ออกเดินทาง

พ.ย.162011

wat*ka*darin's Holiday ตอนที่ 2




ที่ผมนำเรื่องวีซ่าเช็งเก้นเพื่อเข้าประเทศฝรั่งเศษมารวมกับเรื่องออกเดินทาง แถมภาพนำเรื่องยังเป็นภาพน้ำท่วมอีก ก็เพราะว่ามันเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ดังนี้ครับ





เดินทางหนีน้องน้ำ


ดังที่ผมเล่าไว้ตอนก่อนแล้วว่า วันที่ 20 กันยายน วีซ่าอังกฤษผมผ่านแล้ว ทางเอเยนซี่กำลังจองวันยื่นวีซ่าฝรั่งเศษอยู่ ขณะนี้ตั๋วเครื่องบินก็ออกแล้ว เดินทางวันที่ 10 ตุลาคม เหลือเวลาอีกตั้งยี่สิบวัน หักวันหยุดออกก็เหลือวันทำการกว่าสิบวัน ทันเหลือเฟือ เพราะเคยบอกว่าวีซ่าฝรั่งเศษใช้เวลาเพียงอาทิตย์เดียว ตอนนั้นผมคิดว่าจองคิวเมื่อไหร่ก็ได้ แต่พอปลายเดือนคุณวรรณจากเอเยนซี่โทรมาบอกว่าจองคิวยื่นวีซ่าได้วันอังคารที่ 4 ตุลาคม เพราะคิวยาวมาก จะจองก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้เพราะต้องรอให้วีซ่าอังกฤษผ่านก่อน แต่คุณวรรณบอกว่าทันเดินทางแน่ เพราะหลักฐานทุกอย่างแน่นปึ้กอีกทั้งใบจองโรงแรมและตั๋วเครื่องบินก็คอนเฟิร์มหมดแล้ว ระบุชัดเจนว่าเดินทางวันที่ 10 เคยมีอยู่เคสหนึ่งคล้ายกันนี้ใช้เวลาแค่สามวันเอง ผมนึกในใจว่าตายละซี หักวันเสาร์อาทิตย์ออกไปมีเวลาสี่วันเท่านั้น แต่ปลอบใจตนเองว่าก็คงทัน


ผมวางแผนว่าจะไปตั้งหลักที่บ้านกรุงเทพก่อนบินสักหนึ่งวันด้วยเหตุผลสองข้อ คือจะได้มีเวลาเตรียมตัวจัดกระเป๋าและซื้อหาของที่จำเป็นเพิ่มเติม แต่เหตุผลที่สำคัญคือน้องน้ำครับ (ตอนนั้นน้องน้ำยังไม่มีชื่อ) ถ้าใครตามข่าวย้อนหลังจะทราบว่าขณะนั้นน้ำได้ท่วมนครสวรรค์แล้ว ถนนบายพาสมุ่งสู่กรุงเทพถูกน้ำท่วมสูงใช้การไม่ได้ แต่ในเมืองยังไม่ท่วมเพราะพนังกั้นน้ำยังเอาอยู่ ให้ใช้เส้นทางเข้าเมืองผ่านสะพานเดชาติวงศ์เท่านั้น  จะหลบไปทางสาย 11 อินทร์บุรีก็คอสะพานขาดใช้การไม่ได้อีก ก่อนหน้านี้มีฝนตกหนักถนนแถวเถินรถผ่านไม่ได้อยู่สองวัน ช่วงนั้นผมถือว่าเป็นช่วงเครียดมากไหนจะต้องลุ้นวีซ่า ยังต้องมาลุ้นเส้นทางเข้ากรุงเทพที่เหลืออยู่สายเดียวอีก ส่วนทางรถไฟนั้นไม่ต้องพูดถึงทางขาดไปนานแล้ว ถ้าจำเป็นจริง ๆ คงต้องพิ่งทางอากาศแต่ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้ายจริง ๆ ซึ่งถ้าฉุกเฉินขนาดนั้นจะมีตั๋วให้หรือเปล่าก็ไม่รู้


จึงตัดสินใจเดินทางจากเชียงใหม่วันศุกร์ที่ 7 จากกำหนดเดิมวันเสาร์ เพราะข่าวล่ามาเร็วบอกว่าทางสายเอเซียช่วงอยุธยาน้ำท่วมรถผ่านไม่ได้แล้ว  รถทุกชนิดต้องไปใช้เส้นทางบางบัวทองสุพรรณบุรีแทน จึงเห็นว่าช้ากว่านี้เป็นเรื่องแน่ รีบเผ่นเอาหางจุ่มน้องน้ำก่อนดีกว่า น้องน้ำรุกคืบมาเรื่อย ๆ แล้ว




าพนี้เป็นเส้นทางก่อนเข้าตัวเมืองนครสวรรค์ จะเห็นว่าฝั่งขาออกน้ำเริ่มมาแล้วมาแรงด้วย อีกไม่นานคงจะต้องปิดการจราจร ส่วนฝั่งเข้าเมืองระดับถนนสูงกว่า รถยังวิ่งได้เป็นปกติ แต่ไปได้อย่างช้า ๆ





พอถึงตัวเมืองก่อนถึงแยกหอนาฬิการถติดยาว  กว่าจะผ่านไปได้ใช้เวลากว่าเป็นชั่วโมง





ช่วงลงจากสะพานเดชาติวงค์พนังกั้นน้ำยังเอาอยู่ แต่อีกสองวันเรียบร้อย วันนั้นผมขับรถด้วยอาการลอย ๆ พิลึก เนื่องจากยังไม่ทราบผลวีซ่า และเป็นวันศุกร์วันทำงานวันสุดท้ายด้วย ถ้าภายในเย็นนี้ยังไม่รู้ผล วันจันทร์ก็บินไม่ได้ เพราะไม่มีพาสปอร์ต ต้องโทรเช็คกับคุณวรรณเป็นระยะ แต่ไม่มีข่าวดีเลย กังวลไปถึงตั๋วเครื่องบินด้วยว่าถ้าไม่ทันจริง ๆ จะเลื่อนได้ไหม จะต้องเสียเงินด้วยหรือเปล่า เพราะเป็นตั๋วโปรโมชั่น แต่ข้อนี้ได้รับคำตอบจากคุณวรรณว่าเลื่อนได้ทันแน่นอนและไม่เสียเงินด้วย





ผ่านครสวรรค์จะเข้าเส้นชัยนาทเพื่อไปถนนสุพรรณบางบัวทองก็ไม่ได้ น้ำท่วมสูง ต้องไปเข้าสิงห์บุรีผ่านวิเศษชัยชาญ ไปเข้าสุพรรณที่อำเภอเดิมบางโน่น ตอนนั้นน้ำเพิ่งท่วมใหม่ ๆ ยังไม่มีป้ายบอกทางหนีน้ำท่วม ต้องใช้จีพีเอสปาก คือถามเส้นทางไปตลอด เส้นสุพรรณบุรีบางบัวทอง ตอนนั้นยังแห้งสนิทขาออกจากกรุงเทพรถแน่น แต่ขาเข้ายังโล่ง ภาพข้างบนเป็นถนนก่อนขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากเกร็ด น้ำท่วมปริ่มขอบถนนแล้ว แต่ผมไม่มีใจกับเรื่องนี้ ใจไปจดใจจ่อไปอยู่ที่เวลา เพราะขณะนั้นเป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว ยังไม่ได้รับข่าวดี คุณวรรณบอกว่าในทางปฏิบัติที่เคยมา ถ้าบริษัทตัวแทนไปรับพาสปอร์ตจากสถานทูตฝรั่งเศษแล้วก็จะ SMS แจ้งให้เอเยนซี่ไปรับในวันรุ่งขึ้นแม้จะเป็นเวลาค่ำมืดดึกดื่นก็ตาม ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่สามารถไปเร่งหรือทำอะไรได้ ต้องรออย่างเดียว สำหรับวันนี้เมื่อเวลามันล่วงเลยมาเย็นป่านนี้แล้ว ก็ต้องเลื่อนตั๋วเครื่องบินไปก่อนเป็นวันอังคาร ซึ่งคาดว่าอย่างไรเสียวันจันทร์วีซ่าคงผ่าน


ช่วงวันเสาร์อาทิตย์ ยังไม่มีอารมณ์จัดกระเป๋ากลัวจะเก้อทางเหนือเรียกว่ามันจะแก๋น จึงไม่มีอะไรดีไปกว่านอนดูข่าวน้ำท่วมแก้เซ็ง  จากข่าวน้ำท่วมซึ่งวิกฤตขึ้นเรื่อย ๆ เช่น พนังกั้นน้ำที่นครสวรรค์พังแล้ว ทำให้รู้ว่าดีแล้วที่ตัดสินใจเดินทางล่วงหน้ามาก่อน ไม่งั้นอาจลำบากกว่านี้หรือติดแหงกมาไม่ได้เลย


วันจันทร์ทั้งวันก็ยิ่งเซ็งขึ้นไปอีก เพราะยังไม่มีข่าวคืบหน้า ซึ่งคุณวรรณบอกว่าแกก็เครียดยิ่งกว่าเพราะไม่เคยเจอกรณีแบบนี้ จึงเตรียมทำหนังสือไปยังสถานทูตฝรั่งเศษว่า ถ้าวีซ่ามีปัญหาจะขอเอาพาสปอร์ตออกมาก่อน แต่อย่างไรก็ตามวันอังคารนี้คงเดินทางไม่ทันอยู่แล้ว ต้องจะเลื่อนตั๋วอีกครั้งเป็นวันพุธ ซึ่งต้องขอเป็นกรณีพิเศษไปยังบริษัทแม่ของสายการบินที่ไทเป แต่วันจันทร์ที่ 10 ตุลาเป็นวันชาติไทเป เขาหยุดงานกันหมด ตอนนี้ยังติดต่อไม่ได้แต่จะพยายามติดต่อให้ได้ มาถึงตรงนี้ทั้งผมกับครูดารินทร์เปลี่ยนจากเซ็งเป็นเครียดบ้างแล้ว เริ่มคิดไปต่าง ๆ นา ๆ หนึ่งนั้นก็คิดไปทางร้ายถึงขนาดว่า ถ้าไม่ใชบริษัทของเพื่อนที่รู้จักกันแล้วคงถูกหลอกแน่ เพราะมีข่าวทำนองนี้ออกบ่อย แต่ใจชื้นขึ้นมาหน่อยเมื่อตอนค่ำคุณวรรณโทรมาบอกว่าเลื่อนตั๋วได้แล้วไม่มีค่าใช้จ่าย และได้ทำหนังสือถึงสถานทูตแล้ว ยังไงได้พาสปอร์ตออกมาแน่ (มาทราบภายหลังว่าน้องสาวที่อังกฤษก็มีอาการเครียดอ่อน ๆ ไม่แพ้กัน เพราะเตรียมรับอย่างดี วางแผนรับรองล่วงหน้าหลายมื้อแล้ว ก็ยังไม่มาสักทีเลื่อนแล้วเลื่อนอีก จนถูกเพื่อนฝูงทางโน้นแซวว่าถูกญาติหลอกละมั้ง)


คืนนั้นผมจึงเริ่มแผนสอง ถ้าวีซ่าเช็งเก้นไม่ผ่านจริง ๆ (แอบเสียดายค่าวีซ่าเหมือนกันเพราะเขาไม่คืน) ก็จะลุยอังกฤษประเทศเดียวก็ได้ เที่ยวมันทั้งสหราชอาณาจักรเลย เพราะมีเวลาตั้งเกือบเดือน จึงเปิดเว็บหาข้อมูลทั้งสก๊อตแลนด์ เวลส์ ไอร์แลนด์ ทั้งคืน อีกอย่างนอนไม่หลับด้วย


พอเช้าวันอังคาร ผมขอบอกว่ามันเป็นอะไรที่แปลกมากที่คนสามคนจะมีใจตรงกันโดยบังเอิญอะไรเช่นนี้ คือว่าตอนเกือบเก้าโมงเช้า ผมกับครูดารินทร์นั่งมองหน้าไม่พูดไม่จากันอยู่คนละมุมเตียง ผมเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์จะโทรหาคุณวรรณ ครูดารินทร์พูดขึ้นทันทีว่ากำลังจะบอกให้โทรอยู่พอดี พอผมกำลังจะกดโทรออกก็มีสายโทรเข้าสวนมา เป็นสายคุณวรรณพูดเสียงใส ด้วยคำพูดที่อยากได้ยินมาหลายวันแล้วว่า "วีซ่าผ่านแล้วค่ะ้ SMS แจ้งมาเมื่อคืนนี้ คุณสมบัติกำลังไปรับ แล้วจะให้แมสเซ็นเจอร์ไปส่งถึงบ้าน...". ผมกับครูดารินทร์งี้โดดผลุงลงจากเตียงไปจัดกระเป๋าทันที





วีซ่าเป็นแบบ Multiple เข้าออกประเทศกลุ่มเช็งเก้นได้หลายครั้งรวมแล้วไม่เกิน 15 วัน ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนแค่นี้ก็เหลือเฟือ ดูจากวันที่อนุมัติเป็นวันจันทร์ที่ 10 ถ้านับจากวันยื่นก็ใช้เวลาห้าวันทำการพอดี แต่บังเอิญไปติดเสาร์อาทิตย์ทำให้วุ่นวายจนประสาทจะกิน แต่ไม่เป็นไรเลื่อนการเดินทางไปสองวัน พูดเข้าข้างตัวเองสไตล์คนไทยว่าเลื่อนไปเป็นวันพุธนะถือว่าเป็นวันดีแล้ว ถ้าไปตามกำหนดเดิมอาจจะเจออะไรร้าย ๆ ก็เป็นได้ ซึ่งก็อาจจะจริง เพราะตลอดทริปนี้ทุกอย่างผ่านฉลุย ไม่มีปัญหาติดขัดอะไรซักอย่าง เจอสิ่งที่ดี ๆ ทั้งนั้น อีกประการหนึ่งก็ได้วันชดเชยขากลับซึ่งเลื่อนออกไปอีกสองวันจากที่ตั้งใจไว้ เพราะเครื่องเต็ม ทุกอย่างจึงลงตัวอย่างแฮ้ปปี้เอ็นดิ้ง (เพื่อเป็นการปลอบใจบริษัททัวร์ของเพื่อนเลยแถมประกันการเดินทางให้ฟรี ระยะเวลาครอบคลุมการเดินทางทั้งหมด)


เมื่อวีซ่าเช็งเก้นผ่าน แผนสองจึงต้องล้มเลิก กลับไปดำเนินการแผนเดิมต่อ โดยเฉพาะโปรแกรมฝรั่งเศษ เพียงแต่ทุกอย่างเลื่อนไปสองวัน ซึ่งเป็นการดีที่ผมยังไม่ได้จองอะไรไว้ ไม่ว่าตั๋วเดินทาง โรงแรมที่พัก คืนนั้นจึงทำการจองโรงแรมในปารีสทันที รายละเอียดเอาไว้เล่าเมื่อถึงตอนนั้น





ออกเดินทางจริง ๆ


ตั๋วเครื่องบินที่จองไว้เดิมคือวันที่ 10 ต.ค.ได้หมายเลขที่นั่งเรียบร้อยแล้วคือ 55 K J ริมหน้าต่าง ซึ่งเป็นที่นั่งสามแถว  แต่ตั๋วที่เลื่อนใหม่เป็นวันที่ 12 ยังไม่ระบุที่นั่ง (เลื่อนได้เท่านี้ก็ดีถมไปแล้ว)






ซึ่งก่อนหน้านี้ผมไปเปิด seatguru.com เพื่อดูตำแหน่งที่นั่ง ของเครื่อง Boeing 777-300ER ลำที่ใช้เดินทาง เห็นว่าในชั้น Economy มีที่นั่งชนิดสองที่อยู่สี่แถว คือตอนกลางติดห้องน้ำแถวหนึ่ง (57) กับตอนท้ายเครื่องอีกสามแถว (69 - 71)





ซึ่งผมเห็นว่าที่นั่งสองที่แบบนี้เป็นส่วนตัวดี ไม่อึดอัดเวลาไปด้วยกันสองคน และสะดวกเวลาออกไปห้องน้ำไม่ต้องขออนุญาตคนข้าง ๆ  ซึ่งบางครั้งรู้สึกเกรงใจเห็นเขากำลังหลับเพลินก็ต้องทนหนีบไว้ รวมทั้งได้อ่านรีวิวของน้องหนุ่มสาวคู่หนึ่งในเว็บ HFLIGHT ซึ่งบินกับสายการบินและเครื่องชนิดเดียวกันนี้ ได้เลือกที่นั่งแถว 57 ก็บอกว่าสะดวกสบาย เป็นส่วนตัว อิงแอบกันได้โดยไม่ต้องเกรงใจบุรุษที่สาม แต่สำหรับผมกับครูดารินทร์ไม่ได้หวังตรงนี้เท่าไหร่หรอก เรื่องลุกไปห้องน้ำสำคัญกว่า จึงอยากได้ที่นั่งตรงนี้ ส่วนสามแถวตอนท้ายก็สบายพอกัน แต่  seatguru บอกว่านั่งอยู่ท้ายเครื่องนั้นก็ดีแต่คุณจะได้เป็นผู้ออกจากเครื่องเป็นคนท้ายสุด ซึ่งจะทำให้คุณต้องไปต่อคิวตรวจหนังสือเดินทางเป็นคนท้าย ๆ เช่นเดียวกัน แต่ถ้าคุณแน่ใจว่าสามารถเดินเร็วแซงใครต่อใครไปตลอดได้ ข้อนี้อาจจะไม่เป็นปัญหา (ตอนอยู่บนเครื่องผมเดินไปสำรวจที่นั่งตอนท้ายนี้เหมือนกัน ก็เห็นว่าสงบดี ห้องน้ำข้างหลังมีคนมาใช้น้อยด้วย และก็อยู่ห่างจากที่นั่งพอสมควร)





วันเดินทางจึงไปรอเข้าคิวเช็คอินอยู่แถวหน้าสุดเลย เผื่อหวังฟลุ้คสำหรับที่นั่งแถวนี้ ปรากฎว่าโชคดีครับ ได้ที่นั่ง 57 B C ก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมไม่เป็น A B หรือ A C ตาม seatguru ที่นั่งตำแหน่งนี้อยู่ค่อนไปทางหลังปีกพอสมควร ทำให้ได้เห็นขอบฟ้ากว้างบ้าง ไม่ใช่ถูกปีกเครื่องบินบังซะมิด






ขอแทรกตรงนี้นิดหนึ่ง เป็นเรื่องเบา ๆ ของ ตม.ของไทย ก่อนที่จะไปเครียดกับ ตม.อังกฤษ เรื่องมีอยู่ว่า เจ้าหน้าที่ ตม.ขาออกของไทยเมื่อเห็นจังหวัดบ้านเกิดผมคือพะเยาในพาสปอร์ตเข้า ก็อู้คำเมืองหรือพูดภาษาเหนือกับผมทันที ถามว่าบ้านอยู่ตรงไหน พอรู้ว่าอยู่แถบเดียวกันอีก ห่างกันแค่คุ้งถนน เลยถามใถ่สารทุกข์สุกดิบ ถามหาญาติพี่น้องบ้านใกล้เรีอนเคียงกันใหญ่ ซึ่งผมก็รู้บ้างไม่รู้บ้าง เพราะไปเป็นเด็ก (กรุง) เทพเสียนาน เขาเล่าว่าว่าเดิมเป็นตำรวจภูธรที่พะเยา ตอนหลังขอโอนย้ายมาอยู่ ตม.ผมว่าคงคุยกันนานพอสมควร เพราะผมชำเลืองเห็นคนที่ยืนเข้าคิวต่อจากผมยืนกระสับกระส่าย อีกใจหนึ่งก็กลัวเขาเข้าใจผิดว่า ผมโดนงานเข้าเสียแล้ว จึงแกล้งพูดเสียงดังหน่อยพอให้รู้ว่านี่เป็นการพบญาติกันแค่นั้นเอง ส่วนครูดารินทร์ที่เข้าไปก่อนหน้าผม ก็ชักเป็นห่วงว่าผมมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ไม่ผ่านเข้ามาเสียที






กลับมาขึ้นเครื่องกันต่อ โดยความเห็นส่วนตัวผม ที่นั่งตำแหน่ง 57 B C ก็ถือว่าสะดวกสบายตามที่ตั้งใจไว้ครับ เผลอ ๆ นึกว่านั่งอยู่ชั้น Elite ไม่ใช่ Economy ด้วยซ้ำ เบาะเอนได้พอ ๆ กับแถวหน้า และดีตรงที่เราเอนได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องรอจังหวะให้สัมพันธ์กับคนนั่งแถวหลัง แต่อาจรำคาญเสียงเปิดปิดประตูห้องน้ำบ้าง แต่สักพักก็ชินแต่มันก็จะมีผู้มาใช้บริการถี่เป็นบางช่วงเท่านั้นเอง ที่สำคัญมีพื้นที่ว่างข้าง ๆ สำหรับออกมาซิทอัพยืดแข้งยืดขาบ้าง แหม บินรวดเดียวตั้งสิบสองชั่วโมงนี่ครับ ไม่ได้เกี่ยวกับสังขารหรอกครับ





ก่อนที่จะเลือกสายการบินมีผู้รู้ให้คำแนะนำไปเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกบอกว่าบินตรงรวดเดียวดีกว่า ไม่ต้องเสียเวลาต่อเครื่อง ซึ่งต้องรอเป็นชั่วโมงอย่างต่ำ อีกฝ่ายก็บอกว่าต่อเครื่องดีกว่าจะได้มีการเปลี่ยนอริยาบท โดยเพาะคนแก่ ๆ อย่างเรา (คนพูดนะครับไม่ใช่ผม) ต้องมีการยืดเส้นยืดสายบ้าง และระหว่างรอเปลี่ยนเครื่องก็จะได้เดินช้อปดิวตี้ฟรี โดยเฉพาะร้านดิวตี้ฟรีของสนามบินแถบตะวันออกกลางถือว่าใหญ่เริดหรูที่สุด สำหรับตัวผม เลือกขอบินตรงเพราะขี้เกียจลงไปรอเปลี่ยนเครื่อง บางที่ช่วงนั้นอาจกำลังหลับสบายอยู่ก็ได้ ส่วนดิวตี้ฟรีคงได้แต่เดินดูเท่านั้นเอง แต่ถ้ามีโอกาสอีกครั้งก็จะลองแบบเปลี่ยนเครื่องจะได้เปรียบเทียบกันดูบ้าง สิบปากว่าไม่เท่าคลำเอง






เดี๋ยวจะหาว่าผิดธรรมเนียมถ้ารีวิวสายการบินแล้วไม่มีรูปอาหารบนเครื่องมาโชว์ ข้างบนเป็นมื้อแรกครับ มีให้เลือกสองอย่าง ผมจึงเลือกทั้งสองอย่าง เอามาแบ่งกัน จะได้ไม่ขาดทุน ถาดแรกเป็นข้าวราดหน้าไก่อีกถาดหนึ่งเป้นสปาเก็ตตี้ อ้อ..สำหรับแอร์เที่ยวนี้ส่วนใหญ่เป็นน้องหมวยก็น่ารักดี แต่เวลาพูดภาษาอังกฤษนึกว่าพูดภาษาจีน บางครั้งถามผมเป็นภาษาจีนเสียอีก มีแอร์คนไทยคนเดียว น่ารักกว่า






มื้อสุดท้ายก่อนถึงสนามบิน Heathrow ผมว่าเสริฟทิ้งช่วงห่างจากมื้อแรกนานไปหน่อย และอีกอย่างใกล้ถึงที่หมายเกินไป ทำให้ต้องรีบกิน รีบเก็บ รีบเข้าห้องน้ำ ต้องต่อคิวกันยาว ผมสั่งไม่เหมือนกันทั้งสองถาดตามเคย มื้อนี้มีผัดหมี่ กับออมเล็ต ซึ่งรสชาติอาหารโดยรวมก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว





Final Destination


ในที่สุดเป้าหมายแรกที่วางแผนไว้มาเกือบสองเดือน ก็เกือบบรรลุผลแล้ว แต่ยังต้องผ่านด่านสำคัญซึ่งทั้งได้ยินและอ่านมาเกี่ยวกับกิติศัพท์ความเขี้ยวและหินของ ตม. สนามบิน Heathrow ทำให้ผมกับครูดารินทร์ต้องเตรียมซักซ้อมข้อมูลไว้รับมือพอสมควร





พูดถึงสนามบินของประเทศอังกฤษ ที่ผมรู้จักและพอจะรู้ข้อมูลบ้าง ก็คือนสามบิน Heathrow นี้แหละ ส่วนอีกสนามบินหนึ่งก็คือ Gatwick ก็เพิ่งเคยได้ยิน เมื่อตอนน้องสาวผมที่อยู่อังกฤษย้ำนักย้ำหนาว่าเวลาไปอังกฤษควรจะเลือกสายการบินที่ไปลงที่สนามบิน Gatwick ซึ่งเขามีเหตุผลคือ


1. ใกล้บ้าน บ้านน้องสาวผมอยู่ที่เมือง Eastbourne เป็นมืองชายทะเลซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของลอนดอน ห่างจากลอนดอนประมาณ 100 กม. ถ้าดูตามแผนที่ข้างบนจะอยู่ตรงแหลม ๆ ระหว่าง Brighton กับ Hasting .ซึ่งสนามบิน Gatwickจะอยู่ประมาณครึ่งทางระหว่าง London กับ Eastbourne ไม่ต้องขับรถไปรับไกล

2. สนามบิน Gatwickแม้จะเป็นสายการบินนานาชาติก็จริง แต่พนักงาน เจ้าหน้าที่ ตม. ยังมีความเป็นกันเองอะลุ้มอะหล่วย พูดง่าย ๆ คือไม่ซีเรียสเท่าสนามบิน Heathrow (อันนี้ผมยืนยันได้ หลังจากมีประสบการณ์ด้วยตนเอง เอาไว้เล่าเมื่อถึงตอนนั้น)

3. มีความพลุกพล่านน้อยกว่า เห็นบอกว่าที่สนามบิน Heathrow ถ้าเครื่องลงพร้อม ๆ กันหลายเครื่องละก็ดูไม่จึดทีเดียว

3. การคมนาคมระหว่างสนามบินกับลอนดอน หรือเมืองต่าง ๆ สะดวก โดยมีรถไฟบริการตลอดเวลามีเวลาออกแน่นอนห่างกันไม่กี่นาที ซึ่งถ้าไม่มีใครไปรับสามารถผมสามารถนั่งรถไฟถึงบ้านได้เลย ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง


สนามบินนี้ มีสายการบินสัญชาติตะวันออกกลางบินมาลงที่นี่ ซึ่งน้องสาวผมบินประจำ เพราะให้น้ำหนักกระเป๋าได้ถึงคนละ 30 ก.ก. (ขนน้ำพริกตาแดงกับน้ำพริกน้ำเงี้ยวบวกพืชผักสวนครัวไทยไปได้เพียบ แต่ห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ทุกชนิด) สำหรับสายการบินสัญชาติจีนไทเปที่ผมใช้บริการครั้งนี้ให้แค่คนละ 23 ก.ก. เท่านั้น หิ้วขึ้นเครื่องอีกคนละ 7 ก.ก. ขาไปของผมพอดิบพอดี แต่ตอนขากลับ น้ำหนักเกินทั้งข้างล่างทั้งบนไปหลายกิโล แต่ก็หยวน ๆ ตามภาษาจีน





ฉนั้นลองพิจารณาก็แล้วกัน แต่ครั้งแรกนี้ผมยืนยันกับน้องสาวผมว่าขอมาลงที่สนามบิน Heathrow  ประัสาคนไม่เคยไปอังกฤษ คือคิดว่าบินไปอังกฤษทั้งที่น่าจะไปลงสนามบินที่อยู่เมืองหลวง เป็นสนามบินที่เคยได้ยินชื่อมาช้านานแล้ว คงโอ่อ่าสมกับที่เป็นสนามบินที่คัับคั่งที่สุดในโลก แต่ความเป็นจริงเป็นอย่างไรนั้นผมจะเล่าตามความรู้สึกผมในลำดับต่อไป แต่สำหรับผมแล้วถ้ามีโอกาสมาอังกฤษอีกครั้งผมจะเลือกสายการบินที่มาลงที่สนามบิน Gatwick ดีกว่า





ประมาณทุ่มครึ่งเครื่องก็มาถึงสนามบิน Heathrow ตรงตามเวลา ผมเตรียมกล้องถ่ายรูปไว้อย่างดี กะว่าขณะร่อนลงคงจะได้ถ่ายภาพแสงสีของมหานครลอนดอนอย่างจุใจ แต่ปรากฎว่าภาพที่เห็นก็คือเมฆดำน่ากลัวปกคลุมเต็มไปหมด เห็นแสงไฟวับ ๆ แวม ๆ โผล่มาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นั่นคือภาพแรกของกรุงลอนดอนของที่ผมได้เห็น


สัมผัสแรกของสนามบิน Heathrow ผมรู้สึกว่าได้กลิ่นเก่า ๆ และสภาพดูโทรม ๆ ไม่เหมือนภาพที่อยู่ในใจเลย ระยะทางไกลพอสมควรกว่าจะเดินถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองเล่นเอาหอบแฮกเหมือนกัน เพราะไม่ใช่เดินธรรมดา ต้องสปีดด้วยไม่งั้นถูกแซง ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง คงเป็นเพราะเป็นเวลาค่ำมืดแล้ว ผมเห็นมีแต่ผู้โดยสารเที่ยวที่ผมมาเพียงสายการบินเดียว แต่มีผู้ยืนต่อคิวยาวเหยียด ผมกับครูดารินทร์อยู่ในคิวต้น ๆ ผมสังเกตุว่าคิวของผู้โดยสารที่ถือหนังสือเดินทาง EU และ UK แต่ละคนใช้เวลาไม่นาน คิวจึงลื่นไหลอย่างดี แต่ในคิวของกะเหรี่ยงอย่างเราเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ มีช่องตรวจอยู่ประมาณ 5 - 6 ช่อง เห็นหนุ่มชาวเอเซียกับชาวผิวสีสองสามคนถูกซักตั้งนานก็ยังไม่ผ่าน  ถูกกันให้มานั่งพักที่ม้ายาวหน้าเคาน์เตอร์ไว้ก่อน ทำให้รู้สึกเสียวอยู่เหมือนกัน ตรงเส้นรอเรียกมีเจ้าหน้าที่สาวร่างใหญ่เป็นผู้กำกับเส้นทำหน้าที่ปล่อยแถวไปตามช่องต่าง ๆ ทีละคน


พอถึงคิวผม ผู้กำกับเส้นชี้ไปที่ช่องขวามือใกล้ ๆ ซึ่งมีหนุ่มใหญ่ผิวสีนั่งประจำอยู่ ส่วนครูดารินทร์ ถูกชี้ไปในช่องซ้ายสุดโน่น ขณะผมยืนรอเจ้าหน้าที่พลิกดูพาสปอร์ต ครูดารินทร์ก็วิ่งหน้าตั้งมาสมทบ บอกว่าเขาไล่ให้มา เพราะเจ้าหน้าที่ถามว่ามาคนเดียวเหรอ ครูดารินทร์บอกว่ามากับสามีที่อยู่ช่องโน้น เขาเลยไล่ให้มายื่นช่องเดียวกัน ผมถูก ตม. ซักถามอยู่ประมาณนี้ คือ มาอยู่กี่วัน มาทำไม พักที่ไหน ญาติที่จะมาพักด้วยชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน เกี่ยวดองเป็นอะไรกัน ถามไปพลิกพาสปอร์ตทั้งสองเล่มไป พร้อมกับกดข้อมูลบนคีย์บอร์ด พอหมดคำถาม ให้ผมกับครูดารินทร์ยืนลุ้นสักครู่ ก็คว้าตรามาตอกโป้ง ๆ สองที ยื่นพาสปอร์ตคืน ทำให้ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบแท้งกิ้วพร้อมกับจุงมือกันเผ่นออกมาทันที แหม อุตส่าห์เตรียมซ้อมมาอย่างดี ถามแค่เนี้ย จากประสบการณ์คราวนี้ ในครั้งหลัง ๆ ไม่ว่าขาเข้าขาออก ผมใช้วิธีเข้าไปพร้อมกันสองคนทุกครั้ง บอกว่ามาด้วยกัน ซึ่งก็ทำให้สะดวกรวดเร็วดี


ออกมาเจอน้องสาวกับสามีรอรับอยู่ แกบอกว่ารอตั้งนานเห็นใครต่อใครเดินออกมากันเป็นแถว ญาติเราไม่เห็นออกมาซักที มีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า เพราะเที่ยวบินที่แจ้ง ดันขึ้นป้ายว่ามาจากไทเปไม่ใช่แบ้งค็อค หรือว่ามาแล้วแต่ไปทำอะไรเซ่อซ่าจนถูกกักตัวไว้หรือเปล่า เพราะแกสั่งให้ผมหิ้วของกิ๋นบ้านเฮามาเพียบ  บรรจุอยู่ในกระเป๋าใบหนึ่งเต็ม ๆ





ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน ทำให้ผมได้ความรู้อีกอย่างหนึ่ง คือที่เครื่องจีพีเอสในรถจะมีเสียงเตือนดังขึ้นเป็นระยะตลอดเวลาถี่มาก ผมว่าแทบจะทุกกิโลมั้ง ผมถามว่ามันเตือนอะไรกันนักหนา น้องสาวผมบอกว่านั่นคือเสียงเตือนว่าข้างหน้ามีกล้องถ่ายรูปรออยู่ ฉนั้นจงอย่าขับเกินลีมิต ถ้าเมื่อใดขับผ่านกล้องแล้วมีแสงไฟวาบขึ้นมาละก็ ให้เตรียมรอรับใบสั่งได้ และเสียงเตือนอีกเสียงหนึ่งจะบอกว่า ขณะนี้ขับเกินกำหนดแล้วนะ ซึ่งบนมอเตอร์เวย์ไม่เกิน 70 ไมล์ต่อชั่วโมง หมายเลขถนนนำหน้าดวยตัว M ถนนหลวงธรรมดาหมายเลขถนนนำหน้าด้วยตัว A ขับไม่เกิน 50 ไมล์ต่อชั่วโมง และบางช่วงเช่นทางร่วมทางแยก จะมีป้ายจำกัดความเร็วเป็นพิเศษอีก ทำให้ผมรู้สึกว่ามีรถดี ๆ ยังงี้ขับไม่ค่อยมันเท่าไหร่ กำลังเหยียบเพลิน เสียงปี้บเตือนอีกแล้ว สู้เมืองไทยไม่ได้ซิ่งมันกว่าเยอะเลย (แต่ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน) ถนนในอังกฤษมีป้ายกำกับขนาดใหญ่และบอกชัดเจนมากทั้งตัวหนังสือ กราฟิค ติดทั้งเหนือถนน ข้างถนน บนพื้นถนน บอกเป็นระยะ ๆ แต่มาตรวัดระยะเป็นไมล์ ไม้ใช่กิโลเมตรเหมือนบ้านเรา





ก็เป็นอันว่าจบเป้าหมายแรก ส่วนเป้าหมายต่อ ๆ ไปนั้นผมจะทะยอยนำลงเรื่อย ๆ แต่จะไม่เรียงลำดับวันที่หรือความสำคัญใด ๆ นึกอะไรได้ก็จะลงไปเรื่อย โปรดติดตามครับ...





แก้ไขล่าสุด ใน ธ.ค.152011

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 700 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน