สืบเนื่องจากคอลัมน์สองข้างทางที่ผ่านมา เรื่อง
เลาะเลียบคลองหลอด ทำให้นึกถึงความหลังสมัยเรียนโรงเรียนช่างศิลป์ พอกลับถึงบ้านที่เชียงใหม่ก็ไปค้นหนังสืออนุสรณ์ช่างศิลป์เล่มที่ได้ร่วมจัดทำมาเปิดดู ภาพเรื่องราว เหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ผุดขึ้นมาอย่างแจ่มชัด นี่แหละหนาเขาชอบว่าคนแก่ชอบเล่าความหลัง มันจริงตามที่เขาว่าจริง ๆ เพราะเรื่องเก่า ๆ จะจำแม่นทีเดียว ที่เรื่องใหม่นี้ไม่ยอมจำเลย แต่ความขี้ลืมของคนแก่ที่ดีกว่าคนหนุ่มก็มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งภรรยามักจะชอบด้วย คือชอบลืมว่าได้ทำอะไรไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เพิ่งทำเสร็จไปหยก ๆ จะขอทำอีก....ซึ่งผมลืมแบบนี้บ่อย


เปิดอ่านหนังสืออนุสรณ์โรงเรียนช่างศิลป์ปี 2509 มาสะดุดอยู่กับข้อเขียนหนึ่ง หยุดอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกเพราะเป็นเรื่องที่เขียนเอง ขอเออเองหน่อยว่าเขียนได้ดีจริง ๆ ขียนให้เห็นภาพรวมของบรรยากาศขณะนั้นได้ดีทีเดียว  ฉนั้นคอลัมน์สามปีทีช่างศิลป์จึงขอขยายความถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตทั้งเรื่องภายในโรงเรียนและสภาพบ้านเมืองยุค '60 ทีซ่อนอยู่ในอยู่ในข้อความสั้น ๆ เหล่านั้น จะทำให้มองเห็นภาพแห่งความหลังชัดเจนขึ้น และเผื่อใครไม่ได้อยูในบรรยากาศเหล่านั้นผ่านมาเจอจะได้เข้าใจไปด้วย

ในตอนแรกนี้จะขอนำลงทั้งหมดก่อนแล้วจึงจะขยายความภายหลัง
เริ่มตั้งแต่ชื่อเรื่องเลย  ดังนี้ครับ

"
ถนนราชินี ท่าช้างวังหน้า พระนคร"

ควันหยาบ ๆ ของกรุงทอง
โอเลี้ยงแก้วหนา ๆ
หลอดดูดมีคราบลิบสติกของใครก็ไม่รู้
ความระเกะระกะของห้อง Drawing
Texture แปลก ๆ คามกำแพงห้อง
Pain
เสียงโครมครามของห้องปั้น
"Sound of Music" ดังมาจากห้องเรียน
นาน ๆ จะมีเสียงของ "Pop" สอดแทรกบ้าง
และ ฯลฯ  ฯลฯ  ฯลฯ
สามปีน้อยไปรึ ?
บางคนแสดงความหลงไหลเป็นสี่ เป็นห้า เป็นหก

ผมเรียนที่นี่ เรียนทุกอย่างที่เป็นของที่นี่
โลกของผมบริสุทธิ์
ไม่ใช่โลกเดียวกับ เดอ บีเทิ้ลส์

หลายคนมาเรียนที่นี่ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน
แต่เมื่อได้ผลาญกระดาษของโลกไปคนละไม่น้อย
ต่างก็ไม่อยากให้มี 16.30 น.
ไม่อยากมีวันเสาร์ วันอาทิตย์ หรือวันหยุดอื่น ๆ

"ผมเรียนอยู่ช่างศิลป์ กรมศิลปากร"
"เอ๊ะ อยู่ที่ใหน ? ไม่เคยได้ยินชื่อ"
"อ๋อ เรียนพวกร้องพวกรำใช่ไหม"

ชั่วโมง Paint หมดไปกว่าสองชั่วโมงแล้ว
หนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง รักความยุติธรรม
เห็นใจคนจน เกลียดการดูหมิ่น
เดินซึม ๆ ไปโรงอาการ
เมื่อไอ้ตี่เดินผ่านมา
เขาก็เสือกเรียญสลึงสองอันไปให้
พร้อมกับพูดด้วยความขมขื่นว่า
พอจะซื้อ" ไฟ" ได้สักแก้วใหม
?

ฤดูสอบไล่ผ่านพ้นไป
พวกปีสามวุ่นวายในการสอบเข้ามหา'ลัยอยู่พักหนึ่ง
ก็มีเสียงพูดอย่างหนาหูด้วยความหนักใจว่า
"หนังสือ (ช่างศิลป์) ปีนี้ไปถึงใหนแล้ว"
ท่าจะล้มเสียละมั้ง
"จริง ๆ (วะ) ไม่เห็นพวก " มัน " ทำอะไรเลย"
"น้ำหน้าอย่าง.......จะทำสำเร็จหรือ"
ฯลฯ
แต่ใคร ๆ ก็คงไม่หนักใจเท่าข้าพเจ้า
เพราะถ้าหนังสือนี้ล้ม
ปกิณกะชิ้นเยี่ยมชิ้นนี้ (ข้าพเจ้าพูดคนเดียวน่ะ)
จะไม่ปรากฎแก่ท่านอย่างแน่นอน

.


เอาละต่อไปนี้เรามาลองขยายความกัน ข้อความเดิมจะเป็นอักษรสีน้ำตาลขีดเส้นใต้

"ถนนราชินี ท่าช้างวังหน้า พระนคร"


ที่ตั้งชื่อเรื่องนี้เพราะเป็นที่ตั้งของโรงเรียน เวลาจะเขียนจดหมายจ่าหน้าซองถึงโรงเรียนซึ่งนักเรียนต่างจังหวัดหลายคนจะต้องทราบเพื่อจะให้ทางบ้านส่งธนาณัติไปให้ ยังไม่มีการโอนผ่านธนาคารง่าย ๆ เหมือนทุกวันนี้หรอก เนื่องจากบางคนต้องย้ายที่อยู่บ่อย บางคนก็อาศัยวัดอยู่ ธนาณัติอาจสูญหายหรือล่าช้าได้ ซึ่งเวลาปกติก็หลายวันอยู่แล้ว ถ้าเจอกรณีนี้เป็นเรื่องแน่ ต้องหยิบยืมเงินกันวุ่นแถมเพื่อนฝูงแต่ละคนก็ไม่ค่อยมี คนที่เดือดร้อนก็คืออาจารย์นั่นเอง ชื่อของโรงเรียนเวลาจ่าหน้าซองก็เป็นดังนี้

(ชื่อนักเรียน)....................
โรงเรียนช่างศิลป์
ถนนราชินี ท่าช้างวังหน้า พระนคร
ไม่ต้องใส่รหัสไปรษณีย์ เพราะรหัสไปรษณีย์ยังไม่เกิด
คำว่า "พระนคร" คือชื่อของจังหวัด ที่เป็นกรุงเทมหานครปัจจุบันโดยรวมเอาธนบุรีเข้าไปด้วย ขณะนั้นแยกกันคนละจังหวัดคือจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี

ควันหยาบ ๆ ของกรุงทอง
โอเลี้ยงแก้วหนา ๆ
หลอดดูดมีคราบลิบสติกของใครก็ไม่รู้

สมัยนั้นบุหรี่กรุงทองซองสั้นที่ยังไม่มีก้นกรอง เป็นบุหรี่ยอดนิยมของนักเรียนที่แอบสูบในห้องน้ำ  เพราะควันมันหยาบฉุนสะใจดี ต่างกับอีกยี่ห้อหนึ่งคือ สามิต 14 มวนอ้วน ๆ ซึ่งมีทั้งซอง 20 มวน และแบบเป็นกล่องบานเลื่อน 10 มวน ที่รสชาติอ่อนกว่า
หลังจากนั้นอีกหลายปีกว่าโรงงานยาสูบจะออกบุหรี่สายฝนที่มีเมนทอลเย็นชี่นไจ และบุหรี่กรองทิพย์ ที่มีรสกลาง ๆ ระหว่างกรุงทองและสามิต


เมื่อสูบบุหรี่แล้วต้องไปกินโอเลี้ยงที่โรงอาหารซึ่งแก้วโอเลี้ยงจะมีลักษณะที่เรียกว่าแก้วก้นเหลี่ยม คือเป็นแก้วหนาทนทาน ทรงสูง จะจีบเป็นร่องเรียวลงไป และที่ฐานจะจีบเป็นเหลี่ยมมุมรูปดาวห้าแฉก แต่ถ้าเป็นกาแฟเย็นที่แพงขึ้นจะเป็นแก้วหนา รอบแก้วเป็นลายบุ๋มลงไปมีมือจับ  ไม่รู้สมัยนั้นหลอดดูดโอเลี้ยงมันแพงนักหรือไง ถึงต้องมีการรีไซเคิ้ลนำกลับมาใช้ใหม่ นำกลับมาใช้ทั้งทีก็ไม่ดูให้ดีเอาหลอดที่มีคราบลิบสติกติดมาด้วย ทั้ง ๆ ที่นักเรียนหญิงก็ทาปากกันน้อย ยิ่งหญิงช่างศิลป์แล้วเมินเสียเถอะปากดำเชียว จะมีก็นักเรียนนาฎศิลป์ที่อยู่ในรั้วเดียวกันค่อยแต่งหน้าทาปากหน่อย



ความระเกะระกะของห้อง Drawing
Texture แปลก ๆ ตามกำแพงห้อง Paint
เสียงโครมครามของห้องปั้น

ไม่ใช่ระเกะระกะเฉพาะห้อง Drawing ห้อง Paint ห้องปั้น ก็พอกัน ที่มันระเกะระกะ ก็เพราะเวลาจะเขียนจะปั้นจะต้องมีหุ่นไม่ว่าจะเป็นหุ่นนิ่ง หุ่นมีชีวิต ครูมักจะจัดไว้ตรงกลางห้อง ทีนี้ก็ตัวใครตัวมันละ ลากโต๊ะ ลากเก้าอี้ไปหามุมเอาตามใจชอบ และส่วนมากมักจะยืนทำงาน เก้าอี้ก็เป็นส่วนเกินจึงวางเกะกะไปทั่ห้อง บางคนก็ถือกระดานสเก็ตซ์แหวกโต๊และเก้าอี้ไปห่าง ๆ ฉันจะนั่งเขียนกับพื้น ยิ่งถ้าห้องปั้นละยิ่งเละใหญ่ แป้นสำหรับปั้น Bas Relief แท่นปั้น Round Relief ที่หนักทั้งใหญ่เทอะทะวางกันเต็มห้อง มองหุ่นแทบไม่เห็น เวลาทำงานจะมีเสียงทุบดินกันโครใคราม ส่วน Texture ตามผนังห้อง Paint ก็เกิดจากการจุ่มล้างพู่กันแล้วสบัดไปเรื่อย ไม่มีหรอกที่จะค่อยบรรจงยกผ้ามาซับให้มันแห้ง ผนังห้องจึงกลายเป็นลวดลาย Abstract



"Sound of Music" ดังมาจากห้องเรียน
นาน ๆ จะมีเสียงของ "Pop" สอดแทรกบ้าง
และ ฯลฯ  ฯลฯ  ฯลฯ

ตอนผมเรียนอยู่ปี 3 พ.ศ. 2509 ภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music กำลังเข้าฉายที่โรงหนังกรุงเกษมแถวหัวลำโพง ฉายอยู่นาน แม้แต่ออกโรงไปแล้วยังกลับมาฉายอีกตั้งหลายครั้ง พวกเราโดยเฉพาะผมชอบมาก ไปดูกันคนละหลายรอบ ผมยังไปดูตั้ง 5-6 รอบจนร้องเพลงในหนังได้หมดทุกเพลง เมื่อเวลาครูไม่อยู่ในห้องเรียนก็มักจะแหกปากร้องเพลงจากหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะท่อนนี้."..The Hills are Alive with the Sound of Music........".พร้อมกับวิ่งกางมือกวาดไปมา พร้อมกับถลาลงมาจากเก้าอี้ เหมือน จุลี่ แอนดรูวส์กำลังวิ่งบนภูเขา (ผมคลับดล้ายคลับคลาว่าคนที่ชอบทำท่านี้คือไอ้เปาะ..)

เสียงเพลง "Pop" ในที่นี้ก็คือเพลง Popular Songs เป็นเพลงฮิทในขณะนั้น ที่เป็นหลักก็หนีไม่พ้นเพลงของ Elvis ,Cliff Richard อ้อ มีอยู่ช่วงหนึ่งภาพยนตร์เรื่อง Your Cheating Heart แสดงโดย Hank Wlliam ,มาฉายที่โรงหนังคิงส์ วังบูรพา เพลง Your Cheating Heart ก็ฮิทติดลมบนไปพักหนึ่ง นอกจากเสียงเพลงฝรั่งแล้วเสียงของครูเอื้อ ชรินทร์ สุเทพ แทรกออกมาเป็นระยะ ๆ เหมือนกัน

พูดถึงเรื่องเพลงเรื่องดนตรีแล้ว บรรยากาศในโรงเรียนช่างศิลป์ขณะนั้น จะมี Background ดนตรีคลอตลอดเวลา คือเสียงการเรียนตนตรีไทย หรือเสียงดนตรีซ้อมโขน ซ้อมรำของนักเรียนโรงเรียนนาฏศิลป์ที่อยู่ข้างหน้า และการฝึกซ้อมของวงดุริยางค์กรมศิลปากรอยู่ด้านข้าง ซึ่งผมกับเพื่อนซี้ชอบไปแอบเกาะข้างเวทีฟังเสมอ แต่บางครั้งก็น่าเบื่อเหมือนกัน คือวาทยากรจะให้เล่นท่อนเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่ไปไหนซักที โดยเฉพาะวาทยากรที่ชื่อชลหมู่ ชลานุเคราะห์ แล้วแกเฮี้ยบมากแถมดุอีกต่างหาก

นอกจากนี้ในห้องพักครูของโรงเรียนช่างศิลป์ ตอนกลางวันหรือตอนเย็น ๆ หลังเลิกเรียน ครูมักเอาเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาเปิดเสียดังลั่น เพลงที่เปิดก็มีไม่กี่แผ่น เปิดวนไปวนมา เป็นเพลงคลาสสิค ที่จำได้ก็มีของ บาค บีโธเฟน โชแปง โมสาร์ท ที่จำได้เพราะในชั่วโมงองค์ประกอบศิลป์ หัวข้อออกแบบปกแผ่นเสียงครูก็เอาแผ่นเหล่านี้แหละไปวางเรียงที่หน้ากระดานดำ ให้เป็นตัวอย่างเพลง ชื่อศิลปิน และเนื้อหาของเพลง เพื่อเอาไปใช้ในการออกแบบ



สามปีน้อยไปรึ ?
บางคนแสดงความหลงไหลเป็นสี่ เป็นห้า เป็นหก

โรงเรียนช่างศิลป์หลักสูตร 3 ปี รับจากผู้จบ ม. 6  จบแล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ หรือไปเป็นครูศิลปะ เพราะได้วุฒิ ประกาศนียบัตรครูประถมการช่าง (ปปช.) ระบบการเรียนสมัยนั้นแบ่งออกเป็นสองหมวดคือหมวดสามัญและหมวดศิลปะ ผู้ที่สอบเลื่อนชั้นได้ต้องสอบได้ทั้งสองหมวดนี้ 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ต่ำกว่านี้ตกซ้ำชั้นลูกเดียว ระบบหน่วยกิต ระบบเกรดยังไมรู้จัก ถ้าตกซ้ำชั้น 2 ปีต้องออก ฉนั้นจึงเป็นไปได้ที่บางคนรักโรงเรียนมาก อาจใช้เวลาถึง 6 ปีกว่าจะจบ แต่ครูโรงเรียนช่างศิลป์ก็ไม่อยากให้นักเรียนรักโรงเรียนมากจนเกินไป กล่าวคือถ้าใครที่เปอร์เซ็นต์ต่ำกว่า 60 ก็จะมีโครงการเยียวยาเป็นราย ๆ ไปถ้าพบว่าคนใหนตกโดยไม่มีเจตนาก็อาจจะดันตูดข้นมา นักเรียนช่างศิลป์คนใหนถ้าสังเกตุผลการสอบถ้าหมวดใดได้ 60 เปอร์เซ็นต์ เชื่อได้เลยว่าอยู่ในโครงการเยี่ยวยานี้แน่นอน ผมนี่ไง ปีที่ 1 หมวดศิลป์ได้  70 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่หมวดสามัญได้ 60.00 รุ่นผมมีเพื่อนร่วมรุ่นหลายคนที่อยู่ในกรณีเดียวกับผม แต่ก็มีหลายคนที่โชคไม่ดี เมื่อขึ้นปีที่ 2 - 3 ผมกลับตัวกลับใจได้ ทำให้เปอร์เซ็นต์ทั้งสองหมวดไม่เคยต่ำกว่า 70 เลย

การเขียนข้อความสองท่อนนี้ทำให้ผมไม่สบายใจอยู่บ้าง เพราะหลังจากที่เพื่อนบางคนที่รักโรงเรียนมากได้อ่านข้อความเหล่านี้จากหนังสือช่างศิลป์ 2509 ก็คิดว่าผมเขียนประชดเขา ซึ่งความจริงผมไม่ได้คิดไปขนาดนั้น ตัวผมเองก็เกือบจะได้เรียนถึง 4 ปีแล้ว ถ้าไม่ได้รับความเมตตาจากคุณครูทั้งหลาย ขอโทษนะเพื่อนไม่ได้ตั้งใจ



ผมเรียนที่นี่ เรียนทุกอย่างที่เป็นของที่นี่
โลกของผมบริสุทธิ์
ไม่ใช่โลกเดียวกับ เดอ บีเทิ้ลส์

ถ้าใครไม่ได้อยู่ร่วมสมัยเดียวกัน อ่านมาถึงตอนนี้ก็คงสงสัยว่า โลกของ "เดอ บีเทิ้ลส์" ไม่บริสุทธิ์ยังไง ขออธิบายว่า ในปี 2509 นั้น วงดนตรีเดอะ บีเทิ้ลส์ หรือสี่เต่าทองเพิ่งเกิดขึ้น และเพลงของพวกเขา  สังคมไทยขณะนั้นโดยเฉพาะสังคมผู้ใหญ่ ไม่ค่อยชอบใจนัก ถือว่าเป็นเพลงสมัยใหม่ที่ไร้รสนิยมทำนองนั้นแหละ ใครฟังเพลงของเดอะ บีเทิ่ลส์  หรือวัยรุ่นไว้ผมทรงกะลาครอบถือว่าเป็นพวกน่ารังเกียจ นักเรียนช่างศิลป์สมัยนั้นมักสำคัญตนว่าตัวเองเป็นอาร์ทติ้ส จะฟังเพลงไร้รสนิยมแบบนั้นได้ยังไง จึงดัดจริตแอนตี้เพลง"เดอ บีเทิ้ลส์" ตามแฟชั่นไปด้วย แต่ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าเพลงของ"เดอ บีเทิ้ลส์" จัดอยู่ในทำเนียบเพลงคลาสสิคแล้ว ผมจำคำพูดของอาจารย์ท่านหนึ่งที่ตอบคำถามของนักเรียนที่ถามว่า การที่จะตัดสินว่าผลงานศิลปะชิ้นใดว่าคลาสสิคนั้นตัดสินจากอะไร อาจารย์ก็ตอบตามหลักการหลายข้อ แต่มีข้อหนึ่งที่ผมจำได้แม่นและนำไปสอนนักศึกษาอยู่เสมอว่า "ให้กาลเวลาเป็นผู้ตัดสินใจ" ผลงานของ"เดอ บีเทิ้ลส์" เป็นตัวอย่างที่ประจักษ์ชัดแล้ว



หลายคนมาเรียนที่นี่ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน
แต่เมื่อได้ผลาญกระดาษของโลกไปคนละไม่น้อย
ต่างก็ไม่อยากให้มี 16.30 น.
ไม่อยากมีวันเสาร์ วันอาทิตย์ หรือวันหยุดอื่น ๆ

ตอนมาเรียนช่างศิลป์เทอมแรก ๆ ส่วนมากมักจะปฏิบัติตัวเหมือนนักเรียนที่ดีทั่วไปคือเลิกเรียนกลับบ้านตรงเวลา วันอยุดก็ไม่ไปไหนแต่พอขึ้นปีที่สองขึ้นไปชักไม่อยากกลับบ้าน ไม่รู้เป็นไง กว่าจะกลับกันเป็นกลุ่ม ๆ ก็เย็นค่ำ แถมบางวันยังไปเดินเล่นรอบสนามหลวงกันต่ออีก ผมว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะติดพันกับงานเรียน แต่ส่วนมากจะติดเพื่อนฝูงมากกว่า ตามความรู้สึกของผม ช่วงที่เรียนช่างศิลป์เป็นช่วงที่มีความสุขกับเพื่อนฝูงมากที่สุด เพราะว่าเราแม้จะมาจากที่ต่าง ๆ และเหตุผลที่มาเรียนก็ต่างกัน บางคนมาเรียนเพราะชอบ บางคนก็ไม่รู้จะเรียนอะไร บางคนก็เป็นเด็กฝากในเทอมที่ 1 อาจจะยังเกร็ง ๆ กันอยู่ แต่พอเทอมสองหรือขึ้นปีสอง ทุกคนต่างสลายพฤติกรรมดั้งเดิม มามีแนวทาง มีรสนิยมตรงกัน ทำตัวเหมือน ๆ กัน บางคนเป็นคุณหนูมีรถหรูมาส่งทุกวัน บางคนอยู่วัดใช้วิธีเดินเอาแต่ส่วนมากนั่งรถเมล์กัน
บางคนฝีมือดีแต่บางคนฝีมือไม่เอาไหน เราก็ไม่ถือสากัน เพราะวัยขณะนั้นไม่ค่อยมีการคิดเล็กคิดน้อยเท่าไหร่ ไม่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน เหมือนตอนโต ๆ อาจเป็นเพราะอนาคตข้างหน้ายังไม่ค่อยคิดกัน ทำชีวิตง่าย ๆ เอาความสุขเฉพาะหน้าไว้ก่อน  และส่วนมากก็ไม่ค่อยมีแฟนกัน ทำให้มีเวลาอยู่ขลุกอยู่กับเพื่อนฝูงมาก วันเสาร์ อาทิตย์ ก็ไม่อยู่ติดบ้าน มักจะชอบอ้างกับที่บ้านว่ามาเขียนหุ่นต่อที่โรงเรียนบ้าง มาแกะแบบปูนพลาสเตอร์บ้าง และที่มีบ่อยคือวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดพวกเรามักจะนัดกันไปเขียนรูป Landscape ตามที่ต่าง ๆ หรือไม่ก็นัดพบปะกินน้ำหวานกันตามบ้านเพื่อนคนโน้นบ้าง คนนี้บ้าง จนคุณแม่เคยบ่นว่าเรียนช่างศิลป์นี่มันหนักนักหรือลูก กลับค่ำทุกวันเลย วันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน  แต่เรียนหนักทำไมไม่เห็นมีสมุดหนังสือตำหรับตำราเท่าไหร่เหมือนลูกของ.....ที่เรียนโรงเรียน.....เลย


"ผมเรียนอยู่ช่างศิลป์ กรมศิลปากร"
"เอ๊ะ อยู่ที่ใหน ? ไม่เคยได้ยินชื่อ"
"อ๋อ เรียนพวกร้องพวกรำใช่ไหม"

หลายคนที่เรียนช่างศิลป์คงมีความรู้สึกเดียวกับผมว่าการที่จะบอกใครว่าเราเรียนอยู่โรงเรียนอะไร อยู่ที่ไหนและเรียนอะไรบ้าง ต้องชักแม่น้ำทั้งห้าอธิบายกันยาวเหยียดทีเดียว ไม่เหมือนกับบอกว่าเรียนที่เพาะช่าง ช่างกล...หรืออุเทน คนก็จะรู้ทันทีเลย เพราะคำว่าโรงเรียนช่างศิลป์ในขณะนั้นยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ถ้าจะบอกให้ครบเครื่องว่าเป็นโรงเรียนในสังกัดกรมศิลปากร ก็จะเข้าใจไปอีกว่าเรียนนาฏศิลป์ เพราะคำว่ากรมศิลป์สมัยนั้นส่วนใหญ่จะเข้าใจเหมือนกันหมดว่าต้องเกี่ยวข้องกับการแสดงนาฏศิลป์เท่านั้น คุณแม่ผมเวลาบอกเพื่อนแม่เวลาถูกถามถึงที่เรียนของลูกชาย ชอบบอกสั้น ๆ ว่า "อ๋อ...เขาเรียนอยู่กรมศิลป์" ทีนี้ก็ได้เรื่องละซิครับเพื่อนจะถามต่อทันทีว่า "ตอนเด็ก ๆ ไม่เห็นชอบพวกร้องพวกรำเลย ไหงโตขึ้นทำไมมาชอบได้ยังไง" บางคนเด็ดกว่านั้นรีบเสริมต่อว่า "ก็เหมาะกับเขาดีนี่เพราะก็ผิวขาวรูปร่างก็อ้อนแอ้น" แหมหาว่าเราเป็นตุ้ดซะแล้ว

ชั่วโมง Paint หมดไปกว่าสองชั่วโมงแล้ว
หนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง รักความยุติธรรม
เห็นใจคนจน เกลียดการดูหมิ่น
เดินซึม ๆ ไปโรงอาการ
เมื่อไอ้ตี่เดินผ่านมา
เขาก็เสือกเรียญสลึงสองอันไปให้
พร้อมกับพูดด้วยความขมขื่นว่า
พอจะซื้อ" ไฟ" ได้สักแก้วใหม ?

ตามไปต่อภาค 2 ได้ที่นี่ครับ

http://watkadarin.com/index.php/2011-08-02-13-06-41/2011-08-03-03-25-09/--2





สามปีที่ช่างศิลป์ขอปิดท้ายด้วยภาพของเพื่อคนหนึ่ง ไม่ต้องบอกชื่อเพื่อน ๆ ก็คงจำได้ ซึ่งเป็นคนไฟแรงมาก เห็นบางส่วนของหุ่น Anatomy มันเล็กไปหรืออย่างไรไม่ทราบ สู้ของตนเองไม่ได้ จึงยืนเทียบให้ผมถ่ายภาพ ที่จริงเห็นหมดทุกส่วนสัด ไม่รู้ใครเอาหมึกมาป้าย หลังจากภาพนี้เผยแพร่ออกไป เขาจึงได้สร้อยต่อท้ายชื่อว่า "...ชาญ..ม้า" ไม่รู้เหมือนม้าตรงใหน ? ภาพนี้เมื่อเอาไปล้างอัดที่ร้าน เจ้าของร้านตกใจมากไม่กล้าเอาออกมาตากและขัดมันนอกห้องมืด กลัวลูกสาวเขาเห็น จึงนำใส่กล่องมาให้ผม ภาพยังชื้นอยู่เลย

เชิญคลิ้กดูภาพวันวาน (ที่ช่างศิลป์) ยังหวานอยู่ที่ผมสแกนจากภาพถ่ายขาวดำ


แก้ไขล่าสุด ใน ต.ค.032014

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 400 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน