พระราชวังแวร์ซาย

ม.ค.252012

 

ทริปปปารีสของผมกับครูดารินทร์ครั้งนี้ ไม่มีกำหนดการตายตัวล่วงหน้าว่าแต่ละวันจะต้องไปที่ไหนเวลาใด มีแต่เพียงระบุไว้กว้าง ๆ เท่านั้น ทุกรายการปรับเปลี่ยนได้แล้วตามสถานการณ์และกำลังขา ฉนั้นก่อนนอนแต่ละคืนจึงต้องวางแผนกันว่าพรุ่งนี้เราจะไปที่ไหน อย่างไร ? เหมือนกับนั่งทำการบ้านหรือท่องหนังสือเตรียมเข้าห้องสอบพรุ่งนี้ ทำเหมือนกับตอนเป็นนักเรียนยังไงยังงั้น เรียกว่าตำข้าวสารกรอกหม้อไปวัน ๆ





โปรแกรมมพระราชวังแวร์ซายนี้ก็เช่นกัน ผมต้องอยู่ทำการบ้านจนดึกเพื่อวางแผนจากข้อมูลต่อไปนี้ "...พระราชวังแวร์ซายห่างจากกรุงปารีสไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 18 ก.ม. การเดินทางจากปารีสให้นั่งรถไฟสาย C ไปยังสถานี Versailles Rive Gauche ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที จากสถานีรถไฟเดินต่อไปอีกประมาณ 5 - 10 นาที ก็จะถึงทางเข้า....." ตอนแรกผมก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร แค่หาทางไปขึ้นรถไฟสาย C ให้ได้ก็แล้วกัน แต่ปัญหามีอยู่ว่า ไอ้รถไฟสาย C นี้มันอยู่ที่ไหน มันตัดกับสถานีรถใต้ดินตรงไหนบ้าง พยายามถ่างตาดูแผนที่ทุกตารางนิ้วก็หาไม่เจอ จนหมดปัญญาคิดว่าพรุ่งนี้เช้าไปถามพนักงานโรงแรมข้างล่างเอาดีกว่า






วันรุ่งขึ้นผมตื่นแต่มืดเพราะนอนไม่ค่อยหลับมันรู้สึกเหมือนมีอะไรค้างคาใจอยู่ จึงค้นเอาแผนที่มาเปิดดูอีกทีแต่เป็นแผนที่แจกของห้างลาฟาแย้ตต์ ซึ่งเป็นพับเล็ก ๆ วางทึ้งไว้ตามเคาน์เตอร์โรงแรม ปรากฎว่าบทมันจะเจอก็เจออย่างง่ายดาย งงเหมือนกันว่าทำไมเมื่อคืนมองไม่เห็น ทำให้ตาสว่างทันที รีบลุกมาเขียนแผนการเดินทางลงสมุดโน๊ตเพื่อสะดวกในการเปิดดู จะได้ไม่ต้องควักแผนที่ออกมาให้เป็นที่เอิกเกริก ดังเล่าไว้ใน Paris Je T'aime : Voltaire

 

 

 

 

จากโรงแรมที่พักย่าน Voltaire นั่งรถใต้ดินสองต่อมาลงที่สถานี Invalides ที่จริงมีอีกตั้งหลายสถานีที่รถไฟสาย C วิ่งผ่าน แต่ผมเห็นว่าสถานีนี้สะดวกที่สุด นอกจากนี้รัศมีโดยรอบของสถานี Invalides มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจหลายแห่ง ตั้งแต่อาคารโอแตลเดแซงวาลิด (Hotel des Invalides) หากเดินไปอีกนิดก็จะถึงพิพิธภัณฑ์ ดอเซ่ย์ (Musee d'Orsey) ซึ่งผมมีแผนไว้ในใจเหมือนกันว่าถ้ายังมีเวลาหรือยังไม่เหนื่อย ขากลับก็ว่าจะโผล่ขึ้นไปเดินเล่นดูลาดเลาเสียหน่อย






ออกจากรถใต้ดินก็เดินตามป้ายบอกทางไป RER สาย C แต่กว่าจะหาห้องขายตั๋วได้ก็เดินวนหลายรอบเหมือนกัน แต่ไม่ได้มีแค่ผมกับครูดารินทร์เท่านั้น ยังมีฝรั่งกลุ่มใหญ่เดินตามหากันเป็นพรวนเหมือนกัน ทำให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ยังไงก็มีผู้ร่วมชะตากรรมอีกหลายคน เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ลงต่อรถไฟ RER สถานีนี้ จุดมุ่งหมายก็คงไม่หนีพระราชวังแวร์ซายไปไหน พอไปถึงห้องขายตั๋วก็มีคนเข้าคิวยาวพอสมควร ผมซื้อตั๋วไปกลับจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเข้าคิวซื้อตอนขากลับ เพราะยังไงต้องกลับวันนี้อยู่แล้วไม่ได้เถลไถลไปไหน ค่าโดยสาร 3.20 ยูโร ต่อคนต่อเที่ยว






หลังจากซื้อตั๋วแล้วต่อจากนี้ก็ไม่ยาก เดินตามขบวนไปเรื่อย ๆ ก็แล้วกัน แต่ตอนซื้อพนักงานขายตั๋วก็บอกด้วยว่าให้ไปชานชาลาไหน รวมทั้งบอกให้ดูจอมอนิเตอร์ด้วยว่าให้ไปขึ้นขบวนที่เขียนว่า  Versailles Rive Gauche เพราะปลายทาง RER สาย C มีแยกไปสองแห่ง ซึ่งข้อนี้ผมก็รู้มาก่อนแล้ว จึงกาเครื่องหมายดอกจันไว้ในสมุดด้วย





ผมจำได้ว่าใช้เวลารอรถไฟอยู่กว่าครึ่งชั่วโมงได้ ระหว่างนั้นก็มีผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันเดินมาสมทบเรื่อย ๆ ผมไม่รู้ว่ารถไฟจะมาจอดตรงจุดใหนจึงพยายามยืนเกาะกลุ่มเข้าไว้






แต่พอรถไฟมาจริง ๆ ตำแหน่งที่ผมยืนเป็นตำแหน่งตู้เกือบปลายขบวน ซึ่งภายในก็มีผู้โดยสารเต็มมาแล้วทั้ง ๆ ที่เป็นตู้สองชั้น จะวิ่งไปขึ้นตู้ก่อนหน้าก็ไม่ทันการแล้ว ทำให้ต้องยืนขาแข็งไปตลอดทาง จะเดินทะลุไปตู้อื่นก็ไม่ได้เพราะประตูตู้ถัดไปปิด ตอนที่ขบวนรถวิ่งผ่านหน้าไปก่อนจะจอดผมเห็นตู้ตอนต้น ๆ ขบวนว่างพอสมควร ฉนั้นขอแนะนำว่าให้ไปรอขึ้นให้ไกลกว่าป้ายสถานีนี้อีกหน่อย ให้อยู่ช่วงกลาง ๆ ขบวน จะได้มีทางเลือกบ้าง






รถไฟปารีส - แวร์ซาย จอดเทียบชานชาลาสถานี Versailles Rive Gauche แต่ขามาไม่ใช่ขบวนนี้นะครับ นี่เป็นขบวนขากลับ






ด้านหน้าสถานีรถไฟแวร์ซาย ภาพนี้ผมถ่ายตอนขากลับเช่นเดียวกับภาพบน






รถไฟวิ่งมาสุดสายที่  Versailles Rive Gauche มาถึงตรงนี้ไม่ต้องดูแผนที่ให้เสียเวลา เดินตาม ๆ กันไปไม่มีหลงหรอก ออกจากสถานีข้ามถนนเดินเลี้ยวซ้ายไปนิดเดียวก็เลี้ยวขวาไปตามทางเดินที่มีต้นไม้ร่มครึ้มไปตลอดทาง ผมมารู้ภายหลังตอนขากลับว่าถ้าข้ามถนนแล้วเลี้ยวขวาไปก็ได้ เพราะถนนเส้นนี้จะไปตัดกับถนนเส้นใหญ่ที่มุ่งตรงไปยังด้านหน้าพระราชวังพอดี ซึ่งขากลับผมใช้เส้นทางนี้






ถ่ายย้อนกลับมา ที่เดินกันเป็นกลุ่มใหญ่นั่นก็คือเพื่อนร่วมขบวนรถไฟเดียวกันทั้งนั้น






ชมบ้านชมเมืองระหว่างทาง






ใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาที ก็มาโผล่ด้านข้างของลานจอดรถหน้าพระราชวัง เห็นพระราชานุสาวรีย์พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แต่ไกล






มีรถจอดกันเต็ม นี่ถ้ารวมจำนวนผู้ที่มาโดยรถยนต์ส่วนตัว รถบัส กับผู้ที่โดยสารมากับรถไฟแล้ว  ผมว่าวันนี้คิวเข้าชมต้องยาวแน่ ๆ






เดินอ้อมมาด้านหน้าจะเห็นว่าผู้คนมากจริง ๆ






จากลานหน้าพระราชานุสาวรีย์พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มองกลับไปยังถนนที่มุ่งสู่พระราชวังดังกล่าวไว้ตอนต้น ถนนนี้ชื่อว่า Avenue de Paris มีความกว้างใหญ่คล้ายกับถนนชองป์เอลิเช่ในกรุงปารีส






มีนักท่องเที่ยวเดินกันเต็มฟุตบาทอันกว้างใหญ่ เกือบทั้งหมดต่างมุ่งหน้ามายังพระราชวังแวร์ซาย






ความแตกต่างแต่อยู่ร่วมกันได้ระหว่างศิลปกรรมในยุคกลางกับศิลปกรรมสมัยใหม่ แต่ไม่นับสองคนที่ยืนอยู่มุมขวานะครับ






หนุ่มสาวคู่นี้กำลังโพสท์ท่าเหมือนกับประติมากรรม The Kiss ของ โรแดง (Auguste Rodin) ไม่รู้ว่าเป็นความเชื่ออะไรรึเปล่าที่จะต้องมาจุมพิตกันหน้าพระราชวังแวร์ซายแห่งนี้ แต่คิดว่าคงไม่เกี่ยวเคล็ดเคลิดอะไรมั้ง บรรจง Kiss อย่างดูดดื่มกันปานนั้นไม่ใช่จูบแบบแก้บน






พระราชวังแวร์ซายสร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (1638 - 1715) ขณะมีพระชนมายุเพียง 9 พรรษาเท่านั้น เนื่องจากทรงเบื่อหน่ายกับการถูกหยามพระเกียรติ ขณะประทับอยู่ที่พระราชวังลูฟร์ กรุงปารีส






พระองค์ตัดสินพระทัยย้ายพระราชฐานและทรงต้องการสร้างศูนย์กลางการปกครองออกไปจากกรุงปารีส เพื่อให้เป็นศูนย์รวมอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ ทำให้บริเวณรอบ ๆ เกิดเป็นชุมชนเมืองขึ้นมา






ลวดลายโกลนอานม้าของพระเจ้าหลุยส์






ประติมากรรมร่วมสมัยที่ตั้งอยู่ระหว่างพระราชานุสาวรีย์พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กับพระราชวังแวร์ซาย เป็นผลงานของศิลปินชาวฝรั่งเศส Bernar Venet ศิลปินลัทธิมินิมอลอาร์ท (Minimalism) ศิลปินลัทธินี้มีแนวทางการสร้างสรรค์งานศิลปะโดยใช้ทัศนธาตุพื้นฐาน เช่น เส้น สี น้ำหนัก พื้นผิว และรูปร่างเรขาคณิตอย่างเรียบง่าย






ประติมากรรมชิ้นนี้มีชื่อว่า ทำด้วยโลหะเปลือยปล่อยให้สนิมขึ้นโดยธรรมชาติ ภายใต้แนวคิดความสัมพันธ์ของศิลปกรรมกับเวลาและประวัติศาสตร์ โดยการอยู่ร่วมกันได้ระหว่าง ประติมากรรม สถาปัตยกรรม และภูมิทัศน์






นอกจากผลงานชิ้นนี้ที่แล้ว ยังมีประติมากรรมลักษณะเดียวกันนี้ของ  Bernar Venet อีกหลายชิ้นติดตั้งอยู่ในอุทยานหลังพระราชวังแวร์ซาย






ดังตัวอย่างผลงานที่ตั้งอยู่ริมสระน้ำชิ้นนี้






จากประติมากรรม มองไปทางถนน Avenue de Paris ผ่านด้านหลังของพระราชานุสาวรีย์พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ไม่รู้ว่าในตอนติดตั้งครั้งแรกจะมีนักวิจารณ์ออกมาค่อนแคะประติมากรรมชิ้นนี้ว่ามาบดบังแย่งซีนพระเจ้าหลุยส์ไปหรือเปล่า






บริเวณนี้นอกจากนักท่องเที่ยวเดินกันให้ควักแล้ว ยังมีพี่มืดถือพวงกุญแจหอไอเฟลเดินเร่ขายไปทั่ว แต่ดูแล้วไม่ค่อยมีลูกค้าเท่าไหร่






ถึงเวลาเข้าวังเสียที เพื่อไปสมทบกับผู้ร่วมอุดมการณ์อีกหลายร้อยคนข้างใน แต่เอ..ผมว่าเป็นพันนะ





พื้นถนนปูด้วยหินก้อนใหญ่ ที่ผ่านการใช้งานมาตั้งแต่ศตวรรษ 16 แต่มาถูกใช้งานอย่างหนักในศตวรรษที่ 20 นี่เอง ถ้าสาวใดใส่ส้นสูงมาเดินได้โดยไม่พลิกละก็ขอปรบมือให้ ขนาดผมใส่รองเท้าแบบลุยมาแล้วยังเมื่อยข้อเท้าน่าดู







ผ่านซุ้มประตูแรกเข้าไปก็เห็นคนยืนต่อแถวเข้าชมพระราชวังยาวเหยียด






ก่อนอื่นต้องรีบไปซื้อตั๋วก่อนที่อาคารด้านซ้ายมือ ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่าคิวยาวแค่ไหน ที่เห็นนี้คือแถวที่พับไปพับมาไม่รู้ว่ากี่ทบ ดังที่กล่าวไว้ตอนต้นว่าโปรแกรมแต่ละแห่งของผมกำหนดเป็นวัน ๆ จึงไม่ได้เตรียมซื้อตั๋วล่วงหน้า ต้องมาเข้าคิวซื้อที่หน้างานทุกแห่งแต่ไม่เป็นไรมีเพื่อนเยอะดี และจะได้ถือโอกาสนี้เก็บภาพบรรยากาศรอบตัวไปเรื่อย ซึ่งผมก็เก็บไว้ได้เยอะพอสมควร






คนพวกนี้ชอบเอาเปรียบคนอื่นปล่อยให้สามียืนเข้าคิวขาแข็ง ตัวเองหลบมานั่งอย่างสบายใจเฉิบ






นี่ก็อีกคน





ดูสีหน้าแต่ละคนออกอาการเซ็งเต็มแก่ ยกเว้นคู่ขวาสุด






จากท้ายแถวกว่าจะขยับมาถึงตรงนี้ใช้เวลาไป 20 นาที






พอโผล่ขึ้นบันไดเข้าไปนึกว่าจะได้ซื้อตั๋วเลย แต่ปรากฏว่าต้องเข้าแถวขยับตามกันวกไปวนมาไปอีกสองสามห้อง โดยแต่ละห้องมีประตูทะลุถึงกัน เหนือประตูเขียนเป็นรูปเงาดำบนพื้นขาว (Silhouette) ของพราะเจ้าหลุยส์และพระราชินีหลายพระองค์






เช่น พระนางมารี อังตัวแนตต์ เป็นความคิดที่เข้าท่าทีเดียวเอาไว้ดูฆ่าเวลา






ราคาค่าเข้าชมคนละ 15 ยูโร ใช้เข้าชมได้เฉพาะพระราชวัง ส่วนการเข้าชมอุทยานต้องไปซื้ออีกทีที่ทางเข้าอุทยาน ใช้เวลาในการเข้าคิวซื้อตั๋ว 1 ชั่วโมงพอดี หลังจากนี้ก็ยังต้องรีบจ้ำไปต่อแถวเข้าชมพระราชวังอีกไม่รู้จะใช้เวลาอีกเท่าไหร่ แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่าป่านนี้คนคงเข้าไปหมดแล้วมั้ง คิวคงไม่ยาวเท่าไหร่






แต่ที่ไหนได้ยาวกว่าเดิมอีก ท้ายแถวอยู่ซ้ายมือนู้น ยาวมาถึงตรงที่ผมยืนถ่ายรูปนี้ แล้วอ้อมไปทางขวามือ ต่อแถวกันยาวไปถึงรั้วพระราชวัง ลองคิดดูก็แล้วกันว่าจะใช้เวลาอีกเท่าไหร่กว่าจะได้ชื่นชมกับสมบัติพระเจ้าหลุยส์ และก็เช่นเคยผมใช้เวลานี้ถ่ายรูปและชมนกชมไม้ไปเรื่อย






ผมเห็นรูปปั้นตามสถานที่หลายแห่งทำไมนกชอบเกาะอยู่บนหัวก็ไม่รู้ หรือว่ามันเป็นชัยภูมิที่ดี แต่บางครั้งก็เกาะได้จังหวะเหมาะเจาะ เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของรูปปั้นทีเดียว





ประติมากรรมลอยตัวที่ตกแต่งบริเวณด้านหน้าพระราชวังแวร์ซาย มองแต่ไกลก็ดูดีหรอกแต่พอเข้าไปดูรายละเอียดใกล้ ๆ แล้ว ฝีมือหยาบพอสมควร





ต่างกับลวดลายตกแต่งอย่างวิจิตรพิสดารบุทองคำเปลวของแนวรั้วด้านหน้าพระราชวัง





ลวดลายสำคัญคือรูปพระอาทิตย์มีเปลวล้อมรอบ อันเป็นสัญลักษณ์ของสุริยกษัตริย์






พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงมีฉายาว่าสุริยกษัตริย์ มีที่มาจากบทบาทที่ทรงเคยลีลาศในบัลเลต์เรื่อง La Nuiy ขณะมีพระชนม์ 15 พรรษา






นอกจากนี้ฉายาสุริยกษัตริย์ยังหมายถึงพระอำนาจบารมีของพระองค์ เพราะในสมัยนั้นประเทศฝรั่งเศสมีกองทัพที่เกรียงไกรที่สุดในยุโรป






สัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์ของสุริยกษัตริย์ยังมีปราฏฎตามที่ต่าง ๆ ในพระราชวังแวร์ซายเช่นที่นาฬิกาบนยอดมุขด้านหน้าของพระราชวัง






เมื่อแถวมาถึงแนวรั้วหน้าพระราชวังผมก็ใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ เปลี่ยนให้ครูดารินทร์เข้าคิวแทนบ้าง






ส่วนสาวโค้ทเขียวรายนี้ไม่สนอะไรทั้งสิ้นของีบเอาแรงดีกว่า แต่ผมรู้สึกเป็นห่วงแทนเพราะคิวขยับไปตั้งไกลแล้วหล่อนก็ยังนั่งไม่ไหวติง ช่างหลับได้หลับดี






ปากทางเข้าชมพระราชวังเป็นอาคารรูปกล่องสี่เหลี่ยมโค้งยื่นออกมา กว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ใช้เวลาไปอีกเกือบ 45 นาที เร็วกว่าตอนซื้อตั๋วนิดหน่อย






ผมขอจบเรื่องพระราชวังแวร์ซายไว้ตรงนี้ก่อน ส่วนรายละเอียดนับจากนี้ ผมขอนำไปเขียนลงใน arty4you.net จะดูเข้าท่ากว่า เนื่องจากเนื้อหาส่วนใหญ่หนักไปทางศิลปะ ติดตามไปได้ครับ






สำหรับตอนนี้ชมอัลบั้มภาพความอลังการเหลืองอร่ามของรั้วและหลังคาพระราชวังไปก่อนนะคัรบ



Chateau de Versailles



 

แก้ไขล่าสุด ใน ก.พ.072012

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 532 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน