ฺBeachy Head ที่ซึ่งรับประกันการตาย 100%

 

ที่จริงเรื่องนี้ควรจะเป็นเรื่องแรกของ "ยุโรปเรื่อยเปื่อย" เพราะเป็นสถานที่แห่งแรกที่ผมได้ไปสัมผัสหลังจากเดินทางมาถึงอังกฤษ แต่ก็อย่างที่ผมได้เกริ่นไว้ในบทความตอนต้น ๆ แล้วว่าในการเขียนเรื่องในทริปนี้ผมไม่ได้เรียงลำดับเวลาหรือความน่าสนใจใด ๆ ทั้งสิ้น เลือกเขียนตามใจชอบ เรื่อง Beachy Head เลยมาโผล่เอาตอนนี้

 

 

 

 

Beachy Head เป็นสถานที่อยู่ใกล้เมือง Eastbourne เมืองชายทะเลตอนใต้ของกรุงลอนดอน เป็นเมืองที่พักอาศัยของน้องสาวผมซึ่งผมกับครูดารินทร์มาอาศัยเป็นจุดศูนย์กลางของทริปยุโรปเรื่อยเปื่อยครั้งนี้

 




เช้าวันแรกในประเทศอังกฤษของผมกับครูดารินทร์ ถูกน้องสาวผมปฐมนิเทศเบา ๆ ด้วยโปรแกรมออร์เดิร์ฟใกล้เมือง Eastbourne ต่อจากนั้นขับรถเลาะชายฝั่งทะเลไปทางทิศตะวันตกเป้าหมายเมือง Brighton  โดยเริ่มจาก Beachy Head ส่วนเรื่องประกันความตาย 100% เป็นอย่างไรนั้นโปรดติดตามไปเรื่อย ๆ




วันนี้จึงเป็นครั้งแรกของผมกับครูดารินทร์ที่ได้สัมผัสภาพของชนบทของอังกฤษอย่างแท้จริง ซึ่งอันที่จริงแล้วโลเคชั่นแบบนี้ก็เคยผ่านหูผ่านตามาพอสมควรทั้งภาพถ่้ายก็ดี จากภาพยนตร์ก็ดี แต่มันไม่เหมือนกับการได้สัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง จริง ๆ โดยเฉพาะภูมิอากาศ

 




ท้องทุ่งโล่งกลางแจ้งอย่างนี้ถ้าเป็นบ้านเราก็คงแดดร้อนจ้าออกมานั่งเล่นแบบนี้ไม่ไหวแน่ครูดารินทร์บ่นตายเลย แต่ที่นี่ในเดือนตุลาคมท้องฟ้าครึ้มอากาศเย็นสบาย ค่อนข้างหนาวด้วยซ้ำ





หนำซ้ำมีลมพัดแรงตลอดเวลา แรงไม่แรงดูต้นไม้แถวนี้ก็แล้วกัน เอนลู่ไปตามลมเหมือนแทบจะล้ม





แต่ครูดารินทร์สงสัยว่ามันดูแข็ง ๆ ยังไงพิกล พอเข้าไปดูใกล้ ๆ ปรากฎว่าทั้งลำต้นกิ่งก้านสาขาที่เอนลู่ไปในทิศทางเดียวนั้น คงสภาพอยู่ในท่านี้เหมือนถูกสตัฟฟ์ไว้





แสดงว่าที่เอนลู่แบบนี้ไม่ใช่เพราะโดนลมขณะนี้หรอก แต่โดนมาหลายปีดีดักแล้วตั้งแต่เล็กจนโต ไม่มีโอกาสกลับเนื้อกลับตัวจนมีสภาพแบบนี้ น่าสงสาร





ชื่อต้นอะไรก็ไม่รู้ กิ่งก้านส่วนใหญ่ห่อหุ้มไปด้วยม้อสเหมือนกับต้นไม้บนดอยอินทนนท์ ลูกแดง ๆ คล้ายกับลูกตะขบ





ดูเผิน ๆ เหมือนต้นไม้ยืนตายซาก ครูดารินทร์จึงทำท่าเหนี่ยวให้ล้มตามมือเสียเลย ต้นนี้สังเกตุให้ดีที่กลางลำต้นมีผ้าแพรกับช่อดอกไม้ผูกติดอยู่ด้วย ไม่รู้เกี่ยวข้องกับเรื่องดราม่าข้างล่างหรือเปล่า แต่คงไม่ใช่ชาวบ้านมาผูกขอหวยล้อตโต้นะ

 


คงเป็นเพราะธรรมชาติสวยงามอากาศก็ดี ผมจึงเห็นจึงมีชาวบ้านชาวเมืองทั้งคนทั้งหมามานั่งพักผ่อนหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ กันหนาตา





ผมชอบคู่นี้ หล่อทั้งคนทั้งหมา





คู่นี้ก็ไม่เลว แต่ประเด็นของภาพนี้ไม่ใช่คนคู่นี้หรอกครับ แต่อยู่ที่เก้าอี้นั่ง สังเกตุที่พนักพิงซิครับ





มีรอยแกะสลักอย่างเรียบร้อยด้วยข้อความอันซาบซึ้งว่า

IN LOVING MEMORY OF JAMES HEDLEY HUTCHINSON 1897 - 1984 PATRICIA HUTCHINSON 1935 - 2008





เมือง Eastbourne กล่าวกันว่าเป็นเมืองที่เหมาะสำหรับที่จะมาอยู่อาศัยในช่วงบั้นปลายของชีวิต ผมก็ว่าน่าจะเป็นจริง เพราะด้วยขนาดของเมือง ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการดำรงชีวิตของผู้คน มีความน่าอยู่แตกต่างจากเมืองใหญ่ทั่วไป ผมลืมเข้าไปขอดูไม้เท้าของคุณลุงคนนี้ว่ามียอดเป็นทองหรือเปล่า...





ตอนนี้มาถึงประเด็นของ Beachy Head ตามชื่อเรื่องเสียทีว่าสถานที่มีทัศนียภาพสวยงามแบบนี้จะเป็นสถานที่รับประกันความตาย 100% ได้อย่างไร ลักษณะของ Beachy Head คือเป็นแหลมยื่นไปในทะเล ที่เห็นลิบ ๆ ถัดไปคือตัวเมือง Eastbourne ไฮไล้ท์ที่สำคัญของ Beachy Head ก็คือจากพื้นที่เป็นเนินราบเรียบอยู่ดี ๆ ก็ตัดตั้งฉากเป็นหน้าผาลงทะเลเฉยเลย

 




ตัดลงไปลึกมาก หน้าผาส่วนที่สูงที่สุดกว่า 165 เมตร จากระดับน้ำทะเล ข้างล่างมีประภาคารสูง 43 เมตร เทียบแล้วดูเล็กนิดเดียว จุดเด่นของหน้าผานี้ก็คือเป็นหน้าผาหินปูนสีขาวเป็นแนวยาวตลอด ผมไม่สามารถถ่ายภาพให้เห็นแนวหน้าผาได้มากว่านี้ เพราะแค่ยืนถ่ายห่างขนาดนี้ก็เสียวถึงตาตุ่มแล้ว (แต่จะมีอีกสถานที่หนึ่งต่อเนื่องจากนี้ ที่สามารถลงไปสัมผัสและถ่ายภาพได้โดยไม่เสียว อยู่อีกไม่ไกล)





แนวหน้าผาของ Beachy Head นี้ เป็นที่รู้จักกันดีในสองด้านคือด้านความงามและด้านออกจะดรามานิด ๆ เพราะสถานที่แห่งนี้มีทิวทัศน์ทางธรรมชาติสวยงามจัดว่าเป็นภาพลักษณ์ของชายฝั่งทะเลตอนใต้ของอังกฤษที่ดังมากภาพหนึ่ง ส่วนด้านดราม่านั้น Beachy Head ก็คือสถานที่ที่มีผู้นิยมมาใช้เป็นสถานที่ฆ่าตัวตายมากที่สุด


 



น้องสาวผมเล่าขำ ๆ ว่าอะไร ๆ ในโลกนี้อะไรที่ว่าแน่นั้นอาจมีข้อผิดพลาดได้แม้ .001 เปอรเซ็นต์ แต่การเลือกฆ่าตัวตายที่หน้าผา Beachy Head นี้รับรองได้ผล 100 เปอรเซ็นต์เต็ม ไม่มีรอด ฉนั้นที่ผ่านมาจึงมีผู้คนจากทุกสารทิศดั้นด้นมาฆ่าตัวตายที่นี่เฉลี่ยถึงปีละ 20 ราย จัดเป็นสถานที่ยอดนิยมแซงหน้าสะพานโกลเด้นเกท ที่ซานฟรานซิสโกซึ่งเคยฮิทมาก่อนด้วยซ้ำ ทำให้บริเวณนี้มีสัญลักษณ์แห่งความเป็นดราม่าปักอยู่หลายจุด ดูไม้กางเขนบางอันยังมีสภาพเหมือนมาปักไม่นาน (ภาพนี้ผมต้องนอนพังพาบยื่นกล้องเข้าไปถ่าย ใจจริงอยากชะโงกหน้าลงไปดูข้างล่างเหมือนกัน แต่ใจไม่ถึง แม้ขณะดูรูปนี้ก็รู้สึกเสียวขึ้นมาทันที)

 



Dramatic and Beautiful




ผู้ที่มาทำอัตวิบาตกรรมที่นี่มีทั้งที่ไม่ลงทุนโดดหน้าผาลงไปดื้อ ๆ กับที่ลงทุนหน่อยคือขับรถพุ่งลงไป ผมดูสถานที่แล้วช่างเอื้ออำนวยเหลือเกิน เพราะเป็นทางลาดอย่างดี ไม่มีอะไรกั้นเลย อย่างกับมีใครมาทำเตรียมไว้





แนวหน้าผาทอดยาวไปหลายกิโล





ถึงบริเวณหนึ่งที่เรียกว่า Birling Gap เมือง Whealden ซึ่งจุดนี้มีชานพักยื่นออกไปชมทิวทัศน์และมีบันไดลงไปยังชายหาดใด้ จากป้ายนี้บอกว่าหากเลาะชายหาดไปทางซ้ายอีก 2 ชั่วโมงจะถึงจุดลงชายหาด Cow Gap ปลายแหลมของ Beachy Head ที่ผ่านมา ดูจากแผนที่ด้านบนจะมองเห็นตำแหน่งได้




ที่จอดรถนักท่องเที่ยวซึ่งวันที่ผมไปนั้นมีนักท่องเที่ยวพอสมควร ผมชอบรถบ้านคันนี้จัง แหม...ถ้ามีซักคันการออกทริปคงมีชีวิตชีวาขึ้นอีกโข แต่ตอนนี้ขอถ่ายรูปเอาเคล็ดไว้ก่อน





มีหนุ่มสาวมานั่งชมวิวกลางแจ้งเป็นกลุ่ม ๆ บางกลุ่มก็เดินสำรวจไปทั่ว





จุดลงชายหาด Birling Gap หน้าผาตรงนี้ไม่สูงเท่ากับ Beachy Head แต่ผมว่าถ้าสูงเท่ากันถึงมีชานพักยื่นออกมาอย่างนี้ก็เถอะ หนุ่มสาวสองคนนี้จะกล้าไปโอบไหล่ ชี้นกเป็นไม้ชี้ไม้เป็นนกหน้าระรื่นอย่างนี้หรือเปล่า





มุมมองไปทางซ้าย จากภาพนี้ผมนึกไปถึงหาดทรายดำหรือ Black Sand ฺBeach บนเกาะลังกาวี มาเลเซีย อุตส่าห์ดั้นด้นไปดูพอเห็นเข้า ครูดารินทร์ถึงกับอุทานออกมาว่า "...นี่นะเหรอหาดทรายดำที่เขาคุยนักคุยหนา..?."





หาดสีดำ ๆ ของที่นี่น่าจะเรียกว่าหาดหินไม่ใช่หาดทราย เท่าที่ผมสังเกตุชายหาดแถบนี้ไปจนถึงเมือง Brighton จะเป็นก้อนกรวดเม็ดใหญ่ ไม่เป็นทรายละเอียดเหมือนบ้านเรา หินสีดำเหล่านี้เวลาเปียกน้ำเป็นมันวาวสูสีกับหินที่เกาะหินงาม อุทยานแห่งชาติตะรุเตา





หนุ่มสาวคู่นี้นั่งกินฮ้อทด็อกท่ามกลางกลิ่นอุนจิของน้องหมาทั้งสดทั้งแห้ง ซึ่งมีแทรกปนกับก้อนกรวดไปทั่วชายหาด เวลาเดินต้องคอยหลบให้ดี





แถวนี้คลื่นต้องแรงพอสมควร ไม่งั้นคงไม่ขัดผิวก้อนกรวดก้อนหินให้กลมมนอย่างนี้ แต่ผมสงสัยว่าทำไมหน้าผายังอยู่ดีไม่โดนเซาะไปด้วย

 




ทั้ง ๆ สภาพหน้าผาก็ร่วนซุยไม่แข็งแกร่งเป็นหินทั้งแท่ง ผมลองเอามือตะกุยเล่นก็ร่วงกราวแล้ว แต่ผมไม่ใช่นักธรณีวิทยา รอผู้รู้มาให้ความกระจ่างก็แล้วกัน






ลงไปถ่ายจากข้างล่างขึ้นมาบ้าง ก็ได้ความรู้สึกไปอีกแบบ

 




ยืนเปรียบเทียบความสูงของหน้าผาที่นี่ ผมว่าสูงเฉลี่ยไม่น่าเกิน 20 เมตร เทียบกับความสูง 125 เมตร ของ  Beachy Head แล้ว ทำเอาที่นี่เด็ก ๆ ไปทันที เห็นอาคารที่ตั้งอยู่ริมหน้าผาข้างบนแล้ว แสดงว่าเขามีความมั่นใจว่าตลิ่งไม่พังเหมือนตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาหลังมหาอุทกภัยแน่ ๆ


 

 

น้องสาวผมกับโทนี่สามีผู้เป็นไก้ด์ตลอดรายการ



 

แล้วเราก็ออกเดินทางต่อ ระหว่างทางจะผ่านทุ่งหญ้ามีแกะยืนเล็มหญ้าอยู่เป็นระยะ





ผ่านย่านที่ชื่อว่า Seven Sisters แวะที่ฟาร์มนี้ เสียดายช่วงนี้ฟาร์มปิดจนถึงฤดู Spring เลยอดเข้าไปดู ผมเห็นชื่อฟาร์มนึกไปถึงชื่อน้ำตกเจ็ดสาวน้อย สระบุรี





ขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยบ้านสไตล์อังกฤษดั้งเดิมระหว่างทางผ่าน

 

 

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน ส.ค.272012

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 531 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน