เรื่อยเปื่อยสู่โมนาโกด้วย easyJet

 

ทริปนี้ถือว่าเป็นทริปของแถม เนื่องจากผมมีเวลาเหลืออีกนิดหน่อยก่อนกลับเมืองไทย จะขิ้นไปเที่ยวสก๊อตแลนด์ตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก ก็เหลือเวลาน้อยไปน่าจะเก็บไว้งวดหลังดีกว่า น้องสาวผมจึงชวนไปเที่ยวประเทศโมนาโก เพราะมีเพื่อนอยู่ที่นั่นและจะได้ถือโอกาสไปทำผมที่โน่นด้วย ที่พูดนี้ไม่ได้เวอร์นะครับ เพราะน้องสาวผมบอกว่าค่าทำผมชุดใหญ่ที่อังกฤษราคาโหดมาก แถมฝีมือก็ไม่ค่อยได้เรื่อง บินมาทำผมที่โมนาโกบวกค่ารถค่าเครื่องบินแล้วราคาก็พอกัน ที่สำคัญฝีมือละเอียดนิ่มนวลกว่ากันด้วย สามีของน้องสาวผมบอกว่าค่าตัดผมที่อังกฤษก็แพงพอกัน ตัดฉับ ๆ แค่ห้านาทีราคาตั้งสิบปอนด์ เกือบห้าร้อยบาท ราคานี้ตัดอย่างเดียวไ่มมีสระผมโกนหนวดโกนหน้าตัดขนจมูกนวดขมับนวดคอแบบเมืองไทยนะครับ






การไปโมนาโกต้องขึ้นเครื่องที่สนามบิน Gatwick ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านน้องสาวผมที่เมือง Eastbourne เท่าไหร่นัก บินไปลงเมืองนีซ ฝรั่งเศษ แล้วต่อรถเมล์อีกนิดเดียวก็ถึง เราใช้บริการของสายการบิน easyJet ซึ่งเป็นสายการบินโลวคอสท์ที่มีเส้นทางการบินไปยังเมืองสำคัญทั่วยุโรป แทบจะเรียกได้ว่าเป็นจ้าวพ่อสายการบินโลว์คอสท์ในแถบนี้ก็ว่าได้ ที่สนามบิน Gatwick นี้ผมเห็นเครื่องบินหางส้ม easyJet จอดเรียงกันเป็นตับ






ราคาค่าตั๋ว easyJet ก็เช่นเดียวกับสายการบินโลว์คอสท์ทั่วไป คือถ้าจองล่วงหน้านาน ๆ และเป็นเที่ยวเช้ากับเที่ยวดึกแล้วราคาจะถูกมาก บางครั้งเที่ยวละยี่สิบกว่าปอนด์แค่นั้นเอง แต่เนื่องจากคราวนี้จองล่วงหน้าไม่กี่วัน ค่าตั๋วลอนดอน - นีซ ไปกลับคนละ 126.13 ปอนด์ ราคานี้เป็นเที่ยวเช้ามืดกลับเที่ยวดึก แต่ก็ถือว่าไม่สูงนัก แพงกว่ากรุงเทพ - เชียงใหม่นิดหน่อย






การจองตั๋วเครื่องบินสมัยนี้ง่ายมาก จองออนไลน์จ่ายเงินเสร็จปริ้นท์บอร์ดิ้งพาสออกมา ถือใบนี้ไปสแกนขึ้นเครื่องได้เลย แต่ราคานี้สายการบินอนุญาตให้หิ้วกระเป๋าขึ้นเครื่องได้ใบเดียว ขนาดอย่าให้เกินที่กำหนด เพราะที่เช็คตั๋วก่อนขึ้นเครื่องเขามีซองวัดกระเป๋าด้วย แต่ตั้งไว้ขู่แค่นั้นเองเพราะผู้โดยสารส่วนใหญ่รู้งานดีอยู่แล้ว  สำหรับคุณผู้หญิงถ้ามีกระเป๋าถือหรือถุงก้อบแก้บมี่หิ้วติดมือมา ต้องยัดเข้าไปในแฮนด์แบ็กก่อน ค่อยเอาออกตอนอยู่บนเครื่อง เพราะใบเดียวก็ต้องใบเดียวจริง ๆ  แต่เท่าที่ดูเจ้าหน้าที่ก็ไม่ค่อยเข้มงวดนัก ผมดูบรรยากาศโดยรวมแล้วคนแน่นเหมือนกับท่ารถ บขส. รู้สึกว่าคนแถวนี้เขาบินกันเหมือนขึ้นรถทัวร์ไปต่างจังหวัดบ้านเรา งวดนี้ผมใช้บริการ easyJet เป็นครั้งที่สองหลังจากครั้งแรกบินไปกรุงอัมสเตอรดัม เนเธอร์แลนด์ ก็เห็นบรรยากาศคล้ายกัน






บรรยากาศบนเครื่อง ขาไปคนไม่แน่นเท่าไหร่ยังพอมีที่ว่าง แต่ตอนขากลับรู้สึกว่าจะเป็นเที่ยวสุดท้ายด้วย ผู้โดยสารเต็มทุกที่นั่ง

 

 

 

 

ผมนั่งสายการบินนี้สี่เที่ยว แอร์แต่ละเที่ยวกี่ ๆ ทั้งนั้น และแต่ละคนช่างทำหน้าตายเป็นพิมพ์นิยมเหมือนกันหมด






ของกินบนนี้ทุกอย่างเสียเงินหมด ฟรีแต่น้ำเปล่า แต่ถ้าใช้คูปองที่ปริ้นท์มากับตั๋วโดยสารได้ลดนิดหน่อย






ตอนเริ่มออกเดินทางท้องฟ้ามืดครึ้มฝนตกปรอย ๆ แต่หลังจากบินไปได้สักพักท้องฟ้าแจ่มใส คิดว่าวันนี้คงได้ภาพสวยแน่แต่ที่ใหนได้หลอกให้ดีใจแป้บเดียว หลังจากนี้ไม่นานปรากฎว่าท้องฟ้ามืดมิด กัปตันต้องบอกให้รัดเข็มขัด เครื่องบินสั่นพั่บ ๆ น้องสาวผมต้องพนมมือหลับตาสวดหาคุณพระคุณเจ้าตลอดเวลา






แต่ก่อนถึงที่หมายท้องฟ้าเปิดค่อยยังชั่ว นี่เป็นภาพสนามบินเมืองนีซ รูปธงชาติบนแพนหางเครื่องบินลำที่จอดขวามือ ดูคุ้น ๆ อย่างกับแพนหางของเครื่อง Orient Thai แต่ดูขนาดของแถบสีแล้วไม่น่าจะใช่






เที่ยวนี้ใช้เวลาบินประมาณสองชั่วโมง ตอนก้าวออกจากเครื่องนักรีวิวสายการบินทุกคน จะต้องไม่พลาดในการถ่ายภาพมุมบังคับมุมนี้ ผมก็เอากับเขาบ้างจะได้ไม่ตกเทรนด์






ทั้งลำมีกะเหรี่ยงผมดำอยู่สามคนรวมทั้งคนที่อยู่หลังกล้อง






ภาพนี้ยืนยันว่าใช่สนามบินนีซจริง ๆ การผ่านเข้ามืองที่นี่ฉลุยมาก เจ้าหน้าที่ ตม. แทบไม่ถามซักคำ หลังจากรับหนังสือเดินทางเงยหน้ามองแว้บหนึ่งแล้วก็ประทับตราโป้ง เป็นอันเสร็จพิธี






ช่วงนั้นประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพการประชุม G20 โดยใช้เมืองนีซเป็นสถานที่ประชุม บริเวณผู้โดยสารขาเข้าจึงคึกคักไปด้วยเจ้าหน้าที่ที่มาคอยต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง พร้อมกับถือป้ายทำนองนี้ ผมชอบโลโก้การประชุมที่นำรูปร่างหอไอเฟลและแถบสีธงชาติฝรั่งเศสมาออกแบบได้อย่างเรียบง่ายแต่สื่อความหมายครบถ้วน






ชัตเติ้ลบัสรับส่งผู้โดยสารจากสนามบินเข้าเมืองเห็นเขียนว่าฟรี แต่เราไม่สนเพราะเราจะต่อไปโมนาโก การเดินทางเข้าฝรั่งเศสของผมครั้งนี้เป็นการเดินทางมี่สบายที่สุดเพราะไม่ต้องทำการบ้าน ไม่ต้องวางแผนเหมือนตอนมาปารีสตามลำพังก่อนหน้านี้ คราวนี้เพียงแต่เดินตามน้องสาวผมไปเรื่อย ๆ ทำตัวเป็นลูกทัวร์ที่ดีก็พอ






เลยจากสถานีชัตเติ้ลบัสไปหน่อยก็มีสถานที่ขายตั๋วรถประจำทางไปยังเมืองต่าง ๆ






ที่จอดรถไปแต่ละเมืองมีชานชาลาแยกกันมีป้ายบอกชัดเจน สมกับเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เสียดายคราวนี้ผมไม่ได้แวะเที่ยวเมืองนีซและคานส์เพราะมีเวลาจำกัด แต่เพื่อนน้องสาวที่โมนาโกบอกว่า ถ้าจะมาเที่ยวแถบนี้ควรจะมาหน้าร้อน เพราะอากาศแจ่มใส ผู้คนส่วนใหญ่ต่างแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสดใสน้อยชิ้น โดยเฉพาะบริเวณชายหาดยิ่งน้อยชิ้นเข้าไปใหญ่ ไม่ปิดมิดชิดสีสันทึม ๆ เหมือนหน้านี้






ค่าโดยสารจากสนามบินไปโมนาโกคนละ 18 ยูโร แพงเอาเรื่องเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่ไม่ไกลเท่าไหร่ ความจริงเพื่อนของน้องสาวจะขับรถมารับที่สนามบิน แต่น้องสาวผมไม่อยากรบกวนและอีกอย่างหนึ่งเพื่อให้ผมได้มีประสบการณ์เข้าเมืองด้วยตนเอง คราวหน้าคราวหลังเกิดอยากจะปลีกวิเวกมายุบหนอพองหนอแถวชายหาดแถบนี้ตอนหน้าร้อน จะได้มาถูกซึ่งผมก็ว่าดีแล้ว






ยืนรอรถไม่นานถ่ายรูปยังไม่ทั่ว รถเมล์ก็มาเทียบท่าแล้ว เที่ยวนั้นมีผู้โดยสารไม่ถึงสิบคน พอทุกคนขึ้นครบก็ออกรถทันที ไม่จอดแช่รอผู้โดยสารเหมือนรถเมล์บางประเทศ






ดังกล่าวมาแล้วว่าช่วงนี้อยู่ในระหว่างการประชุม G20 จึงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนรักษาความปลอดภัยอยู่ตลอดเส้นทางช่วงออกจากสนามบิน อย่างภาพนี้บังเอิญขับตามรถตำรวจ ทำให้นึกครึ้มอกครึ้มใจว่าเราก็เป็น วีไอพี เหมือนกัน มีรถนำขบวนและตำรวจยืนอารักขาเพียบ






จากสนามบินก็ขึ้นมอเตอร์เวย์ทันที ก่อนอื่นต้องปรับความเคยชินเสียก่อนจะได้ไม่สับสนว่ากำลังเข้าสู่ประเทศที่ขับรถชิดขวา ตรงข้ามกับอังกฤษและบ้านเรา ผมรู้สึกแปลกเหมือนกันทำไมทั่วยุโรปมีอังกฤษประเทศเดียวที่ขับรถชิดซ้าย







พอออกสู่มอเตอร์เวย์ สิ่งซึ่งสัมผัสได้ทันทีก็คืออุโมงค์ครับ ตลอดเส้นทางมีอุโมงค์มากจริง ๆ บางช่วงห่างกันไม่ถึงกิโล






แม้แต่ไหล่เขาไม่สูงนักเขาก็ไม่ถากภูเขาตัดถนนอ้อมไป ทั้ง ๆ การเจาะอุโมงค์แบบนี้น่าเสียค่าใช้จ่า่ยมากกว่า แต่ถ้ามองด้านการรักษาสภาพแวดล้อมและทรัพยากรแล้ว ผมว่าเสียน้อยกว่าการตัดถนนลัดเลาะไปตามภูเขา






ก่อนเขียนบทความนี้หนึ่งสัปดาห์ ครม.ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 สัญจรมาประชุมเชียงใหม่ ตามข่าวทราบว่ามีโครงการตัดถนนเชียงใหม่ - แม่ฮ่องสอนสายใหม่ ซึ่งในเส้นทางมีการเจาะอุโมงค์ลอดภูเขาช่วงวัดจันทร์เป็นต้นไป เพราะเส้นทางจากนั้นไปแม่ฮ่องสอน นักอ้อฟโรดทราบดีว่าเป็นเส้นทางโหดไม่เบาทีเดียว ต้องลัดเลาะข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่า ซึ่งการเจาะอุโมงค์นี้มีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้คัดค้าน หลังจากที่ผมได้เห็นถนนลอดอุโมงค์ที่ฝรั่งเศสและโมนาโกแล้ว ผมสนับสนุนโครงการนี้สุดลิ่มทิ่มประตูทีเดียว เพราะพื้นที่ภูเขาเหนืออุโมงค์ยังคงมีประโยชน์ใช้สอยเหมือนเดิม






อุโมงค์ของถนนแต่ละเลนมีทั้งอยู่ห่างกันคนละทิศและอยู่คู่กัน






ขึ้นมอเตอร์เวย์มาประมาณ 15 นาที ก็ถึงทางออกไปโมนาโก






 

ก่อนออกต้องเสียค่าผ่านทางตามระเบียบ ทราบมาว่ามอเตอร์เวย์ที่ฝรั่งเศสมีด่านเก็บเงินตลอดทาง ต่างกับอังกฤษซึ่งขึ้นฟรี






ถนนจากนี้ไปเป็นถนนธรรมดารถวิ่งสวนทางกัน จะเห็นว่าถนนเริ่มคดเคี้ยวลัดเลาะไปตามไหล่เขา






ด้านหนึ่งเป็นภูเขาอีกด้านหนีงเป็นทะเล เหมือนที่เคยเห็นในหนังไม่มีผิด






โมนาโก ประเทศเล็กนิดเดียวเล็กเป็นอันดับสองของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศษ ติดกับทะเลเมดิเตอเรเนียน รายได้หลักของรัฐบาลมาจากการเปิดบ่อนคาสิโน โมนาโกเป็นที่สิงสถิตย์ของเศรษฐีไฮโซทั้งหลาย






ผมรู้จักประเทศนี้นานมาแล้วจากข่าวที่ดังมากในยุคนั้นคือข่าวดาราสาวฮอลลีวู้ด เกรซ เคลลี่ ที่ชีวิตพลิกผันบุญมาวาสนาส่งมาเป็นเจ้าหญิงแห่งโมนาโก หลังจากนั้นก็รู้จักจากรายการแข่งรถอันลือลั่นโมนาโกกรังซ์ปรีซ์ รวมทั้งชื่อเสียงของบ่อนคาสิโนมอนติคาโล และทิวทัศน์บ้านเมืองบนภูเขาริมทะเล ที่หนังหลายเรื่องใช้เป็นฉากสำคัญในท้องเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับจ้าวพ่อมาเฟียทั้งหลายมักจะเกี่ยวพันกับบ่อนมอนติคาโลเสมอ





แล้วเราก็มาถึงที่หมาย รถเมล์มาจอดป้ายข้างพระราชวังโมนาโก ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินแค่ 35 นาที แต่ค่ารถเมล์ตั้งหกร้อยกว่าบาท





มุมมองจากป้ายรถเมล์ ด้านหนึ่งเป็นจตุรัสกลางเมือง






อีกด้านหนึ่งเป็นบันไดขึ้นไปชมพระราชวัง สิ่งแรกที่เห็นบ้านเมืองนี้ก็คือความสะอาดความเป็นระเบียบเรียบร้อย แทบจะเรียกได้ว่าเนี้ยบเหมือนเป็นการจัดวางทุกกระเบียดนิ้วทีเดียว ลองตามชมไปเรื่อย ๆ ก็จะได้เห็น





วิลล่าที่พักของเพื่อนน้องสาวผมอยู่ไม่ไกลจากนี้เท่าไหร่ เดินลัดเลาะไปเดี๋ยวก็ถึง พอลงรถเมล์ข้ามถนนมาก็จะผ่านตลาดนัดขาพืชผักผลไม้ ดอกไม้ เสียดายมาถึงเป็นเวลาสายตลาดเริ่มวายแล้วแต่ก็ยังได้เห็นบรรยากาศสีสดใส ตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะมาดูใหม่ ตอนนี้แวะชมพอหอมปากหอมคอก่อน





จะเห็นว่าแม้จะเฉอะแฉะจากฝนที่ตกลงมาก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่มีฝุ่นโคลนให้เลอะเทอะ





จากภาพส่วนใหญ่ที่ผมถ่ายมาจะเห็นว่าติดภาพเครนก่อสร้างโผล่ให้เห็นตลอด แลดงว่าโมนาโกมีการเจริญเติบโตไม่หยุด





ข้างบนคือพระราชวังซึ่งเดี๋ยวหลังจากเก็บข้าวเก็บของแล้วจะขึ้นไปชม แต่อากาศวันนี้ไม่เป็นใจให้เลย





หน้าตาผักและผลไม้ก็ดูคุ้น ๆ แต่ราคาไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่





เนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขา ถนนตรอกซอกซอยแทบทุกสายจึงขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอด






สำหรับภาพอาคารบ้านเรือนและภาพเก็บตกตามท้องถนนในโมนาโก ผมจะนำลงเป็นการเฉพาะอีกต่างหาก เพราะยังมีอีกบานตะเกียง แต่ตอนนี้เราแวะรับประทานอาหารกลางวันกันก่อนที่ร้านอาหารไทยซึ่งเป็นทางผ่าน




Royal Thai ร้านอาหารไทยร้านเดียวในโมนาโก เจ้าของเป็นเพื่อนน้องสาวผมดังกล่าวมาตอนต้น





ถ่ายรูปกับเจ้าของร้าน





เมนูแนะนำที่ตั้งอยู่หน้าร้านผมอ่านออกรายการเดียวว่า "ผัดไก่น้ำมันหอย" ราคา 13 ยูโร





อาหารกลางวันมื้อนั้นแกงเหลืองปักษ์ใต้สูตรต้นตำหรับกลิ่นกะปิใต้โชยมาแต่ไกล รับประทานพร้อมไข่เจียวหอมกรุ่น สุดยอด เมนูนี้พิเศษสำหรับ วืไอพี กะเหรี่ยงชุดนี้เท่านั้นไม่มีขายในร้าน





อิ่มแล้วเดินไปยังวิลล่าที่พักกันต่อ ท่ามกลางอากาศที่สะอาดเย็นสบาย





ถึงแล้วครับ เราเข้าไปสำรวจหน่อยว่าภายในอาคารหน้าตาโบราณคลาสสิค ที่เรียกว่าวิลล่านี้มีการตกแต่งลักษณะใด และอีกอย่างหนึ่งจะได้รู้ไล้ฟสไตล์ของคนที่นี่





ห้องนั่งเล่น





ห้องครัว





ห้องนอน เราพักกันสองห้องนี้ ซึ่งเจ้าของบ้านยกให้พักอย่างอิสระโดยมอบกุญแจบ้านให้เลย เพราะเขาจะไปพักที่บ้านอีกหลังหนึ่งบนภูเขา ผมเพิ่งรู้ธรรมเนียมชาวตะวันตกว่าการที่เราไปพักบ้านใครแล้วเจ้าของบ้านมอบกุญแจบ้านให้เลยนั้น แสดงว่ายินดีต้อนรับอย่างเต็มที่หรือถือว่าเป็นคนที่สนิทกันที่สุด ถ้าเพื่อนฝูงไปพักแล้วเขายังไม่มอบกุญแจบ้านให้แสดงว่ายังไม่ซี้กันจริง


ที่บ้านน้องสาวผมที่อังกฤษก็เช่นกัน พอรู้ว่าผมจะไปพักด้วยสามีเขารีบไปทำกุญแจสำรองและมอบให้ผมทันทีที่เข้าไปอยู่ ตอนแรกผมก็งง ๆ เหมือนกันว่าเขาจะชิ่งหนีไปไหน เพราะต้องเห็นหน้าคอยเปิดปิดประตูให้ทุกวันอยู่แล้ว นี่ถ้าเป็นบ้านเราถ้าเพื่อนฝูงญาติมิตรไปพักแล้วเราโยนกุญแจบ้านให้ แขกที่มาพักอาจเกิดความรู้สึกว่าเจ้าของบ้านไม่เต็มใจต้อนรับเท่าไหร่ คงไม่อยากเสียเวลาคอยเปิดปิดประตูให้  หรือคิดไปว่าเขาต้องการชิ่งไปโน่น





ขอแถมภาพห้องน้ำในห้องนอนที่ผมกับครูดารินทร์พักเสียหน่อย เป็นกระจกใสโล่งโจ้งมองเห็นได้ทะลุปรุโปร่ง นี่ถ้าเป็นแฟนกันหรือกำลังฮันนี่มูนอยู่ละก็คงได้เห็นภาพเซ็กซี่ สร้างอารมณ์โรแมนติกไม่เบา แต่ ณ เวลานี้ผมกับครูดารินทร์ ถ้าใครจะใช้ห้องน้ำอีกคนต้องขอตัวออกไปนั่งสงบสติอารมณ์ที่ห้องนั่งเล่นทุกครั้ง...


ผมขอจบโมนาโกภาคแรกแค่นี้ก่อน โปรดคอยติดตามตอนต่อไป....





แก้ไขล่าสุด ใน ม.ค.252012

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 687 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน