ทำวีซ่าอเมริกา



 

บทความนี้เป็นประสบการณ์การขอวีซ่าเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาครั้งแรกของผมกับครูดารินทร์ขอนำมาแชร์อาจเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจไม่มากก็น้อย แต่ขอออกตัวก่อนว่านี่เป็นเพียงกรณีตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น อาจจะมีบางแง่มุมแตกต่างจากของคนอื่นก็ได้


เมื่อปลายปีที่แล้วได้สมคบคิดกับครูดารินทร์ว่าปิดเทอมเดือนเมษายนหน้า (2554) จะเรื่อยเปื่อยไปปีนตึกระฟ้าที่อเมริกาบ้าง เพราะเบื่อตึกเก่าโบร่ำโบราณแถบยุโรปแล้ว  เมื่อครูดารินทร์(กัดฟัน)เห็นดีเห็นงามอนุมัติจึงไม่รอช้าวางแผนโลดโดยใช้เวลากว่าครึ่งเดือนเข้าเน็ทตลุยหาข้อมูลที่เที่ยวที่พักที่กินอย่างละเอียดแทบทุกเม็ดทุกช็อต รวมทั้งแอบเข้าไปส่องในกูเกิ้ลสตรีทวิวจนเกิดนิมิตเห็นภาพทะลุปรุโปร่ง จนครูดารินทร์แขวะ(เพราะงก)ว่า....ไอ้ที่จะไปนี่ก็เห็นหมดทุกแห่งแล้วยังจะไปให้เสียตังอีกทำไม..?


ปฏิบัติการให้เป็นรูปธรรมตามแผนที่วางไว้ด่านแรกก็คือการทำวีซ่า จากที่ศึกษาขั้นตอนการทำวีซ่าอเมริกาจากเว็บต่าง ๆ ข้อมูลที่ได้รับออกไปในสองแนวทางเหมือนเหรียญสองด้านคือด้านแรกบอกว่าวีซ่าอเมริกาโหดและมหาหินมาก โดยเฉพาะขั้นตอนสำคัญคือการสัมภาษณ์จะผ่านหรือไม่ก็อยู่ที่ขั้นตอนนี้ บางเว็บยังบอกว่าสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย ส่วนอีกด้านหนึ่งบอกว่าหมูมากถ้าตัวเราพร้อมเอกสารพร้อมและเอกสารที่เกี่ยวข้องใช้น้อยกว่าวีซ่าเช็งเก้นและวีซ่าอังกฤษเสียอีก เช่น ไม่ต้องมีใบจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ส่วนขั้นตอนสัมภาษณ์ก็ไม่มีอะไรมากบางคนถามไม่กี่คำก็ผ่านฉลุย ได้มา 10 ปี เห็นอย่างนี้ไม่รู้จะเชื่อฝั่งใหน พอถึงตาเราจะออกหัวหรือออกก้อย....?



ขั้นตอนคร่าวๆ ในการทำวีซ่าอเมริกาผมขอแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนคือ

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมตัว ได้แก่

- รูปถ่าย

- เอกสารที่เกี่ยวข้อง (พาสปอร์ต,เอกสารข้อมูลส่วนตัว,เอกสารรับรองการทำงาน,เอกสารเกี่ยวกับสถานะการเงิน,แผนการเดินทาง)


ขั้นตอนที่ 2 เตรียมยื่น ได้แก่

- กรอกใบสมัครวีซ่าออนไลน์

- ซื้อ PIN เพื่อนัดวันสัมภาษณ์

- ชำระค่าธรรมเนียมวีซ่า


ขั้นตอนที่ 3 ยื่นเอกสาร สัมภาษณ์

- นำเอกสารในขั้นตอนที่ 1 , 2

- ไปตามวันเวลาและสถานที่ที่นัดไว้



 

 

ต่อไปนี้ผมจะเล่าการปฏิบัติการของผมตามขั้นตอนดังกล่าว

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมตัว

- รูปถ่าย การได้รูปถ่ายมี 2 วิธีคือ

1. ไปถ่ายที่ร้านถ่ายรูปขนาด 2x2 นิ้ว พื้นหลังขาว เอารูปถ่ายที่ได้เอามาสแกนเป็นไฟล์ .jpg เพื่อใช้อัพโหลดตอนกรอกใบสมัครออนไลน์ (ผมไม่ทราบว่าจะขอไฟล์ดิจิตอลจากร้านได้หรือเปล่าถ้าได้ก็ดีจะได้ไม่ต้องเสียเวลาสแกน)

2.  ถ่ายเอง ซึ่งผมใช้วิธีนี้ ถ่ายแล้วเอามาผ่านกระบวนการโฟโต้ช็อปให้ได้คุณลักษณะของไฟล์ตามที่กำหนด โดยเข้าไปดูข้อกำหนดและคำแนะนำได้ที่เว็บไซ้ต์

http://travel.state.gov/content/visas/english/general/photos/photo-page.html

ถ้าใครใช้วิธีถ่ายเองควรเข้าไปศึกษาในในเวบไซ้ต์นี้เพราะบอกหมดทุกอย่างละเอียดยิบในทุกๆจุด

 

 

 

 


และในเว็บนี้ยังมีเครื่องมือสำเร็จรูปสำหรับจัดขนาดใบหน้าให้ได้ตามสัดส่วนที่กำหนด ส่วนการตกแต่งภาพนั้นผมขอแนะนำว่าสามารถปรับลดทางเทคนิคเช่น แแบ้คกราวน์ แสงเงา ความสว่าง เป็นต้น แต่ไม่ควรแก้รายละเอียดของใบหน้าอันจะทำให้อัตลักษณ์ส่วนบุคคลเสียไป เช่น ใครมีรอยตีนกาสิวฝ้าหน้าตกกระไม่หล่อไม่สวยยังไงก็ปล่อยประจานไว้ยังงั้นแหละ แต่ถ้าทำใจไม่ได้ก็แอบเนียนแก้ไขนิดๆ พอไหว

 

เมื่อทำไฟล์ดิจิตอลเสร็จสมบูรณ์ลงตัวตามข้อกำหนดแล้ว ก็อย่าเพิ่งนำไปอัดให้ทดลองอัพโหลดลงใบสมัครก่อนว่าจะผ่านหรือไม่ ไอ้ที่เราคิดว่าชัวร์แล้วนั้นอาจไม่ชัวร์ก็ได้ อย่างกรณีของผมต้องนำกลับมาแก้ไขอีกหลายรอบ ดังจะได้กล่าวต่อไป


ส่วนขั้นตอนการเตรียมเอกสารผมขอข้ามเพราะเป็นเรื่องพื้นฐานทั่ว ๆ ไป และแต่ละคนก็มีรายละเอียดแตกต่างกัน



 

 

ขั้นตอนที่ 2 เตรียมยื่น

- กรอกใบสมัครวีซ่าออนไลน์

ให้เข้าไปที่เว็บไซ้ต์ https://ceac.state.gov/genniv/ เพื่อกรอก Visa Application (DS - 160)

อันดับแรกให้เลือกประเทศที่ยื่นวีซ่า สำหรับประเทศไทยมี 2 บรรทัดให้เลือก THAILAND,BANGKOK กับ THAILAND,CHIANG MAI ซึ่งก็คือให้เลือกเอาว่าจะไปยื่นที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา กรุงเทพฯ หรือที่สถานกงสุลสหรัฐอเมริกา ประจำเชียงใหม่ สำหรับผู้ที่จะยื่นวีซ่าที่กงสุลฯเชียงใหม่ได้นั้นต้องมีคุณสมบัติดังนี้คือ เป็นผู้ที่อาศัย ทำงานหรือเรียนใน 15 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ พิษณุโลก, พิจิตร, เพชบูรณ์, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, แพร่, น่าน, พะเยา, เชียงราย, เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, ลำพูน, ลำปาง, ตาก และกำแพงเพชร มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน ซึ่งผมกับครูดารินทร์เข้ากับเกณฑ์นี้จึงเลือก THAILAND,CHIANG MAI ทำให้ไม่ต้องถ่อสังขารฝ่ามวลมหาประชาม้อบไปยื่นถึงกรุงเทพเหมือนกับการขอวีซ่าเช็งเก้นกับวีซ่าอังกฤษ ทำให้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายไปโข





เมื่อเลือกสถานที่แล้วหน้าก็จะขึ้นกรอบให้อัพโหลดรูปถ่ายที่เป็นไฟล์ดิจิตอลเพื้่อทดสอบว่าจะผ่านตามข้อกำหนดหรือไม่ โดยคลิ้กไปที่ Test Photo หรือไปดูเกณฑ์มาตรฐานได้ที่  Photo Standard Guide






หน้าอัพโหลดรูป




 


ขั้นตอนการอัพโหลดรูปนี้ผมใช้เวลาพอสมควร เพราะรูปถ่ายทั้งของผมและครูดารินทร์ซึ่งคิดว่าได้ปรับสีแสงขนาดตามข้อกำหนดแล้ว ยังต้องถูกให้ต้องแก้ไขแสงเงาอีกหลายรอบ (ตามเงื่อนไขในกรอบแดง) พอแก้จุดนี้เสร็จอัพไปก็มีจุดอื่นเพิ่มอีก อย่างรูปผมมีเงาใต้ตามากไปหน่อยก็ไม่ได้ บางครั้งแก้ไขคุณภาพของภาพผ่านแล้วตอนเซฟดันเผลอเซฟเกินไปแค่ไม่กี่ไบต์ ต้องถูกไล่กลับมาเซฟใหม่ พออัพโหลดไปคิดว่าคราวนี้ผ่านแน่ อ้าวดันมีจุดที่ต้องแก้ไขใหม่อีกแระ....อะไรกันนักกันหนา ทำเอาเกือบท้อ

อย่างไรก็ตามความพยายามอยู่ที่ใหนความพยายามก็อยู่ที่นั่นในที่สุดก็ผ่านจนได้ ดังในภาพขวา




 

 

อัพโหลดรูปผ่านแล้วก็ดำเนินการต่อได้ เมื่อกลับมาหน้าแรกจะเห็นว่ารูปที่เราอัพโหลดจะมาปรากฎเป็นรูปเล็กๆในหน้านี้

คราวนี้ก็ได้เวลากรอกใบสมัคร VISA APPLICATION (DS-160) โดยคลิ้กไปที่ START AN APPLICATION



 



ก็จะเข้าสู่หน้าแรกของ Visa Application สังเกตุว่ามุมขวาบนจะมีหมายเลข ID ของเราซึ่งเป็น ID ที่นำไปใช้อ้างอิงอื่นๆ ต่อไป ฉนั้นจดหรือเชพไว้ให้ดี (ภาพนี้ผมสมมุติสร้างขึ้นมาใหม่เพราะตอนผมกรอกมัวแต่ก้มหน้าก้มตาจิ้มจนลืมเซฟหน้าจอไว้)





 


แบบฟอร์มวีซ่าแบ่งออกเป็นหลายหมวดแต่ละหมวดก็แยกย่อยออกไปอีกหลายหัวข้อ บางหัวข้อมีหน้าเดียวบางหัวข้อมีหลายหน้า แต่ละหน้าสั้นบ้างยาวบ้าง แต่ทุกหน้าต้องกรอกให้ครบ ถ้าหน้าใดกรอกไม่ครบหรือกรอกผิดโปรแกรมจะไม่ให้ผ่านต้องกลับมาแก้ไขใหม่โดยจะขึ้นกรอบสีแดงบอกจุดที่ต้องแก้ไขเหมือนตอนทำรูปถ่ายซึ่งผมก็โดนไล่ให้กลับไปแก้ไขหลายครั้ง แต่อย่างไรก็ตามในแต่ละหัวข้อทางด้านขวาจะมีตัวช่วยอธิบายวิธีกรอกไว้ชัดเจนพอสมควร





 

 

ตัวอย่างซึ่งผมทดลองทำโดยไม่กรอกข้อมูลอะไรเลยในหน้าข้อมูลส่วนบุคคล แล้วลองคลิ้กไปยังหน้าต่อไป จะเห็นว่าจะขึ้นกรอบตัวแดงบอกให้กลับไปแก้ไขเพียบเลยตามหัวข้อที่ระบุ

ผมขำบรรทัดหนึ่งระบุว่า . Sex has not been completed. ประโยคนี้เอาไปขยายความแต่งเรื่องเดอร์ตี้โจ้กได้เลยนะเนี่ย




 


ในขั้นตอนของการกรอกข้อมูลนี้ถ้ายังไม่เสร็จด้วยเหตุจำเป็นใดๆก็ตาม สามารถเซฟไว้ก่อนแล้วค่อยมาเปิดกรอกต่อในภายหลังได้


เมื่อกรอกเสร็จครบถัวนกระบวนความก็มีหน้าให้เซ็นชื่อ (โดยวิธีกรอกตัวอักษรและตัวเลขที่อ่้านได้ในกรอบ Captcha) หลังจากนั้นก็มีปุ่มให้พิมพ์ใบคอนเฟิร์ม Visa Application (DS - 160) ซึ่งใบนี้จะมีรูปที่เราอัพโหลดแปะอยู่พร้อมหมายเลขและบาร์โค้ด  เอกสารใบนี้สำคัญมากต้องนำไปในวันสัมภาษณ์ด้วย  ในกรณีที่ต้องการสมัครพร้อมครอบครัวจะมีปุ่มให้เราเลือกเพื่อกรอกข้อมูลคนในครอบครัวที่จะสมัครคนต่อไป โดยจะมีข้อมูลบางส่วนที่เป็นของเราขึ้นมาซึ่งถ้าเป็นข้อมูลเดียวกันก็ใช้ได้เลยไม่ต้องกรอกใหม่



 


ในขั้นตอนนี้ถ้าเรายังไม้ปริ้นท์ใบคอนเฟิร์มก็สามารถส่งไฟล์ไปยังเมล์ของเราได้ในเมล์นั้นจะใบคอนเฟิร์มนี้เป็นไฟล์แนบมาด้วย




 


เมื่อทุกอย่างลุล่วงมาถึงขั้นนี้แล้วผมก็นำไฟล์รูปที่ผ่านการอัพโหลดเรียบร้อยซึ่งก็ถือว่าผ่านการการันตีแล้วมาแปะเรียงกันเพื่อนำไปอัดที่ร้าน สั่งอัดขนาด 5x7 นิ้ว คนละใบก็เหลือแหล่เอามาตัดได้ตั้งครึ่งโหล เสียค่าอัดไม่กี่บาทถูกกว่าไปถ่ายที่ร้านเป็นร้อย รูปถ่ายนี้ต้องใช้ในวันสัมภาษณ์ (เตรียมไป 2 ใบ แต่ใช้แค่ใบเดียว)



 



 

 

ขั้นการเตรียมการต่อไปก็คือ

- ซื้อ PIN ณ ที่ทำการไปรษณีย์เพื่อนัดวันยื่นเอกสารตัวจริงและนัดวันสัมภาษณ์ ในตอนซื้อ PIN ถ้าใครไม่อยากเดินทางสองเที่ยวก็สามารถชำระค่าธรรมเนีบมวีซ่าไปพร้อมกันเลยก็ได้ แต่ผมยังไม่ซื้อรอให้ได้วันนัดเรียบร้อยก่อนค่อยมาอีกรอบเอาช้วร์ไว้ก่อน


สำหรับในกรุงเทพผมไม่ทราบว่าสามารถซื้อ PIN และชำระค่าธรรมเนียมวีซ่าได้ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งหรือเปล่า แต่ที่เชียงใหม่ผมทราบมาว่าซื้อได้แค่ 2 แห่ง คือ ที่ทำการไปรษณีย์แม่ปิงและที่ทำการไปรษณีย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผมเลือกใช้บริการของไปรษณีย์แม่ปิงเพราะใกล้บ้านกว่า ผมคิดว่าคงมีคนมาใช้บริการวีซ่าอเมริกาที่ไปรษณีย์แห่งนี้กันเป็นประจำ เพราะบริเวณขวาสุดของที่ทำการไปรษณีย์แม่ปิงเวลาเดินเข้าไป มีป้ายขนาดไม่เล็กนักเขียนว่า "มุมวีซ่า (Visa)" ติดไว้ที่ผนังเหนือโต็ะขนาดใหญ่พร้อมเก้าอี้สำหรับนั่งกรอกเอกสารเตรียมไว้บริการโดยเฉพาะ บนโต๊ะมีเอกสารที่เกี่ยวข้อง คือ ข้อมูลเกี่ยวกับการทำวีซ่าทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ใบฝากธนาณัติเพื่อซื้อ PIN ใบส่งเงินค่าธรรมเนียมวีซ่า ใบคำขอให้ส่งหนังสือเดินทางทางกลับ พร้อมตัวอย่างการกรอกเอกสารทุกใบและตารางอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยของค่าธรรมเนียมต่างๆสอดไว้ใต้กระจกบนพื้นโต๊ะ นอกจากนี้ยังมีแผนที่เดินทางจากไปรษณีย์แม่ปิงไปยังสถานกงสุลอเมริกันประจำเชียงใหม่ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันนักเป็นของแถมด้วย






การซื้อ PIN เพื่อนัดวันยื่นและสัมภาษณ์วีซ่า ใช้ใบฝากธนาณัติในประเทศชื่อผู้รับเงินสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย สำหรับค่า PIN มี 2 ราคา คือถ้านัดทางเว็บไซ้ต์ราคา 12 เหรียญสหรัฐฯ (372 บาท) นัดทางโทรศัพท์แพงเกือบเท่าตัวคือ 20 เหรียญสหรัฐฯ   (620 บาท) ตอนไปซื้อ PIN อย่าลืมบัตรประชาชนเพราะจะต้องกรอกเลขประจำตัว 13 หลักลงไปด้วยผมกรอกตัวเลขของครูดารินทร์ผิดไปตัวหนึ่ง เจ้าหน้าที่กดเช็คในคอมยังไงก็ไม่ผ่านจึงขอบัตรประชาชนไปดูชัดๆอีกที ดีที่เตรียมไปไม่งั้นต้องกลับไปอีกรอบ




 


ผมเลือกนัดทางเว็บไซ้ต์ ในสลิปใบเสร็จรับเงินจะมีหมายเลข PIN (Pin Generator) สำหรับนำไปใช้งาน ใบเสร็จตัวจริงนี้ต้องนำไปใช้ในวันยื่นวีซ่าด้วย Pin  1 ใบ สามารถนำไปใช้ร่วมกับบุคคลในครอบครัวคือ สามี ภรรยา พ่อ แม่ ลูก ตลอดจนพี่ น้อง ที่สมัครในคราวเดียวกันได้แต่ไม่เกิน 4 คน และทั้งหมดต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกัน โดยวันที่ไปยื่นเอกสารและสัมภาษณ์ต้องนำทะเบียนบ้านตัวจริงไปแสดงให้เจ้าหน้าที่ดูด้วย ผมกับครูดารินทร์เข้าข่ายเป็นสามีภรรยากันแต่เสียสิทธิ์อันนี้เพราะมีชื่ออยู่คนละทะเบียนบ้านเลยต้องเสียเงินซื้อ 2 PIN




 

 

รายละเอียดการนัดทางเว็บไซ้ต์จากเอกสารการขอบริการข้อมูลวีซ่าที่วางแจกอยู่บนโต๊ะที่ทำการไปรษณีย์ จากประสบการณ์ครั้งแรกของผมในการใช้บริการเกี่ยวกับวีซ่าอเมริกา ณ ที่ทำการไปรษณีย์แม่ปิง มีความรู้สึกว่าทางไปรษณีย์ได้มีการตระเตรียมข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้อย่างพร้อมมูล ซึ่งทำให้ผมไม่ต้องเซ่อซ่าไปเที่ยวถามใครต่อใครว่าเขาทำกันยังไงบ้าง เจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ก็ให้บริการอย่างคล่องแคล่วแสดงว่ามีประสบการณ์เป็นอย่างดี ในตอนท้ายยังให้คำแนะนำตอนมาชำระค่าธรรมเนียมวีซ่าว่าจะต้องทำยังไงเตรียมอะไรมาบ้าง




 



เมื่อได้หมายเลข PIN มาแล้วก็เข้าไปกรอกข้อมูลนัดหมายที่เว็บไซ้ต์

https://thailand.us-visaservices.com/Forms/SelfServiceLogin.aspx

(แต่ต้องหลังเวลา 13.00 น.ของวันถัดจากวันซื้อ PIN)


ทำตามลำดับขั้นตอนไปทีละหน้า หน้าใหนไม่ผ่านก็ต้องกลับมาแก้ไขจึงจะผ่าน ทำไปจนถึงหน้าปฎิทินนัดหมาย ผมยื่นนัดกลางเดือนธันวาคม 2556 ปฏิทินขึ้นมาเป็นเดือนมกราคม 2557 มีวันว่างเริ่มวันจันทร์ที่ 6 หลังจากนั้นมีวันว่างเว้นไปอีกวันหรือสองวันไม่แน่ใจ ผมวัยรุ่นใจร้อนเลือกวันจันทร์ที่ 6 ทันที ต่อจากนั้นเลือกเวลาซึ่งมีเป็นรอบๆ ตั้งแต่ 8.00 น. เป็นต้นไป ผมเลือก 9.00 น. จะได้ไม่ต้องตาลีตาเหลือกออกจากบ้านแต่เช้ามืด





 

เมื่อจบขั้นตอนก็ปริ้นท์ใบนัดออกมา เพื่อใช้ประกอบเอกสารในวันยื่นสัมภาษณ์ ถ้า PIN ใบเดียวใช้นัดทีเดียวหลายคนก็เป็นอันเสร็จพิธี แต่ของผม PIN 2 ใบ ก็ต้องเข้าไปนัดให้ครูดารินทร์อีกรอบ ซึ่งระหว่างนี้ผมหวั่นใจว่าคิว 9 โมงเช้าวันจันทร์ที่ 6 จะยังว่างอยู่หรือเปล่ากลัวได้คนละเวลาแต่ก็ยังโชคดีได้วันเวลาเดียวกัน

ข้อมูลในใบนัดชื่อกับนามสกุลครูดารินทร์มีคำว่า NON งอกมาระหว่างกลาง ไม่ได้ใส่เอาเท่หรอกครับ คนไทยเราไม่มีชื่อกลางเขาจึงให้ใส่คำว่า NON ลงไปแทน ไม่งั้นไม่ผ่าน)





 


หรือให้ส่งไปที่เมล์ไว้ก่อนเช่นเดียวกับตอนกรอก DS - 160

ข้อความในอีเมล์มีข้อแนะนำการไปสัมภาษณ์และการชำระค่าธรรมเนียมวีซ่า



 



 


ขั้นเตรียมการขั้นต่อไป

- ชำระค่าธรรมเนียมวีซ่า


หลังจากหยุดยาวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม เปิดทำการวันแรกผมรีบไปที่ทำการไปรษณีย์แม่ปิงแต่เช้าคิดว่าวันนี้คนคงแน่นเอี้ยดเพราะอั้นจากวันหยุดมาหลายวัน แต่ที่ไหนได้ผิดคาดครับตอนผมไปไม่มีคนมาใช้บริการซักคน สงสัยยังไม่ฟื้นจากการต้อนรับปีใหม่ ผมไปกรอกใบส่งเงินค่าธรรมเนียมวีซ่าสีชมพูตามตัวอย่างที่โต๊ะเดิม จำนวนเงิน 4,960 บาท




 



สำหรับการยื่นวีซ่าที่เชียงใหม่ นอกจากกรอกใบส่งเงินค่าธรรมเนียมวีซ่าแล้วยังต้องกรอกแบบคำร้องจัดส่งหนังสือเดินทางอีกใบหนึ่งพร้อมชำระค่าธรรมเนียมจัดส่งกับค่าซอง 80 บาท วีซ่าจะผ่านหรือไม่ผ่านต้องจ่ายก่อน ไม่เหมือนยื่นวีซ่าที่กรุงเทพ วีซ่าผ่านก่อนจึงจะมาดำเนินการส่วนนี้เพราะที่สถานฑูตฯมีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ในนั้น เชียงใหม่ไม่มี ในขั้นตอนนี้อย่าลืมแนบสำเนาพาสปอร์ตไปด้วย




 


กระบวนการนี้เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ใช้เวลาพอสมควรโดยเฉพาะการเช็คความถูกต้องของชื่อซึ่งต้องตรงกันหมด เมื่อเรียบร้อยแล้วจะได้ซองเปล่าติดแสตมป์พร้อมใบเสร็จรับเงินอีก 3 ใบ เย็บติดกัน ตอนยื่นให้เจ้าหน้าที่ยังบอกให้ตรวจทานชื่ออีกครั้งว่าถูกต้องหรือไม่ (ภาพข้างบนนี้ถ่ายภายหลังจากจ่าหน้าซองแล้ว)




 



 

 

ขั้นตอนที่ 3 ยื่นเอกสาร สัมภาษณ์

มาถึงขั้นตอนสุดท้ายซึ่งเป็นใคลแม็กซ์ของเรื่อง จะออกหัวหรือก้อยก็งานนี้


(ขั้นตอนนี้มีแต่ตัวหนังสือไม่มีภาพประกอบเพราะเขาห้ามถ่้ายรูป แต่ก็จะพยายามบรรยายให้เห็นภาพให้ได้)

คิวนัดของผมวันที่ 6 มกราคม เวลา 9 โมงเช้า ในใบนัดที่แจ้งทางเมล์บอกว่าควรไปถึงก่อนเวลานัดอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ผมไปถึงก่อน 8 โมงเล็กน้อยล่วงหน้าเป็นชั่วโมง พอไปถึงหน้าประตูทางเข้า (ด้านข้างติดกับสำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่) พบว่ามีคนถือเอกสารบ้างถือแฟ้มบ้างยืนรอแถวๆป้อมยามร่วมสิบคนส่วนมากเป็นวัยหนุ่มสาว มีวัยกลางคนแซมนิดหน่อย แต่มีอีลุงแก่หัวขาวอยู่คนเดียว

ด้วยความเป็นมือใหม่จึงกะว่าจะยืนดูลาดเลาที่หน้าป้อมยามก่อนว่าเขาทำยังไงกัน แต่ทันใดนั้นก็มีหัวหน้าทัวร์ เอ้ยไม่ใช่ คงเป็นเอเย่นต์บริการวีซ่า เดินนำสาวๆวัยนักศึกษาสี่ห้าคนเรียงแถวตามกันมา เบียดแทรกผมเข้าไปโดยเอเยนต์ผู้นี้เป็นผู้ถือเอกสารของทุกคนไปยื่นที่ป้อมยาม หลังจากรับเอกสารคืนมาก็จ่ายแจกแก่ลูกทัวร์พร้อมกับพูดอะไรไม่รู้เสร็จแล้วตัวเองก็เดินกลับ ผมเดาว่าคงบอกมาส่งได้แค่นี้หลังจากนี้ตัวใครตัวมันนะจ้ะ.ขอให้โชคดี...

(ป้อมยามที่ผมพูดถึงนี้ความจริงเป็นอาคารห้องหับมิดชิดขนาดไม่เล็กนักด้านหน้าช่วงบนเป็นช่องกระจกใสใต้กระจกเป็นเคาน์เตอร์เล็กๆยื่นออกมาประมาณสองฝ่ามือมั้ง ระหว่างเคาน์เตอร์กับกระจกเว้าเป็นร่องสำหรับสอดเอกสารเข้าไป สื่อสารกันโดยอินเตอร์คอมเสียงชัดแจ๋ว หัวหน้ายาม เอ้ย..เจ้าหน้าที่ข้างในเป็นชายไทยทำหน้าที่รับเอกสาร โดยแต่แต่งเครื่องแบบเหมือนกับ รปภ.ที่ยืนยามอยู่ข้างนอก เห็นอย่างนี้จะไม่ให้ผมเรียกว่าป้อมยามและหัวหน้ายามได้ยังไง)


หลังจากลูกทัวร์สาวชุดนั้นผ่านประตูเข้าไปแล้วอีลุงผมขาวคนนี้ก็ไปยืนเมียงมองหน้าเคาน์เตอร์ เจ้าหน้าที่หลังเคาน์เตอร์ก็ถามผ่านอินเตอร์คอมออกมาว่าคิวของผมนัดกี่โมง ผมบอกว่า 9 โมงแกก็บอกว่ากรุณารอสักครู่เดี๋ยวไห้คิวแปดโมงเสร็จก่อน แต่ผมถอยมายืนรอไม่นานคงเห็นว่าช่วงนั้นขาดตอนไม่มีใครมายื่นอีกจึงเรียกผมเข้าไปยื่นได้เลย


เอกสารที่ยื่น (แอบดูคนก่อนๆไว้แล้ว) คือ พาสปอร์ต , ใบสมัครวีซ่า Visa Aplcation (DS-160) , ใบนัด Appointment Confirmation และซองเปล่าที่มีใบเสร็จแม็กซ์ติดอยู่ เจ้าหน้าที่นำไปเช็คกับตารางนัดเมื่อเห็นว่าตรงกันแล้วก็คืนเอกสารทั้งหมดบอกว่าให้เข้าไปได้ ตรงประตูทางเข้าก็จะมี รปภ.อีกคนคอยดูแลโดยสื่อสารภาษากายกับคนในป้อมยามตลอดเวลาก่อนที่จะอนุญาตให้แต่ละคนเข้าไป


ตัดภาพมาภายในซึ่งเป็นห้องเดียวกับห้องยาม จุดนี้มีซุ้มประตูสแกนร่างกายกับเครื่องเอ็กซ์เรย์สิ่งของลักษณะคล้ายกับสนามบินแต่ย่อส่วน ต้องนำกระเป๋าและเครื่องมือสื่อสารรวมทั้งสิ่งของที่เป็นโลหะในกระเป๋าทั้งหมดออกมาใส่ตะกร้าผ่านเข้าเครื่องเอ็กซ์เรย์ ยังดีไม่ต้องถอดเข็มขัดรองเท้า ตอนผ่านซุ้มประตูสแกนออกมายืนรอรับของอีกด้านหนึ่งของเครื่องเอ็กซ์เรย์ ผมมีข้อสังเกตุเล็กๆว่าเจ้าหน้าที่ที่ดูจอมอนิเตอร์ต่างทำงานอย่างกันเข้มข้นไม่สักแต่ว่าปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆโดยแต่ละคนจ้องที่จอและปรึกษากันตลอดว่าไอ้โน่นไอ้นี่มันคืออะไรหว่า รับของเสร็จแต่ให้ฝากโทรศัพท์กับกุญแจพร้อมบัตรประชาชนใล่ถุงพลาสิกใสเก็บไว้โดยแจกบัตรมีหมายเลขให้มารับหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว


จากจุดนี้ผ่านประตูทางซ้ายเข้าไปอีกห้องหนึ่งก็เจอกับเคาน์ตอร์ตรวจเอกสาร ห้องนี้มีขนาดกว้างพอสมควรด้านในมีที่นั่งรอประมาณ 50 ที่นั่ง หน้าเคาน์เตอร์ตอนที่ผมเข้าไปมีคิวยาวประมาณ 5 - 6 คน พอถึงคิว ผมกับครูดารินทร์จุงมือกันเข้าไปยื่นพร้อมกัน บอกกับพนักงานสาวสวยแต่งหน้าเข้มที่ให้บริการด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใสว่าเรามาด้วยกัน พร้อมกับยื่นพาสปอร์ตและเอกสารที่เตรียมมทั้งหมด (ตอนที่บอกว่ามาด้วยกันเธอแอบงงนิดหน่อยเพราะคงเห็นมีใบเสร็จ PIN สองใบและนัดคนละทีผมจึงบอกว่าอยู่คนละทะเบียนบ้านกันจ้า เธอก็พยักหน้าไม่ว่าอะไร)


เอกสารที่ยื่นเป็นปึกแต่เธอคัดเอาแค่นี้

1.พาสปอร์ตตัวจริง

2.ใบเสร็จ PIN

3.ใบสมัครวีซ่า (DS-160)

4.ใบนัด

5.ซองส่งกลับ (ที่มีใบเสร็จต่างๆเย็บติด)

7.รูปถ่าย 1 ใบ

ที่เหลือคืนกลับมาพร้อมกับใบเสร็จ EMS บอกว่าเก็บไว้ให้ดีเพราะในนั้นมีหมายเลขสำหรับ Track ติดตามสถานะ EMS

(เอกสารที่คืนกลับมาให้ถือไว้ก็คือ สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส หนังสือรับรองการทำงาน สเตทเม้นท์ สำเนาสมุดธนาคารและแผนการเดินทาง)


ระหว่างรวบรวมเอกสารเธอถามว่าเคยได้วีซ่าอเมริกามาก่อนหรือเปล่า ผมบอกว่าไม่เคย แต่เคยมีวีซ่าเชงเก้นและวีซ่าอังกฤษหล่อนถามต่อว่า แล้วเอาพาสปอร์ตเล่มเก่าที่มีวีซ่านั้นมาหรือเปล่าพอผมตอบว่าเปล่า เธอพูดทันที่ว่า "น่าเสียดาย" แต่ผมตอบกลับไปว่าในพาสปอร์ตเล่มนี้ก็มี เธอก็พูดว่า "โอ ดีเลย" ที่ผมเน้นสองคำนี้เป็นตัวหนาเพราะคิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นคำไขปริศนาบางอย่าง เป็นยังไงโปรดตามไปดูครับ เมื่อรวบรวมเอกสารเสร์จเธอก็ให้บัตรคิวมาหนึ่งใบบอกว่าให้เข้าไปพร้อมกัน ผมได้คิวหมายเลข 24


ที่พักคอยมีจอแอลซีดีฉายวิดีโออธิบายขั้นตอนการสแกนลายนิ้วมือว่าเข้าไปแล้วจะต้องทำยังไงแบบใหนผิดแบบใหนถูก ซึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์มาก ทำให้ทุ่นเวลาเมื่อถึงตอนปฏิบัติจริง ที่ผมชอบใจวิดีโอนี้เป็นที่สุดคือนอกจากจะบรรยายด้วยเสียงภาษาไทยภาคกลางแล้วยังมีภาคภาษาเหนือหรืออู้คำเมืองด้วย ผมฟังคำเมืองในการอธิบายอย่างเป็นทางการแล้วรู้สึกแปลกดีแต่ก็น่ารัก แสดงว่าผู้ที่เกี่ยวข้องในการนี้มองอะไรได้ลึกจริงๆ


นั่งรอไม่ถึง 10 นาที ก็มีเสียงตามสายเรียกเป็นภาษาไทยหมายเลขยี่สิบสี่ให้ไปที่หน้าต่างหมายเลขสอง (เสียงเรียกนี้เท่าที่สังเกตุบางครั้งเรียกเป็นภาษาไทยบางครั้งเป็นภาษาอังกฤษ และบางครั้งทั้งไทยและอังกฤษ) ผมได้ยินว่าหน้าต่างหมายเลขสองก็ไม่รู้สึกงงว่าทำไมต้องเรียกไปพบที่หน้าต่าง เพราะระหว่างยืนรอตรวจเอกสารกับเจ้าหน้าที่สาวอยู่นั้นแอบมองเข้าไปที่ห้องสัมภาษณ์ที่อยู่ต่อหน้าเห็นแบ่งเป็นล้อคๆ ละประมาณ 1 เมตร จำนวน 3 ล้อค ด้านหน้าครึ่งบนติดกระจกใสติดป้ายเล็กๆว่า Window 1 ,Window 2, Window 3 ดูเผินๆ อารมณ์เดียวกับห้องสารภาพบาปที่เคยเห็นในหนัง


การเรียกเข้าไปครั้งแรกนี้เป็นการสแกนลายนิ้วมือ เจ้าหน้าที่วินโดว์หมายเลข 2 เป็นหนุ่มน้อยคนไทยหน้าตาหมดจด แต่ภาษาเหนือพูดแค่ "คนหน้าหมด" พอไปถึงหนุ่มคนนี้ทักทายครูดารินทร์ก่อนว่า...อาจารย์ดารินทร์ สอนอยู่โรงเรียนสันทรายหลวงใช่ใหมครับ ต่อจากนั้นก็ถามอีกสองสามคำถามเหมือนกับเป็นการเช็คข้อมูลว่าตรงกันหรือเปล่า เพราะทั้งหมดเป็นข้อมูลที่กรอกออนไลน์ไปหมดแล้ว เช่น.....นามสกุลเดิมก่อนแต่งงาน.....เคยเปลี่ยนชื่อมาก่อนหรือเปล่า ก่อนหันมาถามถึงการทำงานของผม ผมก็ตอบว่าเกษียณอายุราชการแล้ว แกจึงกลับไปถามครูดารินทร์ว่า...แล้วอาจารย์เกษียณหรือยังครับ...? ต่อจากนั้นก็ถึงกระบวนการสแกนลายนิ้วมือ อย่างที่ผมบอกไว้แล้วว่าได้ดูตัวอย่างจากวิดีโอแล้วจึงทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง เริ่มต้นสแกนทั้งสี่นิ้วทีละมือ และเอาหัวแม่มือสองข้างมาชนกันสแกนอีกครั้งหนึ่ง ก็เป็นอันเสร็จพิธี ให้กลับไปนั่งที่เดิมรอเรียกสัมภาษณ์ อ้อ..ก่อนผละออกมาหนุ่มหน้าหมดคนนี้ถามว่า...สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษได้ไหมครับ... เอาละซิงานเข้าแล้วตรงกับที่อ่านมาจากเว็บเป๊ะเลย เพื่อไม่ให้เสียฟอร์มที่เป็นถึงครูบาอาจารย์จึงตอบว่าก็ได้อยู่พร้อมกับพูดที่เล่นที่จริงว่า...แต่ถ้าเป็นภาษาไทยก็แจ๋ว...


ระหว่างรอเรียกสัมภาษณ์ก็ซ้อมท่องบทภาษาอังกฤษในใจไปเรื่อย ในระหว่างนี้มีเรื่องดรามาเกิดขึ้นเล็กๆ คือว่าก่อนหน้าคิวผมกับครูดารินทร์สองสามคิวมีคู่สามีภรรยาที่มาพร้อมกับสาววัยนักศึกษาดูแล้วคงเป็นญาติกันมากกว่าพ่อแม่ลูกโดยคู่สามีภรรยาเข้าสัมภาษณ์ก่อนตอนออกมาดูยิ้มแย้มแจ่มใสในมือไม่มีพาสปอร์ตแสดงว่าผ่านไม่มีปัญหา พอมานั่งที่พักรอตรงที่นักศึกษาสาวซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าผม สาวคนนี้ซักถามใหญ่เลยว่าเขาถามอะไรบ้าง....พอถึงคิวนักศึกษาสาวเห็นเข้าไปแป้บเดียวก็ถือพาสปอร์ตออกมาหน้าตาทำท่าจะร้องให้ มาบอกคู่สามีภรรยาที่นั่งรออยู่วีซ่าหนูไม่ผ่าน..ได้ยินแว่วๆอีกว่า ...เข้าไปไม่เห็นถามอะไรซักคำไปถึงเขาก็ยื่นพาสปอร์ตคืน.... (ผมไม่ได้แอบฟังนะมันแว่วเข้าหูเองก็นั่งอยู่ต่อหน้าต่อตาจะไม่เห็นไม่ได้ยินยังไง) ผมเห็นหน้าน้องแล้วสงสารรู้สึกเหมือนกับไปฟังผลสอบเอ็นเข้ามหาลัยแล้วไม่ติดยังไงยังงั้น


กำลังอินอยู่กับการท่องบทพลันได้ยินเสียงเรียกเป็นภาษาอังกฤษตอนแรกยังไม่เอะใจครูดารินทร์สะกิดว่า เขาเรียกแล้ว..นัมเบอร์ทะเว็นตี้ฟอร์ให้ไปที่วินโดว์ทรี ผมรอแว้บหนึ่งเพื่อความชัดเจนคิดว่าคงมีเวอร์ชั่นไทยอีกรอบแต่ก็เงียบ จึงไม่รอช้าเข้าไปที่ Window 3 ทันที ผู้สัมภาษณ์เป็นหนุ่มวัยกลางคนผิวขาวดูแล้วไม่ใช่ฝรั่งและก็ไม่ใช่คนไทยแต่น่าจะเป็นชาวเอเชียนี่แหละ ผมเข้าไปก็กล่าวสวัสดีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อลองเชิงดูก่อน แต่แกสวัสดีตอบเป็นภาษาอังกฤษ ต่อจากนั้นก็บอกครูดารินทร์เป็นภาษาอังกฤษให้สแกนนิ้วมือก่อน เครื่องสแกนลายนิ้วมือที่หน้าต่าง 3 นี้จอเล็กสำหรับสแกนทีละนิ้วไม่เหมือนหน้าต่าง 2 ที่สแกนได้ทีละสี่นิ้ว ด้วยความตื่นเต้นเพราะยังตื่นเวทีอยู่ ทำให้ฟังไม่ได้ศัพท์ว่าให้ใช้นิ้วใหนครูดารินทร์จึงวางนิ้วหัวแม่มือโดยอัตโนมัติ แกเห็นดังนั้นจึงบอกว่า โน โน ให้้ใช้นิ้วกลางคราวนี้พูดภาษาฝรั่งก่อนแล้วแปลเป็นภาษาไทยไทยชัดแจ๋ว พอได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโล่งขึ้นมาทันที แหม อมภูมิอยู่ตั้งนาน การสแกนครั้งนี้ใช้แค่นิ้วกลางและนิ้วหัวแม่มือ ผมคิดว่าคงเป็นการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งว่าเป็นคนเดียวกับที่มาสแกนเมื่อกี้หรือเปล่า


เมื่อจับทางได้แล้วว่าภาษาไทยก็พูดได้แจ๋วนี่ การสัมภาษณ์ต่อจากนี้จึงเล่นกันมั่วทั้งไทยและฝรั่งสลับกันไปมาทั้งผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ ผมรู้สึกว่าบรรยากาศสบายๆเป็นกันเองไม่ซีเรียสเท่าไหร่ ผมขอเรียงลำดับคำถามและกิจกรรมการสัมภาษณ์ซึ่งบางประโยคก็ไทยบางประโยคก็อังกฤษ ดังต่อไปนี้


- คุณมีญาติหรือคนรู้จักที่อเมริกาหรือไม่...ผมตอบว่าโนไม่มีจ้า

- แกทวนชื่อและที่อยู่โรงแรมที่พักในลอสแอนเจลิสซึ่งผมระบุไว้ในใบสมัครแล้วถามว่า...ไปท่องเที่ยวใช่หรือไม่...? ผมก็ตอบว่าเยสส...

- ถามต่อ...ไปกับทัวร์.?..ผมตอบว่าไปด้วยตัวข้าพเจ้าเอง... พร้อมกับสอดโปรแกรมทัวร์ที่เตรียมมาอย่างดีลงในรางเว้าใต้หน้าต่างกระจกแต่แกไม่เห็นสนใจ

- ถามต่อว่า..ไปกี่วัน..? ผมระบุจำนวนวันไป...พร้อมกับขยับโปรแกรมทัวร์เป็นการบอกใบ้ให้ช่วยหยิบไปหน่อยเถอะจะได้ไม่ต้องสปี้คมาก แต่ก็ไม่สนอีก

- กลับถามต่อว่า...คุณจะเดินทางเมื่อไหร่...? ผมตอบทั้งเดือนเอพริลและเดือนเมษา...แกพยักหน้าพร้อมกับทวนคำว่า..เอ้พริล..

- คราวนี้หันไปถามครูดารินทร์ว่า...คุณดารินทร์ทำงานมานานกี่ปีแล้ว..?.

- พอได้คำตอบก็หันมาทางผมถามเป็นภาษาไทยว่า..อาชานสอนวิชาอะไร..?..ผมตอบชื่อวิชาเป็นภาษาอังกฤษเพราะน่าจะสื่อความได้ดีกว่า แกก็พูดว่า..กู้ด กู้ด..

- ระหว่างนี้แกหยิบพาสปอร์ตทั้งสองคนมาพลิกไปทีละหน้า พอเจอหน้าวีซ่าเช็งเก้นก็พึมพัมกับตัวเองว่า..Umm..

- พลิกต่อไปเจอหน้าวีซ่าอังกฤษก็พยักหน้าหงึก ๆ พร้อมกับพูดคนเดียวแต่เสียงดังออกมาจากอินตอร์คอมว่า..UK..Oh Wonderful

- หลังจากนั้นก็วางพาสปอร์ตลงแล้วหันมาพูดเป็นภาษาอังกฤษผมเข้าใจได้ประมาณนี้..วีซ่าคุณได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้วทางเราจะส่งพาสปอร์ตทางไปรษณีย์ถึงคุณภายในสามวัน..

- เห็นผมกับครูดารินทร์ทำหน้างงเหมือนกับว่าอะไรกันเสร็จแล้วเหรอ...แกจึงทรานสะเล้ทอินทูไทยเพื่อให้หายงงอีกรอบหนึ่ง...คราวนี้ผมกับครูดารินทร์ตอบไปทั้งแท้งกิ้ว..ทั้งขอบคุณ..


การสัมภาษณ์ทั้งหมดมีแค่นี้จริงๆครับ เอกสารที่เตรียมไปเป็นปึกไม่ขอดูสักนิด เดาว่าเขาคงเช็คสถานภาพจากข้อมูลที่กรอกไปทะลุปรุโปร่งแล้ว เพราะสมัยนี้ไม่น่าจะยากโดยเฉพาะระดับ CIA หญ่ายด้วยแล้ว และอีกประการหนึ่งคงเห็นว่าคนอายุปูนนี้คงไม่หลบหนีเข้าป่าไปเป็นโรบินฮู้ดแน่นอน แต่ประการสำคัญผมว่าการที่เคยได้วีซ่าเช็งเก้นและวีซ่าอังกฤษถือว่าได้ผ่านการกรองคุณสมบัติมาชั้นหนึ่งแล้ว ไม่งั้นเจ้าหน้าที่สาวแต่งหน้าเข้มที่ตรวจเอกสารขั้นต้นคงไม่เผลอพูดออกมาว่า "น่าเสียดาย" และ "โอ ดีเลย" หรอกครับ ฉนั้นถ้าใครมีพาสปอร์ตเล่มเก่าที่มีวีซ่าทั้งหลายแปะไว้อย่าลืมนำไปด้วย ซึ่งผมเห็นมีหลายรายนำไป ส่วนผมน่าเขกหัวตัวเองนักที่ไม่ได้เอาไป ดีนะที่เล่มปัจจุบันมีวีซ่าแปะอยู่ไม่งั้น We คงไม่ได้ซ่าแล้ว แต่จะหายซ่าแทน


ขอเล่าความเข้มของระบบรักษาความปลอดภัยเป็นของแถมอีกนิดหนึ่ง คือตอนออกมาข้างนอกแล้วนำบัตรไปรับของคืนที่หัวหน้ายามคนเดิม ซึ่งในซองเก็บของได้ใช้บัตรประชาชนของครูดารินทร์เป็นหลักฐาน แต่ผมเป็นคนไปยื่น ยามมองหน้าผมเที่ยบกับในบัตรแล้วทำท่าไม่ยอม ต้องหิ้วครูดารินทร์มาโชว์ตัวจึงยอม เขี้ยวจริงๆ



 

 

ผมยื่นสัมภาษณ์วันจันทร์ที่ 6 มกราคม เขาบอกว่าพาสปอร์ตจะส่งถึงบ้านภายใน 3 วัน ฉนั้นวันพฤหัสบดีคงถึง แต่พอตอนเที่ยงวันพุธที่ 8 ผมลองเข้า Track ดูการเคลื่อนไหวก็พบว่าวันนี้จดหมายมารอการนำจ่ายที่ไปรษณีย์สันทรายแล้ว งั้นวันนี้ก็ได้รับละซิ.... ประมาณบ่ายโมงได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์มาแต่ไกลพร้อมกับเสียงหมาเห่าต้อนรับตามธรรมเนียม จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากบุรุษไปรษณีย์ รวดเร็วทันใจดีจริง...




 

 

ตอนเปิดซองก็ลุ้นว่าจะได้กี่ปีหนอ...ปรากฎว่าหวยออก 10 ปี ตามที่เคยอ่านจากหลายเว็บ ในซองที่ส่งมานอกจากเล่มพาสปอร์ตแล้วก็มีเอกสารและรูปที่เจ้าหน้าที่รับไว้คืนมาหมด มีเพิ่มมาคือเอกสารแนะนำเกี่ยวกับการใชวีซ่า ซึ่งผมเห็นว่าเป็นความละเอียดรอบคอบของสถานกงสุล เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทีเดียว



 

 


เอกสารที่เพิ่มมาด้านหนึ่งเป็นตัวอย่างหน้าวีซ่าแสดงจุดตรวจสอบความถูกต้องของวีซ่าที่ได้รับ ถ้าพบความผิดพลาดให้นำกลับไปแก้ไขโดยด่วน



 

 

อีกด้านหนึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าเมือง



 



ภาพส่วนหนึ่งของเอกสารที่ได้รับกลับคืนมา ผมเห็นเข้าโดยบังเอิญขณะนำมาก้อปปี้ ตรงมุมขวาบนมีตัวหนังสือภาษาอังกฤษสีแดงเขียนหวัดแต่พออ่านได้ว่า Eng. ผมเดาเอาว่าน่าจะเป็นลายมือของหนุ่มหน้าหมดผู้ทำหน้าที่สแกนลายนิ้วมือซึ่งถามผมดังเล่าไว้ข้างบนว่า..".สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษได้ใหมครับ ?...".  คงเป็นการหมายหัวบอกให้ผู้สัมภาษณ์ว่ารายนี้ให้สปี้คอิงลิชนะ มิน่าตอนเรียกหมายเลขคิวจึงถูกลองภูมิด้วย.."..นัมเบอร์ทะเว็นตี้ฟ๋อร์...." ซึ่งผมทบทวนในตอนหลังคลับคล้ายคลับคลาว่าเสียงเรียกนี้เป็นเสียงของเจ้าหน้าที่ผู้สัมภาษณ์ผมแน่ๆ






สรุป จากประสบการณ์ของผมเกี่ยบกับการยื่นวีซ่าอเมริกาในส่วนของการสัมภาษณ์ที่สถานกงสุลอเมริกาประจำเชียงใหม่ ผมว่าบรรยากาศโดยรวมสบายๆ ไม่เครียดเหมือนที่คิดไว้เลย เจ้าหน้าที่ทุกคนบริการด้วยไมตรีจิตตามระเบียบขั้นตอนอย่างเป็นลำดับเป๊ะๆ ใช้เวลาทั้งหมดไม่ถึงชั่วโมง ผมจึงขอจบบทความนี้ด้วยคำพูดที่ว่า "วีซ่าอเมริกาไม่ยากอย่างที่คิด...ถ้าใจพร้อมกายพร้อมเอกสารพร้อม...ลุยเลยครับ"


ขอแถม...ตัวอย่างโปรแกรมทัวร์ที่เตรียมไว้แต่ไม่ได้ใช้ซักนิสส.



หมายเหตุ : เนื่องจากมีเหตุขัดข้องบางประการ ทริปอเมริกาขอเลื่อนไปเป็นช่วงปิดเทอมเดือนตุลาคม 2557 ครับ

 


 


 

 

แก้ไขล่าสุด ใน มิ.ย.042014

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 346 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน