Pont des Arts : สะพานกุญแจแห่งรัก



Pont des Arts เป็นสะพานที่เชื่อมสองฝั่งแม่น้ำเซน ปารีส ช่วง Musée du Louvre และ Institut de France




สะพาน Pont des Arts เป็นสะพานแห่งแรกในกรุงปารีสที่มีโครงสร้างทำด้วยเหล็ก สร้างในสมัยจักรพรรดิ์นโปเลียน ในปี ค.ศ.1802 ได้นำแบบอย่างมาจากประเทศอังกฤษ






มุมมองด้านพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Musée du Louvre) ถึงแม้โครงสร้างของสะพานจะเป็นเหล็ก แต่ออกแบบได้สวยงามไม่เทอะทะ มีความโปร่ง เส้นโค้งของโครงสร้างมีจังหวะจะโคนสวยงาม






และอีกฝั่งหนึ่งด้าน Institut de France เสียดายเป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว ต้องถ่ายย้อนแสงทำให้ไม่ได้รายละเอียดของอาคารและยอดโดม






จึงเอาภาพ Institut de France ที่ถ่ายจากในเรือมาลงแทน






สะพานแห่งนี้เคยชำรุดเนื่องจากกาลเวลาและถูกระเบิดเสียหายในสมัยสงครามโลกทั้งสอง จึงได้ปรับปรุงใหม่เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1981 ดังที่เห็นในปัจจุบัน พื้นของสะพานเป็นไม้ เวลาเดินผ่านได้ยินเสียงขยับตัวของพื้นไม้ ทำให้ได้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง






ยิ่งได้ยินเสียงเพลงจากแอ้คคอเดี้ยนของวนิพกพเนจรคนนี้เป็นแบ้คกราวน์ประกอบด้วยแล้ว ได้อารมณ์ความเป็นฝรั่งเศสขึ้นมาทันที เพราะเพลงที่บรรเลงเป็นเพลงสไตล์ฝรั่งเศษที่คุ้นหู ถ้าจำไม่ผิดมีเพลง Under Paris Skies  ด้วย






แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้สะพานแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นจุดหมายของคู่รักและนักท่องเที่่ยวจากทั่วโลก ก็คือกุญแจที่คล้องเต็มราวสะพานทั้งสองข้างนี่เอง






กุญแจส่วนใหญ่จะมีชื่อคู่รักเขียนหรือสลักติดไว้








นอกจากชื่อแล้วก็ยังมีข้อความหรือสัญลักษณ์ต่างๆ และที่น่าสนใจก็คือรูปแบบที่หลากหลายของของกุญแจ มีทั้งใหม่เอี่ยมและเก่าจนสนิมเขรอะ






มีความเชื่อกันว่าเมื่อคู่รักคู่ใดได้มาอฐิษฐานความรัก พร้อมกับคล้องกุญแจไว้ที่สะพานแห่งความรักนี้แล้ว ความรักของทั้งสองจะอยู่ยั้งยืนยงชนิดที่ว่าไม่มีอะไรที่จะพรากได้ เพราะลูกกุญแจได้โยนทิ่งน้ำไปหลังจากล้อคเรียบร้อยแล้ว






แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องกระทบกุญแจ ดูเหมือนประกายแห่งความรักจะเปล่งแสงระยิบระยับ ผมชอบกุญแจสีแดงที่มีห่วงด้านซ้ายของภาพ ออกแบบได้น่ารักร้อนแรงดี






หากคู่รักคู่ใดลืมพกกุญแจมาจากบ้านก็สามารถหาได้บนสะพานแห่งนี้ครับ เช่นจากแผงของหนุ่มพั้งค์คนนี้ (ผมกับครูดารินทร์กะว่าจะเสียสละกุญแจกระเป๋าเดินทางเอามาคล้องเหมือนกันแต่ดันลืม)






เขามาพร้อมกับพร้อมกับสุนัขคู่ใจ ครูดารินทร์เห็นน้องหมาที่ไหนเป็นไม่ได้เข้าไปทักทายทุกครั้ง โดยเฉพาะตัวนี้หน้าตาคล้ายอเมริกันพิทบูลตัวที่บ้าน แถมนิสัยใจดีเหมือนกันอีก เลยคุยถูกคอกันเป็นพิเศษ






นอกจากมีกุญแจแบบต่าง ๆ ให้เลือกทั้งแบบรหัสตัวเลขและแบบมีลูกแล้ว ก็ยังมีปากกาสำหรับเขียนชื่อเป็นอ้อปชั่นด้วย ผมชอบข้อความและตัวหนังสือที่เขาเขียน ซึ่งเขียนด้วยมือ ตัวบรรจงเป็นระเบียบสวยงาม ดูแล้วมีเสน่ห์เล็ก ๆ เข้ากับการจัดวางสินค้าที่เป็นระเบียบเรียบร้อย






รู้สึกว่าสาวหน้าตาดีคนนี้จะสนใจเป็นพิเศษ ซึ่งหนุ่มพั้งค์คนนี้ก็บรรยายเป็นฉาก ๆ ฟังดูแล้วเป็นคนสุภาพเรียบร้อย ตรงกันข้ามกับเครื่องแต่งกายและทรงผมซึ่งดูฮาร์ดคอร์นิด ๆ  แกร่ายยาวตั้งแต่ความเชื่อประเพณี ลากมาถึงถึงตัวสินค้ารวมทั้งบอกวิธีทำเสร็จสรรพ






จนสาวเจ้าใจอ่อนยินยอมเป็นลูกค้า






ไม่รู้ว่ากำลังเขียนชื่อหนุ่มหรือสาวโชคดีคนไหนลงบนกุญแจและอฐิษฐานว่าอย่างไร แต่ดูอารมณ์บนใบหน้าแล้วกำลังอยู่ในห้วงแห่งความรักแน่นอน







หลังจากที่ผมเดินกลับมาอีกรอบ ปรากฎว่ามีนักข่าวทีวีกำลังสัมภาษณ์หนุ่มพั้งค์ฮาร์คอร์คนนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว กลายเป็นคนดังซะแล้ว






บนสะพาน Pont des Arts  ถือเป็นจุดชมทิวทัศน์แม่น้ำแซนได้ดีที่สุดแห่งหนึ่ง






ข้างหน้าคือสะพาน Pont Neuf และเกาะ Ile de La Cite ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์ Notre Dame






สะพานปงเนิฟ (Pont Neuf) และเกาะ Ile de La Cite ชัด ๆ






นอกจากวรรณกรรมแห่งความรักบนกุญแจทั้งหลายแล้ว บนราวสะพาน Pont des Arts ก็ยังไม่เว้น มีรอยแกะสลักเต็มไปหมด






สงสังพื้นที่บนกุญแจมันน้อยไปเขียนไม่สะใจ หรือว่าไม่ได้เตรียมกุญแจมา จึงระบายความรู้สึกลงบนราวสะพานนี้แทน ผมอ่านออกแต่คำว่า Je Taime...







ศิลปินเขียนรูป เพิ่มสีสันให้กับสะพานแห่งนี้






ชมบรรยากาศดี ๆ แล้วลองมาชมบรรยากาศตรงกันข้ามบ้าง ย่านท่องเที่ยวของกรุงปารีสนอกจากที่นี่แล้ว ผมเห็นมีชุกชุมที่ย่านมงต์มาร์ต คือจะมีกลุ่มสิบแปดมงกุฎ ตั้งแผงการพนันชนิดที่บ้านเราเรียกว่าเล่นไพ่สามใบ แต่ที่นี่ให้ทายเมล็ดถั่วหรืออื่น ๆ ที่ลักษณะคล้ายกัน ว่าจะอยู่ในฝาครอบอันไหนในสามอัน โดยเปิดให้ดูก่อนสลับไปมา การพนันแบบนี้ผมเห็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ดูเผิน ๆ เหมือนง่าย แต่เอาเข้าจริงแล้วทายผิดทุกที ไม่น่าเชื่อว่าปัจจุบันฝรั่งยังนำมาหากินได้อีก






ที่ยืนล้อมกันเป็นกลุ่มก็มีแต่พวกหน้าม้าด้วยกันทั้งนั้น ทำเป็นเล่นได้บ้างเสียบ้าง แต่ส่วนมากจะเล่นได้ เท่าที่ดูไม่มีลูกค้าตัวจริงเท่าไหร่แต่ก็พอมีบ้างเหมือนกัน ขากลับผมผ่านมาตรงนี้อีกปรากฎว่าสลายตัวแล้ว แต่ก็ไม่ไปไหนจับกลุ่มนั่งกันแถวนั้นแหละ รอตั้งวงใหม่ ดูหน้าตาแล้วก็หน้าเดิม ๆ  มีข้อสังเกตุนิดหนึ่งคือพวกหน้าม้าที่เห็นกำลังยืนแทงอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่พอผมกำลังยกกล้องขึ้นถ่าย ก็จะค่อย ๆ ขยับตัวมาปิดมุมไม่ให้ผมถ่ายได้ถนัด แสดงว่าแอบชำเลืองมองตลอดเวลา ที่นี่ยังดี แต่ที่มงต์มาตร์เห็นผมยังตื้อพยามถ่ายอีก พวกนี้ถึงกับออกมาไล่ตะเพิดทีเดียว






ผมดูภาพและข่าวย้อนหลังจาก Voice TV ที่ออกอากาศไปเมื่อ 13 พฤษภาคม 2553 ขออนุญาตนำบางส่วนมาลง ดังนี้

"....เจ้าหน้าที่เมืองน้ำหอมกำจัดแม่กุญแจหลายร้อยพวงที่เหล่าวัยรุ่นนำมาแขวนไว้เพื่อประกาศความรักชั่วนิรันดร์บนสะพานข้ามแม่น้ำเเซนน์...ฯลฯ...ด้วยความโรแมนติกสุดโต่ง วัยรุ่นก็เชื่อสนิทใจ ตอนนี้ราวสะพานปงด์ เด ซา จึงละลานตาไปด้วยแม่กุญแจหลายหลากขนาด สีสัน บ้างเก่าขึ้นสนิทหรือใหม่เงาปิ๊ง จนเจ้าหน้าที่เมืองปารีสต้องมากำจัดกุญแจล็อกหัวใจของวัยรุ่นคลั่งรักให้หมด เพื่อคงสภาพสะพานเก่าแก่และมีชื่อเสียงของฝรั่งเศสเอาไว้....."






ถ้าตามข่าวนี้ก็แสดงว่ากุญแจทั้งหลายที่ผมถ่ายรูปมานี้ (ตุลาคม 2554) ถูกนำมาคล้องหลังจากเดือนพฤษภาคม 2553 นี่เอง

ฉนั้น กุญแจที่ปรากฎในปัจจุบันก็อาจถูกกำจัดอีกเมื่อไหร่ก็ได้ (สองภาพนี้ผม Capture จากภาพข่าวของ Voice TV)






แต่คู่รักสองรายนี้เป็นผู้ที่มีนิสัยไม่ชอบตามอย่างใคร หรือกลัวทางการจะมากำจัดก็ไม่ทราบ จึงนำกุญแจมาคล้องที่ราวเหล็กบนสันเขื่อนริมแม่น้ำแซนน์แถวเกาะ Ile de La Cite  แทน






ขอปิดท้ายด้วยภาพสะพาน Pont des Arts ยามโพล้เพล้ขณะนั่งเรือล่องแม่น้ำแซน และตรงนี้ก็เชื่อกันว่าถ้าคู่รักคู่ใดนั่งเรือลอดใต้สะพานแห่งนี้ แล้วอธิษฐานขอให้ความรักยั่งยืนตลอดไปจนกระทั่งถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร พร้อมจุมพิตกันแล้วล่ะก็ คำอธิษฐานนั้นก็จะกลายเป็นจริง ระหว่างเรือลอดสะพานผมกับครูดารินทร์อฐิษฐานในใจแบบนี้เหมือนกัน แต่ลืมจุมพิต ไม่รู้ว่าคำอฐิษฐานนั้นจะสัมฤทธิ์ผลหรือเปล่า แต่ช่างมันเฮอะ ไม่อยากถือมันหรอกไม้เท้านะ ไม่ว่ายอดทองหรือยอดเพชร





แก้ไขล่าสุด ใน ธ.ค.102011

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 762 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน