนกว๊านพะเยาบ้านผมด้วยซ้ำและผืนน้ำอยู่ใกล้ชิดแทบจะติดกับทางรถไฟทีเดียว ผมออกไปนั่งตรงบันไดขณะรถไฟวิ่งผ่านรู้สึกราวกับนั่งเรือยนต์วิ่งไปในกว๊านพะเยา ผมนั่งรถไฟผ่านตรงนี้อีกหลายครั้งตอนปิดเทอมก็ต้องออกมาโหนบันไดดูทุกครั้งมันได้อารมณ์กว่าดูจากในรถ....ที่เขาว่าคนแก่มักชอบเล่าความหลังคงเป็นเพราะเรื่องเก่า ๆเหล่านั้นมันจำแม่นนี่เอง





ในช่วงสิบกว่าปีมานี้ผมโดยสารรถไฟเชียงใหม่-กรุงเทพบ่อยพอสมควร แต่เป็นรถด่วนซึ่งวิ่งกลางคืนจึงไม่มีโอกาสได้เห็นว่าทิวทัศน์ช่วงนี้เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด พอเขียนมาถึงตรงนี้ก็นึกอยากเห็นภาพในปัจจุบันจึงไปค้นจากเว็บแต่พอเห็นขนาดของลำน้ำและระดับน้ำแล้วใจหาย ลองชมภาพก็แล้วกัน (ขอบคุณบล๊อก rotfaithai.com)







กลับมา ร.ฟ.ฝ.กันต่อ....สถานี Bad Schandau สถานีเล็ก ๆ เป็นสถานีสุดท้ายก่อนข้ามพรมแดนเยอรมันสู่สาธารณะรัฐเช็ค การเป็นประชาคมยุโรปทำให้การข้ามไปมาระหว่างประเทศในยุโรปเป็นเรื่องง่ายมากเพราะไม่มีการตรวจพาสปอร์ตใด ๆ ทั้งสิ้น ที่ผ่านมาผมยังไม่สะดุดเส้นกั้นพรมแดนประเทศใหนเลย อีกไม่กี่ปีอาเซี่ยนเราก็จะเป็นแบบนี้แล้วดีใจจัง แต่จะได้นั่งรถไฟระดับอินเตอร์ข้ามประเทศกันอย่างนี้หรือเปล่าก็แล้วแต่บุญแต่กรรมของประเทศก็แล้วกัน






รถไฟในประเทศพัฒนาแล้วส่วนมากเขาขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าทั้งนั้นเพราะถือว่าเป็นพลังงานสะอาด ผมขำตรรกะของสส.หรือสว.อันทรงเกียรติของไทยคนหนึ่งอภิปรายในสภาคัดค้านโครงการรถไฟความเร็วสูงของรัฐบาลไปในทำนองว่า...ถ้านำไฟฟ้ามาใช้กับรถไฟแล้วอาจจะส่งผลให้พลังงานไฟฟ้าของประเทศขาดแคลนหรือไม่ก็ว่าเป็นการฟุ่มเฟือยเกินไป...สงสัยอยากให้กลับไปใช้รถจักรไอน้ำเหมือนสมัย ร. 5 มั้ง






เห็นชื่อสถานีสะกดแปลก ๆ อย่างนี้แสดงว่าเข้าเขตสาธารณะรัฐเช็คแล้ว






สภาพบ้านเมืองก็แตกต่างไปจากประเทศเยอรมันที่เพิ่งผ่านมา ปราสาทยอดแหลมเปี๊ยบเริ่มโผล่ให้เห็น


 

 

รถไฟถึงสถานี Praha hlavni nadrazi  ตรงเวลาเป๊ะไม่มีการแถมเหมือนรถไฟ กรุงเทพ-เชียงใหม่ ซึ่งใจดีแถมให้ประจำบางเที่ยวแถมเป็นชั่วโมงทำให้ผู้โดยสารได้กำไรเป็นอันมาก


 

 

หลังจากขอบอกขอบใจหนุ่มสาวแม่ลูกอ่อนชาวเช็คผู้มีน้ำใจงามพร้อมสัมภาษณ์กันนิดหน่อยทั้งสองก็เข็นรถเด็กตัวปลิวกลับบ้าน ปล่อยให้กลุ่มสว.ไทยแลนด์เผชิญโชคตามลำพัง การบ้านที่เตรียมมาไม่รู้ว่าช่วยให้เอาตัวรอดได้แค่ไหน...? เพราะสำหรับประเทศนี้ใหม่ซิง ๆ กันทุกคน





ตอนนี้เรามุดลงไปสำรวจภายในสถานีก่อน สถานีรถไฟปร๊าก Praha hlavni nadrazi คล้ายกับสถานีรถไฟอัมสเตอร์ดัมคือระหว่างชานชาลาเป็นทางลอดใต้ดินมีบันไดขึ้นลงเป็นระยะ แต่ชานชาลาที่นี่น้อยกว่าอัมสเตอร์ดัมครึ่งหนึ่ง




 


อาคารสถานีรถไฟในยุโรปเท่าที่ผมเห็นส่วนใหญ่ภายนอกจะยังคงสภาพหน้าตาโบราณแบบเดิม ๆเหมือนกับตอนแรกสร้าง แต่ภายในกลับตรงกันข้าม มีการปรับปรุงตกแต่งภายในอย่างทันสมัย





จอมอนิเตอร์แสดงตารางรถไฟมีรายละเอียดชัดเจนมากกว่าสถานีอัมสเตอร์ดัม พร้อมกับมีแผนผังตั้งแสดงชัดเจน เห็นอย่างนี้ค่อยเบาใจหน่อย เพราะขาไปสวิสเราก็จะมาขึ้นรถไฟที่นี่ ตอนนี้เลยถือโอกาสศึกษาลู่ทางไว้ล่วงหน้าไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย






ในประเทศที่พัฒนาแล้วเขาให้ความสำคัญกับการขนส่งในระบบรางกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ดูจากตารางรถไฟเข้าออกห่างเป็นนาทีเหมือนกันหมด





บูธแลกเงินตั้งเด่นอยู่กลางห้องโถง สาธารณรัฐเช็กถึงแม้จะอยู่ในประชาคมยุโรปแต่ยังใช้เงินสกุลของตนเองคือสกุล Koruna(CZK) เงินสกุลยูโรก็ใช้ได้เหมือนกันแต่ไม่ค่อยคล่องตัวเท่าไหร่โดยเฉพาะการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ก่อนไปผมหาแลกเงินสกุลเช็กจากเมืองไทยไม่ได้เลยพอเจอที่แลกเงินก็รีบแลกไว้ก่อนเผื่อเหนียว แต่หลังจากเข้าไปในเมืองโดยเฉพาะตามสถานที่ท่องเที่ยวปรากฎว่ามีที่แลกเงินเต็มไปหมดและอัตราดีกว่าที่นี่ด้วยไม่มีค่าธรรมเนียมอีกต่างหาก ดีที่ผมแลกไม่มาก



 


ทางเข้าออกสถานีมีสองระดับคือขึ้นไปข้างบนชั้นหนึ่งและลงไปอีกชั้นหนึ่ง





จากนาฬิกาในภาพนี้จะเห็นว่าผมถ่ายภาพนี้เวลา 10 โมงครึ่ง แสดงผมยังแกร่วอยู่ในสถานีเป็นชั่วโมงทั้ง ๆ ที่รถเข้าตั้งแต่ 9 โมงครึ่งก็เนื่องจากเจอปัญหาอีกแล้ว....





ดังที่ผมได้เล่าไว้ในตอนต้นว่าการเลือกที่พักของผมจะเน้นใกล้สถานีรถไฟเป็นหลัก แต่ที่ปร้ากสถานีรถไฟอยู่ห่างจากใจกลางเมืองและอแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมพอสมควร ผมจึงเลือกเอาอยู่ในเมืองดีกว่าและอีกอย่างหนึ่งทางที่พักเสนอบริการรถรับส่งด้วยราคาก็ไม่แพง คำนวนแล้วสะดวกสบายกว่าหาทางนั่งรถโดยสารสาธารณะไปเอง ซึ่งนับว่าผมตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว..ถูกยังไงเดี๋ยวตามไปดูก็รู้ครับ





จากใบจองรถระบุว่าคนขับรถจะมาถือป้ายรอที่หน้าร้านเบอร์เกอร์คิงบริเวณห้องโถงผู้โดยสารขาเข้า ซึ่งหาไม่ยากตั้งอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ตารางรถไฟนี่เองแต่ผมเดินวนเวียนตั้งนานก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีใครชูป้ายชื่ออย่างที่เห็นตามสนามบิน พยายามยืนเป็นเป้าทำท่าทางว่ากำลังรอใครอยู่ก็ไม่มีใครมาทัก เดินดูจนทั่วสถานีร้านเบอเกอร์คิงก็มีที่นี่แห่งเดียว เราก็ไม่ได้มาเลทมากนัก




 

หรือจะมีการเข้าใจคลาดเคลื่อน จึงลองเดินออกไปข้างนอกสถานีทั้งข้างล่างข้างบนถามโชเฟอร์แท๊กซี่ที่จอดรอผู้โดยสารโดยยื่นใบจองให้ดูทุกคนส่ายหัวกันหมด (เท่าที่สังเกตุภาษาอังกฤษเขาแย่หรือเราแย่ก็ไม่รู้เพราะพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง) เดินถามแม้รถส่วนบุคคลลักษณะเป็นรถแวนประเภท MPV ที่จอดแถวนั้นก็ไม่ใช่ซักราย





กำลังคิดว่างั้นเรียกแท๊กซี่ไปเองดีกว่าแต่ฉุกคิดได้ในใบจองบอกว่าถ้ามีปัญหาให้โทรไปตามเบอร์ที่ระบุไว้ โชคดีที่ซิมโทรศัพท์ Libera ที่ติดมาจากอังกฤษใช้การได้ เบอร์ที่โทรไปเป็นบริษัทแท๊กซี่ได้ความว่าเกิดผลิดพลาดยังไงไม่ทราบเขาไม่มีรายการนี้ แต่ไม่เป็นไรจะจัดรถมารับเดี๋ยวนี้โดยให้ขึ้นไปรอที่ป้ายจอดรถแท๊กซี่หน้าสถานี





ยืนรอสักครู่ใหญ่ก็มีโทรศัพท์มาจากโชเฟอร์แท้กซี่ว่าให้ลงไปรอที่หน้าร้านเบอเกอร์คิง..อ้าว..อีกแล้ว ทำไมชะตาชีวิตมันต้องขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างนี้ก็ไม่รู้ นั่นเป็นสาเหตุให้ต้องแกร่วอยู่ที่สถานีเป็นชั่วโมง





เข็นกระเป๋าลงไปรอที่เดิมอีกครั้ง ระหว่างนี้ก็พยายามสบตาไปที่คนแต่งเนื้อแต่งตัวลักษณะเหมือนกับคนขับแท๊กซี่บ้านเรา ก็ไม่มีใครสบตาด้วยสักพักมีหนุ่มใหญ่หน้าตาดีแต่งสูทผูกไท้ด์อย่างหล่อมาแนะนำตัวพร้อมกับถามด้วยภาษาอังกฤษชัดแจ๋วว่าคุณคือผู้โดยสารที่จะไป Kozna....(ชื่อที่พัก..หรือเปล่า...? หน้าแตกกันเป็นแถว...โชเฟอร์ท่าท่างอารมณ์ดีคนนี้พาลงไปยังรถที่จอดรถข้างถนนอีกด้านหนึ่งของสถานี (ภาพล่างเป็นแท๊กซี่ขากลับแต่ขาไปก็เป็นรถแบบเดียวกันนี้แหละ)






ที่พักที่ผมจองไว้เป็นลักษณะอพาร์ทเม้นท์ 2+1 ห้องนอน ดูจากแผนที่แล้วอยู่ย่าน Old Town Square ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญของกรุงปร้าก





แม้พาหนะจากสถานีรถไฟมายังที่พักจะเป็นรถชั้นดีตราดาวสามแฉกแต่ทำไมมันกระเทือนจัง ที่แท้ก็เป็นเพราะถนนในกรุงปร้ากส่วนใหญ่ปูด้วยหินเป็นก้อน ๆ ซึ่งคงปูมาตั้งแต่สร้างเมืองแล้วมั้ง เห็นถนนแบบนี้แล้วสงสารรถเพราะคนขับก็ใช้ความเร็วตามปกติเหมือนขับบนถนนเรียบทั่วไปไม่บันยะบันยังเท่าไหร่จึงต้องนั่งสั่นกั๊กกั๊กไปตลอดทาง ผมว่าช่วงล่างของรถยนต์ที่วิ่งในกรุงปร้ากคงสึกหรอเร็วกว่าปกติเป็นแน่

แท้กซี่ป้ายดำได้นำมาส่งลงตรงขอบจตุรัสโอลด์ทาวน์ซึ่งเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว โชเฟอร์บอกว่ามาส่งได้แค่นี้เพราะรถเข้าไปไม่ถึงพร้อมแนะนำสตรีชาวเช็กหน้าเค็มที่ยืนรออยู่แล้วว่าจะเป็นคนพาไปยังอพารทเม้นท์แสดงว่ามีการประสานงานกันไว้แล้ว






...เอาละซิ..วิบากกรรมต้องลากกระเป๋าออกแรงกันอีกรอบ ลากบนพื้นเรียบพอทำเนาแต่นี่ลากไปบนบล้อกหินเป็นก้อน ๆ แบบนี้ คิดดูขนาดล้อรถยนต์ใหญ่กว่าตั้งเยอะยังกระเทือนล้อกระเป๋าเล็กนิดเดียวจึงกระดอนและทรงตัวยากหากลากเร็ว ๆ ทำท่าจะพลิกเสียให้ได้ และการลากผ่านบล้อกแต่ละก้อนทำให้ต้องออกแรงมากกว่าปกติ





ลากกระเป๋าตามผู้นำตัดผ่านลานจตุรัสโอลด์ทาวน์พอเลี้ยวขวาก็เห็นกลุ่มคนแหงนดูอะไรสักอย่างบนผนังตึกเราก็หยุดดูบ้าง ....อ้อ..หอนาฬิกาดาราศาสตร์ (AStronomical Clock) อันมีชื่อเสียงเป็นของกรุงปร้ากนี่เอง หอนาฬิกาแห่งนี้เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยว "must see" ไม่งั้นถือว่ามาไม่ถึงกรุงปร้ากและต้องรอดูไคลแมกซ์ตอนนาฬิกาตีระฆังบอกเวลาด้วย โชคดีที่เรามาได้เวลาพอดีนับว่าเป็นฤกษ์งามยามดีในการมาเยือนกรุงปร้าก ต่อไปนี้อุปสรรคทั้งหลายแหล่คงไม่มาแผ้วพาล...สาธุ




 


ยืนมีอารมณ์ร่วมกับหมู่นักท่องเที่ยวด้วยกันฟังเสียงระฆังตีบอกเวลาและนักบุญเดินพาเหรดจนหน้าต่างปิดแล้วผู้นำก็ให้สัญาณเดินต่อ รายละเอียดค่อยมาเก็บภายหลังอยู่ใต้จมูกแค่นี้เอง






คราวนี้ผู้นำพาเดินผ่านถนนคนเดินสองข้างทางเป็นร้านรวงต่าง ๆ ดูพื้นถนนซิครับแม้แต่ทางเท้าก็เถอะว่ามันทรมานลูกล้อกระเป๋าขนาดใหน ผมกลัวว่ามันจะมีอันเป็นไปก่อนเวลาอันควรเพราะยังต้องใช้บริการมันอีกหลายยก






ชาวยุโรปตะวันออกได้ชื่อว่ามีฝีมือทางด้านการเจียรไน เครื่องแก้วหรือคริสตัลทางซีกโลกนี้ถึอว่ามีคุณภาพชั้นดี ราคาที่ติดไว้ไม่ทราบว่าเป็นสกุลยูโรหรือสกุลโครูน่าของเช็ก






ซอยเล็กซอยน้อยและบรรยากาศระหว่างทางซึ่งมีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ซ่อนอยู่






ด้านซ้ายเป็นภาพเขียนแขวนอยู่หน้าคาเฟ่แห่งหนึ่งเป็นภาพจตุรัสโอลด์ทาวน์ในอดีต ผมลองเอาภาพปัจจุบัน(ขวา)มาเทียบเคียงดูแล้วแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนอกจากจำนวนคน





ความมีเสน่ห์ทางของกรุงปร้ากส่วนหนึ่งก็คือสถาปัตยกรรมที่ยังคงลักษณะดั้งเดิมเหมือนในอดีต ไปคราวนี้ผมได้เก็บภาพมาแยะพอสมควร นี่เพียงแค่สัมผัสแรกระหว่างทางเดินมาที่พักเท่านั้น เอาไว้ผมจะนำเสนอเป็นการเฉพาะในโอกาสต่อไป






จากหอนาฬิกาดาราศาสตร์ไม่เกิน 50 เมตรก็ถึงอพาร์ทเม้นท์ซึ่งตั้งอยู่ในซอยลึกลับพอสมควร ถ้าคลำทางมาเองไม่รู้จะมาถูกหรือเปล่าหรือมาถึงที่แล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะใช่ เพราะไม่มีอะไรบ่งบอกเลยหน้าตาไม่ให้ด้วยประตูก็ล้อคปิดสนิท ผมถึงบอกไว้แต่แรกว่าตัดสินใจถูกแล้วที่ใช้บริการรถรับส่งซึ่งมีผู้นำทางแถมให้ด้วย





สาวเช็กหน้าเค็มผู้นำทาง(ทราบภายหลังว่าเป็นผู้ดูแลอพาร์ทเม้นท์นี้ทั้งหมด)ไขกุญแจผ่านประตูถึงสองด่านกว่าจะเข้ามาภายในตัวอาคาร เข้ามาแล้วต้องลากกระเป๋าขึ้นบันไดแบบนี้อีกชั้นหนึ่งจึงจะถึงลิฟท์ ภาพนี้ผมถ่ายจากหน้าลิฟท์ลงไป ลิฟท์มีขนาดเล็กเข้าไปแค่สองคนพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ใบเดียวก็เต็มแล้ว แต่ก็ยังดีที่มีให้เพราะห้องพักผมอยู่ถึงชั้น 4





ออกจากลิฟท์ยังต้องเดินขึ้นบันไดไปอีกคริ่งชั้นห้องอยู่ทางขวามือหลังกระถางต้นไม้ ...เฮ้อ...ทำไมมันช่างจองเวรจองกรรมกับคนแก่อย่างนี้..

เข้าประตูไปยังไม่ถึงห้องนะครับต้องผ่านประตูอีกชั้นหนึ่งก่อน สรุป กว่าจะเข้าห้องได้ต้องใช้กุญแจถึง 4 ดอก บวกกับกุญแจลิฟท์อีกหนึ่งดอกรวมเป็น 5 ดอก นี่ถ้าเกิดไฟไหม้ขึ้นมามีหวังถูกย่างสดอยู่ในนั้นแน่นอน




 

แต่พอเข้าไปในห้องได้ก็หายเหนื่อย บรรยากาศภายในห้องตัดกับภายนอกซึ่งดูเก่าโทรมอย่างสิ้นเชิงโดยมีสภาพใหม่เอี่ยมตกแต่งอย่างทันสมัย แต่ยังมีร่องรอยของโครงสร้างเก่ารักษาความดิบในส่วนที่เป็นไม้ไว้อยู่ ที่ผมเขียนไว้ว่าอพาร์ทเม้นท์นี้เป็นแบบ 2+1 ห้องนอน ก็คือประกอบด้วย 2 ห้องนอน อยู่บนชั้นลอย 1 ห้องกับอยู่ติดกับห้องนั่งเล่นข้างล่างอีก 1 ห้อง และห้องนั่งเล่นมี Sofa Bed ปรับเป็นห้องนอนได้อีก 1 ห้อง ลงตัว 6 คน พอดี





ห้องนอนบนชั้นลอย




 

ห้องนอนชั้นล่าง





บริเวณห้องนั่งเล่นมีจอแอลซีดีขนาด 32 นิ้วพร้อมเครื่องเล่น ดีวีดี และเครื่องเสียงขนาดมินิพร้อมสัญาณ Wi-Fi





ห้องน้ำมีเครื่องซักผ้าแอบอยู่ในนี้ด้วย





ห้องครัวมีอุปกรณ์ที่จำเป็นครบกับมุมรับประทานอาหารมีเกัาอี้อาหารสำรองซ้อนไว้ใต้บันไดอีกหลายตัว โดยรวมผมชอบการตกแต่งภายในซึ่งออกแบบพื้นที่ขนาดไม่กว้างนักให้ได้ประโยชน์ใช้สอยอย่างเต็มที่และดูดีด้วย

เห็นอย่างนี้แล้วเสียดายน่าพักต่ออีกซักคืนสองคืนแม้การเข้าออกจะต้องไขกุญแจถึง 5 ดอกก็ตาม และที่ผมพูดไว้ตอนต้นว่าทำเลอยู่ห่างไกลจากสถานีรถไฟนั้นความจริงไม่ไกลเท่าไหร่ เพราะบ่ายวันนั้นผมเดินเล่นไปเรื่อยหลงไปโผล่สถานีรถไฟโดยไม่รู้ตัว เช็คเวลาแล้วห่างชั่วเวลาเดินปกติไม่เกินครึ่งชั่วโมงและระหว่างทางก็ผ่านแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง




 

ผมขอจบบทความตอนนี้ไว้แค่นี้ก่อน....โปรดติดตามตอนต่อไป.....




แก้ไขล่าสุด ใน ต.ค.052013

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 528 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน