Paris je T'aime : Voltaire

ธ.ค.032011

wat*ka*darin's Holiday ตอนที่ 7

 

 

เรื่องนี้เป็นตอนต่อของ ตอนที่ 3 EUROSTAR ความเดิมจบลงที่สถานี GARE DU NORD กรุงปารีส

 

 

ผมพูดทิ้งค้างไว้ว่า "....นับจากนี้ไป ถือว่าเป็นการเริ่มต้นผจญภัยครั้งสำคัญ เพราะเวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง ไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดได้แค่ไหน.." จริงครับ ต่อไปนี้ผมกับครูดารินทร์ต้องลุยเองทุกอย่าง ต่างกับที่อังกฤษเพราะที่นั่นยังมีน้องสาวคอยเป็นพี่เลี้ยง มีปัญหาอะไรก็ยังโทรคุยกันได้ แต่ที่ปารีสไม่รู้จักใครซักคน และเป็นเมืองที่ไม่เคยพบเคยเห็นด้วยตาตนเองมาก่อน เคยแต่ท่องในเว็บกับอ่านในหนังสือ คราวนี้จะได้รู้เสียทีว่าในโลกแห่งความเป็นจริง กับโลกเสมือนจริงนั้นมันเหมือนหรือแตกต่างกันแค่ใหน

 

 

 

 

ภาระกิจแรกก็คือหาทางลงรถไฟใต้ดินเพื่อไปโรงแรมที่จองไว้ให้ได้ก่อน พอออกจาก eurostar ผมพยายามเดินเกาะกลุ่มตามคนข้างหน้าเพื่อแอบศึกษาลู่ทาง ตอนแรกผมคิดว่าต้องผ่านการตรวจตราเข้าเมืองก่อน ปรากฎว่าไม่มีซักด่าน ผ่านฉลุยเข้าสู่สถานีรถไฟซึ่งมีคนพลุกพล่านพอสมควร กลุ่มที่เดินตามออกมาต่างก็กระจายไปคนละทิศละทาง จับทางใครไม่ได้ซักคน

 

 

 

 

ฉนั้นตอนนี้ ตนแลเป็นที่พึ่งของตนเท่านั้น ก่อนอื่นต้องหาสถานที่ขายตั๋วรถใต้ดินก่อน เห็นป้ายสีน้ำเงินข้างหน้ามีคำว่า Billets พร้อมกับลูกศรชี้ไปทางขวา เคยท่องมาแล้วว่าภาษาฝรั่งเศษคำนี้หมายถึงที่ขายตั๋ว ผมก็เดินตามปรากฎว่าเป็นที่ขายตั๋วรถไฟระหว่างเมือง ไม่ใช่รถใต้ดิน จะถามใครก็กลัวเสียฟอร์มและอาจถูกหลอกได้ เพราะตามที่ศึกษามาต้องวางฟอร์มให้ดี เดี๋ยวพวกสิบแปดมงกุฎมันสังเกตุเห็น ฉนั้นจึงทำเป็นเดินเกร่ไปเกร่มาสายตาก็ชำเลืองหาช่องทางไปเรื่อย (ภาพนี้ผมเดินไปถ่ายไป ภาพเลยไม่ชัด)

 

 

 

 

 

ส่วนภาพนี้และภาพถัดไปผมถ่ายตอนขากลับ ด้านซ้ายมือรถไฟหัวสีเหลืองคือขบวน Eurostar ที่ผมโดยสารมา ด้านหน้าคือรถไฟระหว่างเมือง บริเวณโถงที่คนอยู่กันเต็มนั่นแหละ ที่ผมเดินวนเวียนหาสถานที่ขายตั๋วและทางลงรถไฟใต้ดิน

 

 

 

 

 

แล้วโชคก็เข้าข้างผม เห็นบันไดทางลงขวาสุดไหมครับ นั่นแหละทางลงรถไฟใต้ดิน ที่จริงมีป้ายและลูกศรตัวเบ้อเริ่มบอกเหมือนกัน แต่ดันชี้ไปตรง ๆ ไม่ได้ชี้ลงล่างหลอกให้ผมเดินหลงไปพักหนึ่ง ทางลงนี้อยู่ใกล้ ๆ กับป้ายดังกล่าวนี่เอง ผมดันสะเพร่า่เองที่ดูไม่ละเอียด เพราะมัวแต่มุ่งมั่นเดินตามลูกศร

 

 

 

 

พอเดินลงบันไดไป ก็เห็นห้องขายตั๋วมีคนเข้าคิวยาวพอสมควร และในจำนวนที่เข้าคิวนี้ ผมจำหน้าได้ว่าหลายคนมากับ eurostar เที่ยวเดียวกับผมนี่เอง แหม..แอบมาก็ไม่บอกกัน ติดกับที่ขายตั๋วมีตู้ขายตั๋วอัตโนมัติตั้งอยู่ มีคนเข้าคิวซื้อไม่กี่คน ใจจริงผมก็อยากจะไปซื้อที่ตู้นี้เหมือนกันแหละเพราะเตรียมข้อมูลมาเหมือนกัน แต่ตอนแรกนี้ยังไม่กล้า เอาชัวร์ไว้ก่อนดีกว่า (ภาพบนนี้ไม่ใช่ตู้ที่ว่านะครับแต่เป็นแบบเดียวกัน ภาพนี้เป้นสถานีรถใต้ดินใกล้โรงแรมที่ผมพัก)

 

 

 

 

จากตำราที่เรียนมาเขาบอกว่า ตั๋วประเภทที่ง่ายทีสุดก็คือตั๋วเที่ยวเดียว (Single Ticket) ราคาใบละ 1.6 ยูโร ใช้โดยสารรถใต้ดินได้ทุกสาย จะเปลี่ยนกี่สายก็ได้ตราบที่ยังไม่ออกจากสถานี แต่ถ้าซื้อเป็นชุดสิบใบเรียกว่าตั๋วการ์เนต์ (Carnet) ราคาชุดละ 11.60 ยูโร ราคาจะถูกลงหน่อย ผมหมายตาตั๋วการ์เนต์นี่แหละ พอถึงคิวผม ๆ ก็บอกอย่างมั่นใจราวกับมีความเชี่ยวชาญเสียเต็มประดาว่า ขอตั๋วการ์เนต์หนึ่งชุด


ขออธิบายช่องขายตั๋วที่ปารีสนี้เสียหน่อยเพราะไม่เหมือนช่องขายตั๋วทั่ว ๆ ไปในบ้านเราซึ่งจะเปิดเป็นช่องเล็ก ๆ ทะลุเข้าหากัน จะยื่นเงินจะรับตั๋วก็ส่งผ่านช่องนี้โดยตรง แต่ที่นี่จะเป็นกระจกใสปิดทึบ สื่อสารกันโดยใช้อินเตอร์คอม ส่วนช่องสำหรับสอดเงินและรับตั๋ว จะอยู่ตรงพื้นเคาน์เตอร์ใต้กระจกซึ่งเขาขุดเว้าลงไปให้พอเอามือสอดได้


พอผมบอกว่าขอตั๋วการ์เนต์หนี่งชุด คนขายตั๋วซึ่งเป็นสาวปารีเชี่ยนหน้าบอกบุญไม่รับ ก็บอกราคาพร้อมกับกดตัวเลขให้เห็นที่หน้าจอเครื่องคิดเงิน ผมก็สอดแบ้งค์ใบละยี่สิบยูโรลงไป หล่อนรับเงินแล้วก้โยนตั๋วพร้อมเงินทอนลงในช่องกลับมา ผมขอบอกว่าโยนจริง ๆ ครับ หล่อนนั่งตัวตรงทำหน้าไร้อารมณ์โยนตั๋วเหมือนกับการแจกไพ่ ทำอย่างกับว่าไม่อยากเอามือลงมาเกลือกกลั้ว กลัวไปโดนกันเข้าแล้วจะติดโรค หรือกลัวจะเกิดอารมณ์สยิวก็ไม่ทราบ นี่เป็นสัมผัสแรกที่ผมได้รับจากชาวปารีเชี่ยน






ผมเคยอ่านข้อความโพสท์ในเว็บของนักท่องเที่ยวสาวไทยคนหนึ่ง เกี่ยวกับการท่องเที่ยวในปารีส โดยเธอจะใช้วิธีเขียนแผนที่และข้อมูลคร่าว ๆ ในจุดที่จะไปในแต่ละวันลงในกระดาษ A4 เวลาสงสัยหรือหลงทางจะได้ควักมาดูแบบเนียน ๆ แทนการเปิดแผนที่แบบโล่งโจ้ง เพราะจะทำให้เป็นที่สนใจของผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้าย ซึ่งผมเห็นว่าวิธีนี้เข้าท่าทีเดียว จึงนำมาประยุกต์ใช้บ้าง โดยผมจะเขียนแผนการเดินทางแต่ละวันลงในสมุดบันทึกเล็ก ๆ จะได้ควักออกมาแอบดูโดยไม่เป็นพิรุธ






ตัวอย่างข้างบนเป็นแผนการเดินทางโดยรถใต้ดินจากสถานี Gare du Nord ไปโรงแรมซึ่งตั้งอยู่ย่าน Voltaire ผมเตรียมไว้สองแผน โดยผมเลือกแผนสอง คือ นั่งรถสาย 5 ซึ่งมีปลายทางที่ Place d' Italie นั่งไปสามสถานี ลงสถานีที่สี่ แล้วไปต่อสาย 9 ไปทางสถานี Nation ปลายทางที่ Mairie de Montreull (ชื่อสถานีนี้จำยากตอนหลังผมเลยเรียกว่าสถานีมารีมองตากูจำง่ายดี) นั่งไปอีกสถานีเดียวแล้วลงที่สถานี Voltaire ที่ผมเลือกแผนสองเพราะตอนเปลี่ยนสายที่สถานี Oberkampf นั้นมีรถแค่สองสายแต่แผนแรกต่อที่สถานี St.Danis นั้นมีรถผ่านตั้งสามสาย ซึ่งตามที่เคยอ่านจากการโพสท์ในเว็บของผู้ที่มีประสพการณ์บอกว่า เวลาต่อรถพยายามต่อในสถานีที่มีรถผ่านให้น้อยที่สุด จะไม่สับสนและที่สำคัญไม่ต้องเดินไกล ซึ่งเป็นความจริงครับบางสถานีต้องเดินขึ้นลงบันไดไปอีกหลายชั้น ซึ่งแต่ละแห่งมีบันไดเลื่อนบ้างไม่มีบ้าง






ในที่สุดผมกับครูดารินทร์ก็มาโผล่ที่สถานี Voltaire ตามโพยไม่ผิดพลาด แต่ก่อนที่จะโผล่ได้นั้นก็ต้องเสี่ยงดวงอีกสองครั้ง กล่าวคือ หลังจากเสียบตั๋วผ่านประตูขาออกมาแล้วมาถึงบริเวณตู้ขายตั๋วตามภาพข้างบน จะมีทางแยกซ้ายขวา ผมเลือกทางขวาเพราะมีคนไปทางนี้มากกว่า ไปตามแยกไม่กี่เมตรก็เจอทางแยกซ้ายขวาอีกเพื่อจะขึ้นบันไดไปโผล่บนดิน ผมก็เลือกทางขวาอีกเพราะมีความรู้สึกว่าทิศทางของโรงแรมน่าจะอยู่ทางนั้น เดาเอานะครับ






แล้วก็มาโผล่ตรงนี้ครับ บันไดขวามือข้าง ๆ คนเสื้อแดง ถ้าไปทางแยกซ้ายก็จะโผล่ตรงบันไดทางซ้ายของภาพ ภาพนี้ผมถ่ายจากห้องพักชั้น 5 ของโรงแรม แต่กว่าที่จะมายืนถ่ายรูปตรงนี้ได้ก็ต้องลุ้นกันอีกนิดหน่อย






ผมได้ศึกษาแผนที่ของโรงแรมนี้โดยละเอียด จำหน้าตาของโรงแรมได้ รวมทั้งได้เดินท่องใน Google Map สำรวจย่านนี้มาพอสมควร จึงมั่นใจว่าโรงแรมจะต้องอยู่ข้างหน้าตามถนนเส้นนี้แน่นอน หลังจากโผล่ขึ้นบนดินแล้วผมจึงเดินตรงไปตามฟุตบาทซ้่ายมือ แต่พอไปซักพักหันไปดูบ้านเลขที่ปรากฎว่าฝั่งนี้มันป็นเลขคี่  เลขคู่จะอยู่อีกฟากหนึ่งตรงตึกเป็นแท่งสูงข้างหน้านี้แหละ แต่ดูบ้านเลขที่หัวมุมตึกแล้ว ตัวเลขมันเกินจากเลขที่ 132 ของโรงแรม แล้วโรงแรมมันอยู่ตรงไหนของมัน นึกในใจทำไมต้องเป็นเราอยู่เรื่อย


มาถึงตรงนี้จึงคิดว่าน่าจะถึงเวลาใช้เม้าท์จีพีเอสได้แล้ว คือใช้ปากถามชาวบ้าน แต่จะถามใครดีละ คนเดินผ่านไปมาดูแล้วคงจะให้ความร่วมมือยาก หันไปหันมาเจอห้องแถวห้องหนึ่งกำลังตกแต่งภายใน มีช่างและเจ้าของร้านคุมงานอยู่ ดูแล้วน่าจะเป็นคนแถวนี้ จึงเข้าไปถามโดยถือใบจองโรงแรมที่ปริ้นท์ออกมาให้ดูด้วย เขาดูแล้วปรึกษากันซักพักก็พาออกมานอกร้าน ชี้ไปด้านตรงข้ามถนน ชี้มาตรงนี้แหละ บอกว่าอยู่นั่นไง...(แต่ทั้งหมดเขาไม่ได้พูดภาษาอังกฤษพูดแต่ฝรั่งเศส ผมก็ยังงงว่าสื่อสารกันรู้เรื่องได้ยังไง)





พอเห็นโรงแรมตัวจริงเข้าก็แอบผิดหวังอยู่ในใจเหมือนกันว่าทำไมมันกิ้กก้อกจัง หน้าตามันไม่เห็นเหมือนในรูป ส่วนตำแหน่งที่ตั้งก็ผิดจากที่คาดการไว้แต่ข้อนี้ให้ผลดีกว่า คือตามที่ผมดูจากแผนที่แล้วโรงแรมจะอยู่ห่างจากสถานีรถใต้ดินพอสมควรแต่ก็ไม่ไกลนัก แต่เอาจริง ๆ ตั้งอยู่หน้าสถานีเลย เห็นป้ายคำว่า Metro สีแดงด้านขวาของภาพไหมครับ นั่นคือทางลงรถไฟใต้ดิน จำตอนที่ผมเล่าถึงทางแยกแรกหลังจากออกจากรถใต้ดิน ซึ่งผมเลือกทางขวา แต่ถ้าผมเลือกทางซ้ายก็จะโผล่มาตรงหน้าโรงแรมพอดี






มุมมองจากระเบียงห้องพักลงมายังสถานีรถใต้ดินซึ่งจ่ออยู่หน้าโรงแรมเป๊ะ






จากประตูทางเข้าโรงแรมต้องเดินผ่านทางเดินแคบ ๆ เข้าไปก่อนจึงจะถึงล้อบบี้ของโรงแรม ไม่รู้ผมเรียกว่าล้อบบี้จะดูโก้ไปหรือเปล่า เพราะล้อบบี้ของโรงแรมนี้มีขนาดประมาณ 4 X 3 เมตร มีเคาน์เตอร์เล็ก ๆ กับชุดรับแขกชุดหนึ่ง และตู้แช่ขายเครื่องดื่ม บนตู้ตั้งทีวีจอแอลซีดีขนาด 32 นิ้วอยู่เครื่องหนึ่ง แค่นั้นเอง ถัดไปเป็นห้องอาหารซึ่งมีขนาดพอกัน ทั้งห้องมีพนักงานนั่งประจำเคาน์เตอร์อยู่คนเดียว เป็นหนุ่มใหญ่เชื้อสายแขกพอรู้ว่าเป็นคนไทยก็พูดคำว่าสวัสดีทันที แสดงว่าประเทศไทยเราเป็นมหาอำนาจพอใช้ ค่าที่พัก 5 คืน 455 ยูโรครับ เดี๋ยวเราจะไปดูห้องพักกัน ว่าจะสมราคาคืนละเกือบสี่พันบาทหรือไม่ ห้องพักผมอยู่ชั้นห้าแต่เป็นชั้นบนสุดติดถนน






ถ้าไม่นับภาพภายในสถานีรถไฟ Gare du Nord แล้ว ภาพนี้ถือว่าเป็นทิวทัศน์กรุงปารีสภาพแรกของผม ถ่ายจากระเบียงโรงแรมเป็นภาพจตุรัส Voltaire หากเดินตามถนนซ้ายมือไปอีกไม่ไกลก็เป็นจตุรัส Bastille ซึ่งเป้นย่านท่องเที่ยวที่สำคัญย่านหนึ่ง ที่ผมเลือกโรงแรมนี้นอกจากเรื่องราคาแล้วสิ่งสำคัญถัดไปก็คือทำเลที่ตั้ง ต้องไม่ไกลจากย่านท่องเที่ยวและสถานีรถไฟใต้ดิน ประเด็นต่อมาก็คือต้องมีห้องน้ำในตัวและมีลิฟท์ด้วย






ปกติตำแหน่งของลิฟท์โดยสารทั่วไปก็จะมีโถงเฉพาะ มีประตูลิฟท์เห็นได้ชัด แต่สำหรับที่โรงแรมนี้พอพนักงานชื้ทางขึ้นลิฟท์ ผมเดินตามมาก็เห็นเป็นบันไดเวียนแคบ ๆ กว้างไม่ถึงเมตร วนขึ้นไปไม่เห็นมีลิฟท์ตรงไหน จึงย้อนกลับไปถามให้แน่ใจ เขาก็บอกว่าให้ขึ้นบันไดไปก่อนแล้าลิฟท์จะอยู่ขวามือ ใช่แล้วครับขึ้นบันไดเวียนนี้เจ็ดแปดขั้น ลิฟท์อยู่ด้านขวามือตรงสามเลี่ยมสีส้มมุมล่างซ้ายของภาพนั่นแหละคือประตูลิฟท์ เห็นไหมครับแคบเสียจนหามุมภาพถ่ายแทบไม่ได้


ลิฟท์ก็มีขนาดพอ ๆ กับบันไดทางขึ้นคือกว้างยาวประมาณ 80 ซ.ม. จุได้ครั้งละสองคน ฉนั้นเมื่อเข้าไปสองคนแล้วต้องยืนพิงผนังกันคนละฝั่งเว้นเนื้อที่ตรงกลางไว้วางกระเป๋า ดีที่กระเป๋าของผมกับครูดารินทร์ใบไม่ใหญ่นัก ถ้าเป็นกระเป๋าไซ้ส์บิ้กแล้วละก็ อีกคนต้องเสียสละเดินขึ้นบันไดไปแน่ ผมคุยกับครูดารินทร์ว่านี่ถ้าตึกสูงซักยี่สิบชั้นและผู้โดยสารเป็นฝรั่งสามีภรรยาตัวโต ๆ เข้ามาละก็ภรรยามีสิทธิ์ท้องได้เลยนะเนี่ย






แต่อย่างไรก็ตามมีลิฟท์ขนาดแคบหน่อยก็ยังดีกว่าไม่มี และถึงแม้ว่าเล็กแต่เป็นเล็กพริกขี้หนู คือว่าใช้การได้ดีทุกครั้ง ไม่มีติดขัดให้เสียวเล่น ตอนนี้เรามาดูภาพห้องพักกันดีกว่า ด้านซ้ายคือประตูทางเข้าใช้การ์ดเสียบ ถัดมาคือห้องน้ำมีอ่างล้างหน้าและที่อาบน้ำฝักบัวครบ ก็ถือว่าตรงตามสเป็คคือมีลิฟท์และห้องน้ำในตัว






มาดุวิวอีกด้านหนึ่งบ้าง ผมถือว่าโชคดีที่ได้ห้องริมหน้าต่างเอาไว้โผล่ไปชมวิวบ้าง ห้องไม่มีเครื่องปรับอากาศแต่มีฮีทเตอร์หน้าตาโบราณเครื่องหนึ่ง ผมเห็นห้องตรงกันข้ามที่อยู่ด้านในคิดว่าคงไม่มีหน้าต่าง






มีตู้เสี้อผ้าโปร่งหนึ่งใบ และทีวี 14 นิ้วให้ดูเครื่องหนึ่ง ซึ่งก็ไม่มีประโยชน์อันใดเพราะมีแต่รายการภาษาฝรั่งเศษ แต่ในรายการข่าวก็มีข่าวน้ำท่วมประเทศไทยทุกครั้ง ซึ่งข่าวน้ำท่วมนี้ถือว่าเป็นข่าวฮิทข่าวหนึ่ง ทั้งทีวีอังกฤษและทีวีฝรั่งเศสต่างนำเสนอตลอดเวลา ดูภาพข้างบนนี้แล้วผมนึกถึงห้องโรงแรมม่านรูดของไทยสมัยที่ผมยังหนุ่ม (เข้าไปศึกษาดูงานนะครับ)






สรุป จากสภาพของห้องพักโดยรวมแล้ว ผมว่าเที่ยบเท่าโรงแรมต่างจังหวัดบ้านเรา ประเภทโรงแรมที่พูดกันติดปากว่าโรงแรมเซลล์แมน ซึ่งราคาห้องพักจะอยู่ระหว่าง 400 - 800 บาท แค่นั้นเอง ถึงจะถูกกว่าแต่ไม่มีวิวแบบนี้ให้ชมนะครับ






หน้าต่างตรงนี้นอกจากจะเป็นที่ชมวิวแล้ว ประโยชน์สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือทำหน้าที่เป็นตู้เย็นได้ด้วย ผมเอากระป๋องเครื่องดื่มที่มีดีกรีไปวางไว้นอกหน้าต่างแป้บเดียว เย็นเฉียบเหมือนแช่ในช่องฟรีซทีเดียว






หลังจากเช็คอินเก็บข้าวเก็บของเรียบร้อยแล้วก็เป็นเวลาเกือบบ่ายสองโมง จึงวางแผนกับครูดารินทร์ว่าวันแรกนี้เราไปเริ่มต้นที่หอไอเฟล และลงเรือเที่ยวแม่น้ำแซนซึ่งมีท่าเรืออยู่แถวนั้น ก็คงหมดวันพอดี เพราะต้องเผื่อเวลาขึ้นหอไอเฟลด้วย การเดินทางจากโรงแรมไปหอไอเฟลก็สะดวก นั่งรถใต้ดินสาย 9 ต่อเดียวไปโผล่ที่สถานี Trocadero ส่วนขากลับก็นั่งสายเดิม ถือว่าเป็นการซ้อมการเดินทางโดยรถใต้ดินแบบเบา ๆ ก่อน


ขอยกยอดทัวร์ไอเฟลไปต่อภาค 2 ตามลิ้งค์นี้ครับ


Paris je T'aime : Eiffel


 

แก้ไขล่าสุด ใน ม.ค.132012

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 702 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน