ออกเดินทาง

 

จากแผนการเดินทางในตอนที่ 1 จะเห็นว่าขาไปผมกับครูดารินทร์บินไปลงที่สนามบิน New Chitose เมืองซัปโปโร ส่วนขากลับออกจากNarita กรุงโตเกียว ในการนี้มีสายการบินเป็นตัวเลือกอยู่ 2 เจ้า  เจ้าแรกคือสายการบินที่ชาวเว็บมักเรียกว่าป้าม่วง (รุ่นผมเรียกว่าสายการบินเจ้าจำปี) กับอีกสายการบินหนึ่งคือ Japan Airline (JAL) สายการบินประจำชาติอันยิ่งใหญ่ดั้งเดิมของญี่ปุ่นซึ่งโลโก้ตรานกกระเรียนทรงกลมสีแดงนั้นคุ้นตาผมมากตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่ม แต่ไม่ว่ายิ่งใหญ่แค่ใหน JAL ก็เคยเจ๊งมาครั้งหนึ่ง แต่นั่นเขายอมล้มละลายโดยไม่ต้องอาศัยเงินภาษีชาวบ้านมาเป็นเตี้ยอุ้มค่อม จนกระทั่งในปัจจุบัน JAL ได้ฟื้นตัวลุกขึ้นมาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว จนได้ชื่อว่าเป็นสายการบินที่มีเครื่องบินมากและบินตรงเวลาที่สุดในอันดับต้น ๆ ของโลก พูดถึงตอนนี้คลับคล้ายคลับคลาว่ากำลังมีสายการบินแห่งชาติ(ใคร) อยู่ในอาเซี่ยนชาติหนึ่งกำลังอยู่ในอาการโคม่าจะเจ๊งมิเจ๊งแหล่เหมือนกัน ข่าวว่าตอนนี้กำลังปรับลดเที่ยวบินและโละขายสมบัติเก่าเพื่อลดภาระขาดทุน


 



 

ทั้งป้าม่วงและ JALออกบินและถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน ป้าม่วงได้เปรียบตรงที่เป็นเที่ยวบินตรงทั้งไปและกลับ ไม่ต้องต่อเครื่องให้วุ่นวาย  ส่วน JAL ขาไปต้องต่อเครื่องที่สนามบินฮาเนดะเป็นสายการบินในประเทศอีกทอดหนึ่ง แต่ได้เปรียบด้วยเงื่อนไขราคาซึ่งเมื่อคูณ 2 ที่นั่งออกมาแล้วถูกกว่าป้าม่วงหลายพันบาท



 


 

ด้วยความงกของครูดารินทร์ จึงเลือก JAL แม้ต้องต่อเครื่องก็ถือว่าได้ประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังเผื่อเป็นประโยชน์บ้าง เพราะผมตอนผมหาข้อมูลการต่อเครื่องแบบกรณีนี้ยังไม่เจอผู้มีประสบการณ์ตรงมาเล่าแบบจัง ๆ เลย อีกอย่างหนึ่งไปญี่ปุ่นทั้งทีได้สัมผัสกลิ่นอายญี่ปุ่นตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นเครื่องจากไทยแลนด์ก็ไม่เลวทีเดียว


 



 

เท่าที่ผมเช็คไฟล้ท์ JAL สายในประเทศจากฮาเนดะไปซัปโปโรพบว่ามีตลอดวันห่างกัน 1 ชั่วโมง ตอนแรกผมเกือบเลือกไฟล้ท์ JL 503 ออกเวลา 7:30 น. ซึ่งมีเวลาต่อเครื่อง 1 ชั่วโมงนิดหน่อยจะได้ถึงซัปโปโรเร็วขึ้น


(ผังสนามบินฮาเนดะ : ขอบคุณกราฟฟิคจาก www.haneda-airport.jp/en/  แต่ผมตัดต่อเพิ่มเติม จุด 7 – 9 เพื่อความสมบูรณ์ ลายแทงแผ่นนี้ผมปริ้นท์พกใส่กระเป๋ามาเลย ค่อนข้างจะโลว์เทคไปหน่อยเพราะเดี๋ยวนี้เขาเซฟลงสมาร์โฟนกันหมดแล้ว แต่ผมว่าโลว์ ๆ แบบนี้มันเป็นรูปธรรมสัมผัสได้อารมณ์กว่า)

 

 

แต่จากข้อมูลที่ค้นมาก็ทราบว่าถ้ามาจากต่างประเทศเพื่อทรานสเฟอร์สายในประเทศ   ต้องผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองครบถ้วนทุกกระบวนความก่อน (หมายเลข 1 - 2) แล้วออกไปรับกระเป๋าที่สายพานด้วยตนเองไม่มีเช็คทรู (3) จากนั้นต้องลากกระเป๋าไปเช็คอินและโหลดกระเป๋าที่เคาน์เตอร์สายในประเทศ (หมายเลข 7) ผ่านการเอ๊กซเรย์ร่างกายและสัมภาระขึ้นเครื่องอีกครั้งหนึ่ง (หมายเลข 8) ลงบันไดไปขึ้นรถชัตเติ้ลบัสของสายการบินที่มารอรับ (หมายเลข 9)ไปยังเทอมินอลภายในประเทศซึ่งอยู่คนละอาคารใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 นาที ผมประมาณว่าขั้นตอนเหล่านี้คงใช้เวลาพอสมควร ในใจคิดว่าคิวตรง ตม. คงยาวแน่เพราะรู้ว่าทุกวันนี้คนไทยบินไปเที่ยวญี่ปุ่นอย่างกับนั่งรถทัวร์ บขส. เมื่อคนแยะก็จะส่งผลกับการรอรับกระเป๋าด้วย  อีกประการหนึ่งกลัวหลงทางทำให้เสียเวลาได้ จึงเลื่อนไปไฟล้ท์ถัดไปเป็น JL 503 เวลา 8:30 น ทำให้มีเวลาถึงสองชั่วโมงกว่า ๆเผื่อเหนียวไว้ก่อน

 

แต่พอไปถึงเข้าจริง ๆ วันนั้นมีลูกค้าต่อแถว ตม.กันไม่ยาวเท่าไหร่ เจ้าหน้าที่ก็มีหลายช่อง แอบเห็นคนไทยมีแค่สองสามคู่น้อยกว่าที่คิดไว้มาก ใช้เวลาผ่าน ตม.ไม่ถึง 10 นาที ออกมารอรับกระเป๋าที่สายพานก็แป้บเดียว การไปเช็คอินเพื่อทรานสเฟอร์สายในประเทศก็สะดวกเพราะอยู่ถัดไปอีกไม่ไกลหาไม่ยากมีลูกศรชี้ตลอดทาง เป็นไปตามแผนผังที่ผมพกมาเป๊ะ ส่วนผู้โดยสารต่อเครื่องไปซัปโปโรมีแค่ผมกับครูดารินทร์สองคนเท่านั้น รู้สึกว้าเหว่มาก แผนที่หวังว่าจะขออาศัยบารมีคนข้างหน้าไปใหนขอตามไปด้วยนั้นเป็นอันหมดกัน  แต่ก็ไม่น่าเป็นห่วงเพราะเมื่อลงไปขึ้นชัตเติ้ลบัสของสายการบิน (ทั้งคันมีผู้โดยสาร 2 คน)  พอไปถึงเทอมินอลสายในประเทศ จะมีเจ้าหน้าที่ยืนดักชี้ทางให้ทุกหัวมุมทุกทางแยก ไม่มีสิทธิ์แว้บออกนอกเส้นทางได้ จนกระทั่งขึ้นไปโผล่ที่เกทเลยไม่ต้องผ่านขั้นตอนใดใดอีก


 



 

อ้อ..มีเรื่องตื่นเต้นนิดหนึ่งตอนนำสัมภาระติดตัวผ่านเข้าเครื่องเอ๊กซเรย์กระเป๋าอีกครั้ง (หมายเลข 8)  ก่อนไปขึ้นชัตเติ้ลบัส ในส่วนของของผมผ่านฉลุยไม่มีปัญหา แต่พอมาถึงกระเป๋าถือของครูดารินทร์ ถูกเจ้าหน้าที่ให้นำเข้าเครื่องวนดูอีกสองสามรอบก็ยังไม่ผ่าน ผมแอบเห็นเจ้าหน้าซุบซิบกันพร้อมกับชี้ไปที่จอมอนิเตอร์ คิดในใจเจองานเข้าซะละมั้ง หรือว่าเจ้าหน้าที่ว่างงานมากเอาเข้าไปวนดูเล่นแก้ง่วง เพราะในเวลานั้นนั้นลูกค้ามีแค่ผมกับครูดารินทร์เท่านั้น  วนไปวนมาก็ยังไม่พอใจซักที เจ้าหน้าที่สาวก็หิ้วกระเป๋าเจ้าปัญหามาพูดกับครูดารินทร์ ด้วยกิริยาอาการสุภาพมากด้วยภาษาญี่ปุ่นซึ่งแน่นอนไม่มีทางพูดกันรู้เรื่อง แต่ด้วยภาษากายจึงทราบว่าเธอขออนุญาตเปิดกระเป๋าค้นหน่อยนะจ้ะ แล้วคุณเธอก็บรรจงหยิบของออกมามาส่องดูทีละชิ้นก็ไม่พบสิ่งที่ต้องการ ก็ยังไม่ละความพยายามใช้นิ้วควานคลำไปตามซอกมุมช่องเล็กช่องน้อย


 



 

จนในที่สุดก็ดึงวัตถุสิ่งหนึ่งดึงออกมาลักษณะเป็นซองสีน้ำตาลขนาดเท่านิ้วก้อยซึ่งซุกอยู่ในปลายสุดของซองปากกาอีกที เจ้าหล่อนค่อย ๆปลิ้นซองที่ห่อหุ้มออก เมื่อวัตถุที่อยู่ในซองเผยโฉมออกมาเต็มตัวทั้งคุณเธอและเจ้าหน้าที่หน้าจอซึ่งตามลุ้นอยู่ต่างแสดงอาการเหมือนประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ แต่ผมเห็นสายตาทุกคนที่ชำเลืองมายังครูดารินทร์นั้น ส่อแววแห่งความไม่ไว้วางใจ วัตถุต้องสงสัยชิ้นนั้นก็คือมีดพับสวิสสีแดงสดใส  ความจริงครูดารินทร์ไม่ได้จงใจพกมาแต่อย่างใดหากเป็นความบกพร่องโดยสุจริต(จริง ๆ) แกบอกกับผมว่าก่อนออกจากบ้านได้เช็คอย่างละเอียดเพราะรู้กฎนี้ดีอยู่แล้ว สงสัยเหมือนกันว่าตอนผ่านสุวรรณภูมิผ่านมาได้ยังไง


 



(ภาพตัวอย่างแต่ของจริงก็ตามนี้แหละครับ)

 

แต่อย่างไรก็ตามไม่มีข้อแก้ตัวใดใดทั้งสิ้น เจ้าหน้าที่สาวชูวัตถุพยานพูดกับครูดารินทร์เป็นภาษาญี่ปุ่นบวกภาษาใบ้ตามเคย แต่คราวนี้ทำหน้าตาขึงขังพร้อมกับชี้มือไปที่กล่องพลาสติคใสขนาดกว้างยาวซักฟุตหนึ่งข้างในว่างเปล่า เดาได้ว่าชั้นจะทิ้งมีดพับสีแดงอันเท่านิ้วก้อยลงกล่องนี้นะโปรดเป็นพยานด้วย ครูดารินทร์ส่งภาษากายอ้อนวอนว่าขอคืนได้ไม๊.. พลีส.. เจ้าหน้าที่สั่นหัวโนลูกเดียว พร้อมกับโยนมีดลงกล่องพลาสติกเสียงดังแป๊ก ซึ่งเป็นเสียงที่บาดหูยิ่งนักเพราะมีดนี้แกรักมาก อุตส่าห์หิ้วมาจากสวิสเชียวนา แกยืนมองด้วยความอาลัยอาวรณ์  ผมรีบดึงมือเดินออกมาบอกว่ารีบไปเฮอะ ดีแล้วที่เขาไม่นำตัวเข้าห้องเย็นไปสอบในฐานะผู้ต้องสงสัยกระทำการไฮแจ้ค

 

หมายเหตุ : ข้อความข้างบนนี้ผมเขียนก่อนเกิดคดีนายพลตำรวจไทยคนหนึ่งที่พกปืนผ่าน ตม.ญี่ปุ่นจนถูกจับขังคุกไว้ก่อน เมื่อเร็ว ๆ นี้ พอผมกับครูดารินทร์ดูข่าวนี้ก็นึกเสียวสันหลังวาบ นี่โชคดีนะที่เขาปล่อยให้ผ่านออกมาไม่โดนกักตัวไว้  เพราะมีดพับจิวแค่นี้ว่าไปแล้วก็สามารถเอาไปจี้คอนักบินได้เหมือนกัน มิน่า ผมมีความรู้สึกตะงิด ๆ แล้วว่าทำไมเจ้าหน้าที่ถึงทำหน้าตาเข้มบอกบุญไม่รับอย่างนั้น...เกีอบไป...


 

 


 

ผมมาถึงเกท Domestic เพื่อต่อไปซัปโปโรยังไม่ถึง 7 โมงด้วยซ้ำนึกเสียดายรู้งี้น่าจะเลือกไฟล้ท์ JL 503 ออก 7:30 น. ดีกว่าจะได้มีเวลาเที่ยวซัปโปโรมากขึ้น คนเราเวลาหวยออกมักจะพูดแบบนี้กันทุกคนทำนอง “รู้งี้..บลาบลาบลา...ดีกว่า” แต่การที่ต้องนั่งแกร่วรอไฟล้ท์ JL 505 อีก 1 ชั่วโมงทำให้ผมได้พบได้เห็นสิ่งที่น่าสนใจสิ่งหนึ่ง คือ




 

ได้เห็นธรรมเนียมของแอร์โฮสเตสสายการบินญี่ปุ่นทุกคนก่อนผ่านเข้าเกทจะต้องยืนตั้งแถวที่หน้าเกท แล้วก็จะโค้งคำนับพร้อมกัน และเท่าที่ดูคนที่อยู่บริเวณนั้นส่วนใหญ่ก็ทำตัวปกติไม่เห็นเป็นของแปลกแต่อย่างใดต่างทำตัวปกติ มีแต่ผมกับครูดารินทร์เท่านั้นที่ตื่นเต้น ซึ่งวัฒนธรรมลักษณะนี้ผมได้พบเห็นคนญี่ปุ่นในอาชีพอื่น ๆปฏิบัติเช่นกันตลอดเวลาที่อยู่ประเทศนี้


 



 

จะมาเป็นทีมหรือมาแค่คนสองคนก็ไม่เว้นเธอจะตั้งแถวหันกลับไปโค้งทุกครั้งและไม่ใช่ไม่ใช่สักแต่ว่าทำให้พ้น ๆ ไปเท่านั้น เจ้าหล่อนทำอย่างตั้งอกตั้งใจ โดยไม่สนว่าจะมีหรือไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นก็ตาม โดยปฏิบัติเป็นฟอร์แมทเดียวกันหมดทุกครั้ง เป็นที่ประทับใจผมกับครูดารินทร์ยิ่งนัก



 



และนี่ก็อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมพบเข้าโดยบังเอิญ  ขณะนั่งแกร่วรอรถเมล์สายรอบทะเลสาบ Kawaguchiko หน้าภูเขาไฟฟูจิ ถัดไปทางด้านซ้ายมือผมเป็นโรงแรมซึ่งตั้งอยู่ริมถนน เวลามีแขกเช็คเอ้าท์ จะมีพนักงานหญิงหรือชายใส่สูทอย่างหล่อช่วยเข็นสัมภาระมาส่งแขกขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าโรงแรม อันนี้ไม่แปลกพบเห็นได้ทั่วไป








แต่ที่ผมประทับใจก็คือพนักงานจะรอจนกระทั่งแขกขึ้นรถ รอจนถอยรถออกไปพร้อมกับโบกมือตามรถไปเรื่อย ๆ  ไม่ใช่แค่นี้แล้วหมดหน้าที่เดินกลับโรงแรมนะครับ แต่จะเอามือลง ยืนตรงมองไปจนรถของแขกไปเกือบลับสายตา ก่อนจะจบพิธีด้วยการโค้งคำนับอย่างสวยงามอีกครั้งหนึ่ง (พนักงานชายสองคนที่อยู่ด้านหลังเพิ่งเสร็จพิธี)







พนักงานทั้งหญิงและชายปฏิบัติเหมือนกันหมด และทำครบกระบวนท่าตามนี้ทุกครั้งกับแขกทุกคนไม่มีเว้น และผมสังเกตุใบหน้าท่าทางของแต่ละคนกระทำอย่างเต็มอกเต็มใจทั้ง ๆ ที่ขณะนั้นรถแขกไปไกลลิบแล้วหันหลังกลับเฉย ๆ ภาษาชาวบ้านว่าสะบัดตูดหนีไม่ต้องโค้งคำนับบ้างก็ไ้ด้ ไม่มีใครเห็นหรอก ผมจึงเชื่อในความมีระเบียบวินัยความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของคนญี่ปุ่นจริง ๆ ขนาดงานเล็ก ๆ อย่างนี้ ยังมีอีกโรงแรมหนึ่งตั้งทางขวามือผม โรงแรมนี้พนักงานหญิงที่มาส่งแขกจะสวมชุดกิโมโนซึ่งดูแล้วดีงามมาก เสียดายไม่ได้ถ่ายมาเพราะอยู่ไกลไปหน่อย






กลับมาเข้าเรื่องเดินทางจาก  ฮาเนดะ – ซัปโปโร กันต่อครับ ระหว่างเดินผ่านงวงเข้าเครื่องมองออกไปเห็นภาพนี้ ผมว่ามันสื่อให้เห็นถึงส่วนหนึ่งของกิจกรรมการทำงานแบบญี่ปุ่นนะ






ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมนั่งสายการบินสัญชาติญี่ปุ่น ผมจะไม่รีวิวเรื่องอาหารเพราะไม่ค่อยเชี่ยวชาญใครเสริฟอะไรมากินได้หมดท้องโหลว่างั้นเถอะ  แต่จะพูดถึงเรื่องเกี่ยวข้องกับอาหารในภาพสักนิดหนึ่งเพราะเห็นแล้วมันอดไม่ได้  แต่ภาพนี้มีกระป๋องสองกระป๋องมาวางอยู่ตรงหน้าแล้ว คงต้องพูดถึงไอ้ที่เกี่ยวกับกระป๋องสักนิดหนึ่ง


ผมรู้สึกว่าสายการบินเจ้านี้ค่อนข้างส่งเสริมเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์เพราะเห็นวางเรียงมาบนรถเข็นอย่างสง่าผ่าเผยกว่าสายการบินอื่น ประกอบด้วยเบียร์และไวน์ขาวไวน์แดง ทำให้เวลาขอเครื่องดื่มประเภทนี้กับแอร์ ผมไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนมากเท่าไหร่นัก แม้เวลาแอร์มาเก็บกระป๋องเปล่ายังถามผมว่ารับเบียร์หรือไวน์เพิ่มใหมคะ  ทำยังกับพนักงานเซเว่น เมื่อถูกสาวสวยถามเช่นนี้ผมกลัวเธอเสียกำลังใจจึงจำเป็นต้องทดลองชิมเบียร์ประจำชาติญี่ปุ่นไปสามยี่ห้อ (อีกยี่ห้อไม่ได้ถ่ายเพราะกำลังสลึมสลือ) จนแอร์เธอแซวหรือประชดก็ไม่รู้ว่าคุณนี่ดูเหมือนจะชอบเบียร์ญี่ปุ่นนะ ส่วนครูดารินทร์สั่งไวน์ก็จะได้รับเสร์ฟเป็นไวน์ขวดเล็ก(ขวดพลาสติก)ให้รินเอาเองพลิกดูฉลากเป็นไวน์จากฝรั่งเศส






กลับมาเข้าเรื่องที่เกริ่นไว้ตอนต้นเสียที คือผมจะไม่พูดเรื่องอาหารแต่จะพูดถึงพูดภาชนะบรรจุอาหารบนเครื่องครับ ภาพบนนี้นี้เป็นถาดอาหารบนเครื่องตอนมาจากสุวรรณภูมิ ตัวกระผมเคยเรียนด้านออกแบบมาเมื่อเวลาประมาณปีแสงมาแล้ว แต่วิญญาณดีไซเนอร์ยังพอมีติดตัวอยู่บ้าง เวลาเห็นงานที่เกี่ยวข้องกับงานพวกนี้แล้วอดหยิบจับมาพิจารณา(บ่น)ไม่ได้ ถ้าติดตามไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นเองครับ ภาชนะนี้ผมชอบการออกแบบเป็นรูปสี่เหลี่ยมเพราะรูปทรงแบบนี้สะดวกในการจัดวางและจัดเก็บได้ดีมาก ผมเคยเห็นสายการบินอื่นก็ใช้ภาชนะเป็นเหลี่ยมเหมือนกัน แต่เป็นเหลี่ยมแบบมน ๆ ไม่เหลี่ยมคมแบบนี้  ผมชอบครับ







ตามกำหนดการเครื่องจะถึงสนามบิน New Chitose เมืองซัปโปโร เวลา 10:00 น. ภาพ Welcome to Hokkaido ณ บริเวณรอรับกระเป๋าภาพนี้ ผมเช็คข้อมูลจากไฟล์ต้นฉบับว่าถ่ายเมื่อเวลา 10 โมงเป๊ะแสดงให้ว่าเครื่องบินถึงก่อนเวลาไม่น้อย เพราะกว่าจะตั้งแถวออกจากเครื่องเดินมาถึงตรงนี้ใช้เวลาตั้งหลายนาที ใครว่าเครื่อง JAL บินตรงเวลา ?






ดังที่กล่าวไว้ในตอนที่แล้วว่า การเดินทางภายในญี่ปุ่นทริปนี้ ผมใช้บริการรถไฟของการรถไฟญี่ปุ่น (JR) เกือบทั้งหมด ฉะนั้นเมื่อถึงสนามบิน New Chitose ภารกิจอันดับแรกต้องนำ Exchange Order สำรับตั๋วรถไฟ JR ที่ซื้อจากเมืองไทยไปแลกเป็นตั๋ว JR Pass เสียก่อนจึงจะมีผลสมบูรณ์  โดยเดินตามป้ายสัญลักษณ์ข้างบนนี้ไปยังเคาน์เตอร์ JR






เดินตามลูกศรลงไปชั้นใต้ดินไปถึง Information Center และที่ขายตั๋วรถไฟ JR ซึ่งมีทั้งที่เป็นตู้อัตโนมัติและเคาน์เตอร์ขายโดยเจ้าหน้าที่ มีคนเข้าคิวยาวตรงตรงเคาน์เตอร์ยาวเหยียด แต่ที่ตู้อัตโนมัติไม่ค่อยมีคน  ถ้าเป็นผมมาญี่ปุ่นครั้งแรกถ้าต้องการซื้อตั๋ว ก็คงมาเข้าคิวซื้อต๋วจากเจ้าหน้าที่แทนที่จะกดจากตู้อัตโนมัติเอาชัวร์ไว้ก่อน






ผมใช้เวลาแลกตั๋ว JR ที่ Information Center นานพอสมควรเพราะนอกจากจะแลก JR Pass แล้วยังถือโอกาสจองที่นั่งขบวนที่ต้องจองเช่นขบวนชิงกันเช็น และบางขบวนที่ต้องการเสียเลย






ส่วนหนึ่งของตั๋วจองที่นั่งของจริงมีเยอะกว่านี้  พนักงานที่จองตั๋วเมื่อค้นหาเที่ยวรถตามที่ผมต้องการ ปริ้นท์ใบจองออกมาแล้วยังต้องอธิบายรายละเอียดในตั๋วให้ฟังทีละใบด้วยภาษาอังกฤษ ซึ่งบางครั้งต้องพูดซ้ำอีกรอบ เพราะเห็นผมทำหน้างง ๆ  แต่เธอก็ปฏิบัติหน้าที่ตามที่โปรแกรมมา ไม่ทำหน้าหงุดหงิดให้เห็น เป็นความประทับใจอีกครั้งที่ได้พบ






หน้าตา JR Pass ตัวจริงซึ่งจะต้องนำติดตัวไปทุกครั้งเมื่อขึ้นรถไฟ JR สายใหนก็ได้ ขึ้นลงกี่เที่ยวก็ได้ภายใน 14 วันตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน – 5 พฤษภาคม 2015  ตั๋ว JR Pass มักเรียกกันในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยว่าบัตรเบ่ง ด้วยคุณสมบัติตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งคนญี่ปุ่นต้องอิจฉาแต่ก็ไม่มีสิทธิ์ เพราะ JR Pass ซื้อได้เฉพาะชาวต่างชาติและต้องซื้อนอกประเทศเท่านั้น ในญี่ปุ่นไม่มีขาย






ตลอดทริปนี้ผมทำรายละเอียดว่าแต่ละวันไปเที่ยวที่ไหนบ้าง บอกหมดทั้งตารางรถไฟ รายละเอียดอื่นที่เกี่ยวข้อง ร้านอาหาร แผนที่ แม้รูปถ่ายสถานที่ ภาพใน Street View ถ้าจำเป็น ทำจนครบทั้ง 15 วัน แล้วปริ้นท์ออกมาพกติดตัวไปทุกวัน นอกจากจะใช้เป็นไก้ด์นำทางแล้วยังมีประโยชน์สำหรับใช้ป้องกันการหลงวันได้ดัวย


จากประสบการณ์ของผมเวลาไปเที่ยวนานวันเข้า วันหลัง ๆ มักจะเริ่มเบลอสับสนว่าวันนี้เป็นวันอะไรวันที่เท่าไหร่  ยิ่งตอนนี้เมมในสมองยิ่งเหลือน้อยอยู่ด้วย เกิดผิดพลาดอะไรเข้านิดหน่อยไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าหนักขนาดหลงกลับช้าไปอีกวันละก็งานงอกแน่ ฉะนั้น การมีเอกสารพวกนี้ช่วยได้ เพราะเมื่อใช้หมดวันก็ทิ้งหรือขีดฆ่าทิ้งไป พรุ่งนี้ใช้แผ่นใหม่ของวันใหม่ไปเรื่อย ๆ  เรียกว่าการันตีการ(ไม่)หลง 100% และก็เป็นที่น่าภาคภูมิใจว่าตลอดเวลา 15 วัน ขึ้นลงรถไฟไม่ต่ำกว่าวันละ 5 - 6  เที่ยว ผมกับครูดารินทร์ไม่หลงทางหลงเวลาเลยครับ






โปรดติดตามตอนต่อไป.. ได้เวลาเที่ยวเสียทีครับ !!!




แก้ไขล่าสุด ใน ก.ย.042015

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 511 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน