Bayswater , Queensway

พ.ย.282011

wat*ka*darin's Holiday ตอนที่ 5

 

 

ในบทความเรื่อง Notting Hill ได้มีการพาดพิงถึงถนน Bayswater และย่าน Queensway นิดหนึ่ง จึงขอนำเรื่องนี้มาเขียนต่อให้จบ จะได้มีความต่อเนื่องกัน

 

 

 

 

จุดเริ่มต้นของถนน Bayswater ซึ่งต่อมาจากถนน Oxford มีผลงานสถาปัตยกรรมชิ้นหนึ่งลักษณะคล้ายกับประตูชัยกรุงปารีส แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก มีชื่อว่า Mable Arch หรือประตูชัยหินอ่อน เนื่องจากสร้างด้วยหินอ่อนจากเมือง Carrara ประเทศอิตาลี






Mable Arch สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1828 ออกแบบโดย John Nash โดนำแบบอย่างมาจากประตูชัยคอนสแตนตินในกรุงโรม จุดประสงค์ครั้งแรกก็เพื่อเป็นประตูสู่พระราชวังบั้คกิ้งแฮมที่ที่จะถูกปรับปรุงขึ้นมาใหม่






ปัจจุบันบริเวณ Mable Arch กลายเป็นย่านที่มีการจราจรคับคั่งแห่งหนึ่งของกรุงลอนดอน มีอาคารสมัยใหม่ที่สูงกว่าอยู่รายรอบ ทำให้ประตูชัยหินอ่อนนี้ไม่เด่นเป็นสง่าเท่าที่ควร และสภาพปัจจุบันก็ดูหมองคล้ำ คงเป็นเพราะโดนฝุ่นและควันพิษต้่าง ๆ ทำให้หินอ่อนดูแล้วออกเป็นสีขาวแก่ ๆ






ทางทิศตะวันตกของ  Mable Arch มีประติมากรรมรูปหัวม้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ จุดนี้อยู่ตรงกันข้ามกับสวนสาธารณะ Hyde Park ซึ่งบริเวณหัวมุมของสวนสาธารณะ Hyde Park นี้ เป็นบริเวณที่นักพูดทั้งหลายขึ้นไปยืนพูดกันได้อย่างอิสระเสรีโดยไม่ถูกจับ






เที่ยบสัดส่วนให้เห็นความใหญ่โตของประติมากรรม เสียดายผมไม่มีข้อมูลของประติมากรรมหัวม้าซึ่งหล่อด้วยโลหะชิ้นนี้


 

 



จากถนน Bayswater  ด้านหนึ่งเป็นสวนสาธารณะ Hyde Park  วันที่ผมนั่งรถเก๋งผ่านไปครั้งแรกเป็นวันอาทิตย์ จะเห็นศิลปินทั้งมือใหม่ มือเก่า ทั้งแขวนทั้งวางจำหน่ายรูปเขียนฝีมือตนเองตลอดแนวรั้วของ Hyde Park เหมือนกับเป็นนิทรรศการภาพเขียนที่มีความยาวมาก ๆ แห่งหนึ่งก็ว่าได้ เสียดายไม่มีโอกาสจอดรถลงไปสัมผัสโดยละเอียด จึงได้แค่ชมนิทรรศการจากบนรถเท่านั้น










แถวนี้ผมนั่งรถเมล์ผ่านมาอีกครั้งในวันธรรมดาไม่เจอนิทรรศการศิลปกรรมริมรั้วแบบนี้ ตอนหลังทราบว่าทางการอนุญาตเฉพาะวันหยุดเท่านั้น






กะเหรี่ยงไทยกับกะเหรี่ยงฝรั่งกำลังศึกษาเส้นทางรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์หน้าสถานีรถไฟใต้ดิน Queensway ในความเห็นผม ๆ ว่าเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดินของกรุงลอนดอนดูและเข้าใจได้ง่ายกว่าแผนที่รถเมล์ เพราะรถเมล์มีหลายสายวิ่งทับเส้นทางกันอยู่ ฉนั้นการเดินทางในลอนดอนของผมจึงใช้รถไฟใต้ดินเป็นส่วนใหญ่ จะขึ้นรถเมล์ในช่วงสั้น ๆ ในเส้นทางไม่ซับซ้อน






และใช้ในอีกกรณีหนึ่งซึ่งผมกับครูดารินทร์ใช้ประจำ ใครจะนำไปใช้ก็ได้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ คือ เวลาเดินเที่ยวจนขาลากแล้ว ก็จะโดดขึ้นรถเมล์สองชั้นใช้เป็นที่นั่งพักชั่วคราว เพราะตามข้างถนนไม่มีที่ให้นั่งพัก  ขึ้นไปนั่งชั้นบนเลือกที่นั่งแถวหน้าได้ยิ่งดี ชมวิวไปเรื่อย  ถูกกว่านั่ง Hop on Hop off เสียอีก รถติดก็ยิ่งชอบจะได้ถ่ายรูปสบาย ๆ ขึ้นรถเมล์ลอนดอนไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่นั่ง เพราะส่วนใหญ่จะว่างถึงว่างมาก นอกจากบางครั้งซวยจริง ๆ อาจมียืนบ้าง แต่ยืนแบบหลวม ๆ ไม่เบียดกันเป็นปลากระป๋องเหมือนรถเมล์บางประเทศ






การท่องเที่ยวในลอนดอน ผมซื้อตั๋วเดินทางแบบตั๋ววันหรือ Day Travelcard ทำให้ขึ้นรถเมล์ รถใต้ดินได้ไม่จำกัดภายในหนึ่งวัน และการที่ซื้อทีละวันดีกว่าซื้อทีละหลายวัน ในแง่ที่ไม่ต้องผูกมัดจะต้องเดินทางทุกวันตามตั๋ว พรุ่งนี้อาจนอนเล่นอยู่กับบ้านก็ได้






ที่ลอนดอนหรือปารีสก็ตาม ผมเห็นมีหนังสือพิมพ์ขนาดแทบลอยด์เล่มหนาปึ้ก วางแจกไปทั่ว ทั้งนี้ยังไม่นับประเภทให้คนยืนแจกตามป้ายรถเมล์และตามสถานีรถใต้ดินอีก ฉนั้นในรถใต้ดิน จึงเห็นผู้โดยสารยืนหรือนั่งอ่านหนังสือแจกฟรีกันเป็นแถว อ่านเสร็จก็วางทิ้งไว้ คนมานั่งแทนที่ก็หยิบอ่านต่อ ไม่ว่ากัน






วนิพกพเนจรหรือนักดนตรีเปิดหมวก ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พบได้ตามข้างถนนทั่วไป






ดังที่ได้เคยเล่าไว้ในเรื่อง eurostar แล้วว่า ภาษาบนป้ายสำคัญต่าง ๆ คนอังกฤษจะเอื้อเฟื้อมากกว่าคนฝรั่งเศษ โดยจะมีการเทียบภาษาฝรั่งเศสให้ แต่ในประเทศฝรั่งเศสไม่มีเที่ยบภาษาอังกฤษให้เลย การข้ามถนนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนอังกฤษห่วงคนยุโรปซึ่งการจราจรไม่เหมือนกัน อังกฤษกับไทยการจราจรเหมือนกันคือรถพวงมาลัยขวา ขับฝั่งซ้ายของถนน เวลาข้ามถนนเราจะมองรถทางขวาก่อน พอข้ามไปถึงอีกฝั่งก็จะมองซ้ายโดยอัตโนมัติ แต่ในยุโรปกลับกัน ทำให้เวลาข้ามถนนที่ฝรั่งเศสหรือที่เวียงจัน ผมต้องเตือนตัวเองไว้ในใจตลอดเวลาว่า "มองซ้ายก่อน ถึงกึ่งกลางแล้วมองขวา"






ฉนั้น คนอังกฤษจึงกลัวว่าคนยุโรปจะถูกรถชนตาย ถนนในย่านที่มีนักท่องเที่ยวมาก ๆ บนพื้นถนนตรงทางข้ามก็จะเขียนตัวหนังสือตัวโต ๆ บอกให้มองซ้ายมองขวา ที่เขียนนี้เพื่อหวังดีหรือเพื่อประชดประชันคนฝรั่งเศสว่าเซ่อซ่าก็ไม่รู้ (ถนนในภาพเป็นถนนเดินรถทางเดียวเส้นข้างล่างนี้)






ผมว่าคนอังกฤษกับคนฝรั่งเศสลึก ๆ แล้วคงมีอะไรในใจกันพอสมควร ผมดูหนัง Mr Bean's Holiday ฉากมิสเตอร์บีนซึ่งเป็นคนอังกฤษไปทำเซ่อซ่ากลางถนนกรุงปารีส จนรถแทบจะชนกันตาย การจราจรวุ่นวายไปหมด ตำรวจจราจรซึ่งนั่งดูกล้องวงจรปิดอยู่ในห้องควบคุม ถามเพื่อนที่นั่งดูอยู่ด้วยกันว่าเราไปจัดการดีไหม จราจรอีกคนบอกว่าปล่อยมันไปเฮอะ นั่นต้องเป็นคนอังกฤษแน่ ว่าเข้านั่น






จากสถานี Queensway ไปทางสถานีรถใต้ดิน Bayswater ย่านนี้เรียกว่าย่าน Queensway ทั้งสองฝั่งถนนเต็มไปด้วยร้านค้า ซึ่งมีผู้คนช้อปปิ้งกันขวักไขว่ โดยเฉพาะร้านขายของที่ระลึก ย่านนี้มีคนไทยพักอาศัยอยู่พอสมควรทีเดียว ทั้งนี้ไม่นับคนไทยที่มาเดินช้อปปิ้งและกินเป็ดย่างโฟร์ซีซั่น




 

ร้านขายของที่ระลึกบนถนนเส้นนี้มีให้เลือกมากมาย ถ้าใครคิดจะซื้อของใช้หรือของฝากที่เกี่ยวกับลอนดอนละก็ มาแถวนี้ไม่ผิดหวัง ที่สำคัญราคาไม่แพงถ้าเทียบกับย่านใจกลางกรุงลอนดอน และมักตั้งราคาขายเป็นแบบ 3 For X.99 หรือ 3 ชิ้นราคาเท่าไหร่ก็ได้แต่จะลงท้ายด้วย .99






วันนั้นผมกับครูดารินทร์ไปเลือกซื้อของฝากที่ร้านหนึ่ง พอหิ้วตะกร้าไปจ่ายเงิน หนุ่มพนักงานขายเชื้อสายอาหรับกล่าวทักทายสวัสดีครับ แล้วต่อด้วยภาษาอังกฤษถามว่าเป็นคนไทยรึเปล่า ทำนองนี้  อย่างนี่เชื่อหรือยังครับว่าย่านนี้คนไทยเป็นมหาอำนาจจริง ๆ






นอกจากร้านค้าแล้วสองฝั่งของถนนสายนี้จะมีร้านอาหารเรียงรายกันหลายร้าน







ร้าน Gold Mine ว่ากันว่าเจ้าของเป็นคนไทย






ร้านอาหารแขก






ร้านอาหารจีน แน่นอนไฮไล้ท์จะเป็นอื่นไปไม่ได้ต้องเป็ดย่างโฟร์ซีซั่นเจ้าเก่า






แต่เจ้าถิ่นเล่าว่าสำหรับคนที่นี่ร้านโฟร์ซีซั่นมนต์ขลังเริ่มเสื่อมแล้ว เพราะกุ้กได้ออกมาอยู่ร้านใหม่ เขาเปลี่ยนมาเข้าร้านนี้ครับ Magic Wok แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผมมีโอกาสมาแถวนี้สองครั้ง เลยเข้าไปลองชิมทั้งสองร้าน ผมว่ารสชาติก็พอ ๆ กัน หรือว่าหิวก็ไม่รู้ เพราะมาทุกครั้งก็เย็นค่ำและหิวซกมาทุกครั้ง แต่ที่ประทับใจคือไม่ว่าร้านไหนเป็ดย่างจะเนื้อหนานุ่ม เนื้อเป็นเนื้อ หนังเป็นหนัง และให้เยอะอย่างข้าวหน้าเป็ดทั้งข้าวทั้งเป็ดใส่มาจานเบ้อเริ่ม ถ้าไม่หิวกินไม่หมดแน่ แต่ที่ร้านแมจิคว้อกพิเศษตรงที่พอเห็นหน้าปุ้ป ทักสวัสดีครับคนไทยทันที






มีแทรกนิดหนึ่ง ขณะผมกำลังยืนถ่ายรูปหน้าร้านโฟร์ซีซั่น มีครอบครัวหนึ่งแม่จุงลูกวัยประถมต้นเดินข้ามถนนเพื่อจะเข้าร้านโฟร์ซีซั่น ผมได้ยินเสียงเด็กถามแม่ว่า "..ทำไมคนไทยต้องมากินเป็ดที่โฟร์ซีซั่นกัน....?"






เมื่อกินเป็ดย่างเนื้อนุ่มจนอิ่มแปร้แล้ว ไปเดินย่อยอาหารที่ห้างสรรพสินค้า Whiteleys ซึ่งตั้งอยู่ตรงหัวมุมสี่แยกเลยย่านร้านค้าและร้านอาหารไปไม่ไกล ห้างสรรพสินค้าร้านนี้มีจุดเด่นคือยอดโดมที่อยู่ตรงกลาง ห้างนี้สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1863






แต่เนื่องจากตอนผมไปเป็นเวลาค่ำแล้วร้านค้าส่วนใหญ่จึงปิดไฟเงียบกันหมด






แต่ยังมีสิ่งที่น่าสนใจตรงนี้ครับ ใกล้ ๆ โถงใต้โดม มีบูธเล็ก ๆ เปิดบริการนวดหลังเรียกว่า Back Spa อุปกรณ์ไม่มีอะไรมาก มีเก้าอี้ออกแบบเฉพาะอยู่ตัวหนึ่ง หมอนวดรูปร่างหน้าตาออกไปทางทอมแอนด์เจอรี่คนหนึ่ง แค่นี้เอง






แต่ราคาไม่ธรรมดาครับ 10 นาที 10 ปอนด์ ก็ตกประมาณ 500 บาท ราคานี้ที่เมืองไทยนวดทั้งตัวได้หลายชั่วโมง






ขอจบด้วยแสงสียามค่ำ ถ่ายจากหน้าห้าง Whiteleys ย้อนไปทางสถานี Bayswater จะเห็นว่าบรรยากาศคึกคักตลอดเวลา




 

แก้ไขล่าสุด ใน ธ.ค.152011

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 751 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน