ย่านมงต์มาตร์และปีกัลล์ : ปารีส

ก.พ.152012

 

ย่านมงต์มาตร์ (Montmartre) ตั้งอยู่บนเนินเขาทางตอนเหนือของกรุงปารีส ได้ชื่อว่าเป็นย่านศิลปะที่โด่งดังแห่งหนึ่ง ในอดีตประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีศิลปินดัง ๆ มาปักหลักอยู่หลายคนแต่ตอนนั้นยังไม่ดังเท่าไหร่เป็นศิลปินใส้แห้งด้วยซ้ำไป ส่วนย่านปิกัลล์ (Pigalle) อยู่ตอนล่างของเนินเขามงต์มาตร์ ย่านนี้ถือว่าเป็นย่านโคมเขียวโคมแดง หรือแหล่งบันเทิงยามราตรีของกรุงปารีส






สัญลักษณ์สำคัญของย่านปิกัลล์คือโรงระบำมูแลงรูช (Moulin Rouge) ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ดั้นด้นมาย่านนี้ จะต้องมายืนถ่ายรูปหน้าโรงระบำโดยมีกังหันลม (ปลอม) สีแดงเป็นแบคกราวด์





แผนการเดินทางของผมกับครูดารินทร์วันนี้ก็มาจากการทำการบ้านเมื่อคืนนี้เช่นเคย โดยนั่งรถใต้ดินสาย 9 จากที่พักย่าน Voltaire ไปต่อสาย 2 ที่ต้นทางสถานี Nation ชื่อสถานีนี้จำง่ายกว่าเพื่อน นั่งไปลงที่สถานี Blanche ซึ่งอยู่หน้าโรงระบำ Moulin Rouge พอดี สว่นขากลับว่าจะขึ้นอีกสายหนึ่งเพื่อไปห้างลาฟาแยตต์ (Galleries Lafayette)





จากการสังเกตุผู้โดยสารบนรถไฟใต้ดินในกรุงปารีส ไม่ว่าสายไหนส่วนมากไม่พูดไม่จากัน ต่างคนต่างสงวนท่าทีเรียกง่าย ๆ ว่าทำจุ้ยงั้นเถอะ ส่วนผมกับครูดารินทร์นอกจากจะทำท่าจุ้ยตามอย่างเขาแล้วยังต้องคอยระวังหน้าระวังหลังจากผู้ไม่ประสงค์ดีตามที่เคยอ่านมาอีกด้วย แต่ผมแอบสังเกตุเห็นว่าพวกฝรั่งบนรถก็ระแวงผมเหมือนกันสงสัยคิดแบบเดียวกัน เพราะเวลาผมใส่โค้ทสวมหมวกส่องกระจกดูแล้วหน้าตาค่อนข้างไปทางมาเฟียรัสเซียเหมือนกัน

แต่บรรยากาศบนรถใช่ว่าจะตึงเครียดไปเสียหมด บ่อยครั้งจะมีวนิพกพเนจรในรูปนักดนตรีหรือนักร้อง มาเดี่ยวบ้าง มาเป็นกลุ่มบ้าง เรียกกันว่ามีทั้ง Solo , Duo , Trio ,  Qautet , Quintet ครบ ขึ้นมาบรรเลงและร้องเพลง บางคนเสียงดีและร้องได้ไพเราะมาก ร้องสด ๆ โดยไม่มีไมค์ช่วย แต่เสียงงี้ก้องกังวานไปทั่วรถ ผมว่าถ้าใครหัวใสมาแอบคว้าตัวพวกนี้มาเมืองไทยจับไปย้อมแมวแต่งหน้าทาปากเสียหน่อย ส่งเข้าประกวดรายการประเภทดันดาราหรือนักล่าฝันทั้งหลายมีสิทธิ์คว้ารางวัลใหญ่ได้เลยนะเนี่ย






ผมประทับใจอยู่รายหนึ่งเป็นหญิงวัยกลางคนร่างเล็กลักษณะเหมือนชาวยุโรปตะวันออก แต่งตัวปอน ๆ ด้วยเสื้อผ้าคลุมทั้งตัวมาพร้อมกับเครื่องเสียงกระเป๋าหิ้วเล็ก ๆ ขึ้นมายึนนิ่งร้องเพลงภาษาอะไรก็ไม่รู้เดาว่าคงเป็นเพลงพื้นเมืองบ้านเขา แต่เสียงโหยหวนท่วงทำนองเศร้าสร้อยได้อารมณ์กินใจมากแม้ฟังไม่รู้เรื่อง เสียดายไม่ได้ถ่ายภาพหรือวิดีโอไว้เพราะไม่กล้ายกกล้องขึ้นมาถ่ายอย่างโจ่งแจ้ง ภาพข้างบนนี้ต้องแอบถ่าย คิดว่าถ้ามีโอกาสไปอีกครั้งจะพกกล้องขนาดเล็กไปอีกซักตัวจะได้คล่องตัวกว่านี้ ข้างบนคือสถานี Couronnes  รถใต้ดินสายนี้มีบางช่วงโผล่ขึ้นมาวิ่งชมวิวบนดิน





ตามแผนกำหนดคร่าว ๆ ไว้ว่าจะเริ่มต้นจากโรงระบำ Moulin Rouge เดินย้อนชมบ้านชมเมืองไปทางสถานี Pigalle  เดินขึ้นเขามงต์มาตร์ จุดหมายปลายทางที่โบสถ์ซาเกรเกอร์ (Sacre Coeur)




Moulin Rouge หรือกังหันลมสีแดง ครั้งหนึ่งนานมาแล้วที่กรุงเทพเคยมีสิ่งก่อสร้างลักษณะเดียวกันนี้เรียกว่าโรงสีลมคือโรงสีที่ใช้พลังจากกังหันลม ตั้งอยู่บริเวณตอนต้นของถนนสีลม ย่านนั้นจึงเรียกว่าสีลมและชื่อของถนนสีลมก็มีที่มาจากโรงสีลมนี่เอง โลโก้ของสมาคมชาวสีลมก็เป็นรูปกังหันแต่ไม่ใช่รูปร่างและสีแดงแบบนี้แต่มีหน้าตาคล้ายกับกังหันลมของชาวฮอลแลนด์






โรงระบำ Moulin Rouge เปิดการแสดงมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1889 ปัจจุบันก็ยังเปิดการแสดงอยู่ การแสดงที่ตื่นตาตื่นใจเป็นจุดขายที่สำคัญของโรงคาบาเรต์แห่งนี้คือระบำเปลือยอกและระบำแคนแคน ระบำที่เตะขาสูง ๆ เปิดโชว์ความสวยงามด้านในของกระโปรงมากกว่าด้านนอก





ผมเคยคิดจะซื้อตั๋วเข้าชมเหมือนกันแต่ดูค่าตั๋วราคาถูกสุดแถมแชมเปญหนึ่งแก้วจำนวนสองที่นั่งปาเข้าไปเกือบหมึ่น ไปค้นดีวีดีหนังเรื่อง  Moulin Rouge มาดูแทนดีกว่า






แต่ขอเข้าไปชมบรรยากาศหน้าโรงหน่อยก็ยังดี สองข้างของโถงทางเข้าตกแต่งด้วยตู้ไฟติดรูปตัวอย่างการแสดงและเครื่องแต่งกายของนางระบำ ชักรู้สึกเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เข้าไปดูของจริง






จากห้องโถงมีประตูอีกชั้นเขาอนุญาตให้ดูได้แค่นี้ บริเวณนี้ตกแต่งด้วยสีแดงเถือกทั้งห้อง จัดแสงสลัว ๆ ส่องสว่างเฉพาะรูปเขียนที่ผนังซึ่งเป็นผลงานของศิลปินชาวฝรั่งเศส อองรี ตูลูส โลแทรค (Henri de Toulouse - Lautrec) ศิลปินลัทธิ โพสต์อิมเพรสชั่นนิสต์ (Post Impressionism)





ขอแทรกเรื่องราวของศิลปินตูลูส โลแทรค พอสังเขปเพื่อจะได้ทราบว่าทำไมโรงระบำมูแลงรูจจึงมีผลงานของศิลปินคนนี้เต็มไปหมด แม้กระทั่งภาพลายเส้นที่เขียนตกแต่งหน้าโรงยังเขียนเลียนแบบภาพเขียนของเขา

Henri de Toulouse - Lautrec (1864 - 1901) เป็นคนมีปัญหาด้านกระดูกคือขาสองข้างหักตั้งแต่อายุ 12 และ 14 นับจากนั้นกระดูกขาเขาหยุดยุดการเจริญเติบโต แต่ร่างกายส่วนอื่นเติบโตตามปกติ ทำให้เขาดูเหมือนผู้ใหญ่ในร่างเด็กโดยมีความสูงเพียงเมตรครึ่งเท่านั้น จะเรียกว่าเป็นคนแคระก็ไม่เชิง (โรคลักษณะเดียวกันกับศิลปินโลแทรคคนนี้ ทางการแพทย์เรียกว่า Toulouse - Lautrec Syndrome)





Henri de Toulouse - Lautrec  เริ่มหัดเขียนรูปเมื่ออายุประมาณ 10 ขวบ  เขาใช้ชีวิต อยู่ที่ย่านมงต์มาตร์และปีกัลล์ ซึ่งเป็นย่านบันเทิงยามราตรี โดยเขาชอบเขียนภาพชีวิตคนกลางคืนในบาร์ ไน้ท์คลับ โรงระบำ คาบาเรต์ ซึ่งมีทั้งนักเที่ยว นางระบำ ผู้หญิงหากิน ฯลฯ โดยแต่ละคืนเขาจะนั่งดื่มกินมั่วสุมอยู่ในสถานบันเทิงเหล่านี้ พร้อมกับสเก็ตซ์ภาพไปด้วย และในวันรุ่งขึ้นก็นำภาพสเก็ตซ์ไปขยายลงบนเฟรม





หลังจากโรงระบำมูแลงรูชเปิดกิจการโลแทรคได้รับการว่าจ้างให้เขียนภาพโปสเตอร์โฆษณาโดยจัดทำเป็นภาพพิมพ์หิน (Lithography)  เขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโรงระบำแห่งนี้จนกระทั่งมีที่นั่งจัดให้โดยเฉพาะ  ทำให้ได้มีโอกาสเขียนภาพบรรยากาศผู้คนในโรงระบำแห่งนี้สะสมไว้มาก แต่การรับงานประเภทโปสเตอร์ของโลแทรคได้รับการดูถูกเหยียดหยามจากเพื่อนศิลปินด้วยกันทำนองว่าลดตัวมาทำงานกระจอก แต่เขาก็ไม่แคร์ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะทำเพื่อยังชีพ





เนื่องจากศิลปินโลแทรคใช้ชีวิตดื่มกินมั่วสุมอยู่ในสถานบันเทิงเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับการถูกเยาะเย้ยถากถางทั้งในเรื่องผลงานศิลปะและร่างกายที่พิกลพิการ ทำให้เขาเป็นคนดื่มจัดจนกลายเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง และเสียชีวิตเมื่ออายุเพียง 36 ปีเท่านั้น แต่หลังจากนั้นจนถึงทุกวันนี้ผลงานศิลปะที่ได้รับการดูถูกดูแคลนเหล่านั้นกลับกลายเป็นงานศิลปะที่มีมูลค่ามหาศาล







ด้านหน้าโรงระบำมูแลงรูจเป็นจตุรัสกว้างมีถนนแยกไปหลายสาย ตามหัวมุมถนนในปารีสส่วนใหญ่จะมีร้านกาแฟน่ารัก และมักจะนำโต๊ะเก้าอี้ออกมาตั้งริมฟุตบาทให้ลูกค้าได้ดูดดื่มกับบรรยากาศ (และดูดบุหรี่) นอกร้าน



 

 

ย่านนี้มีโรงแรมที่พักหลายแห่ง ถ้าใครชอบชีวิตแสงสีกลางคืนมาพักแถวนี้ก็สะดวกดี และเนื่องจากเป็นย่านบันเทิงจึงไม่อัตคัตในเรื่องอาหารการกิน แต่ก็ต้องแลกกับเสียงอึกทึกและความวุ่นวายบ้าง และจากที่เคยอ่านมาว่าย่านนี้มีบุคคลประเภทร้อยพ่อพันแม่ที่มีพฤติกรรมไม่ค่อยน่าไว้วางใจปะปนอยู่พอสมควร





อันที่จริงในตอนแรกที่ผมเซิร์ชหาข้อมูลที่พักในปารีสก็เคยมอง ๆ โรงแรมย่านนี้เหมือนกัน แต่เมื่อบวกลบคูณหารข้อดีข้อเสียแล้วขอเลือกพักย่านอื่นที่ค่อนข้างสงบไม่วุ่นวายดีกว่า






ย่านท่องเที่ยวไม่ว่าบ้านไหนเมืองไหนจะต้องมีร้านขายของประเภทนี้ไว้ดูดเงินนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด อย่าเพิ่งใจร้อนรีบซื้อเดินเปรียบเทียบราคาหลาย ๆ ร้านก่อน แต่เอาแน่เอานอนไม่ได้บางทีร้านหลัง ๆ กลับแพงกว่าเสียอีกครั้นจะย้อนมาซื้อร้านแรกก็ไม่คุ้ม เลยต้องซื้อของแพงตามระเบียบ เหมือนคำพังเพยที่ว่าเลือกนักมักได้แร่






จากถนน Clichy (Bulevard de Clichy) หน้ามูแลงรูจ มองย้อนไปทางสถานีรถใต้ดิน Pigalle กลางถนนเป็นทางเดินกว้างใหญ่มีคนเดินกันขวักไขว่ ถนนสองฝั่งเต็มไปด้วยร้านเซ็กส์ช้อป ผับ บาร์ โรงหนังโป๊ รวมทั้งโรงแสดงหนังสดหรือ Sex Show


(คลิ้กที่รูปเพื่อดูภาพขยายบรรยากาศหน้า Moulin Rouge รอบ ๆ สถานี Blanche และตามถนนโลกีย์ Bulevard de Clichy)




 

 




ช่วงกลางของถนน Clichy ระหว่างสถานีรถใต้ดิน Blance กับสถานี Pigalle มีสถานที่น่าสนใจแห่งหนึ่งคือพิพิธภัณฑ์อีโรติค (Erotic Museum)

ตามไปดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ Erotic Museum , Paris






สถานีรถใต้ดิน Pigalle






จตุรัสปีกัลล์คืออาณาเขตรอบ ๆ Place Pigalle เชิงเขามงต์มาตร์  คำว่า Picalle มาจากชื่อของประติมากรที่มีชื่อเสียงชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 นามว่า Jeane - Baptiste Pigalle ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารอเมริกันและอังกฤษเรียกย่านนี้ว่า Pig Alley หรือตรอกหมู ซึ่งคงเพี้ยนมาจากภาษาพูดเลยจับคำ Pigalle มาแยกเขียนเป็นคำพ้องเสียงในภาษาอังกฤษเสียเลยว่า Pig Alley อันนี้เป็นการเดาล้วน ๆ ของผมคนเดียวนะครับ






หลังจากนั้นจึงมีอะไรที่เกี่ยวกับหมู ๆ ตามมา เช่น โรงแรมในภาพนี้มีชื่อน่ารักว่าหมูป่าสีน้ำเงินพร้อมกับโลโก้เป็นรูปหมาป่าเขี้ยวโง้ง






สังเกตุให้ดีโลโก้ของร้านครัวโอชาตรงขวามือก็เป็นรูปหมูสีส้ม คล้องจองกับย่านตรอกหมู






ถ้าในสมัยนั้นไทยเราเป็นประเทศมหาอำนาจมีทหารไทยมาชุมนุมกันในย่านนี้มากกว่าทหารอังกฤษอเมริกัน คำว่า Pigalle อาจเพี้ยนเป็นภาษาไทยว่า "Pi..กัน" โดยเติมไม้โทบนตัวพี เวลาอ่านก็จะได้ความหมายเข้ากับกิจกรรมส่วนใหญ่ในย่านนี้ ตรงกว่าคำว่าตรอกหมูด้วยซ้ำไป หรือเปลี่ยนจากไม้โทเป็นไม้ตรี ก็จะได้เสียงหนักขึ้น ความหมายก็จะไปตรงกับคำแสลงภาษาอังกฤษในภาพบน และถ้าเติม  Shop ต่อท้ายเข้าเป็น  Pi..Shop เอาไปตั้งเป็นชื่อร้านขายของเล่นผู้ใหญ่บนถนนสายนี้ได้อย่างสบาย หรือ Pi..Show ก็ยิ่งตรงเป๊ะ ๆ






ย่านมงต์มาตร์และปีกัลล์นอกจากจะมีสตูดิโอศิลปะของจิตรกรโลแทรคดังกล่าวมาแล้ว ศิลปินลัทธิอิมเพรสชั่นนิสต์ที่มีชื่อเสียงอีกหลายคนก็เคยมาพักอาศัยทำงานศิลปะที่นี่ เช่น แวนโก๊ะห์ เรอนัวร์ มาเนท์ รวมทั้งศิลปินแนวสมัยใหม่อย่างปีกัสโซ่ และซัลวาดอร์ ดาลี ซึ่งมีพิพิธภัฑ์แสดงงานแบบเหนือจริง (Sur - Realist) ของศิลปินดาลิบนเขามงต์มาตร์ใกล้กับโบสถ์ซาเกรเกอร์





ที่หัวมุมของถนนเส้นหนึ่งย่าน  Place Pigalle ผมเห็นวัตถุประหลาดสีเขียวนี้ตั้งอยู่สงสัยว่ามันคืออะไร เป็นชิ้นส่วนตกค้างมาตั้งแต่สมัยสงครามหรือเปล่า





เข้าไปดูใกล้ ๆ จึงรู้ว่าเป็นที่ทิ้งขยะประเภทขวดแก้วโดยโยนลงไปใขช่องวงกลมสีดำ ข้อความที่อยู่รอบหลุมดำผมกลับมาเปิดดิคดูพอจับความได้ว่าเขาห้ามทิ้งในเวลาวิกาล เพราะเสียงจะไปรบกวนชาวบ้าน เสียดายตอนนั้นผมไม่มีขวดแก้วในมือ ไม่งั้นจะได้ลองโยนเข้าไปดูว่ามันทำงานยังไง และไม่ได้สำรวจโดยรอบว่าเจ้าหน้าที่เก็บขยะจะนำออกไปอย่างไร





ผมชอบรถโฆษณาเคลื่อนที่คันนี้ไอเดียเข้าท่า ตอนแรกนึกว่าเป็นรถบรรทุกป้ายไปติดตั้ง แต่ดูแล้วเป็นป้ายถาวรติดอยู่บนรถอีกด้านก็เป็นแบบเดียวกันนี้ คนขับก็ขับไปเรื่อยตามถนน จอดได้ก็จอด ผมว่าถ้าจะให้ดีต้องมีเสียงโฆษณาออกลำโพงเหมือนรถขายกับข้าวบ้านเรา






เสน่ห์ของอาคารแบบนี้พบเห็นได้ทั่วไปในกรุงปารีส







แต่บางครั้งมันช่างตรงกันข้ามกับบรรยากาศตามถนนหนทางซึ่งมีก้นบุหรี่ทิ้งกันเกลื่อน รวมทั้งหน้าตาบอกบุญไม่รับของชาวปาริเชี่ยน เป็นความตัดกันที่อยู่ร่วมกันได้ดีพิลึก






ความรู้สึกดังกล่าวไม่ใช่ผมสัมผัสได้คนเดียว ผมได้คุยกับสาวชาวแคนาดาคนข้างบนนี้ซึ่งเจอกันที่สถานี Gare du Nord ระหว่างรอรถ Eurostar กลับลอนดอน พูดถึงเรื่องนี้หล่อนยังมีความรู้สึกเดียวกับผม โดยพูดตรง ๆ เลยว่าตามถนนหนทางในกรุงปารีส Dirty มาก ๆ และผู้คนก็ไม่ค่อย Friendly เท่าไหร่ โดยเฉพาะหล่อนรู้สึกไม่ค่อยดีที่มีทหารแต่งตัวชุดสนามถือปืน M16 เพ่นพ่านตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ทำให้ระหว่างอยู่ปารีสสาวแคนาดาที่ลุยเดี่ยวเที่ยวปารีสคนนี้ไม่อยากไปเที่ยวที่ไหนตามที่ตั้งใจไว้เท่าไหร่ เรียกว่าผิดหวังว่างั้นเถอะ






นี่ไงครับทหารที่ว่า ภาพนี้เป็นบริเวณใต้หอไอเฟลที่จริงมีมากกว่านี้ ผมเห็นมีทั้งทหารชายและทหารหญิง แต่ข้อนี้ก็นานาจิตตัง บางคนดูแล้วอาจรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยก็ได้ ผมดูแล้วเฉย ๆ เพราะเมืองไทยเห็นจนชินแล้วโดยเฉพาะเหตุการณ์ไม่นานมานี้.....






ได้เวลาขึ้นเขามงต์มาตร์เสียที ตลอดถนน Clichy มีถนนซอยแยกไปเนินเขามงต์มาตร์ได้หลายซอย ผมเดาสุ่มเลือกเอาซอยหนึ่ง





พอแยกจากถนนใหญ่เข้าไปก็เจออีกบรรยากาศหนึ่งแตกต่างจากถนนโลกีย์ด้านนอกอย่างสิ้นเชิง แตกต่างยังไงก็ลองชมครับ


(คลิ้กที่รูปเพื่อดูภาพขยาย)




 





พอใกล้จะถึงโบสถ์ซาเกรเกอร์ (Sacre Coeur) ร้านรวงข้างทางก็เปลี่ยนเป็นร้านขายของที่ระลึกและผู้คนคนหนาตาขึ้น






การขึ้นไปชมโบสถ์ซาเกรเกอร์ซึ่งตั้งอยู่บนเนินสูงขึ้นไปอีกพอสมควร ถ้าไม่อยากเดินให้เมื่อยขาก็มีรถรางไว้บริการ แต่ตอนนี้เรายังไม่พูดถึง โปรดติดตามชมเรื่องนี้ได้ที่ arty4you.net/





สำหรับช่วงนี้พัก Coffee Break ..เอ้ย..ไม่ใช่ต้อง Toilet Break ขอเข้าห้องน้ำห้องท่าก่อน ที่ปารีสนี้ถ้าเจอห้องน้ำที่ไหนต้องจัดการเข้าไปทำธุระให้เรียบร้อย แม้บางแห่งต้องต่อคิวยาวและเสียสตางค์ก็ต้องยอม อย่าไปหวัง (ห้อง) น้ำบ่อหน้า มิฉะนั้นคุณอาจต้องแขม่วท้องกันหน้าซีดหน้าเซียว ทำให้เดินช้อปไม่สนุก





เรื่องมงต์มาตร์และปีกัลล์นี้ทำท่าว่าจะไม่จบในตอนเดียวเสียแล้ว เพราะครูดารินทร์ยังไม่ได้เดินช้อปย่าน Elysee Montmartre เลย

ฉนั้น โปรดตามไปชมตอนจบ ที่นี่

Elysee Montmartre


 

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน มี.ค.022012

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 738 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน