EUROSTAR

พ.ย.232011

wat*ka*darin's Holiday ตอนที่ 3

 

 

ที่นำเรื่องนี้มาเขียนก่อนอื่นเพราะเห็นว่าเกี่ยวข้องกับการการเดินทาง จะได้ต่อเนื่องจากเรื่องการเดินทางในตอนที่ 2 และอีกอย่างหนึ่ง เรื่องทำนองนี้มันมีข้อมูลมาเกี่ยวข้อง ถ้าเก็บไว้นานอาจจะลืมหมด ส่วนเรื่องกินและเที่ยวเอาไว้เล่าภายหลังพอมั่วได้





ทริปฝรั่งเศสครั้งนี้ของผมกับครูดารินทร์ กำหนดไว้ 10 วัน ก็คือนั่งรถไฟความเร็วสูง eurostar ลอดช่องแคบอังกฤษเข้าปารีสในวันที่ 20 ตุลาคม อยู่ปารีส 5 คืน หลังจากนั้นจะนั่งรถไฟไปลง Avignon  เช่ารถขับเที่ยวทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ไปคืนรถที่เมืองนีซ แล้วบิน easyJet กลับอังกฤษ (ขอบคุณภาพข้างบนจากเว็บไซ้ต์สารานุกรมวิกิพีเดีย)


การจองตั๋ว eurostar หรือจองตั๋วโดยสารทุกประเภทในปัจจุบัน ถ้าจองออนไลน์ล่วงหน้าก่อนเวลาเดินทางนาน ๆ แล้ว จะได้ราคาถูกมาก เมื่อสองเดือนก่อนผมลองเช็คตั๋ว eurostar เพื่อเดินทางช่วงเดียวกันนี้ ราคาไปกลับคนละไม่ถึงห้าพันบาทเท่านั้น แต่คราวนี้ผมจองที่อังกฤษก่อนเดินทางแค่สองวันราคาแพงขึ้นอีกเกือบเท่าตัว และในราคานี้เป็นราคาของขบวนเช้ากับขบวนดึกเท่านั้น ถ้าเป็นเวลากลางวันแพงอีกสองสามเท่า






สำหรับราคาตั๋วเครื่องบิน easyJet ก็เช่นเดียวกัน ผมเช็คราคาขากลับปรากฎว่าแพงมาก แพงกว่าที่เคยเช็คล่วงหน้าตอนทำแผนเดินทางหลายเท่าตัว  จึงล้มเลิกแผนนี้ เปลี่ยนเป็นกลับโดย eurostar เหมือนเดิมดีกว่า เพราะราคาถูกกว่ากันมาก อีกประการหนึ่งผมก็ยังไม่ได้จองโรงแรมที่อื่นใดนอกจากที่ปารีส 5 คืน กะว่าจะจองหลังจากนี้ จึงคิดว่ากลับมาตั้งหลักที่อังกฤษก่อน คำนวนแล้วคุ้มกว่า (ภาพนี้เป็น easyjet เที่ยวบินสู่โมนาโก)


ซึ่งนับว่าโชคดีที่ได้เปลี่ยนแผนนี้ เพราะหลังจากเที่ยวปารีส 5 คืน  6 วัน ผมว่ามันเต็มที่แล้ว  ขนาดวันสุดท้ายมีโปรแกรมไปยูโรดิสนี่ย์แลนด์ยังยอมแพ้ ขอพักเดินเล่นแถว ๆ โรงแรมดีกว่า หากฝืนไปก็คงไม่สนุก เหมือนกินข้าวอื่มเต็มที่ ใครจะเอาอาหารอร่อยแค่ไหนมาล่ิอก็กินไม่ลง  ต้องเว้นระยะให้มันมันหิวอีกสักพักค่อยหาอะไรกินกันใหม่





การจองตั๋ว eurostar ของผมไม่ได้จองออนไลน์แต่โทรจองกับพนักงาน โดยบอกให้หาราคาตั๋วที่ถูกที่สุด ซึ่งผู้รู้บอกว่าบางครั้งอาจหาได้ราคาดีกว่าที่ปรากฎในเว็บไซ้ต์ แถมต่อรองได้ด้วย เมื่อได้ตามที่ต้องการแล้วพนักงานยังถามว่ามีที่พักในปารีสหรือยัง ถ้าจองควบกับตั๋วรถไฟจะได้ราคาพิเศษอีก แต่บังเอิญผมมีแล้วจึงไม่รู้ว่าถูกจริงหรือเปล่า การจองครั้งนี้ยังไม่จ่ายเงิน ให้ไปจ่ายตอนออกตั๋วที่สถานีภายในวันพรุ่งนี้ หลังจากนั้นก็จะได้รับอีเมล์แจ้งรายละเอียดการจองและโค้ดนัมเบอร์สำหรับใช้ตอนออกตั๋ว


ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหาเพราะพรุ่งนี้ผมมีโปรแกรมไปเที่ยวลอนดอนอยู่แล้ว ที่สำคัญอยากไปสำรวจสถานีเป็นการทำทางล่วงหน้าก่อน วันเดินทางจะไม่ขลุกขลัก เพราะเหตุผลหนึ่งที่ผมยังไม่จองล่วงหน้าจากประเทศไทย เนื่องจากยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าตูจะไปขึ้นที่ไหน ยังไง ข้อมูลที่หาได้ก็ยังไม่ชัดเจน กะจะไปหาเอาข้างหน้าก็แล้วกัน ตอนหลังจึงทราบว่าสถานี eurostar จากลอนดอนไปปารีส ชื่อว่าสถานี St.  Pancras  หรือชื่อเต็มว่า St.  Pancras International






ผมกับครูดารินทร์ลงรถไฟใต้ดินไปขึ้นที่สถานี King's Cross St.  Pancras ซึ่งมีทางเดินเชื่อมไปยังสถานี St.  Pancras







ด้านหน้าของอาคารสถานี St.  Pancras ดูแล้วเหมือนโบสถ์มากกว่าสถานีรถไฟ







รูปทรงสถาปัตยกรรมและกรอบหน้าต่างโค้งยอดแหลมสไตล์ศิลปะโกธิค







เข้ามาดูข้างในสถานีกันบ้าง พอเห็นหลังคาโครงเหล็กโค้งจึงค่อยดูเป็นสถานีรถไฟหน่อย มีผู้เล่าว่าสถานีนี้เคยถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่เมื่อหลายปีมาแล้ว สถานีในปัจจุบันเป็นการปรับปรุงขึ้นมาใหม่


 

 

 

ห้องขายตั๋ว จะเห็นว่าสถานีแห่งนี้เป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมดั้งเดิม กับเทคโนโลยีและวัสดุสมัยใหม่ พอเข้ามาถึงตรงนี้จะเห็นว่ามีภาษาฝรั่งเศสมาปะปนแล้ว ต่างกับที่ปารีสมีแต่ภาษาฝรั่งเศสล้วน ๆ ไม่เทียบภาษาอังกฤษซักแห่ง ทำให้ตอนขากลับผมกับครูดารินทร์ กว่าจะหาทางออกจากสถานีรถใต้ดินมาสถานี eurostar ได้ ต้องเดินวนเป็นหนูติดจั่นอยู่หลายรอบ เอาไว้เล่าตอนหลัง






ผ่านประตูเข้าไปจะเจอกับตู้ออกตั๋วอัตโนมัติ มีพนักงานยืนอยู่ข้าง ๆ พอรู้ว่าจะมาออกตั๋วจึงชี้ให้มาออกกับเครื่องอัตโนมัตินี้ ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกผมกะจะเข้าไปที่เคาน์เตอร์ด้านในที่มีพนักงานประจำอยู่ จึงลองใช้บริการดูหน่อยก็ได้ เสียดายระหว่างดำเนินการไม่ได้ถ่ายรูปไว้ แต่ไม่ได้ยุ่งยากอะไร หลังจากเข้าเมนูแล้ว ก็มีช่องให้ใส่โค้ดที่ได้รับจากอีเมล์ โดยพิมพ์บนแป้นหน้าจอ ก็จะมีรายละเอียดต่าง ๆ ปรากฎขึ้นมา เมื่อเห็นว่าถูกต้อง เครื่องก็บอกให้เสียบบัตรเครดิตที่ช่องบนขวา  หลังจากที่เราโอเคเครื่องก็จะปริ้นตั๋วออกมาในช่องข้างล่าง







ตั๋วมีสี่ใบระบุชื่อผมกับครูครูดารินทร์ ใช้ขาไปสองใบ ขากลับสองใบ ความจริงมีราคาสำหรับผู้สูงอายุ หรือ Senior ด้วย แต่ไม่ได้มีตลอดเวลา อย่างเช่นตอนนี้หรือในราคานี้ไม่มี ทำให้อดใช้บริการเลยเรา







เมื่อมีตั๋วให้อุ่นใจแล้ว ต่อจากนั้นก็เป็นรายการทัวร์สถานี eurostar เพื่อเก็บข้อมูลไว้ใช้ในวันเดินทางจริง






ชั้นบนเป็นตัวสถานีที่รถไฟวิ่งเข้าออก เนื่องจากปีหน้าลอนดอนเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิค จึงเห็นป้ายสัญลักษณ์ห้าห่วง กับคำว่า London 2012 ทั่วเมือง (ภาพนี้ผมถ่ายตอนเช้าวันเดินทางจะเห็นว่าผมไปก่อนเวลาตั้งนาน เพราะถือคติว่าเหลือดีกว่าขาด)






ของที่ระลึก London 2012 ยังดูโหรงเหรงเ่ทาที่สังเกตุไม่มีลูกค้าเท่าไร่







บริเวณเคาน์เตอร์เช็คอิน มีทั้งช่องที่ให้บริการโดยเจ้าหน้าที่ กับช่องอัตโนมัติที่บริการด้วยตนเอง เท่าที่ผมสังเกตุหลายคนมีปัญหากับเครื่องอัตโนมัติ แต่ก็จะมีเจ้าหน้าที่เดินมาช่วยเหลือตลอดเวลา






ผมกับครูดารินทร์ตกลงกันว่าพรุ่งนี้เราไปยื่นกับเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์เอาชัวร์ดีกว่า รอคิวหน่อยก็ยังดี






และแล้ววันเดินทางก็มาถึง ดังเคยเล่าในตอนแรกแล้วว่าบ้านของน้องสาวที่ผมพัก อยู่ที่เมือง Eastbourne ห่างจากลอนดอนประมาณ 100 ก.ม. ต้องนั่งรถไฟสองต่อ กว่าจะถึงสถานี St.  Pancras ผมกับครูดารินทร์จึงต้องตื่นมาขึ้นรถไฟเที่ยวตีห้า จำไม่ได้แล้วว่าเป็นเที่ยวแรกหรือเปล่า บนตู้โดยสารขบวนนี้ ผมชอบมือจับที่เป็นรูปกลม ๆ สีเหลืองเหนือพนักพิง ออกแบบใด้น่ารักดี เหมือนหูของมิ้กกี้เม้าส์






ทั้งตู้มีคนนั่งไม่กี่คน ฝรั่งนั่งหลับเป็นแถว แต่ผมกับครูดารินทร์ไม่กล้าหลับหรอก นั่งนับสถานีไปตลอดเวลา เพราะต้องลงต่อที่สถานี Heyward Heat ซึ่งเป็นสถานีเล็ก ๆ และที่สถานีนี้ต้องดูป้ายไฟวิ่งให้ดีว่าขบวนที่ต่อนั้นจอดชานชาลาไหน เพราะมีเวลาแค่ 3 นาที่ ถ้าพลาดขบวนนี้ต้องรออีกเป็นชั่วโมง โชคดีเป็นชานชาลาเดิม (แต่ผมต้องมาเจอเรื่องตื่นเต้นที่สถานีแห่งนี้จนได้ ในตอนดึกของวันกลับ...ตามไปดูก็แล้วกัน)






และเพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมก็งัดเอาข้อมูลกรุงปารีสมาทบทวนเป็นการติวเข้ม ก่อนลงสนามจริงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ในภาพคือหนังสือ "ใคร ๆ ก็ไปเที่ยวฝรั่งเศษ" โดย อดิศักดิ์ จันทร์ดวง ซึ่งผมเห็นว่าเป็นหนังสือที่มีประโยชน์เล่มหนึ่ง 

 

 




เดินทางมาถึงสถานี St.  Pancras โดยไม่ผิดพลาด และเนื่องจากมาดูลาดเลาไว้ก่อนแล้วจึงไม่ต้องไปสำรวจอะไรอีก ทำให้มีเวลาเดินเล่น ถ่ายรูป






เคาน์เตอร์ที่เห็นคือบูธขายซิมโทรศัพท์ Lebara ในวันก่อนผมเห็นมีพนักงานประจำและมีลูกค้ารุมซื้อกันเต็ม วันนี้ว่างเพราะยังเช้าอยู่






(ขอนอกเรื่อง) ซิมโทรศัพท์ Lebara เป็นซิมที่มีวางขายทั่วไปสำหรับใช้โทรกลับเมืองไทยหรือโทรได้ทั่วโลก ผมว่าอัตราค่าโทรถูกและสะดวกมาก ผมซื้อจากร้านขายของที่ระลึกที่ลอนดอนราคา 10 ปอนด์ โทรได้ตามราคา รู้สึกว่าในแพ้คเก็จนั้นจะมีอัตราค่าโทรไปยังประเทศต่าง ๆ โทรกลับเมืองไทยประมาณ 3 บาท วิธีใช้แค่เอามาเสียบแทนซิมเดิม ก่อนใช้ก็กดรหัสที่ปรากฎในบิล






เนื่องจากมีเวลาเหลือเฟือ ขอจัดการกับข้าวกล่องที่เตรียมมาก่อน กองทัพเดินด้วยท้อง เพราะกว่าจะถึงปารีสก็เที่ยง ขณะกำลังกินเพลิน ๆ พนักงานทำความสะอาดเข็นรถประจำตำแหน่ง (คันสีเหลืองในภาพ) ที่จริงน่าจะเรียกว่าพนักงานคีบขยะมากกว่าเพราะถือคีมยาวคอยคีบขยะไปเรื่อย เข็นรถมาคีบเศษกระดาษที่พื้นใกล้ ๆ หนุ่มผิวสีคนนี้ดูท่าทางอารมณ์ดี มองมาที่เราขณะกำลังตักข้าวใส่ปาก พร้อมกับยิ้มและทักทายสวัสดีตอนเช้า หลังจากเขาเดินผ่านไปผมคุยกับครูดารินทร์เล่น ๆ ว่า สงสัยแกคงอยากรู้อยากเห็นมั้ง ว่ากะเหรี่ยงสองคนนี้มันกินอะไรของมัน จึงแกล้งเฉียดมาเก็บขยะ






แต่อย่างไรก็ตาม รอยยิ้มและการทักทายอย่างมีไมตรีแบบหนุ่มนักคีบขยะคนนี้ เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งตลอด 6 วันหลังจากนี้ ณ เมืองที่ว่ากันว่ามีเสน่ห์ที่สุด นามว่ากรุงปารีส






พอได้เวลาเช็คอินก็ไปต่อแถวที่เค้าน์เตอร์ตามที่ตั้งใจไว้ แต่เช้านี้มีคิวยาวพอสมควร ระหว่างเข้าคิวมีพนักงานสาวเดินมาขอดูตั๋ว พอเห็นตั๋วก็บอกว่าตั๋วแบบนี้ใช้สอดผ่านเครื่องอัตโนมัติได้เลย ไม่ต้องรอคิว ที่จริงเราก็รู้แล้วแต่แกล้งโง่เพราะกลัวมีปัญหา แต่เมื่อเค้าหวังดีเชื่อหน่อยก็ได้ จึงทำตามปรากฎว่าสอดผ่านฉลุย โธ่..ปล่อยให้กลัวอยู่ได้ หลังจากนั้นก็ถึงกระบวนการถอดเข็มขัดรองเท้าใส่ตะกร้า เอ็กซเรย์กระเป๋า ตรวจพาสปอร์ต เช่นเดียวกันกับการออกนอกประเทศที่สนามบินทุกประการ






เรียบร้อยแล้วจึงได้เวลาเข้าไปเต๊ะจุ้ยที่ล้อบบี้ข้างในรอขึ้นเครื่อง เอ้ย..ขึ้นรถไฟ คอยดูจอแอลซีดีว่าขบวนของเราจะให้ไปออกประตูไหน ซึ่งจะแจ้งล่วงหน้าก่อนรถออกประมาณ 20 นาที ภายในล้อบบี้นอกจากจะมีร้านค้าตามมาตรฐานทั่วไปแล้ว ยังมีสำนักงานท่องเที่ยวของฝรั่งเศสและเบลเยี่ยม มาตั้งโต๊ะเรียกลูกค้าด้วย โดยเฉพาะยูโรดิสนี่ย์แลนด์





ระหว่างรอก็แอบดูชาวบ้านเขาเพราะเราเป็นบ้านนอกเข้ากรุงเพิ่งมาเป็นครั้งแรก  เห็นว่าพอต่างคนรู้ว่าขบวนที่จะขึ้นอยู่ชานชาลาไหนจากจอมอนิเตอร์ ก็จะไปออกันแถว ๆ ประตูนั้น พอประตูเปิดเจ้าหน้าที่เปิดแถบที่กั้นออก บรรยากาศตอนนี้จะวุ่นวายมาก ทุกคนจะเร่งรีบขึ้นไปสู่จุดหมายให้เร็วที่สุด เพราะมีเวลาไม่มากคนก็เยอะด้วย ไม่มีใครมัวเอ้อระเหยลอยชาย







พอถึงตาเราก็ต้องเอาอย่างนั้นบ้าง เมื่อขึ้นบันไดเลื่อนไปแล้วก็ต้องเดินตามลูกศรชี้บอกทางไปยังตู้ของเรา เมื่อไปถึงแล้วถ้าใครมาทีหลังก็ต้องต่อคิวยาวแต่กะเหรี่ยงสองคนนี้อยู่ในคิวต้น ๆ โชคดีที่ตู้โดยสารของผมเป็นตู้ที่ 4 ไม่ต้องเดินไกล เพราะมัวแต่จ้ำอ้าวทำให้ไม่ได้ถ่ายภาพบรรยากาศช่วงนี้ไว้  ภาพนี้ผมถ่ายตอนถึงสถานีปารีสแล้ว

 






บรรยากาศภายในก่อนรถออก ที่เก็บกระเป๋านอกจากเหนือศีรษะแล้ว ยังมีเป็นชั้นอยู่ทั้งหัวขบวน และท้ายขบวน ที่นั่งผมกับครูดารินทร์หมายเลข 87,88 อยู่ท้ายสุดติดกับประตูเข้าออก ทำให้รู้สึกรำคาญเสียงประตูเลื่อนพอสมควร เวลาคนเดินเข้าออก ถัดจากประตูเป็นห้องน้ำ







พูดถึงห้องน้ำเรามาสำรวจห้องน้ำกันดีกว่า ถึงแม้ว่าจะสะอาด แต่ผมว่าโทรมพอสมควร






ข้างอ่างล้างมือมีปลั๊กไฟให้ด้วย ใช้ได้ทั้งไฟ 110 V และ 220 V






ไม่ใช่ดูเก่าเฉพาะห้องน้ำเท่านั้น ผ้าหุ้มเบาะก็มีด้ายหลุดลุ่ยออกมา และรู้สึกว่าเบาะค่อนข้างแข็งเหมือนฟองน้ำมันไม่ยืดหยุ่นแล้ว






พอออกเดินทางจากสถานี St.  Pancras ไม่นาน มีจอดรับผู้โดยสารอีกครั้งหนึ่งที่สถานี Ashford International







ไปดูตู้เสบียงบ้าง ตู้เสบียงของ Eurostar ใช้วัสดุตกแต่งที่เรียบ มัน แวววาว ดูหรู สะอาด เนี้ยบ แต่มีแค่คาน์เตอร์กับโต้ะกลมเล็ก ๆ ไม่กี่ตัว ไม่มีที่นั่ง แต่เท่าที่เห็นผู้โดยสารส่วนมากซื้อไปรับประทานยังที่นั่งของตัวเอง






ก็ว่าจะสั่งข้าวผัดไข่ดาวมากินเหมือนกัน แต่ดูเมนูแล้วไม่เห็นมี สู้รถไฟไทยเราไม่ได้



 



Bon appetit จาก eurostar






บรรยากาศขณะรถวิ่ง ขบวนนี้มีที่นั่งว่างหลายที่เหมือนกัน






บรรยากาศสองข้างทาง ที่จริงมีสวยและแปลกหูแปลกตาอีกแยะ แต่ถ่ายออกมาไมได้เรื่อง เพราะรถวิ่งเร็วเหลือเกิน ซึ่งอันนี้นี้สู้ รฟท. ของเราไม่ได้ วิ่งยังไงก็ไม่เกิน 90 ก.ม./ช.ม. ตามที่เขียนติดไว้ท้ายตู้โดยสาร ทำให้ถ่ายรูปได้สวยกว่ากันเยอะ แถมบางครั้งกลัวถ่ายได้ไม่จุใจยังจอดนิ่งสนิทให้ถ่ายอีกนานสองนาน ที่รู้ดีเพราะว่าก่อนนี้ผมเป็นแฟนขาประจำ รฟท.มาโดยตลอด เวลาเิดินทางไกลถ้าที่ใดมีรถไฟวิ่งผ่านผมจะเลือกรถไฟเสมอ






ในที่สุดก็ถึงสถานี Gare du Nord กรุงปารีส ซึ่งที่นี่ไม่มีการตรวจตราใดใดทั้งสิ้น คล้ายกับว่าลงจากรถไฟแล้วใครจะไปไหนก็เชิญ






แต่สำหรับผมกะครูดารินทร์แล้ว นับจากนี้ไป ถือว่าเป็นการเริ่มต้นผจญภัยครั้งสำคัญ เพราะเวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง ไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดได้แค่ไหน ?

แต่ยังไม่เล่าตอนนี้ ขออุบไว้ก่อน


 

บรรยากาศสถานี GARE Du NORD , PARIS ที่ผมเดินไปถ่ายไป ไม่กล้าหยุดถ่ายเพราะกลัวพลัดหลงจากชาวบ้านที่เดินลิ่ว ๆ ข้างหน้า กลัวหลงตั้งแต่ไก่โห่..แต่ก็ยังไม่วาย ?...






แก้ไขล่าสุด ใน ส.ค.272012

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 707 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน