สู่ Stonehenge - Roman Bath

ธ.ค.162011

 

ถ้าอ่านเรื่องกินและเที่่ยวของผมกับครูดารินทร์ที่ผ่านมา ก็จะเห็นว่ามีการเดินทางวิธีเดียวคือการขับรถไปเท่านั้น เพราะผมถือว่าวิธีนี้ตอบโจทย์ของผมได้ทุกกรณี ไม่ว่าเรื่องการเดินทาง สถานที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก และความสะดวกอื่น ๆ แต่เหตุผลสั้น ๆ ก็คือผมเป็นคนชอบขับรถเที่ยวแค่นั้นเอง ฉนั้น ในการท่องยุโรปของผมครั้งนี้จึงต้องหาเรื่องขับรถเที่ยวสักครั้ง จะได้เป็นประสบการณ์ชีวิต เพราะประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงก็หาเรื่องขับรถเข้าไปเที่ยวมาเกือบครบแล้ว ทั้งพม่า (ด้านท่าขี้เหล็ก แม่สาย) ลาวเหนือ ลาวใต้ มาเลเซีย ขาดแต่กัมพูชายังไม่กล้าไป แต่คงไม่นานเกินรอ งานนี้นอกจากจะสนองตันหาในการขับรถเที่ยวแล้ว ยังจะได้ประสบการในการเช่ารถในต่างแดนด้วย ที่สำคัญอุตส่าห์เสียเงินทำใบขับขี่สากลไปแล้ว ใช้ให้คุ้มหน่อย

 

 

ตามโปรแกรมเดิมของผมที่กำหนดไว้ตั้งแต่เมืองไทย ก็คือเช่ารถขับเที่ยวตอนใต้ของฝรั่งเศษ แต่มีการเปลี่ยนแปลงดังที่เขียนไว้ในเรื่อง eurostar ส่วนในอังกฤษก็วางแผนไว้เหมือนกันว่าถ้ามีเวลา ก็จะเช่ารถขับขึ้นเหนือไปถึงสก๊อตแลนด์ถ้าเป็นไปได้ แต่เนื่องจากไม่มีเวลาจึงได้แต่ขับจากบ้านน้องสาวผมที่เมือง Eastbourne ไปชมแท่งหิน Stonehenge และโรงอาบน้ำโรมันที่เมือง Bath (เส้นสีน้ำเงิน) แล้วขับเป็นวงกลมกลับบ้าน (เส้นสีแดง) รวมระยะทางประมาณ 340 ไมล์ หรือกว่า 500 ก.ม. เป็นประสบการณ์ที่ต้องลุ้นกันตลอดทาง ขาไปไม่เท่าไหร่แต่ขากลับต้องลุ้นกันจนเหนียวมือทีเดียว





ตอนแรกก็กะจะเช่ากับบริษัทเช่ารถระดับอินเตอร์ เช่น AVIS และ Europecar แต่พอค้นในเว็บแล้วปรากฎว่าเมือง Eastbourne ที่ผมพักนั้นไม่มีสำนักงานของบริษัทรถเช่าดังกล่าวเลย มีแต่เมืองใกล้เคียงเช่น Brighton เป็นต้น ทำให้ไม่สะดวกในการรับและคืนรถ ฉนั้น จึงต้องเช่าจากบริษัทรถเช่าท้องถิ่นซึ่งก็หาได้ในเว็บ ผมเลือกได้บริษัทหนึ่ง หลังจากโทรคุยกันจนได้เงื่อนไขที่พอใจแล้วจึงไปทำสัญญาเบื้องต้นกันที่บริษัทซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่บ้านล่วงหน้าหนึ่งวัน วันรับรถจะได้ไม่เสียเวลา ในตอนนี้ยังไม่มีค่าใช้จ่าย เอาไว้จ่ายในวันรับรถ





เอกสารในการเช่ารถก็คือพาสปอร์ตและใบขับขี่สากล ขอแทรกเรื่องการทำใบขับขี่สากลสักนิดหนึ่งเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจ สมัยนี้การทำใบขับขี่สากลไปทำที่ขนส่งจังหวัดไหนก็ได้ ไม่ต้องเป็นท้องที่ออกใบขับขี่ อย่างผมมีใบขับขี่ตลอดชีพออกที่ขนส่งกทม. มายื่นที่ขนส่งเชียงใหม่เพราะใกล้บ้าน จากประสบการณ์ผมว่าทำที่ต่างจังหวัดสะดวกกว่า กทม.เยอะ ผมใช้เวลานั่งรอยื่นเอกสารไม่ถึงครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นนัดให้มารับใบขับขี่อีกประมาณชั่วโมงหนึ่ง ผมเคยไปทำที่ขนส่งหมอชิตใช้เวลาตั้งครึ่งค่อนวัน แถมหาที่จอดรถยากอีกต่างหาก สำหรับเอกสารประกอบการยื่นทำใบขับขี่สากลนอกจากสำเนาบัตรประชาชนและใบขับขี่ ก็คือ รูปถ่าย 2 นิ้วสองใบ สำเนาพาสปอร์ตพร้อมตัวจริง แต่ผมไม่มีตัวจริงเพราะกำลังยื่นวีซ่าอยู่ ก็ไม่เป็นไร ค่าธรรมเนียมอีก 505 บาท ใบขับขี่สากลมีอายุ 1 ปี ไม่สามารถต่ออายุได้ หมดแล้วหมดเลย




ตอนแรกผมตั้งใจจะเช่ารถแค่ 1 วัน เพราะดูเส้นทางแล้วไปกลับได้ แต่เนื่องจากวันที่ผมเช่าเป็นวันเสาร์ บริษัทเปิดครึ่งวัน วันอาทิตย์ปิดจึงไม่สามารถนำรถมาคืนได้ กว่าจะคืนได้ต้องเป็นวันจันทร์โน่น ทำให้ต้องเช่า 2 วัน คือเพิ่มวันอาทิตย์อีกวันหนึ่ง ไปคืนในวันจันทร์ไม่เกิน 9 โมงเช้า   ค่าเช่ารถ 2 วัน และค่าอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น 53 ปอนด์  ราคานี้สำหรับรถขนาดกลาง ถ้าเป็นรถขนาดใหญ่ราคาจะสูงขึ้นอีก ราคานี้ผมว่าใช้ได้ไม่แพงเลย และไหน ๆ ก็เช่าแล้ว วันอาทิตย์จะได้ขับไปช้อปปิ้งเอ้าเล็ทที่ใหญ่และมีชื่อแห่งหนึ่งคือ Bicester Outlet ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงลอนดอนเสียเลย เพราะมีโปรแกรมอยู่แล้ว






รถคันที่ผมเช่าเป็นฟอร์ดรุ่นเฟียสต้าสภาพใหม่เอี่ยม รถรุ่นนี้เมืองไทยขายดีพอสมควร แต่คันนี้เป็นรุ่น 1.4 ดีเซล ซึ่งเมืองไทยไม่มีขายมีแต่รุ่นเบ็นซิน ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมในเมืองไทยไม่นิยมรถเก๋งเครื่องดีเซลทั้ง ๆ ประหยัดน้ำมันกว่ามาก การเดินทางทริ้ปนี้รวมค่าเช่ารถและค่าน้ำมันแล้ว ถูกกว่าค่ารถไฟไปลอนดอนและค่ารถไฟไปเมือง Bath รวมทั้งค่ารถไป Stonehenge พอสมควร นี่ถ้านั่งเต็มรถสักสี่คนแล้วหารค่าใช้จ่ายกันก็จะประหยัดไปอีกเยอะเลย






ในวันเดินทางกว่ารับรถได้ก็มีขั้นตอนอีกพอสมควร มีการกรอกเอกสารเพิ่มเติมกับเช็คเอกสารตัวจริงกันอีกรอบพร้อมกับนำไปถ่ายเอกสารแนบ มีอยู่ตอนหนึ่งช่วงตรวจดูพาสปอร์ต เจ้าหน้าที่สาวร่างท้วม (มาก) เงยหน้ามาบอกผมว่าอายุเกินแล้วขับรถไม่ได้ ทำเอาผมตกใจมันเป็นไปได้ไง เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าอายุเกินเจ็ดสิบแล้วเขาห้ามขับรถ ผมต้องบอกให้คำนวนวันเดือนปีเกิดใหม่อีกทีซิ เพราะเรายังเอ๊าะอยู่เลย สักพักหล่อนขอโทษขอโพยใหญ่บอกว่าคำนวนเลยไปหนึ่งหลัก ฉนั้น ใครที่อายุใกล้เจ็ดสิบแล้วรีบไปเช่ารถขับซะก่อนที่จะไม่มีสิทธิ์


มีอยู่ขั้นตอนหนึ่งที่ผมเห็นว่าดีมาก ๆ ก็คือหลังจากเรียบเรียงเอกสารทั้งหมดเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะให้ผมเซ็นชื่อ เจ้าหล่อนก็เอาเอกสารเหล่านั้นมากางต่อหน้าผมแล้วอ่านเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ฟังเป็นข้อ ๆ เพื่อให้รับทราบ บางข้อก็เป็นคำถาม เช่น ในรอบสามเดือนหกเดือนมานี้เคยขับรถจนเกิดอุบัติเหตุไหม ? เคยถูกตัดแต้มใบขับขี่ไหม ?ฯลฯ ผมตอบตามจริงว่าโนลูกเดียว หล่อนก็ติ้กลงในช่ิอง No  หลังจากนั้นจึงจะให้เซ็นชื่อ ที่ผมเห็นว่าดีก็คือในเมืองไทยเราไม่มีกระบวนการอย่างนี้เลย ส่วนเราก็มีนิสัยเสียไม่เคยอ่านสัญญงสัญญาอะไรเลย เขาให้เซ็นก็เซ็น (แต่ก็อย่างว่าเงื่อนใขท้ายสัญญาทั้งหลายส่วนใหญ่ก็มักจะพิมพ์ตัวเล็กนิดเดียว แทบจะใช้แว่นขยายส่องจึงจะอ่านออก)






ในเอกสารมีอยู่ข้อหนึ่งระบุว่าให้ขับได้แค่วันละไม่เกิน 100 ไมล์ ถ้าเกินนั้นต้องจ่ายไมล์ละ 0.15 ปอนด์  VAT ต่างหาก ผมจึงโวยทันทีเพราะเคยคุยกันทางโทรศัพท์ ตกลงกันอย่างมั่นเหมาะว่าค่าเช่าราคานี้สามารถวิ่งได้ไม่จำกัดระยะทาง ไม่งั้นไม่ตกลงเช่าหรอก เจ้าหล่อนคนเดิมจึงหันไปถามพนักงานที่นั่งทำงานอยู่ว่าเมื่อวานนี้ใครรับโทรศัพท์รายนี้ มีคนหนึ่งยกมือขึ้นบอกว่าหนูเองค่ะ หล่อนจึงถามต่อว่าแล้วได้ตกลงแบบนี้ใช่หรือเปล่า เธอคนนั้นก็บอกว่าใช่จ้ะ หล่อนทำท่าหัวเสียนิดหนึ่ง แต่ก็แก้ไขให้เป็น Unlimited แหม..เกือบไป เพราะถ้าตามเงื่อนไขนี้ ผมใช้รถสองวันวิ่งไป 651 ไมล์ จะมีระยะทางเกินลีมิท 451 ไมล์ ๆ ละ 15 เพนนี ทำให้ต้องจ่ายเพิ่มอีก 63.15 ปอนด์ หรือสามพันกว่าบาท ยังไม่รวม VAT เมื่อนำมาบวกกับค่าเช่ารถแล้วก็ไม่ถูกเหมือนที่คิดแต่แรก แสดงว่ามีแอบหมกเม็ดไว้เหมือนกัน และที่เขายินยอมแก้ไขตามที่ได้ตกลงกันไว้ทั้ง ๆ ที่ไม่มีลายลักษณ์อักษร ผมมาทราบภายหลังว่า ที่อังกฤษถ้าใครได้ตกปากรับคำหรือสัญญาอะไรไว้กับใครละก็ จะบิดพริ้วไม่ได้ไม่งั้นถูกฟ้องตาย ถ้าเมืองไทยทำแบบนี้บ้าง เซลล์ขายประกัน เซลล์ขายบัตรเครดิต เซลล์ขายรถที่ชอบมั่ว ๆ แอบลักไก่ หากินลำบากแน่


และสืบเนื่องจากกรณีคล้ายกันนี้ทำให้ผมได้ความรู้ใหม่อีกว่า ตามห้างหรือตามร้านค้าต่าง ๆ ที่ติดป้ายลดราคาสินค้าโดยมีราคาเก่าขีดฆ่าเทียบอยู่ด้วย ราคาเก่าต้องเป็นราคานั้นจริง ๆ ไม่ใช่เขียนบวกเพิ่มขึ้นแล้วขีดฆ่าให้ดูเหมือนว่าราคาลดลงเยอะ เหมือนที่นิยมกันในบางประเทศ เพราะถ้าสืบรู้มาว่าไม่ใช่ราคาที่เคยขายจริงละก็ถูกฟ้องหัวโตแน่


ในเงื่อนไขการเช่ารถยังมีอีกข้อหนึ่งสำหรับผู้เช่าที่ไม่มีถิ่นพำนักในประเทศอังกฤษ ต้องวางเงินประกันค่าเสียหาย 1000 ปอนด์ จะคืนให้หลังจากส่งคืนรถในสภาพเรียบร้อย ถ้าชำระด้วยบัตรเครดิตก็จะถูกตัดยอดไว้ก่อนเช่นเดียวกัน ในสลิปบัตรเครดิตตอนชำระวันแรก ผมเห็นว่ามีตัวเลขเพิ่มจากค่าเช่ารถอีก 1000 ปอนด์ แต่หลังจากคืนรถ ก็จะได้สลิปอีกใบหนึ่งที่มีแต่ค่าเช่ารถ ค่าประกันหายไปแล้ว ตอนแรกผมก็กังวลว่ามันจะตัดออกจริงหรือเปล่า แต่ในใบแจ้งยอดบัตรเครดิตล่าสุดแจ้งมาแล้ว มีเฉพาะค่าเช่ารถเท่านั้น






ได้เวลารับรถเสียที เอกสารข้างบนคือรายการชิ้นส่วนสิ่งของที่ติดมากับรถ รวมทั้งสภาพของรถที่จะต้องตรวจสอบด้วยกันอย่างละเอียด เจอตำหนิตรงไหนก็บอกเสียก่อนเพื่อลงบันทึกไว้ ซึ่งผมได้ให้บันทึกรอยเล็ก ๆ ที่กันชนหน้าไว้  หลังจากคืนรถจะต้องนำเอกสารใบนี้ได้มาเช็คอีกครั้งหนึ่ง ถ้าจะให้ดีควรถ่ายรูปไว้ด้วยซ้ำไปแต่ทำไมผมลืมข้อนี้ไปได้ก็ไม่รู้ โชคดีที่ไม่มีปัญหา ถ้าสังเกตุเอกสารในข่องหมายเลข 17 Spare Wheel หรือยางอะไหล่ มีรอยวงตรงคำว่า No เมื่อเปิดดูท้ายรถก็ไม่มียางอะไหล่จริง ๆ แต่มีสเปรย์รูปร่างและขนาดเหมือนกับกระป๋องนมมะลิแทน ข้างกระป๋องพิมพ์ว่า Slim Inflation Kids เขาบอกว่าเวลายางแบนก็ให้ใช้สเปรย์นี้ ผมเห็นว่าเข้าท่าทีเดียว คิดว่าจะซื้อมาใช้บ้างแต่ก็ไม่ได้ซื้อ ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีขายหรือเปล่า เพราะมีประโยชน์มากสำหรับรถติดแก้สที่ใช้ถังโดนัทแทนที่ยางอะไหล่






หลังจากขับรถออกจากบริษัท อันดับแรกก็ต้องไปเติมน้ำมันก่อนเพราะมีติดมาแค่ก้นถัง เงื่อนไขการเติมน้ำมันในการเช่ารถนี้ ตอนแรกผมคิดว่าเหมือนกับการเช่าแท้กซี่เมืองไทย คือเต็มถังออกมาและเวลาคืนก็ต้องเติมให้เต็มถัง แต่ที่นี่ตรงกันข้ามคือตอนส่งคืนมีเหลือเท่าไหร่ก็ได้ขอให้ขับมาถึงบริษัทก็แล้วกัน ถ้าเหลือมากกว่าตอนรับรถออกไป ก็จะไม่มีการคิดส่วนต่างคืนให้ พนักงานที่ส่งมอบรถพูดติดตลกว่าถ้าเกินมาก็ช่วยไม่ได้ จะไม่นำไปหักลบกับค่าเช่าและไม่ดูดออกให้ด้วยนะ ฉนั้นต้องคำนวนให้ดี ผมคำนวนพลาดไปนิดหนึ่งทำให้เหลือเกินมาตั้งขีดหนึ่งคิดเป็นเงินไทยก็หลายร้อยบาท เพราะคาดการบริโภคน้ำมันผิดไป ฟอร์ดเฟียสต้าดีเซลคันนี้ประหยัดเกินคาด






ปั้มน้ำมันที่ประเทศอังกฤษมีน้ำมันให้เลือกเติมแค่สองชนิดคือเบ็นซินไร้สารตะกั่วกับดีเซลเท่านั้น และราคาสูสีกันแต่น้ำมันดีเซลแพงกว่าเบ็นซินหน่อยหนึ่ง ตรงกันข้ามกับบ้านเราซึ่งดีเซลถูกกว่ามาก ราคาน้ำมันที่ติดหน้าปั้มมีหน่วยเป็นเพนนีคิดเป็นเงินไทยก็ตกลิตรละเกือบเจ็ดสิบบาท ดูเหมือนแพงแต่ถ้าคิดถึงค่าครองชีพและรายได้ของคนที่นี่แล้ว ผมว่าจะถูกกว่าเมืองไทยด้วยซ้ำ






ทุกปั้มน้ำมันไม่มีเด็กปั้มคอยให้บริการเหมือนบ้านเรา ที่นี่ต้องเติมเองและไปจ่ายเงินเองที่เคาน์เตอร์ร้านสะดวกซื้อข้างใน โดยเพียงบอกหมายเลขหัวจ่ายที่เราเติมเขาก็จะคิดเงินออกมาเอง ผมขอเล่าการเป็นเด็กปั้มน้ำมันของผมในเมืองอังกฤษซึ่งทำงานครั้งแรกก็เจองานเข้าแล้ว คือว่าพอเอาหัวจ่ายมายัดเข้ากับถังน้ำมันยัดยังไงก็ไม่ลงมันติดอยู่ที่ลิ้นปากถัง ดูหัวจ่ายก็เป็นน้ำมันดีเซลถูกต้อง พยายามอยู่ตั้งนานก็ไม่สำเร็จ จนคนขับรถหนุ่มใหญ่ที่มาจ่อคิวถัดไปต้องเปิดประตูรถออกมาดู ผมจึงบอกตามตรงว่า รถคันนี้เพิ่งเช่ามาไม่รู้ว่าเขาเติมน้ำมันกันยังไง โปรดช่วยผมหน่อย หนุ่มท่าทางใจดีคนนี้ก็คว้าหัวจ่ายมาสอดเอียงซ้ายขวาแป้ปเดียวก็เข้าได้แล้ว อ้อ..มันต้องมีท่าพิกแพลงนิดหน่อย ผมเล่นดันเข้าตรง ๆ มันเลยไม่เข้า






ปั้มน้ำมันในอังกฤษส่วนมากจะมีขนาดเล็กไม่ใหญ่โตกว้างขวางเหมือนบ้านเรา ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือเรื่องห้องน้ำซึ่งปั้มน้ำมันบ้านเราถือเอาสิ่งนี้เป็นจุดขาย ทุกปั้มจะมีเรียงกันเป็นตับแยกหญิงชายชัดเจน แต่ที่โน่น ยกเว้นปั้มที่เป็นจุดพักรถแล้ว ห้องน้ำตามปั้มทั่วไปมีเพียงห้องเดียวหรือสองห้องเท่านั้น และเป็นห้องน้ำรวม แถมยังแอบอยู่ในร้านสะดวกซื้อเสียอีก  ผมกับครูดารินทร์เข้าไปใช้บริการไม่มีครั้งไหนที่ไม่ต้องเข้าคิว






การเช่ารถครั้งนี้หากต้องการเครื่องมือนำทางหรือเครื่อง GPS จะต้องเสียเงินเช่าต่างหาก ผมไม่ได้ถามว่าราคาเท่าไหร่เพราะไม่ได้เช่า แต่ยืมเครื่องของน้องสาวผมมาใช้ซึ่ง GPS เครื่องนี้ยี่ห้อ tomtom จึงเรียกติดปากว่าทอมทอม ถ้าพูดคำว่าทอมทอมก็หมายถึง GPS






ทริปครั้งนี้ผมต้องขอบคุณน้องทอมคนนี้ ที่ช่วยนำทางได้อย่างดีเยี่ยม บอกทางตั้งแต่ออกจากบ้านจนเลี้ยวเข้าบ้านอย่างไม่ผิดพลาด ตลอดทางได้ยินเสียงน้องทอม (เป็นผู้หญิงครับ) พูดกรอกหูตลอดเวลา จนบัดนี้ผมยังจำเสียงสำเนียงน้องทอมได้ เช่น ".....เทิ้นเหลฟ....เทิ้นไร้ท์...เน็คซ์ฮั้นเดรดหยาด คี้ฟเหลฟ..ทู้ว์ฮันเดรดหยาด เิทิ้นไร้ท์..คี้ฟราวด์อะเบ้าท์...เธิร์ดเอ๊กสิท..ฯลฯ.." ก้องอยู่ในหู





การใช้เครื่องมือนำทางหรือ GPS ครั้งนี้เป็นการใช้ครั้งแรกในชีวิต ในเมืองไทยผมไม่เคยใช้เลย ต่อไปนี้คงหามาใช้บ้างแล้ว น้องทอมทอมนอกจากจะบอกเส้นทางได้อย่างละเอียดถูกต้องแล้ว ยังบอกว่ามีกล้องถ่ายรูปดักอยู่ตรงไหนบ้าง ตรงนี้สำคัญมาก เท่าที่ผมสังเกตุก็จะตรงเป๊ะทุกครั้ง หรือบอกว่าตอนนี้เข้าเขตควบคุมความเร็วแล้วนะ ขับเลยไปอีกหน่อยก็จะเห็นป้ายกำหนดความเร็วทันที มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนออกจากเมือง Salisberry ผมเลี้ยวผิดจากคำสั่งไปไกลโข น้องทอมก็บอกเส้นทางใหม่แต่เส้นทางนี้เป็นถนนเล็ก ๆ ลัดเลาะไปตามทุ่งนาเปลี่ยวมาก ขับไปหลายกิโลเหมือนกัน แทบไม่เจอสิ่งมีชีวิตเลย จนผมชักหวั่นใจ แต่สักพักก็เลี้ยวเข้าสู่เส้นทางเดิม






ถนนในอังกฤษเท่าที่ผมได้สัมผัส จะมีสามประเภทใหญ่ ๆ คือ ถนนมอเตอร์เวย์ หมายเลขถนนนำหน้าด้วยตัว M มีลักษณะตามมาตรฐานมอเตอร์เวย์ทั่วไป แต่มอเตอร์เวย์ที่นี่ให้ขึ้นฟรีไม่มีด่านเก็บเงินซักแห่ง ประเภทต่อมาคือถนนทั่วไปหมายเลขถนนนำหน้าด้วยตัว A ถ้าเป็นบ้านเราก็คงเทียบได้กับถนนที่มีเลขตัวเดียวหรือสองตัว เช่นสาย 1  สาย 4 สาย 11 เป็นต้น ถนนประเภทนี้แม้ไม่ใช่มอเตอร์เวย์ แต่มีรั้วกั้นกลางถนนตลอดไม่มีที่กลับรถกลางถนนให้เห็นเลย ผมว่าถ้ามีก็คงไม่มีทางกลับรถได้ เพราะถนนทุกเส้นมีรถวิ่งเป็นสายตลอดเวลา แม้ค่ำคืนดึกดื่นก็เห็นวิ่งกันไม่ขาดระยะ ไม่รู้ว่ามันวิ่งไปไหนกันนักหนา






ถนนอีกประเภทหนึ่งหมายเลขถนนนำหน้าด้วยตัว A เหมือนกัน แต่มีแค่สองเลนรถวิ่งสวนกันได้ ถ้าเปรียบบ้านเราก็คงเป็นถนนที่มีหมายเลขสามตัวสี่ตัว แต่ถนนที่นี่ค่อนข้างแคบและไม่มีไหล่ถนนเหมือนบ้านเรา แต่ทุกเส้นก็มีรถวิ่งสวนทางกันตลอดเวลาเช่นเดียวกัน






ถนนทุกประเภทตามขอบถนนจะตีเส้นทึบห้ามจอดตลอดเวลา แต่จะจัดที่เว้าเข้าไปให้จอดเป็นระยะแต่ละจุดก็ห่างกันพอสมควร






นอกจากนี้ตามจุดจอดรถใหญ่ ๆ บนถนนเส้นหลักก็จะมีซุ้มขายอาหารเครื่องดื่มไว้บริการ แต่ทุกแห่งไม่ยอมมีห้องน้ำ สงสัยคนแถวนี้เขาไม่ปวดท้องฉี่กันบ้างหรือไง ทั้งที่อากาศเย็น







แม่ค้าร้านนี้นิสัยดียิ้มแย้มแจ่มใส ยินดีให้ถ่ายรูปเป็นอย่างดี






มาดูรายการอาหาร ว่าฝรั่งเขากินกันยังไง ผมพยายามมองหาตั้งนานไม่ยักมีไก่ย่าง ส้มตำ ข้าวเหนียว






แต่พ่อค้าร้านนี้ดุมากสมกับรูปร่างหน้าตา พอเห็นผมจะถ่ายรูปหน้าร้านตรง ๆ เขาชูมีดปังตอด้ามเบ้อเริ่มชี้หน้าด่าขึ้นมาทันทีว่า อย่าถ่ายนะ (โว้ย) อยู่ดี ๆ จะมาถ่ายรูปโดยไม่บอกไม่กล่าวได้ยังไง... ผมเห็นท่าไม่ดีจึงไม่รอช้ารีบขันรถเผ่นออกมาทันที ครูดารินทร์หน้าซีดเหลือสองนิ้ว






เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งในการขับรถเที่ยวของผมก็คือ ถ้าเจอสองข้างทางตรงไหนสวยหรือมีอะไรน่าสนใจก็จะจอดรถถ่ายรูป ซึ่งในเมืองไทยผมปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำ ในการเช่ารถขับครั้งนี้ผมตั้งใจจะทำเช่นนั้นเหมือนกัน แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ผ่านสถานที่สวย ๆ หลายแห่ง ไม่สามารถจอดถ่ายรูปได้ดังใจเหมือนบ้านเรา พอถึงจุดที่เขาให้จอดได้วิวก็ไม่สวยอีก บางแห่งผมจึงใช้วิธีเลี้ยวเข้าไปจอดในถนนส่วนบุคคลอย่างตรงนี้ (พร้อมกับแอบยิงกระต่ายด้วย)



ตอนนี้จอดพักชมวิวข้างทางก่อนนะครับ










ข้างรั้วนี้แหละที่ผมแอบไปยิงกระต่ายมาได้ได้ตัวหนึ่ง







ถ้าจะถามว่าจริง ๆ แล้วแอบจอดข้างถนนได้ไหม ผมว่าก็พอได้ เพราะตำรวจก็ไม่มี ตลอดระยะเวลาที่ผมวนไปวนมาบนท้องถนนเมืองอังกฤษยังไม่เคยเห็นตำรวจตั้งด่านตรวจ หรือมีรถตำรวจจอดซุ่มหาเหยื่อตามถนนซักคัน แต่ที่กลัวคือมือที่มองไม่เห็น..เอ้ย..ไม่ใช่ กล้องถ่ายรูปครับ กล่าวกันว่าที่อังกฤษเป็นประเทศที่มีกล้องวงจรปิดมากที่สุดแห่งหนึ่ง และกล้องที่ว่าคงเป็นกล้องจริง ไม่ใช่กล้องดัมมี่ตามที่ผู้ว่าเมืองหลวงประเทศหนึ่งกล่าวหานะครับ ฉนั้น ในการขับรถของผมต้องระมัดระวังร้อยเปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่เรื่องความเร็ว การเปลี่ยนเลน การแซง การจอด  และต้องกะระยะให้ดีถ้าเจอเส้นตาหมากรุกบนถนนจะได้ไม่ไปจอดคาเส้น ถ้าได้ยินเสียงไซเรนรถฉุกเฉิน ต้องชิดซ้ายจอดทันที เวลาจะขับผ่านทางม้าลายต้องกวาดสายตาดูให้ทั่วว่ามีใครแหย่เท้าลงบนถนนหรือยัง ถ้ามีต้องจอดทันทีเพราะหากเกิดกล้องจับภาพได้ว่าไม่จอดให้คนข้ามหรือจอดคาเด่อยู่กลางทางม้าลายแล้วละก็ เตรียมรับใบสั่งได้เลย แต่ถ้าถึงคราวซวยไปเฉี่ยวชนใครบนทางม้าลายเข้าอีก งานนี้ดูไม่จืดแน่ ถึงขั้นติดคุกทีเดียวนะจะบอกให้






มีความเคยชินอีกอย่างหนึ่งสำหรับคนไทยที่ไปขับรถที่โน่นพึงระมัดระวังก็คือการกระพริบไฟหน้า  เพราะในเมืองไทยเป็นที่เข้าใจกันว่าการกระพริบไฟคือการขอทางเป็นการบอกให้รถข้างหน้ารู้ว่า ขอฉันไปก่อนนะฉันกำลังรีบว่างั้นเถอะ ยกตัวอย่างเวลาเรากำลังจะกลับรถหรือกำลังจะเลี้ยวขวาถ้าเห็นรถสวนทางมากระพริบไฟละก็ ต้องจอดให้รถที่สวนทางมาผ่านไปก่อน แต่ที่อังกฤษจะมีความหมายตรงกันข้าม การกระพริบไฟหมายถึงการให้ทาง เมื่อกระพริบแล้วก็จะชลอหรือหยุดให้รถคันที่จะกลับรถหรือเลี้ยวขวาไปก่อน ลองคิดดูถ้าเกิดคนหนึ่งคิดแบบไทยและอีกคนหนึ่งคิดแบบอังกฤษแล้วจะเกิดอะไรขึ้น กรณีนี้เคยเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นคนไทยเสียชีวิตมาแล้ว รู้สึกว่าจะเป็นลูกคนดังด้วย ฉนั้นเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม เรื่องการกระพริบไฟหน้ารถนี้บ้านเรายังก้าวหน้าไปอีกขั้น คือใช้ไล่รถคันหน้าที่ขวางหูขวางตาหลบไปให้พ้น ๆ และมักจะใช้ร่วมกับการขับจี้ตูดพร้อมกับขับเบี่ยงซ้ายที ขวาที สลับกับกระพริบไฟถี่ ๆ ทำแบบนี้ไม่นานเกินรอ รถคันหน้าต้องหลบชิดซ้ายไปแต่โดยดี พร้อมกับคำสวดอวยพรตามหลังไปไม่มากก็น้อย แต่บางครั้งถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆ ก็พออนุโลมได้






การขับรถของผมในวันนั้นเรียกว่าขับอย่างเรียบร้อยตัวบรรจงเต็มบรรทัดก็ว่าได้ พยายามรักษาความเร็วไม่ให้เกินกำหนด และอีกอย่างหนึ่งไม่ชำนาญเส้นทางต้องคอยดูป้ายและเงี่ยหูฟังน้องทอมทอมไปตลอด ผมว่าคงขับช้ากว่ากำหนดไปหน่อย ทำให้บางช่วงที่เป็นถนนสองเลนมีรถขับตามผมมาเป็นขบวนยาว แต่ก็ขับเว้นระยะกันอย่างมีระเบียบ ไม่มีใครจี้ตูดใคร และไม่มีใครเป็นหน่วยกล้าตายแซงขึ้นมา แม้บางครั้งจะไม่มีรถสวน แต่เนื่องจากถนนเป็นเส้นทึบยาวตลอด จึงขับตามกันมาอย่างเงียบ ๆ ไม่มีใครกดแตรหรือกระพริบไฟไล่ซักคัน แต่พอถึงช่วงที่แซงได้ ผมเห็นคนในรถส่วนใหญ่หันมามองผมกันเป็นแถว บางคนไม่มองเปล่าทำปากขมุบขมิบเหมือนกำลังพูดอะไรบางอย่าง สงสัยอวยพรผมมั้ง






ผมว่าประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีวงเวียนมากจริง ๆ ไม่รู้ว่าจะมีประเทศไหนมีมากเท่านี้หรือเปล่า โดยเฉพาะถนนสายรอง ทางแยกทั้งหลายเป็นวงเวียนแทบทุกแห่ง เว้นแต่บริเวณนั้นมีพื้นที่จำกัดจึงจะเป็นไฟเขียวไฟแดง และก็เพราะวงเวียนนี้แหละที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่ผมพอสมควร ก่อนที่จะเล่าถึงตอนนั้นขอเล่าวิธีการบอกทางของน้องทอมทอมเสียก่อน เมื่อใกล้ถึงวงเวียนน้องทอมก็จะเตือนทุกระยะ 100 หลาซึ่งหล่อนเรียกวงเวียนว่า Roundabout และหลังจากเข้าวงเวียนแล้วแทนที่จะบอกให้เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาหรือตรงไป กลับบอกเป็นหมายเลขทางออกเรียงลำดับจาก  First Exit , Second Exit , Third Exit , Forth Exit ...สำหรับวงเวียนที่เป็นสี่แยกผมขออธิบายให้เห็นภาพก็คือ ทางออกที่ 1 เลี้ยวซ้าย ทางออกที่ 2 ตรงไป ทางออกที่ 3 เลี้ยวขวา ทางออกที่ 4 วกกลับมาทางเดิม หรือไปอีกแยกหนึ่งถ้าเป็นห้าแยก ซึ่งนาน ๆ เจอที คำพูดของน้องทอมสำหรับทางออกที่สองกับที่สี่ไม่มีปัญหาในการฟังเท่าไหร่ แต่ทางออกที่หนึ่งกับที่สามน้องทอมออกเอ๊กเซ้นส์มากไปหน่อยทำให้คำว่า First กับ Third ฟังเผิน ๆ แล้วคล้ายกัน แต้ถ้าตั้งใจฟังโดยตลอดก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เวลาเผลอหรือมัวคุยกันเพลินไปหน่อย ก็ชักไม่แน่ใจว่าให้ออกแยกที่หนึ่งหรือที่สามกันแน่ และพอขับเข้าวงเวียนไปแล้วจะมาดูทิศทางในจอก็ไม่ทันการแล้วต้องตัดสินใจเอาสักแยกหนึ่ง






สำหรับปัญหาดังกล่าวถ้าเป็นเวลากลางวันก็ไม่เท่าไหร่ เพราะก่อนจะถึงวงเวียนและหัวมุมแต่ละแยกจะมีป้ายบอกหมายเลขถนนและชื่อเมืองที่จะไปชัดเจนมองเห็นแต่ไกล มีแม้กระทั่งบนพื้นถนน ไม่ต้องพึ่งน้องทอมก็ยังได้  คอยฟังแต่เสียงครูดารินทร์ที่ถือโพยบอกทางไปตลอดก็ใช้ได้ แต่ถ้าเป็นตอนกลางคืนต้องพึ่งน้องทอมแน่นอน เพราะมองป้ายไกล ๆ ไม่เห็น แต่ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ถ้าเกิดออกผิดช่องบ้างก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวน้องทอมหาเส้นทางใหม่ให้แทน นี่พูดถึงกรณีที่วิ่งบนถนนทั่ว ๆ ไป เพราะชุกชุมด้วยวงเวียน จึงไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีที่กลับรถ แต่ถ้าเลี้ยวผิดแล้วไปขึ้นทางด่วนหรือมอเตอร์เวย์แล้วละก็เรื่องยาวแน่ ซึ่งผมโดนมาแล้วตอนขากลับกว่าจะเจอทางลงแล้วหาทางวนกลับมาได้ ต้องอ้อมไปหลายสิบไมล์ เพราะไปคนละทิศเลย โชคยังดีที่เป็นแค่ทางด่วนสาย A ไม่ใช่สาย M ไม่งั้นกว่าจะเจอทางออกอาจจะวิ่งไปถึงสี่ห้าสิบไมล์ทีเดียว ตอนนั้นมืดสนิทแล้วและแถมฝนยังตกอีกด้วย ทำให้ทัศนวิสัยแย่มาก ต้องทั้งลุ้นทั้งเกร็งจนเหนียวมืออย่างที่พูดไว้ตอนต้นทีเดียว เมื่อหลงผิดเส้นทางไปแล้วโพยที่เตรียมมาก็ไม่มีประโยชน์ ต้องคอยเงี่ยหูฟังน้องทอมทอมลูกเดียว เรียกว่าไม่รู้เหนือรู้ใต้แล้ว ขณะขับอยู่บนมอเตอร์เวย์สาย M 4 ซึ่งเป็นทางยาวเห็นน้องทอมเงียบเสียงไป ชักเสียวเหมือนกันว่าเกิดอาการแฮ้งค์หรือเปล่า แต่พอใกล้ถึงทางขึ้นลงน้องทอมก็ลุกขึ้นมาพูดเสียงแจ๋วต่อ ทำเอาโล่งอก






ผมขับรถไปถึง Stonehenge ประมาณบ่ายโมง หลังจากหลงกันพอหอมปากหอมคอ วันนี้อากาศไม่เป็นใจเลยมีเฆครึ้มกับฝนตกปรอย ๆ ที่จอดรถอยู่อีกฝั่งหนึ่งของทุ่ง  Stonehenge มีรถจอดเต็มทั้งรถส่วนตัวแลัรถทัวร์






อาหารกลางวันท่ามกลางละอองฝน ที่เบลอนั้นไม่ใช่ถูกเซ็นเซอร์แต่เป็นเพราะเลนส์ถูกฝน อารมณ์ตอนนี้เหมือนกับว่าขับรถไปปิคนิคที่ใดที่หนึ่งในเมืองไทย เพราะอาหารมื้อนี้ประกอบด้วยข้าวสวย แกงกะหรี่ไก่ พะแนงหมูกับไข่เค็ม ไปเที่ยวที่ไหนขับรถไปเองมันดีตรงนี้นี่เอง เพราะสามารถขนสะเบียงไปได้อย่างเต็มที่ โต๊ะตรงนี้ไม่มีใครแย่งเพราะลมมันเย็น ส่วนใหญ่จะไปนั่งกันที่ร้านอาหารข้างล่าง







ติดกับร้านขายของที่ระลึกมีร้านอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดอยู่ร้านหนึ่ง แต่ดูแล้วยังไงก็สู้ข้าวแกงของผมไม่ได้แน่





นกเหล่านี้สงสัยรอกินเศษขนมปังถึงไม่ยอมไปไหน






ที่ขายตั๋วแยกสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปกับกรุ้ปทัวร์และช่องพิเศษสำหรับสมาชิก English Heritage อาคารแถวนี้ทาสีเขียวเข้ากับบรรยากาศโดยรวม






ค่าผ่านประตูคนละ 6.80 ปอนด็ ไม่มีราคาพิเศษสำหรับ Senior






ทางเข้าไปชมแท่งหินโบราณต้องผ่านอุโมงค์ลอดถนนไปโผล่ภายในรั้วฝั่งโน้น ใครไม่อยากเสียเงินสามารถข้ามถนนไปเกาะรั้วดูได้ แต่เห็นแค่ลิบ ๆ






ป้ายอิืงค์เจ็ทขนาดใหญ่ตรงทางขึ้น เป็นภาพจำลองแสดงให้เห็นว่าสภาพเดิม ๆ น่าจะมีรูปร่างหน้าตาแบบนี้







พอโผล่ขึ้นไปเห็นสถานที่จริง โอ้โฮ..ทำไมคนเยอะอย่างนี้ นึกสบายใจว่าเราไม่ได้บ้าอยู่คนเดียวที่ข้ามน้ำข้ำทะเลแล้วยังขับรถมาอีกตั้งไกลเพื่อมาชมแท่งหินไม่กี่ก้อนนี้ ยังมีคนร่วมอุดมการณ์อีกแยะ






จึงต้องถ่ายรูปไว้เก็บไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มุมด้านนี้ถือว่าเป็นจุดที่เฉียดใกล้กองหินที่สุด จึงมีนักท่องเที่ยวมายืนออถ่ายภาพกันมาก กว่าจะได้ภาพสองเราโล่ง ๆ แบบนี้ก็ต้องหาจังหวะให้ดีและต้องเข้าเร็วออกเร็ว จะได้ไม่เสียเวลาคิวต่อไป รูปนี้ผมวานให้เพื่อนร่วมอุดมการณ์ชาวจีนเป็นคนถ่าย เดี๋ยวนี้ไปที่ไหนเจอแต่นักท่องเที่ยวชาวจีน ส่วนมากมากันเป็นกรุ้ปใหญ่






มองกลับมายังมุมข้างบนจะเห็นว่ามีลูกค้าใช้บริการมุมนี้อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง






คณะกรรมการมรดกโลกคงกลัวว่าจะมีคนไปโยกหินเล่นหรือกลัวก้อนหินหล่นลงมาทับนักท่องเที่ยว จึงใช้ลวดสลิงกั้นโดยรอบแต่กั้นพอเป็นพิธี ผมว่ากันแบบนี้ดีแล้วจะได้ไม่บดบังทัศนียภาพของแท่งหินประวัติศาสตร์ สงสารหญ้านอกรั้วถูกเหยียบย่ำเสียจนเหลืองอ๋อย






ถ่ายย้อนไปยังเส้นทางที่มาจากเมือง Salisberry ตอนผมขับโผล่มาถึงเนินตรงรถบันทุกลิบ ๆ โน่น มองมาทางนี้พอเห็นทุ่งหญ้ากว้าง และกองหิน Stonehenge อยู่กลางทุ่ง ทำให้ผมพูดกับครูดารินทร์ด้วยความยืดว่า ในที่สุดเราก็ดั้นด้นมาถึงจนได้ เก่งไหมละหลงไม่กี่ครั้งเอง







มุมด้านหลังไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เดินผ่านไป ผมจึงมีเวลาถ่ายรูปโดยไม่ต้องมาไวเคลมไวเหมือนด้านหน้า






สำหรับภาพและรายละเอียดของ Stonehenge ผมนำไปเขียนลงใน http://www.arty4you.net/ โปรดตามไปที่โน่นก็แล้วกัน รวมทั้งเรื่องโรงอาบน้ำโรมันหรือ Roman Bath ที่เมืองบาธด้วย






ขอปิดท้ายด้วยภาพฝีมือครูดารินทร์ ซึ่งให้ความหมายดีมาก


 

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน ธ.ค.232011

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 746 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน