สามปีที่ช่างศิลป์ ภาค 2

ต.ค.172010

 

เป็นตอนต่อของ "3 ปีที่ช่างศิลป์" ที่เขียนค้างไว้เมื่อปีที่แล้ว ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน ให้ตามไปที่ลิ้งค์นี้

http://watkadarin.com/index.php/2011-08-02-13-06-41/2011-08-03-03-25-09/--1

 

ตอนผมเขียนเรื่องนี้เมื่อตอนเปิดเว็บใหม่ ๆ  ก็แอบหวังไว้ลึก ๆ เหมือนกันว่า คงจะมีเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวช่างศิลป์ หรืออยู่ในแวดวงเดียวกัน หลงมาอ่านเข้าซักคนก็ดีใจตายละ แต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ผมยังลืมไปด้วยซ้ำว่าเขียนค้างไว้ยังไม่จบ เพราะมัวไปเขียนเรื่องใหม่ ๆ แบบที่เขาเรียกว่า ได้หน้าลืมหลัง

จนกระทั่งเวลาผ่านพ้นมาปีกว่า เมื่อต้นเดือนนี้ ก็ได้พบข้อความโพสต์ในเว็บบอร์ด จึงขออนุญาตนำบางส่วนมาลง

".....เป็นการบังเอิญอย่างยิ่งที่ค้นรูปสมัยเรียนช่างศิลป เพื่อจัดทำสไลด์งานช่างศิลป วังหน้าและมาเจอเวปของอาจารย์ หรือ(พี่เผือก)ของผม ผมชื่อชัยพัฒน์ (เล็ก) ช่างศิลปรุ่น 16 และเป็นรุ่นน้องที่ติดตามอาจารย์มาตั้งแต่จบใหม่ๆ (สมัยทีวีช่องบางขุนพรหม)......"

ไม่น่าเชื่อครับ ว่าคนที่บังเอิญมาอ่านเจอเข้ากลายเป็นรุ่นน้อง ที่เคยทำงาน เคยกินเคยนอนด้วยกันในช่วงหนึ่งของชีวิต แทบจะเป็นพี่น้องกันด้วยซ้ำ

หลังจากนั้นก็ติดต่อกันมาตลอด ทำให้ผมได้ทราบข่าวคราวความเคลื่อนไหวในแวดวง ซึ่งสำหรับผมแล้วแทบจะเรียกได้ว่าหลุดวงโคจรไปนานแล้ว ทุกวันนี้ ได้รับเมล์ข้อเขียน ภาพถ่าย ข่าวกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งอดีตและปัจจุบัน จากรุ่นน้องช่างศิลป์ มาโดยตลอด ที่สำคัญได้ทราบว่าได้มีการบอกต่อรุ่นน้อง รุ่นพี่ ให้เปิดอ่านข้อเขียนชิ้นนี้ของผม (แอบภูมิใจ) พร้อมกับทวงถามว่าเมื่อใหร่จะเขียนต่อให้จบ ทำให้เกิดเป็นพันธะทางใจขึ้นว่า ต้องกลับมาเขียนต่อให้จบซะดี ๆ

จึงเกิดเป็น "3 ปี ที่ช่างศิลป์ ภาค 2" ขึ้น

 

ก่อนอื่นขอท้าวความสักหน่อยว่า เรื่อง 3 ปีที่ช่างศิลป์ เป็นเรื่องสืบเนื่องจากข้อเขียนของผม ที่เขียนลงในหนังสืออนุสรณ์โรงเรียนช่างศิลป์ปี 2509 เป็นการขยายความถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีต ทั้งเรื่องภายในโรงเรียนและสภาพบ้านเมืองยุค '60 ทีซ่อนอยู่ในอยู่ในประโยคสั้น ๆ เหล่านั้น

จะขอนำข้อเขียนในหนังสือที่ได้ขยายความไปแล้วอีกครั้งหนึ่งเพื่อความต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ชื่อเรื่อง ดังนี้ครับ

"ถนนราชินี ท่าช้างวังหน้า พระนคร"

ควันหยาบ ๆ ของกรุงทอง
โอเลี้ยงแก้วหนา ๆ 
หลอดดูดมีคราบลิบสติกของใครก็ไม่รู้
ความระเกะระกะของห้อง Drawing
Texture แปลก ๆ คามกำแพงห้อง Pain
เสียงโครมครามของห้องปั้น
"Sound of Music" ดังมาจากห้องเรียน
นาน ๆ จะมีเสียงของ "Pop" สอดแทรกบ้าง
และ ฯลฯ  ฯลฯ  ฯลฯ
สามปีน้อยไปรึ ?
บางคนแสดงความหลงไหลเป็นสี่ เป็นห้า เป็นหก

ผมเรียนที่นี่ เรียนทุกอย่างที่เป็นของที่นี่
โลกของผมบริสุทธิ์ 
ไม่ใช่โลกเดียวกับ เดอ บีเทิ้ลส์

หลายคนมาเรียนที่นี่ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน
แต่เมื่อได้ผลาญกระดาษของโลกไปคนละไม่น้อย
ต่างก็ไม่อยากให้มี 16.30 น.
ไม่อยากมีวันเสาร์ วันอาทิตย์ หรือวันหยุดอื่น ๆ

"ผมเรียนอยู่ช่างศิลป์ กรมศิลปากร"
"เอ๊ะ อยู่ที่ใหน ? ไม่เคยได้ยินชื่อ"
"อ๋อ เรียนพวกร้องพวกรำใช่ไหม"

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนแรกผมขยายความจบลงตรงนี้ ยังเหลืออีกสองท่อนคือ


ชั่วโมง Paint หมดไปกว่าสองชั่วโมงแล้ว
หนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง รักความยุติธรรม
เห็นใจคนจน เกลียดการดูหมิ่น
เดินซึม ๆ ไปโรงอาการ
เมื่อไอ้ตี่เดินผ่านมา
เขาก็เสือกเรียญสลึงสองอันไปให้
พร้อมกับพูดด้วยความขมขื่นว่า
พอจะซื้อ" ไฟ" ได้สักแก้วใหม ?

ฤดูสอบไล่ผ่านพ้นไป
พวกปีสามวุ่นวายในการสอบเข้ามหา'ลัยอยู่พักหนึ่ง
ก็มีเสียงพูดอย่างหนาหูด้วยความหนักใจว่า
"หนังสือ (ช่างศิลป์) ปีนี้ไปถึงใหนแล้ว"
ท่าจะล้มเสียละมั้ง
"จริง ๆ (วะ) ไม่เห็นพวก " มัน " ทำอะไรเลย"
"น้ำหน้าอย่าง.......จะทำสำเร็จหรือ"
ฯลฯ
แต่ใคร ๆ ก็คงไม่หนักใจเท่าข้าพเจ้า
เพราะถ้าหนังสือนี้ล้ม
ปกิณกะชิ้นเยี่ยมชิ้นนี้ (ข้าพเจ้าพูดคนเดียวน่ะ)
จะไม่ปรากฎแก่ท่านอย่างแน่นอน

ฒ.


ผมจะขอขยายความต่อ โดยข้อความเดิมเป็นสีน้ำตาลขีดเส้นใต้

"ชั่วโมง Paint หมดไปกว่าสองชั่วโมงแล้ว...."

ชั่วโมงเรียนวิชาปฏิบัติเช่น Painting , Drawing , ปั้น องค์ประกอบศิลป์ ส่วนมากจะใช้เวลาตลอดครึ่งวันเช้า หรือครึ่งวันบ่ายประมาณ สี่ชั่วโมง ในชั่วโมงแรก ๆ  พวกเรามักไม่ค่อยลงมืออย่างจริงจังเท่าไหร่ เดินไปเดินมา คุยกับคนโน้นบ้างแหย่คนนี้บ้าง และมักจะอ้างอยู่เสมอว่า “ไม่มีไฟ” คำว่าไฟในที่นี้พวกเรารู้ดี แต่ผู้ที่อยู่นอกวงการอาจไม่ค่อยเข้าใจว่า มันเกี่ยวข้องกับการทำงานศิลปะยังไง เดี๋ยวจะอธิบายตอนหลัง

 

"หนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง รักความยุติธรรม
เห็นใจคนจน เกลียดการดูหมิ่น...."

ประโยคนี้เป็นของเพื่อนคนหนึ่งที่ผมยืมมาใช้ เขาฝีมือดีมากแต่เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังหนุ่ม น่าเสียดายมาก เพื่อนคนนี้เป็นแรงขับสำคัญในการทำงานคอมโพสของผม เพราะงานของเพื่อนติดบอร์ดประจำ มีอยู่ชิ้นหนึ่งเป็นงานออกแบบโปสเตอร์วันเกษตร อาจารย์เอนกให้ 100 คะแนนเต็ม ติดบอร์ดที่หน้าห้องพักครู เป็นที่ฮือฮากันมาก เพื่อนคนนี้เอ่ยชื่อก็ได้ คือ ไอ้เปาะ หรืออิทธิไชย ไวชนะ เปาะ เขียนลงในสมุดเฟรนด์ชิพให้ผมโดยแทนตัวเองว่า หนุ่มหน้าตาดี รักความยุติธรรม เห็นใจคนจน เกลียดการดูหมิ่น ซึ่งเป็นประโยคที่ใช้กันเสมอตามคอลัมน์หาคู่ในหนังสือพิมพ์สมัยนั้น ซึ่งลงพร้อมกับรูปที่คาดแถบดำตรงลูกตา

เพิ่มเติม : ผมนึกออกแล้ว โปสเตอร์วันเกษตรของเปาะที่ได้ท้อป 100 เป็นรูปหมูเห็ดเป็ดไก่ วัว ควาย พืชผักต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเกษตรทั้งหลาย โดยเขียนเป็นลายเส้น ลงสีบาง ๆ มีตัวหนังสือประกอบ ลักษณะเหมือนเป็นฝีมือเด็กเขียน เปาะอยู่ห้อง ก. เรียนก่อน พวกผมอยู่ห้อง ข. เรียนตามหลังหนึ่งสัปดาห์ เมื่อเห็นดังนั้นก็รู้สึกหนาวกันเป็นแถว แต่ไม่ได้ท้อ กลับเป็นแรงฮึดให้ทำได้อย่างนั้นบ้าง ผมคิดหัวแทบแตก งานชิ้นนั้นผมก็ได้ท้อปติดบอร์ดเหมือนกัน แต่ท้อปแค่ 85

พูดถึงงานติดบอร์ด พวกเราไฝ่ฝันกันนักกันหนาว่า จะต้องทำงานติดบอร์ดให้ได้ ไม่ว่างานดรออิ้ง เพ้นท์ ปั้น คอมโพส หรืออื่น ๆ เมื่อวันใดได้ติดบอร์ด ซึ่งตั้งอยู่หน้าห้องพักครู ตามระเบียง โดยเฉพาะตรงชานพักบันไดขึ้นชั้นสอง เมื่อใดละก็ จะต้องหาเรื่องเดินขึ้น เดินลงทั้งวัน พอผ่านบอร์ดก็แอบชำเลืองผลงานตนเองด้วยความภาคภูมิใจ ไม่ค่อยกล้าหยุดดูจัง ๆ หรอก เขิน การที่อาจารย์นำผลงานท้อปเทนติดบอร์ดนี้ เป็นแรงขับดันอย่างดีให้พวกเราได้พัฒนาฝีมือของตนเอง เป็นเรื่องแปลกอย่างยิ่งที่พวกเราไม่เคยอิจฉาริษยา หรือหมั่นไส้เพื่อนเราที่มีผลงานติดบอร์ดเลย อย่างมากก็แค่พูดแหย่กันเล่นพอหอมปากหอมคอ จะไม่ให้หมั่นไส้เล็ก ๆ กันได้ยังไง ก็เพื่อนบางคนเล่นจองบอร์ดเสียแทบทุกวิชานี่นา ไม่ยอมแบ่งให้เพื่อนฝูงบ้าง แต่ก็มีเพื่อนบางคนเหมือนกัน ที่ชั่วชีวิตนี้ไม่เคยมีผลงานติดบอร์ดกับเขาเลย ก็ไม่เห็นเพื่อนน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาโดดตึกฆ่าตัวตาย เหมือนเด็กสมัยนี้กันซักคน เพื่อนเหล่านี้เสียอีกที่เป็นตัวโจ้กให้เราสนุกสนาน คลายเครียด เวลาเขาทำงานกัน ก็ไปแหย่คนโน้นที คนนี้ที พอใกล้จะหมดเวลาก็เผา ๆ งานส่งอาจารย์ได้ทันเวลาเหมือนกัน


"เมื่อไอ้ตี่เดินผ่านมา
เขาก็เสือกเรียญสลึงสองอันไปให้
พร้อมกับพูดด้วยความขมขื่นว่า...."


ไอ้ตี่ก็คือเด็กเสริฟของร้านขายกาแฟในโรงอาหาร ชี่อไอ้ตี่สะกดด้วยไม้เอก ไม่ใช่ไอ้ตี๋สะกดด้วยไม้จัตวา ที่ย้ำเพราะมีเกร็ดนิดหนึ่ง คือตอนตรวจปรุ้ฟหนังสืออนุสรณ์เล่มนี้ที่โรงพิมพ์แถวตรอกโรงหนังบุษยพรรณ บางลำพู ขณะนั้นการพิมพ์ยังใช้ตัวอักษรที่หล่อจากตะกั่วเรียงทีละตัว ผมทึ่งคนเรียงตัวพิมพ์นี้มาก เวลาทำงาน ตาก็อ่านต้นฉบับไป มือหนึ่งก็เอื้อมไปหยิบตัวอักษรทีละตัวโดยไม่มองเลย หยิบมาใส่เคสที่ถืออีกมือหนึ่งอย่างรวดเร็ว ได้ยินเสียงตัวตะกั่วกระทบกันดังแก้ก ๆ ตลอดเวลา คิดดูซิครับเขาจำช่องที่ใส่ตัวอักษรได้แม่นขนาดใหน อักษรไทยมีตั้ง 44 ตัว สระอีกลายตัว ยังมีตัวเลข เครี่องหมายต่าง ๆ อีกละ นี่ยังไม่นับภาษาอักฤษที่อาจจะมีแทรก และที่สำคัญคือต้องเรียงกลับซ้ายขวาด้วย ไม่ทึ่งไงไหว ผมตรวจปรุ้ฟมาถึงคำว่าไอ้ตี่ เขาเรียงเป็น ไอ้ตี๋ ที่สะกดด้วยไม้จัตวา ขอแก้ไขเป็นไม้เอกเขาก็ใช้มีดเล็กๆ สะกิดปีกสองข้างของไม้จัตวาออกไป กลายเป็นไม้เอกแล้ว ง่ายดี

เหรียญสลึงสองอันสมัยนั้นใช้ซื้อโอเลี้ยงได้ 1 แก้ว ถ้าใส่นมหรือยกล้อก็ สามสลึง แต่ถ้าเป็นกาแฟเย็นครบเครื่องแก้วใหญ่มีหูจับ ก็สี่สลึงเท่านั้นเอง ส่วนน้ำแข็งเปล่า หนึ่งสลึง  น้ำแข็งเปล่าในที่นี้ คือน้ำประปาผสมกับน้ำชา จริงหรือปลอมก็ไม่รู้ ให้สีออกเหลืองหน่อยก็ใช้ได้ ตอนเรียนช่างศิลป์ผมได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 5 บาท ทั้งนี้ไม่รวมค่าอุปกรณ์การเรียน เช่น สี กระดาษ เงินจำนวน 5 บาท เป็นค่ารถเมล์สองต่อ ๆ ละ 50 สตางค์ ไปกลับ 2 บาท (บางครั้งก็ไม่ถึง เพราะเวลากระเป๋ารถเมล์เดินมาเก็บสตางค์ ก็ทำหน้าตายไม่รู้ไม่ชี้ แต่ทั้งนี้ เวลาขึ้นต้องดูให้ดี ถ้ากระเป๋าอยู่ประตูหน้าก็ขึ้นประตูหลังถ้าอยู่หลังก็ขึ้นประตูหน้า มั่ว ๆ แทรกเข้าข้างในทำตัวให้กลืนไปกับผู้โดยสารเก่า กระเป๋าไม่ทันสังเกตุหรอก) เหลือค่าอาหารกับน้ำ 3 บาท อิ่มพอดี แต่ผมก็มีเงินตุนในกระเป๋าที่เหลือจากซื้ออุปกรณ์การเรียนบ้าง ให้พิเศษบ้าง ก็มีเงินใช้โดยไม่ต้องรัดเข็มขัดจนเกินไปนัก แต่โดยเฉลี่ยใช้เท่านี้จริง ๆ

 

"พอจะซื้อ" ไฟ" ได้สักแก้วใหม ?"

ตอนนี้ขออธิบายคำว่า "ไฟ" ที่นักเรียนศิลปะชอบใช้กันนักกันหนา “ไฟ” คือแรงบันดาลใจ หรือพลังในการมุมานะทำงาน แต่ที่พวกชอบอ้างว่า "ไม่มีไฟ" น่าจะเป็นข้ออ้างขี้เกียจทำงาน หรือไม่ก็ยังคิดงานไม่ออกมากกว่า.....ชิมิ

ในแวดวงนักเรียนศิลปะยังมีคำว่า “ไฟ” เข้ามาเกี่ยวข้องอีกหลายคำ เช่น

“ไฟแรง”

ไม่ได้หมายถึงไอ้หนุ่มไฟแรงราคะจัดหรอกนะ แต่หมายถึงผู้ที่มีพลังในการทำงานสูง อาจหมายถึงพวกที่ขยันทำงานไม่ยอมหยุดพัก บางทีก็เป็นคำประชดประชันเวลาหมั่นใส้บางคนที่ขยันทำงาน ไม่ยอมอู้เหมือนเรา

“ไฟมอด”

หมายถึงหมดแรงบันดาลใจในการทำงานแล้ว แต่คำว่าไฟมอดที่พวกเรานำมาใช้น่าจะเป็นคำแก้ตัวพอ ๆ กับคำว่าไม่มีไฟ มากกว่า

มีอีกคำหนึ่งไม่มีคำว่าไฟ แต่น่าจะเป็นผลสืบเนื่องจากไฟ ก็คือคำว่า “เผาผี หรือ “งานเผา” หมายถึง ผลงานที่ไม่ได้เรื่องหรือทำส่งเดช พอให้มีส่งอาจารย์เท่านั้


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

พักสายตาสักครู่..


ลูกศิษย์กับอาจารย์พิชัย นิรันต์ ณ สตูดิโอของอาจารย์ ซอยหลังวัดเจ็ดยอด เชียงใหม่ เมื่อธันวาคม ปีที่แล้ว สำหรับตัวผมแล้ว ถือว่าโชคดีมากที่ได้มีโอกาสไปเห็นสตูดิโอของอาจารย์ และเป็นบุญตาที่ได้เห็นผลงานอาจารย์ก่อนใคร ผลงานอาจารย์มีเยอะมากกก.. แต่ละชิ้นสุดยอด ยิ่งใหญ่จริง ๆ ท่านเป็นผู้ที่มี "ไฟ" ในการสร้างงานศิลปะที่ไม่มีวันมอด ยัง "ไฟแรง" อยู่



ขออนุญาตอาจารย์พิชัย นำภาพมุมทำงานมุมหนึ่ง มาให้ลูกศิษย์ลูกหาของอาจารย์ชม นะครับ



เบื้องหลังผลงานที่ยิ่งใหญ่



นอกจากเขียนรูปแล้ว ตอนนี้อาจารย์กำลังมุ่งมั่นกับการสีไวโอลิน แต่ยังมีเวลาเดินสายเล่นไวโอลิิน ร้องเพลง กับลูกศิษย์อยู่เสม



อาจารย์พิชัย กำลังดวลไวโอลินกับ กีตาร์เทพ พี่เปี้ยก ศุภกิจ หรือพี่เปี้ยกฟู ช่างศิลป์ รุ่น 11 ที่บ้านพี่เสริฐ อาจารย์ประเสริฐ อยู่เจริญ ช่างศิลป์ รุ่น 10 ที่ลำพูน

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

กลับมาเข้าเรื่องต่

ฤดูสอบไล่ผ่านพ้นไป
พวกปีสามวุ่นวายในการสอบเข้ามหา'ลัยอยู่พักหนึ่ง
ก็มีเสียงพูดอย่างหนาหูด้วยความหนักใจว่า
"หนังสือ (ช่างศิลป์) ปีนี้ไปถึงใหนแล้ว"
ท่าจะล้มเสียละมั้ง
"จริง ๆ (วะ) ไม่เห็นพวก " มัน " ทำอะไรเลย"
"น้ำหน้าอย่าง.......จะทำสำเร็จหรือ"
ฯลฯ



ส่วนหนึ่งของภาพกลุ่มก่อการจัดทำหนังสือรุ่น ช่างศิลป์ 2509 ประชุมกันครั้งแรก หลังคณะกรรมการจัดทำชุดใหญ่ล้มเหลว สถานที่ บ้านติ๋ม ชินตา(กอบพร) หลังวัดใหญ่ศรีสุพรรณ ฝั่งธน (จำชื่อวัดผิด ขออภัยด้วย) จากซ้าย : เปาะ อิทธิชัย , แมว อิทธิพล และผม

เนื่องจากช่วงนั้นพวกผมปีสามสอบไล่เสร็จ ส่วนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมตัวสอบเข้ามหา'ลัย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เลือก ม.ศิลปากร มีปัญญาเลือกได้แค่สองคณะ ไม่จิตรกรรม ฯ ก็ Dec หรือมัณฑนศิลป์ บางส่วนที่ตัดสินใจไม่สอบเข้า ก็กระจัดกระจายหายหน้ากันไป ทำให้คณะกรรมการจัดทำหนังสือรุ่น ที่ตั้งไว้ตอนเทอมปลาย แบ่งหน้าที่เป็นแผนก ๆ  ไม่สามารถรวมพลกันได้ สถุานการณ์ช่วงนั้น  ดูแล้วน่าเป็นห่วงว่าหนังสือช่างศิลป์ 09 จะไปไม่รอด ทั้ง ๆ ที่สปอนเซอร์ก็หาได้บ้างแล้ว

 





ผมจำไม่ได้แล้วว่าใครเป็นตัวตั้งตัวตี รวบรวมทีมงานเฉพาะกิจขึ้นมาสานต่องานที่ค้างไว้ พอมาดูรายชื่อที่พิมพ์ไว้ท้ายเล่ม จึงพอนึกภาพออก แต่ยังมีเพื่อน ๆ อีกหลายคนที่ไม่มีรายชื่อ แต่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการหารายได้ หรือสปอนเซอร์ (ผมรู้จักคำว่าสปอนเซอร์ครั้งแรกก็คราวนี้แหละ) ซึ่งหาได้คุ้มกับการพิมพ์เหมือนกัน ผมลองนับโฆษณาท้ายเล่มแล้ว สรุปมีสปอนเซอร์ดังนี้

 

 

ขาวดำเต็มหน้ากระดาษอาร์ต 2 ราย (ที่จริงมีเฉพาะหน้าขาวดำเท่านั้นแหละยุคนั้นพิมพ์สีแพงมาก)

ขาวดำเต็มหน้ากระดาษปรู้ฟ 14 ราย

1/2 หน้ากระดาษปรู้ฟ 19 ราย

1/4 หน้ากระดาษปรู้ฟ 22 ราย

หน้าโฆษณาน้ำหวานออคิดนี้ผมจำได้ว่า เป็นฝีมือการออกแบบของ แมว อิทธิพล ผศ.อิทธิพล ตั้งโฉลก




โฆษณาในหนังสือบางชิ้น ผมเห็นว่าน่าสนใจ สะท้อนภาพยุคสมัยได้ดี จึงขอนำมาลงไว้ เพื่อรำลึกถึงความหลัง อย่างเช่นสมัยนั้นถ้าสูบบุหรี่ทุกวันแล้วจะสดชื่น



และถ้าดื่มแม่โขงยอดสุราของไทยแล้ว จะปลอดภัย สดชื่น ทุกคืนวัน

 

 


จากโฆษณานี้ แสดงว่า เพาเวอร์เบรค เพิ่งมีในรถรุ่นปี 1966




ซิมคา รถฝรั่งศษที่สูญพันธ์ุจากท้องถนนเมืองไทยหลายปีมาแล้ว

 

 

ยุคนั้นยังไม่เซ็นเซอร์คำว่า "...........ที่สุด"




เห็นโฆษณาชิ้นนี้ ผมนึกถึงเฟื่อนรุ่นพี่ผมคนหนึ่ง ชือพี่ภาส หรือพี่ประภาส ที่เรียกว่าเพื่อนรุ่นพี่เพราะเป็นช่างศิลป์รุ่นพี่ แต่มาจบศิลปากรรุ่นเดียวกัน เนื่องจากพี่ประภาสจบแล้วออกไปทำงานก่อน พี่ภาสคนนี้ ฝีมือการทำอาร์ตเวิร์คสุดยอด โดยเฉพาะการเขียนตัวอักษร ต้องบอกเสียก่อนว่ายุคนั้น อักษรลอก หรือเลตเตอร์เพรส ยังไม่เกิด คอมพิวเตอร์กราฟฟิคไม่ต้องพูดถึง ทุกอย่างใช้ฝีมือล้วน ๆ ดังเช่นตัวหนังสือของอาร์ตเวิร์คชิ้นนี้เขียนด้วยมือทุกตัว พี่ภาสของผมเขียนสวยกว่านี้อีก ผมเคยไปนั่งดูแกเขียนโดยใช้ปากกาคอแร้งจุ่มหมึกอินเดียนอิ้งค์ เขียนบนกระดาษอาร์ตมัน เขียนทีละตัว แต่เขียนได้เหมือนกันทุกตัว โดยเขียนเส้นตั้งทุกตัวก่อน แล้วจึงเขียนหัว เส้นโค้งและเส้นนอนทีหลัง



 

ข้อความโฆษณาร้านขายเคมีภัณฑ์ร้านหนึ่ง ลากเข้าหาศิลปะจนได้




ต้องขอบคุณโรงพิมพ์และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ทำให้หนังสือช่างศิลป์ 08 สำเร็จออกมาได้ เพราะคณะผู้จัดทำ้เป็นมือใหม่ ไม่เคยทำหนังสือกันมาก่อนเลย มาเรียนรู้เรื่องการพิมพ์ การทำหนังสือเอาที่โรงพิมมพ์มิตรสยาม ตรอกโรงหนังบุษยพรรณ บางลำพูนี่เอง

ผมยังจำภาพพวกเรานั่งตรวจปรู้ฟกันบนโต๊ะข้างถนนหน้าโรงพิมพ์ได้  และยังรู้สึกว่าช่างเรียงไม่ค่อยชอบขี้หน้าพวกเราเท่าไหร่นัก เพราะมีหลายครั้งเขาแก้คำผิดตามคำสั่งเราแล้วปรู้ฟมาให้ดู มันก็น่าจะจบแ้ล้ว เต่พวกเรามันร้อนวิชา เห็นการจัดหน้ามันธรรมดาไป ก็ขอให้เขาจัดใหม่ จัดเสมอหน้าบ้าง เสมอหลังบ้าง เอ๊ะ..ไม่สวย จัดเสมอทั้งสองข้างดีกว่า ซึ่งการแก้ไขไม่ได้ง่ายเหมือนใช้ Page Maker หรือ Illastrator เหมือนในสมัยนี้ ต้องรื้อจัดเรียงกันใหม่ทั้งเคส เจอแบบนี้เป็นใคร ก็มีอารมณ์บ้างแหละน่า



ย้อนกลับมาดูเนื้อหาในหนังสือช่างศิลป์ 09 กันบ้าง นี่เป็นรายชื่อคณาจารย์ ซึ่งผมสแกนมาทั้งหน้า หน้านี้พิมพ์ด้วยกระดาษอาร์ตพื้นจึงขาวใส




รายชื่อนักเรียนช่างศิลป์ปีที่ 3 ก. รุ่นที่ 12




ช่างศิลป์ปีที่ 3 ข. 




ผมขอนำข้อเขียนชิ้นสุดท้าย ซึ่งตีพิมพ์ในหน้าสุดท้ายของหนังสือช่างศิลป์ 2509 เขียนโดยแมว อิทธิพล ใช้นามปากกาว่า พ.ล. มาลง ข้อเขียนชิ้นนี้ แมวเขียนขึ้นในวันประกาศผลการสอบเข้า มหาวิทยาลัยศิลปากร ผ่านมาสี่สิบกว่าปีแล้ว "...ทุกแห่งก็ยังมีความไม่แน่นอนรออยู่.."


จบช่วงนี้ด้วย MV. Old Changsilp ประกอบเพลง Santa Lucia

http://www.youtube.com/watch?v=1Ke6b9pCN6o

JavaScript is disabled!
To display this content, you need a JavaScript capable browser.




..ยังไม่จบก็ได้ครับ...

 

*โปรดลงทะเบียนหรือล้อคอินเพื่อแสดงความคิดเห็นต่อบทความนี้

แก้ไขล่าสุด ใน เม.ย.132012

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 1364 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน