London Eye.

พ.ย.302011

wat*ka*darin's Holiday ตอนที่ 6

 

 

ในปัจจุบัน หนังสือและเว็บไซ้ต์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวประเทศอังกฤษส่วนใหญ่จะต้องแนะนำ London Eye บริษัทที่จัดทัวร์ไปอังกฤษจะต้องบรรจุการขึ้นลอนดอนอายไว้เป็นจุดขายด้วย ตอนก่อนที่ผมจะไปเที่ยวนี้ก็มีผู้แนะนำว่าอย่าลืมขึ้นลอนดอนอายนะ แม้ตอนกลับมาแล้วก็ถูกถามว่า ไปลอนดอนได้ขึ้นลอนดอนอายหรือเปล่า ? ฉนั้น มีหรือผมจะพลาดการขึ้นชิงช้าสวรรค์ยักษ์แห่งนี้

 

 

ผมกับครูดารินทร์นั่งรถใต้ดินไปลงที่สถานีเวสต์มินสเตอร์ ซึ่งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำเทมส์เยื้อง ๆ กับลอนดอนอาย

 

 

 

 

เดินข้ามสะพานเวสต์มินสเตอร์ ซึ่งเชิงสะพานเป็นที่ตั้งของอาคารรัฐสภาและหอนาฬิกาบิ้กเบน วันนี้บรรยากาศไม่เป็นใจเลยเลย มีฝนตกพรำ ๆ ท้องฟ้าขมุกขมัว แต่ก็เป็นสภาพอากาศปกติในหน้านี้ของกรุงลอนดอน



 

 

 

ได้แต่ปลอบใจตนเองว่าเดี๋ยวพอขึ้นชิงช้าสวรรค์ยักษ์แล้วท้องฟ้าคงเปิดให้ถ่ายรูปสวย ๆ บ้าง ไม่ใช่ทึม ๆ แบบนี้






แม้ว่าอากาศจะเป็นแบบนี้ แต่ผู้คนซึ่งก็คงเป็นนักท่องเที่ยวซะเป็นส่วนใหญ่ ก็ไม่ย่อท้อ เดินกันเต็มสะพาน ไม่รู้ว่าตั้งใจจะมาขึ้นลอนดอนอายเหมือนผมหรือเปล่า






แต่ส่วนหนึ่งก็คงจะใช่เพราะคิวซื้อตั๋วยาวพอสมควร






ที่ข้างเคาน์เตอร์ขายตั๋ว มีห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งตั้งหุ่นขี้ผึ้งเดวิด เบ็คแฮม ยืนอยู่เดียวดาย คงตั้งไว้ยั่วกิเลส เพราะถ้าซื้อตั๋วขึ้นลอนดอนอายควบกับตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซด์ จะได้ราคาพิเศษ ถ้าใครมีโปรแกรมนี้อยู่แล้วก็ควรซื้อควบไปเลย เพราะราคาถูกลงหลายปอนด์ทีเดียว ตอนแรกผมก็กะจะซื้อไว้เหมือนกัน แต่คิดอีกทีเป็นการผูกมัดตนเองเกินไปจึงยังไม่ซื้อ เพราะโปรแกรมของผมเอาแน่เอานอนไม่ได้ ซึ่งก็นับว่าตัดสินใจถูกเพราะเอาเข้าจริง ๆ ไม่มีเวลาเลย แต่โชคดีได้ไปชมพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซด์ที่กรุงอัมสเตอร์ดัมแทน






ที่ด้านหลังตั๋วระบุว่านอกจากพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซด์ยังมีสถานที่เที่ยวในเครือเดียวกันอีกสามแห่ง ที่สามารถซื้อตั๋วควบได้ในราคาพิเศษ






เคาน์เตอร์ขายตั๋วมีฟักทองลูกเบ้อเริ่มวางอยู่ เนื่องจากอยู่ในช่วยเทศกาลฮัลโลวีน ผมพยายามจะถ่ายเคาน์เตอร์ที่คนกำลังซื้อตั๋ว แต่ถูก รปภ.โบกไม้โบกมือห้ามถ่าย พอจ่ายค่าตั๋วเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ขายตั๋วถามว่าจะเอาโบรชัวส์ลอนดอนอายทีวางเสียบอยู่บนเคาน์เตอร์ไหม ผมแกล้งถามว่าฟรีหรือเปล่า เพราะผมแอบเห็นคนข้างหน้าจ่ายเล่มละหลายปอนด์เหมือนกัน เขาบอกโน ผมก็เลยตอบโนบ้าง






ตั๋วสำหรับผู้ใหญ่ราคา 18.60 ปอนด์  ส่วนคนแก่ เอ้ย..ผู้สูงอายุราคา 15.00 ปอนด์ ไปเที่ยวคราวนี้ถ้ามีการซื้อตั๋วที่ไหนก็ตาม ผมก็จะถามดักคอทุกครั้งว่ามีตั๋วราคา Senior หรือเปล่า เผื่อฟลุ้ค เพราะบางทีเขาไม่ได้ขึ้นป้ายไว้ แหม..ถูกไปสองสามปอนด์คิดเป็นเงินไทยก็หลายบาทเหมือนกันนะ สังเกตุในตั๋วจะระบุวันเวลาสิ้นสุดด้วย ฉนั้นตอนซื้อตั๋วต้องวางแผนเวลาให้ดี






หลังจากซื้อตั๋วเสร็จ ก็ถูกต้อนให้เข้าชมภาพยนตร์สี่มิติในบริเวณถัดไป แต่ถ้าใครไม่อยากชมก็สามารถเลี่ยงออกมาได้ ในเมื่อเป็นของฟรีผมกับครูดารินทร์จึงไม่พลาด แต่ตอนหลังจึงรู้ว่าไม่เชิงฟรีเท่าไหร่ มีแฝงธุรกิจนิด ๆ กล่าวคือ ก่อนที่จะเข้าโรงหนังจะต้องผ่านสตูดิโอเล็ก ๆ ข้างหลังเป็นฉากบลูสกรีนให้ไปนั่งถ่ายรูปหน้าฉากนั้น เห็นมีบางคนปฏิเสธก็เดินผ่านไป แต่ส่วนใหญ่รวมทั้งผมด้วยใจง่ายเดินต้อย ๆ เข้าไปถ่าย หลังจากถ่ายเสร็จก็ได้รับบัตรมีหมายเลขคนละใบ ผมนึกแล้วว่ามันจะต้องถ่ายไปซ้อนกับอะไรสักอย่าง และคงไม่ถ่ายฟรีแน่ เตรียมเสียเงินได้ แต่ผมชอบการจัดระบบในการถ่ายรูป คือเขาทำได้รวดเร็วทันใจดี โดยจะเซ็ตกล้องไว้บนเพดานมีสายชัตเตอร์ต่อลงมา เมื่อลูกค้าเข้าไปนั่งในจุดที่กำหนดหน้าฉากบลูสกรีน ช่างภาพก็บอกให้เงยหน้ามองกล้องพร้อมกับดึงสายชัตเตอร์แชะ เสร็จแล้วฉีกบัตรยื่นให้ทันที่ ใช้เวลาแต่ละคนไม่ถึงนาที






ภาพยนตร์สี่มิติจะฉายเป็นรอบ ๆ ละประมาณ 15 นาที แต่ความยาวเฉพาะหนังไม่เิกิน 5 นาที มีเนื้อหาเหมือนกับสารคดีท่องเที่ยวทั่วไปแต่พยายามลากเข้าหาลอนดอนอายให้ได้ โดยมุมกล้องจะเน้นมุมภาพที่เอื้อกับความเป็นสามมิติให้มากที่สุด ส่วนมิติที่สี่ก็คือเอฟเฟคสด ๆ ในโรง อย่างเช่นมังกรพ่นน้ำก็จะมีน้ำจริง ๆ ฉีดออกมาเป็นฝอยปะทะใบหน้าคนดู ภาพเมฆบนท้องฟ้าก็มีการพ่นดรายไอ้ซ์เรี่ยอยู่บนพื้น ช่วงหิมะตกก็มีละอองหิมะเทียมล่องลอยลงมา เป็นต้น อ้อ..มีแจกแว่นสามมิติให้ยืมใช้ก่อนเข้าโรงด้วย






แต่ช่วงสามมิติที่เหมือนจริงมากที่สุด ผมว่าเป็นฉากนกนางนวลบินว่อนบนท้องฟ้า มีความรู้สึกราวกับว่ามันบินเข้ามาหาตัวเราจริง ๆ  มีคนวิ้ดว้ายหลบกันใหญ่ หรือไม่ก็เอามือไล่คว้านกเป็นพัลวัน (รวมทั้งผมด้วย)






หนังจบเดินออกมาโยนแว่นตาใส่ลังที่โถงทางเดิน ด้านหน้าใกล้ทางออกมีคนยืนอออยู่หน้าเคาน์เตอร์ตามภาพข้างบน พอผมเห็นภาพในจอแอลซีดี (เป็นภาพคนอื่นไม่ใช่ภาพนี้) ก็นึกในใจว่าเหมือนที่คิดไว้ไม่มีผิด คือเขาเอาภาพที่ถ่ายหน้าฉากบลูสกรีนมาซ้อนกับภาพลอนดอนอาย จำหน่ายภาพละ 10 ปอนด์ ใครไม่เอาก็ไม่ว่าอะไร แต่ส่วนมากยอมเสียเงินครับ (ที่จริงมีหลายเพ้คเก็จครับ ราคาเท่าไหร่บวกอะไรอีกผมจำไม่ได้แล้ว แต่เฉพาะภาพ 10 ปอนด์นี้เป็นแพ้คเก็จที่ถูกสุด)






ครูดารินทร์แกบอกว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว เอาไว้เป็นที่ระลึกหน่อยก็ดี ผมจึงแทรกเข้าไปยื่นบัตรที่ได้มาตอนถ่ายรูป เจ้าหน้าที่สาวหน้าแขกก็รับไปกดคอมแป้บหนึ่ง ภาพก็ขึ้นหน้าจอ หล่อนชะโงกหน้ามาถามว่าใช่ภาพนี้หรือไม่ พอผมโอเค ก็กดสั่งปริ้นท์ทันทีแต่ต้องรอสักครู่เพราะคิวยาวพอสมควรแม้จะมีปริ้นท์เ้ตอร์เรียงกันเป็นตับอยู่ข้างหลัง ระหว่างยืนรอภาพ ผมลองคำนวนเล่น ๆ จากภาพที่ปริ้นท์ออกมาตลอดเวลา ผมว่าแต่ละรอบน่ามีรายได้หลายร้อยปอนด์ทีเดียว การให้เข้าชมหนังฟรี ๆ นั่นก็คือการถ่วงเวลาในการ Process ภาพนี่เอง ภาพที่ออกมาคือภาพบนนี้ครับ เป็นภาพขนาด 6 X 8 นิ้ว สอดอยู่ในกรอบกระดาษที่ปกมีโลโก้ลอนดอนอาย ผมว่าค่ามันคงอยู่ที่ตรงปกนี่แหละ เพราะดูภาพแล้วก็งั้น ๆ ยังไม่เนียนเท่าไหร่






ต่อจากนั้นก็ได้เวลาออกไปเข้าคิวขึ้นชิงช้าสวรรค์ยักษ์เสียที ปรากฎว่าต้องต่อแถวกันยาวพับไปพับมาหลายทบ ในตอนเข้าคิวนี้มีเจ้าหน้าที่มาขอดูตั๋วพร้อมกับใช้ปากกาเมจิคสะท้อนแสงทำเครื่องหมายไว้บนตั๋ว  ผมสงสัยว่าทำไมโลว์เทคจัง ใช้เช็คกันง่าย ๆ อย่างนี้หรือ แต่ความจริงที่เขาติ้กนั้นมีความหมายมากกว่านั้น สักครู่มีคำตอบ






ระหว่างคิวขยับไปทีละนิด ผมก็ถ่ายรูปไปเรื่อยเป็นการฆ่าเวลา






ลอนดอนอายหรือชิงช้าสวรรค์ยักษ์มีความสูง 135 เมตร ลักษณะเหมือนวงล้อจักรยานหมุนอยู่รอบแกนกลาง ดูเหมือนง่าย ๆ แต่พอเข้าไปดูใกล้ ๆ แล้ว น่าทึ่งพอสมควรและเส้นสายโครงสร้างเหล่านี้ผมว่ามันสวยทีเดียว จึงเก็บภาพไว้แยะทีเดียวตั้งใจว่าจะนำลงใน arty4you.net

 

 

 

 

เสาหนึ่งในสองเสาหลักของลอนดอนอาย

 




 


รอบวงล้อมีแค้ปซูลหรือกระเช้าโดยสารจำนวน 32 กระเช้า แต่ละกระเช้าบรรจุผู้โดยสารได้สูงสุด 25 คน ใช้เวลาหมุน 30 นาที ต่อหนึ่งรอบ






เนื่องจากคิวรอขึ้นชิงช้าสวรรค์ยักษ์ยาวมาก ยาวผ่านทางที่คนจะต้องเดินผ่านไปมา ซึ่งทำให้คิวตรงนี้ไม่ค่อยเป็นระเบียบและเกิดช่องโหว่เพราะมีคนเดินตัดคิวไปมา อาจมีคนหัวใสลักไก่เข้ามาแทรกตรงนี้ จึงต้องมีเจ้าหน้าที่อีกคน ที่เห็นใส่ชุดสีเข้มยืนเอามือไขว้หลัง ขอดูตั๋วอีกครั้งถ้าตั๋วไม่มีเครื่องหมายดังกล่าว ก็แสดงว่าเองลัดคิวมาแน่ ฉนั้นจงไปต่อแถวใหม่ซะดี ๆ เห็นฝรั่งหลายคนโดนแบบนี้ เมื่อมาถึงตรงนี้ผมจึงถึงบางอ้อ รู้แล้วว่าเขาติ้กทำเครื่องหมายบนตั๋วทำไม







ถัดจากด่านดังกล่าวก็จะถึงด่านตรวจกระเป๋าซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่เปิดกระเป๋าถือหรือย่ามให้ดูแว้บหนึ่งแค่นั้นเอง แล้วก็มาถึงด่านช้อปปิ้งขนาดมินิ  ช่วงใกล้จะถึงชิงช้าสวรรค์มีซุ้มขายของขบเคี้ยวอยู่ระหว่างคิวทั้งสองข้าง ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝั่งไหนก็เสียเงินได้ สงสัยคงกลัวคนเข้าคิวนาน ๆ จะหิวหรือเซ็งมั้ง แต่ก็มีคนอุดหนุนกันไม่ขาดเหมือนกันโดยเฉพาะฝรั่งที่อุ้มลูกจุงหลานมาด้วย






จากการสังเกตุของผมตั้งแต่ซื้อตั๋วจนกระทั่งลงจากชิงช้าสวรรค์ยักษ์แห่งนี้ พบว่าทางลอนดอนอายเขามีวิธีดูดเงินในกระเป๋าเราได้ทุกเม็ดทุกช็อตทีเดียว ทั้งนี้ยังไม่นับร้านขายของที่ระลึก ร้านกาแฟ ฯลฯ แม้แต่ตู้ปั้มเรียญที่ระลึกอัตโนมัติตรงทางออก ซึ่งผมก็เกือบเสียเงินแล้วแต่บังเอิญไม่มีเงินเหรียญให้หยอด






กว่าจะได้ขึ้นชิงช้าสวรรค์ก็ใช้เวลาเข้าคิวประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งเวลาแค่นี้ถือว่าไม่นานนักถ้าเที่ยบกับการรอคิวซื้อตั๋วหรือเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ บางแห่งใช้เวลาเป็นชั่วโมงด้วยซ้ำไป






พอเข้าไปในแค้ปซูลแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกับการขึ้นชิงช้าสวรรค์ในงานวัดตอนเด็ก ๆ แต่ชิงช้าสวรรค์ของเรานั่งเบียดกันได้แค่สองคน ส่วนที่นี่จุเต็มที่ได้ถึง 25 คน แต่ให้เข้าไปจริง ๆ ไม่ถึงยี่สิบคนทำให้มีพื้นที่เหลือพอให้เดินชมวิวได้รอบ โดยไม่ต้องแย่งกัน






การหมุนของลอนดอนอายไม่ได้หมุนตลอดเหมือนชิงช้าสวรรค์บ้านเรา แต่จะหมุนช้า ๆ หยุดเป็นระยะ ๆ ตามจังหวะการเข้าออกของผู้โดยสาร ซึ่งเป็นการดีที่จะได้ชมทิวทัศน์หรือถ่ายรูปในแต่ละช่วงที่หยุดได้อย่างเต็มที่






กระเช้าผู้โดยสารในตำแหน่งสูงสุด







แต่ละด้านของแค้ปซูลเขาจะติดชื่อทิศทั้งสี่ไว้ ด้านทิศเหนือ กับทิศใต้ มีพื้นที่บนหลังคาเหลือมากกว่าทิศตะวันออกกับทิศตะวันตก จึงมีภาพกราฟิกแสดงสถานที่สำคัญของทิศนั้น






ภาพกราฟิกแสดงสถานที่สำคัญที่อยู่ทางทิศทิศตะวันใต้ เช่น แกลเลอรี่ Tate Modern  , โบสถ์ St.Paul , และ City Hall เป็นต้น






กลุ่มอาคารสมัยใหม่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 






ย้ายมาชมวิวด้านอาคารรัฐสภาบ้าง ถ้าดูตามทิศที่ระบุไว้ในแค้ปซูล ก็จะอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้






แม่น้ำเทมส์ อาคารรัฐสภา หอนาฬิกาบิ้กเบน สะพานเวสต์มินสเตอร์ และลอนดอนบัส อยู่กันครบ






อีกฝั่งของสะพานเวสต์มินสเตอร์เป็นที่ตั้งของเคาน์ตี้ฮอลล์ (County Hall) ซึ่งเคยเป็นที่ทำการสภาลอนดอน แต่ปัจจุบันเป็นสถานที่ขายตั๋วลอนดอนอาย พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและสวนสนุก รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ของลอนดอน (London Film Museum)






ภาพนี้ของจริงไม่ได้ซ้อนภาพเหมือนภาพจากบลูสกรีนข้างบนที่มีราคาถึงภาพละ 500 บาท






มองลงไปข้างล่างยังมีคนรอคิวขึ้นอีกยาว






กระเช้าผู้โดยสารในตำแหน่งห้อยอยู่ล่างสุด ผมทึ่งในการออกแบบระหว่างกระเช้ากับวงล้อที่อยู่ในจุดสมดุลตลอดเวลา และการเคลื่อนตัวแต่ละครั้งก็นิ่งสนิทไม่แกว่งให้เสียวเล่น  แม้แต่เวลาเดินไปมาภายในกระเช้าก็ไม่เสียศูนย์







จากการเดาของผมซึ่งเป็นช่างเถอะไม่ใช่วิศวกร ผิดถูกอย่างไรโปรดทักท้วงด้วย เดาว่าเขาออกแบบให้กระเช้าหรือแค้ปซูลโดยสารเหมือนไข่กลิ้งอยู่ในกรอบรางวงกลม โดยมีวิธีรักษาจุดศูนย์ถ่วงอยู่ในแนวระนาบตลอดเวลา ไม่ว่าวงล้อจะเคลื่อนตัวอยู่ในตำแหน่งใด






หลังจากหมดรอบลงมาจากกระเช้าแล้ว แต่ก่อนจะถึงประตูทางออกจะมีจอแอลซีดีขึ้นภาพคนยืนอยู่ในกระเช้าหลายจอ นั่นคือภาพที่เขาแอบถ่ายคนอยู่ในกระเช้า ถ้ามีรูปเราก็เตรียมเสียเงินได้ แต่ไม่เอาก็ไม่ว่ากัน ผมไปยืนดูเหมือนกันโชคดีไม่มี แต่ดูมุมภาพแล้ว ถ้าใครอยากมีภาพปรากฎให้เสียเงินเล่น ตอนกระเช้าค่อย ๆ เลื่อนขึ้นควรจะเลือกยืนอยู่ด้านในของกระเช้า






ภาพลอนดอนอายตอนขากลับถ่ายจากกลางสะพานโกลเด้นจูบีลี่ (Golden Jubilee Bridge) หรือสะพานฮังเกอร์ฟอร์ด (Hungerford Bridge) ซึ่งว่ากันว่ามุมมองบนสะพานนี้จะเป็นมุมที่สวยที่สุดมุมหนึ่งของลอนดอนอาย เพราะมีอาคารรัฐสภาและหอนาฬิกาบิ้กเบนเป็นแบ้คกราวด์ แต่วันนี้อากาศแย่จริง ๆ แถมตอนถ่ายภาพฝนยังลงเม็ดอีก ทำให้หลังจากนั้นต้องตัดโปรแกรมกลางแจ้งทิ้งไป เปลี่ยนเป็นทัวร์ในร่มแทน เช่น การเข้าชมพิพิธภัณฑ์หรือไปเดินเล่นห้างแฮร็อด เป็นต้น






ภาพสะพานจูบิลี่ยามฝนลงเม็ด สะพานจูบิลี่นี้สร้างขนาบสะพานรถไฟซึ่งสร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1864 ชื่อว่าสะพานฮังเกอร์ฟอร์ด ส่วนสะพานจูบิลี่เพิ่งสร้างเมื่อปี ค.ศ. 2002 เนื่องในวาระเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 50 ปี ของพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 2 ด้วยเหตุนี่สะพานนี้จึงมีชื่อเรียกสองชื่อ






มุมมองสะพานโกลเด้นจูบีลี่  และสะพานฮังเกอร์ฟอร์ด จากกระช้าลอนดอนอาย






ชัด ๆ อีกภาพหนึ่ง







ขอปิดท้ายด้วยภาพกลุ่มนักดนตรีเปิดหมวกใต้สะพานจูบิลี่ ซึ่งเล่นได้ไพเราะสนุกสนานมาก และเล่นด้วยด้วยสีหน้าท่าทางอย่างมีอารมณ์ร่วมเป็นอย่างดี


 

 

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน ธ.ค.152011

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 685 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน