Albert Dock Liverpool

 

เป็นตอนต่อจาก Topiary Gardens

เป้าหมายต่อไปพิพิธภัณฑ์เดอะบีเทิลส์ หรือ The Beatles Story at Albert Dock , Liverpool



 

ถ้าใครติดตามการรีวิวทริปท่องเที่ยวของผมจะเห็นได้ว่าผมมักจะเก็บตกสิ่งที่พบเห็นผ่านหูผ่านตาไปเรื่อย ไม่เจาะจงเขียนเฉพาะจุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ผมถือว่ากิจกรรมการท่องเที่ยวนั้นเกิดขึ้นนับตั้งแต่ก้าวขาออกจากบ้านหรือตั้งแต่ล้อหมุน(ความจริงตั้งแต่วา่งแผนแล้ว)ไปจนกระทั่งกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ (ภาษาบริษัททัวร์) และมีหลายครั้งอุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปเยอะแต่พอไปถึงจุดหมายเข้าจริง ๆ ไม่เป็นไปตามโพยหรือตามที่เตรียมตัวเตรียมใจไว้ ผมก็ไม่เซ็งหรือรู้สึกว่าขาดทุนเท่าไหร่เพราะได้เที่ยวตามทางตุนไปก่อนแล้ว และที่สำคัญมันก็แค่ไม่ตรงกับข้อมูลที่ได้รับเท่านั้นยังมีที่อื่นที่ยังไม่มีใครเอ่ยถึงอีกแยะ




แม้แต่สถานที่บางแห่งเคยไปเที่ยวมาแล้วผมก็ยังไปซ้ำได้อีกเพราะการไปแต่ละครั้งมันไม่มีทางเหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ เหมือนคำพังเพยที่ว่าเวลาเปลี่ยนอะไร ๆ ก็เปลี่ยนตาม และถึงแม้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ดีเสียอีกจะได้ถือโอกาสมาฟื้นความหลัง



 

ยิ่งการท่องเที่ยวในต่างบ้านต่างเมืองอย่างนี้ด้วยแล้วต้องเก็บตกให้ได้มากที่สุด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านหูผ่านตาผมหลายคนอาจเห็นเป็นเรื่องธรรมดาแต่เป็นสิ่งแปลกใหม่ตื่นเต้นสำหรับผมทั้งนั้น (ลงทุนสูงด้วยต้องเก็บทุกเม็ดทุกช็อตให้คุ้ม)






การเดินทางท่องเที่ยวในเมืองไทยของผมถ้าสถานที่ไหนมีรถเข้าถึงผมมีอันจะต้องขับรถไปเองทุกแห่ง จึงมีความคุ้นเคยกับที่พักรถตามปั้มต่าง ๆ ในบ้านเราเป็นอย่างดี เมื่อมาเห็นที่พักรถตามมอเตอร์เวย์ในเมืองนอกจึงมีความสนใจเป็นอันมาก ต้องแวะไปสำรวจเก็บตกเสียทุกแห่งถ้ามีโอกาส ดังจะเห็นได้จากรีวิวที่ผ่านมา นี้ก็เป็นที่พักรถอีกแห่งหนึ่งระหว่างทาง





ผมคิดว่าภาพเหล่านี้มันสะท้อนวิถีชีวิตการเดินทางของคนเมืองอื่นซึ่งไม่เหมือนบ้านเราได้ดีทีเดียว




 

 

นอกจากขี้หมาแล้วมีสิ่งหลายอย่างให้ดูเยอะแยะแม้แต่ลวดลายสีสันบนรถบรรทุกก็น่าสนใจแล้ว







เค้าอุตส่าห์จัดสถานที่ให้อย่างดีไม่ไปใช้บริการก็ใจดำเกินไปละ แม้ลมแรงไปหน่อยแต่บรรยากาศอย่างนี้สีทนได้






ดังที่เคยเขียนไว้ในตอนแรกว่าก่อนเดินทางพวกผมไปเหมาข้าวสวยสำเร็จรูปที่ห้างโลตั้สในเชียงใหม่จนเกลี้ยงนั้น ก็คือที่ถืออยู่ในมือนั่นแหละครับพร้อมแกงสำเร็จรูปในซอง (ไม่ได้โฆษณานะครับ) แค่นำไปอุ่นในไมโครเวฟหรืออับจนจริง ๆ เอาไปแช่น้ำร้อนจัด ๆ สักพักก็รับประทานได้ทันที ตอนนั้นข้าวแกงแม่อะไรต่อแม่อะไรชวนชิมก็สู้ไม่ได้ แต่กระป๋องขวามือไม่ใช่นะครับนั่นเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นบ้านเขา






ถึงเมืองลิเวอร์พูลแล้วแต่เป้าหมายแรกไม่ได้อยู่ในตัวเมือง





ไปอยู่ที่อัลเบิร์ทด้อค (ALbert Dock) ย่านเมอร์ซี่ไซ้ด์ (Merseyside) หรือริมฝั่งแม่น้ำเมอร์ซี่ (River Mersey)






พอไปถึงก็เห็นชิงช้าสวรรค์ยักษ์ตั้งเด่นเป็นสง่า ชิงช้าสวรรค์ของเมืองลิเวอร์พูลมีชื่อว่า The Wheel of Liverpool หรือ Echo Wheel ตามชื่อ Echo Arena ที่อยู่ติดกัน ชิงช้าสวรรค์นี้มีความสูง 60 เมตร เล็กกว่า London Eye กว่าเ่ท่าตัว (London Eye 135 เมตร)






มีตู้โดยสารชั้นธรรมดาจำนวน 41 ตู้ แต่ละตู้เข้าได้ไม่เกิน 8 คน และตู้ชั้นพิเศษ อีก 1 ตู้จุได้ไม่เกิน 4 คน ตู้ VIP นี้มีดีวีดีให้ชมและแชมเป็ญให้ดื่ม ใช้เวลาอยู่บนโน้นประมาณ 12 นาที (3 รอบ)





 

ด้านหลังชิงช้าสวรรค์มีอาคารทันสมัยสองอาคารคือ Echo Arena และ BT Convention Center ใช้เ้ป็นสถานที่จัดประชุม การแสดงคอนเสร์ต การแข่งขันกีฬาและงานอีเว้นท์อื่น ๆ เป็นอาคารที่ออกแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบแสงสีเสียงอุณหภูมิที่ทันสมัยมาก ตั้งแต่เปิดใช้ในปี ค.ศ. 2008 มีศิลปินดังระดับโลกหลายคนเคยมาเปิดการแสดงคอนเสร์ตที่นี่







ด้านขวาของชิงช้าสวรรค์ (ถ้าหันหน้าออกแม่น้ำ) คือเป้าหมายของผมวันนี้ อัลเบิร์ทด้อค




 

 

เพราะพิพิธภัณฑ์เดอะบีเทิลส์ (The Beatles Story) อยู่ใต้ถุนอาคารหลังนี้ ตัวอาคารอัลเบิร์ทด้อคมีลักษณะตรงข้ามกับอาคารสมัยใหม่ที่อยู่ข้าง ๆ อย่างสิ้นเชิงทั้งรูปแบบและอายุ






แต่เรายังไม่เข้าชมตอนนี้ไปเดินเล่นชมข้างในกันก่อน





อัลเบิร์ทด้อคเดิมเป็นท่าเรือและโกดังสินค้าเปิดใช้มาตั้งแต่ ค.ศ.1846 เป็นอาคารแรกในอังกฤษที่มีโครงสร้างทำด้วยเหล็ก อิฐ หิน  ปูนโดยไม่มีส่วนที่เป็นไม้เหมือนอาคารทั่วไปในยุคเดียวกัน ซึ่งไม้เป็นจุดอ่อนทำให้จะเกิดเพลิงไหม้เสมอ อัลเบิร์ทด้อคถึอว่าเป็นโกดังขนาดใหญ่ที่มีระบบป้องกันอัคคีภัยดีที่สุดของโลกในสมัยนั้น นอกจากนี้ยังเป็นแห่งแรกในโลกที่มีการนำเครนไฮดรอลิคมาใช้ยกของหนัก







ร่องรอยแห่งอดีต จากภาพนี้ผมเห็นภาพความคึกคักในการขนถ่ายสินค้า...คนงานร่างกายล่ำสันใส่เสื้อรัดรูปเห็นกล้ามเป็นมัด ๆ...เสียงจ้อกแจ้กจอแจวุ่นวาย....กลาสีเดินไปเดินมาท่ามกลางสายตาชม้อยชม้ายเชิญชวนไปใช้บริการของน้องหนูทั้งหลาย....ฯลฯ..เหมือนดูหนังเป็นฉาก ๆ แต่วันนี้มีแต่นักท่องเที่ยวเดินไปเดินมา







เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปอัลเบิร์ทด้อคถูกปิดตายเมื่อปี ค.ศ. 1972 และเปิดใหม่อีกครั้งในปีค.ศ. 1982 โดยคราวนี้เปลี่ยนจากโกดังมาเป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่






ปัจจุบันอัลเบิร์ทด้อคกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของลิเวอร์พูลมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมกว่า 5 ล้านคนต่อปี








เรือโบราณลำนี้สงสัยมีไว้สำหรับยุทธนาวีในเทศกาลโจรสลัดของเมืองลิเวอร์พูลซึ่งจัดในเดือนกรกฎาคมของทุกปี





Tate Liverpool ตกแต่งสีได้จ้าบสมกับเป็นพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ ผมไม่ได้เข้าชมจึงไม่รู้ว่าเหมือนกับ Tate  Modern ที่ลอนดอนหรือไม่ แต่อย่างน้อยแค่สีก็กินขาด







ลิเวอร์พูลถิ่นหงส์แดงจึงไม่แปลกที่มีสินค้าของนักฟุตบอลชื่อดังทีมหงส์แดงวางจำหน่ายในร้านขายของที่ระลึก





แต่สินค้าตัวนี้เล่นแรง..เป็นหน้ากากเจาะรูตรงลูกตาตัวหน้ากากเป็นรูปคนดังระดับโลกโดยเฉพาะรูปคนใส่มงกุฎขวามือ แต่ชิ้นนี้ยังไม่เท่าไหร่ผมเห็นที่ปราสาทวินด์เซอร์เล่นแรงกว่านี้อีก ทำเป็นรูปคัทเอ้าท์ทั้งตัวขนาดเท่าจริงประทับยืนต้อนรับอยู่หน้าร้านขายของที่ระลึก






ผมสังเกตุว่าอาคารยุคใหม่ในแถบนี้ออกแบบได้โมเดิร์นมาก ผุดขึ้นท่ามกลางอาคารสมัยเก่าที่ยังคงอนุรักษ์ไว้อย่างดี








ใกล้กับริมแม่น้ามีอนุสาวรีย์ของ Billy Fury (1840- 1983) ศิลปินร้อคที่มีชื่อเสียงชาวลิเวอร์พูล ผลงานเพลงที่สำคัญเช่น Half Way To Paradise ,Wonderous Place ฯลฯ แผ่นเสียงของเขามียอดจำหน่ายพอ ๆ กับศิลปินดังคนอื่นเช่น เอลวิส เดอะบีเทิ้ลส์ และคริฟฟ์ ริชาร์ด เนื่องจากเขามีปัญหาด้านสุขภาพจึงเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 42 ปี







นอกจากนี้ยังมีประติมากรรมกลางแจ้งที่น่าสนใจอีกหลายชิ้น






วิวแม่น้ำเมอร์ซี่ เมื่อก่อนเวลาผมฟังข่าวบอลพรีเมียร์ลีคนัดทีมเยือนจากเมืองอื่นมาเตะกับทีมลิเวอร์พูล บิ๊กจ๊ะแห่งช่องสามมักจะอ่านแบบนี้ (สมมุติ) "...ศึกวันแดงเดือดคืนนี้พลพรรคปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจะยกพลไปเยือนถิ่นเมอร์ซี่ไซ้ด์ของหงส์แดงลิเวอร์พูล......" ผมสงสัยว่าทำไมจึงเรียกเมืองลิเวอร์พูลว่าเมอร์ซี่ไซ้ด์ ตอนนี้รู้แล้วที่แท้เมืองลิเวอร์พูลตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเมอร์ซี่นี่เอง


ความจริงทีมปีศาจแดงกับทีมหงส์แดงเวลาเจอกันไม่น่าจะแดงเืดือดเลือดพล่านอย่างที่นักข่าวกีฬาโปรโมทกันซักเท่าไหร่ เพราะทั้งสองทีมนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นลูกแม่น้ำเดียวกันก็ว่าได้ เพราะแม่น้ำเมอร์ซี่มีต้นกำเนิดมาจากเมืองแมนเชสเตอร์ไหลมาลงทะเลที่อ่าวเมืองลิเวอร์พูลนี่เอง





 

อาคารพิพิธภัณฑ์แห่งเมืองลิเวอร์พูลออกแบบเส้นสายได้คมแทบบาดมือ


 

 

 

ภาพนี้ถ่ายโดยความอนุเคราะห์ของนักท่องเที่ยวด้วยกัน ที่เห็นผมกำลังตั้งกล้องกับพื้นเพื่อถ่ายตัวเองอย่างทุลักทุเลคงอดรนทนไม่ได้จึงอาสาถ่ายให้ (ผมไม่ได้พกขาตั้งกล้องไป) ความจริงก็ไม่เป็นสิ่งแปลกใหม่เพราะรูปคู่ของผมกับครูดารินทร์ส่วนมากก็ใช้บริการของนักท่องเที่ยวด้วยกันทั้งนั้น วานเขาบ้าง เขาอาสาให้บ้างและผมก็ถูกเขาวานบ้างแลกกัน


แต่ที่นำมาพูดเพราะอาสาสมัครคราวนี้เป็นชาวอาหรับสองสามีภรรยาพร้อมลูกเล็กในรถเข็นอีกหนึ่งคน แต่งตัวรุ่มร่ามแบบอาหรับหน้าตาก็อาร้าบอาหรับแต่บริการด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสหลังจากถ่ายเสร็จ (หลายรูป) ก็คุยกันอีกนิดหน่อย นี่นับเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสปฎิสันถารกับชาวอาหรับตัวจริงเสียงจริง ซึ่งที่ผ่านมาเวลาผมเห็นชาวอาหรับแต่งตัวแบบชาวอาหรับที่ไหนมักจะเลี่ยงเพราะกลัว ๆ ยังไงไม่รู้ คงเป็นเพราะภาพลักษณ์ในด้านไม่ดีนักที่เราเสพจากสื่อจนฝังติดอยู่ในใจ แต่หลังจากได้สัมผัสก็รู้สึกว่าเขาก็เป็นคนธรรมดาเหมือนเรา ๆ นี่แหละ

 


 

 

 

ประติมากรรมชิ้นนี้ไม่รู้มีความหมายว่าอย่างไรแต่ก็น่ารักดี


 

 

 

อาคารโบราณขวามือชื่อ The Royal Liver Building เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกของเมืองลิเวอร์พูลในฐานะเป็นเมืองค้าขายชายทะเล  (Liverpool Maritime Mercantile City) ส่วนอาคารสมัยใหม่ตรงข้ามคืออาคารท่าเรือเฟอรรี่


 

 

 

ผมชอบรูปทรงของอาคารหลังนี้มาก สถาปนิกออกแบบโดยไม่มีเส้นที่เป็นเส้นขนานเลย ผมแว้บ ๆ ว่าอาคารหลังนี้จะกลายเป็นสัญลักษณ์สมัยใหม่ของเมืองลิเวอร์พูลไปแล้ว


 

 

 

นอกจากกลุ่มของอาคารสมัยใหม่ทั้งหลายแล้วผมยังชอบการออกแบบพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเมอร์ซี่ โดยเปิดพื้นที่ว่างและมีที่นั่งชมทิวทัศน์แม่น้ำยาวเหยียด


 

 

 

แล้วก็ได้เวลาเข้าชม The Beatles Story เสียที

 

แต่เนื่องจากเรื่องราวของเดอะบีเทิลส์จากพิพิธภัณฑ์มีเยอะมากและภาพประกอบอีกเกือบร้อยภาพ ผมจึงขอยกไปอยู่ในตอนใหม่โดยเฉพาะดีกว่า.....ตามไปดูครับ...









แก้ไขล่าสุด ใน ก.ค.102013

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 860 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน