เมื่อผมริปั่นจักรยานเอาเมื่อเกีอบ 70

 

ความชอบธรรม


ที่จริงผมน่าจะปั่นจักรยานอย่างเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่เมื่อก่อนเกษียณอายุราชการหลายปีมาแล้วไม่ต้องมาเริ่มเอาเมื่ออายุจะเข้าหลักเจ็ดอย่างนี้ เพราะเพื่อนรุ่นน้องที่ทำงานราชมงคลเจ็ดยอดซึ่งเป็นขาปั่นอยู่แล้ว ทั้งยุทั้งดันให้เข้าร่วมก๊วนถึงขนาดพาไปร้านจักรยานตั้งหลายรอบยั่วให้เกิดกิเลสแต่ผมก็ไม่ใจอ่อน พอมาเขียนเรื่องนี้จึงลองนึกทบทวนถึงความรู้สึกที่ว่าทำไมจึงแอนตี้การปั่นจักรยานนักหนา จึงคิดว่าก็น่าจะมาจากสาเหตุเหล่านี้...

  1. อายุ(ค่อนข้าง)มากแล้วความคล่องตัวคงสู้หนุ่มๆไม่ได้เกิดพลาดพลั้งเจ็บตัวไม่คุ้ม
  2. เคยลองขี่เสือภูเขาของเพื่อนแล้วรู้สึกว่าขี่ไม่ค่อยสบาย โดยเฉพาะเบาะนั่งกับการทรงตัวทำไมมันวอกแวกจังจะล้มเสียให้ได้ ไม่เห็นเหมือนกับจักรยานที่เคยใช้สมัยตอนเป็นเด็ก
  3. หมั่นใส้นักปั่นทั้งหลายว่าทำไมต้องแต่งตัวเวอร์ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าสีสันเป็นลูกกวาดยังงั้น ที่เด่นชัดคือกางเกงปั่นจักรยานซึ่งเวลาใส่แล้วโชว์กระบอกข้าวหลามหรือข้าวต้มมัดเป็นมัดๆ
  4. จากข้อ 3 ทำให้คิดต่อมาว่าถ้าเกิดเราอยากจะเป็นนักปั่นกับเขาบ้างถ้าต้องแต่งตัวอย่างนั้นมิเขินแย่หรือ (ข้าวหลามของเรากระบอกไม่เล็กเสียด้วย..555) และถ้าไม่แต่งอย่างนั้นก็คงเข้าหมู่เข้าพวกไม่ได้
  5. สืบเนื่องจากข้อ 4 แล้วจะไปปั่นที่ใหน จะให้ปั่นแถวบ้านเป็นไปไม่ได้แน่ให้ใส่ชุดปั่นเฟอรนิเจอร์ครบชุดคงขาขวิดไปไม่เป็นแน่นอน ยิ่งเราเป็นคนที่ภาษาเหนือเรียกว่าคนหน้าไม่ป่องเสียด้วยแปลเป็นภาษากลางก็คือเป็นคนค่อนข้างหน้าบาง...



มนุษย์เรานี่แปลกเวลาไม่ชอบหรือเกลียดสิ่งใดแล้วก็มักจะหาข้อแก้ตัวหรือเรียกอย่างเท่ว่าหาความชอบธรรมใส่ตัวให้ดูดีเสมอสมดังคำพังเพยที่ว่าองุ่นเปรี้ยวนั่นแหละ ผมเก็บรักษาความชอบธรรมในการไม่ข้องแวะกับจักรยานมาจนเกษียณฯออกมาได้หลายปี จนเมื่อสามเดือนก่อนนึกยังไงไม่รู้เข้าอ่านเว็บเกี่ยวกับการปั่นจักรยาน อ่านไปอ่านมาก็เกิดดวงตาเห็นธรรมเห็นประโยชน์ของการปั่นจักรยานขึ้นมาทันที นึกอยากจะปั่นจักรยานขึ้นมาเดี๋ยวนั้น ส่วนข้ออ้างหรือความชอบธรรมที่ตั้งไว้ 5 ข้อข้างบนนั้น มาถึงตรงนี้เปลี่ยนแปลงแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ดังต่อไปนี้


1. อายุ(ค่อนข้าง)มากแล้วความคล่องตัวคงสู้หนุ่มๆ ไม่ได้เกิดพลาดพลั้งเจ็บตัวไม่คุ้ม

  • อายุมากนั่นแหละสมควรจะต้องออกกำลังกาย ผมไปตรวจสุขภาพประจำปีครั้งล่าสุดผลออกมาถึงแม้ยังไม่พบสิ่งผิดปกติอันใด แต่ในบางรายการก็เริ่มปริ่ม < หรือ > จากเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนที่เกินเกณฑ์มาตรฐานเมื่อเทียบกับส่วนสูงของชายไทยมากพอสมควรคือน้ำหนักและเส้นรอบพุง คุณหมอผู้ตรวจแนะนำว่าต้องหัดควบคุมพฤติกรรมการบริโภคซะบ้างซึ่งเรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหา แต่มีอยู่รายการหนึ่งคือปริมาณไขมันดี ซึ่งของผมมีน้อยกว่าเกณฑ์นิดหนึ่งซึ่งไขมันดีชื่อมันก็บอกแล้วว่าดีก็ควรจะมีมากเข้าไว้เพราะ....... คุณหมออธิบายต่อว่าการเพิ่มไขมันชนิดดีวิธีที่ดีที่สุดคือการออกกำลังกาย พร้อมกับถามว่าทุกวันนี้ผมออกกำลังกายบ้างหรือเปล่า ผมอ้อมแอ้มตอบไปว่า..ไม่เลยครับ... คุณหมอจึงสำทับว่าถ้าอยากสุขภาพดีต่อไปนี้ควรออกกำลังออกกำลังอย่างน้อยวัน ละ......  อาทิตย์ละ......
  • องค์ประกอบของการสร้างเสริมสุขภาพที่รู้จักกันดีคือหลัก 5 อ. สำหรับ อ.อื่นๆผมปฏิบัติตามไม่ยากโดยเป็นไปโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ขาดอยู่ อ.เดียว คือ อ.ออกกำลัง ความจริงผมก็ไม่ได้ละเลยในข้อนี้เพราะมีความตั้งใจทีจะออกกำลังกายมานานแล้ว จึงไปซื้อเครื่องออกกำลังกายประเภท All in One อันประกอบด้วยลู่วิ่ง ปั่นจักรยาน กรรเชียง แป้นบริหารสะโพก... มาเครื่องหนึ่ง ซื้อเพราะเชื่อในคำพูดของพระเจ้าจอร์จกับซาร่าที่โฆษณาว่ามันยอดมาก ซื้อมาใหม่ๆก็เห่อดีหรอกครับแต่ผ่านไปไม่นาน จึงเข้าใจคำว่ายอดมากของพระเจ้าจอร์จกับซาร่าก็คือมันเป็นที่แขวนเสื้อแขวนผ้าได้ยอดมากจริงๆ (ผมแอบเห็นหลายบ้านซื้อเครื่องออกกำลังกายแบบนี้ส่วนมากก็นำไปใช้ประโยชน์ได้ต่างๆนาๆ ยกเว้นเพื่อการออกกำลังกาย..555) ฉะนั้น เมื่อไฟ้ท์บังคับว่าถ้าต้องการสุขภาพดีมีชีวิตอยู่ชดใช้กรรมไปนานๆ ก็ต้องพยายามออกกำลังกายให้ได้ ครั้นจะหันกลับไปใช้บริการเครื่องของของพระเจ้าจอร์จกับซาร่าอีกคงไม่เวิร์ค แน่ เพราะที่เคยใช้มามันน่าเบื่อมาก กว่าจะได้เวลาได้ระยะทางตามต้องการเบื่อแล้วเบื่ออีกไม่ว่าเล่นท่าไหน พอได้ศึกษาเรื่องการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานเข้า...โป๊ะเช็ะ..ความชอบธรรมเข้าข้างตนเองทันที การออกกำลังที่เหมาะกับเราที่สุดก็คือการปั่นจักรยาน ด้วยเหตุผล บลา บลา บลา...


2. เคยลองขี่เสือภูเขาของเพื่อนแล้วรู้สึกว่าขี่ไม่ค่อยสบาย โดยเฉพาะเบาะนั่งกับการทรงตัว ไม่เห็นเหมือนกับจักรยานที่เคยถีบสมัยตอนเป็นเด็ก

  • จากที่ได้ศึกษามาพบว่าปัญหาเหล่านี้แก้ได้ไม่ยากเพราะจักรยานมีตั้งหลายประเภทหลายไซ้ส์ และมีอุปกรณ์ประกอบให้ขับขี่ได้สบายอีกแยะ

3. หมั่นใส้นักปั่นทั้งหลายว่าทำไมต้องแต่งตัวเวอร์ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้ากันยังงั้น โดยเฉพาะกางเกงปั่นจักรยานซึ่งเวลาใส่แล้วโชว์กระบอกข้าวหลามหรือห่อข้าวเป็นมัดๆ

  • ที่ว่าเวอร์นั้นก็มีส่วนอยู่แต่อีกส่วนที่เป็นสิ่งจำเป็นก็คือเขาสวมใส่เพื่อความปลอดภัยและความเหมาะสมของกิจกรรมการปั่นทั้งนั้น ส่วนกางเกงจักรยานที่ตรงเป้าเห็นขึ้นรูปอย่างเป็นกอบเป็นกำนั้น เพราะเขาเสริมด้วยฟองน้ำหรือเจลที่ป้องกันกล่องดวงใจของสุภาพบุรุษหรือจุดซ่อนเร้นของสุภาพสตรี ที่สำคัญที่ซู้ดก็คือผ่อนการเจ็บตรูดจากหนักให้เป็นเบา



4. จากข้อ 3 ทำให้คิดต่อมาว่าถ้าเกิดเราอยากจะเป็นนักปั่นกับเขาบ้างถ้าต้องแต่งตัวอย่างนั้นมิเขินแย่หรือ (ข้าวหลามของเรากระบอกไม่เล็กเสียด้วย..555) และถ้าไม่แต่งอย่างนั้นก็คงเข้าหมู่เข้าพวกไม่ได้

  • ถ้าเรายังเขินไม่กล้าใส่กลัวชาวบ้านว่าเวอร์ก็เลือกเฉพาะที่จำเป็นจริงๆก็ได้ไม่เป็นสูตรตายตัวไม่มีใครบังคับ  และถ้ากลัวใครเห็นกระบอกข้าวหลามก็สวมกางเกงทับอีกชั้นก็ไม่ผิดกติกาทั้งยังกันการเข้าใจผิดด้วย จากการที่ได้เข้าไปเห็นภาพนักปั่นทั้งหลายในเว็บ ก็พบว่าแต่ละคนต่างแต่งตัวกันหลากสไตล์ตั้งแต่ง่ายๆไปจนถึงเต็มยศ ฉนั้นที่กังวลว่าจะเข้าหมู่เข้าพวกไม่ได้ก็เลิกกังวลไปเลย


5. สืบเนื่อง จากข้อ 4 แล้วจะไปปั่นที่ใหน จะให้ปั่นแถวบ้านเป็นไปไม่ได้แน่ให้ใส่ชุดปั่นเฟอรนิเจอร์ครบชุดคงขาขวิดไป ไม่เป็นแน่นอน ยิ่งเราเป็นคนที่ภาษาเหนือเรียกว่าคนหน้าไม่ป่องเสียด้วยแปลเป็นภาษากลางก็คือเป็นคนค่อนข้างหน้าบาง...

  • ถ้ายังไม่กล้าปั่นแถวบ้านกลัวคนมองหรือกลัวหมาเห่าก็แก้ปัญหาโดยยอมลำบากแบกจักรยานใส่รถไปปั่นให้ไกลๆบ้านให้ชินจนใบหน้าสู้แดดสู้ลมจนหน้าหนาแล้วค่อยกลับมาปั่นแถวบ้านก็ได้

 

เห็นไหมครับทุกปัญหามีทางออกเสมออยู่ที่ว่าเราจะลากเข้าข้างตัวเองแค่ใหน ...555

 


 

 

จักรยานคันแรก


ด้วยเหตุผลของความชอบธรรมที่แก้ไขแล้วในข้อที่ 5 จักรยานคันแรกควรเป็นจักรยานพับเพราะขนขึ้นรถไปปั่นไกลบ้านได้สะดวก อีกประการหนึ่งที่ไม่เลือกจักรยานที่นักปั่นตัวจริงนิยมใช้กันเช่น เสือภูเขา เสือหมอบ หรือไฮบริด ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการปั่นเพื่อออกกำลังเท่านั้นไม่ได้ปั่นออกทริปไปไหนกับใคร คงไม่จำเป็นต้องใช้รถระดับนั้นขนาดนั้น ที่สำคัญคือกลัวแพ้ใจตนเองเพราะรู้ตัวว่าเป็นคนขี้เบื่อ ซื้อมาแล้วจะปั่นไปได้ซักกี่น้ำเดี๋ยวเลิกกลางคัน และจักรยานพวกนั้นราคาก็ไม่ถูกนัก ตอนแรกคิดจะซื้อจักรยานพับของเก่าจากญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป แต่เนื่องจากเป็นมือใหม่กลัวเลือกไม่เป็นซื้อของใหม่ดีกว่า ขอบอกในที่นี้ก่อนว่าจักรยานที่ซื้อต้องซื้อทีเดียว 2 คัน สำหรับครูดารินทร์อีกคันหนึ่งเพื่อปั่นออกกำลังด้วยกันเพราะรายนั้นมีความจำเป็นต้องออกกำลังมากว่าผมด้วยซ้ำไป

 

 

 

การค้นหาจักรยานคันแรกจึงพุ่งเป้าไปที่จักรยานประเภทพับอย่างเดียว ผมค้นหาความรู้จากเว็บด้วยตนเองไม่กล้าปรึกษาเพื่อนที่เคยชวนเข้าร่วมก๊วนเพราะรายนั้นเขาเป็นนักปั่นประเภทขาแข็งแล้วกลัวจะเขว ของเราแค่ระดับจักรยานพับระดับเด็กๆ กลัวถูกยุให้ซื้อจัรยานระดับโปรแพงๆ ค้นไปค้นมาเลือกไว้ในใจ 2 คัน และร้านที่เชียงใหม่ก็มีของด้วย หนึ่งในนั้นคือ Alton รุ่น Classic ถูกใจเพราะรูปร่างหน้าตาสีสันออกแนววินเทจนิดๆสมกับชื่อรุ่น ส่วนสเป็คก็พอใช้ได้เหมือนๆกับรถพับทั่วไปในระดับราคาเดียวกัน  คันนี้กะไว้สำหรับครูดารินทร์เพราะดูเป็นผู้ญิ้งผู้หญิงมีตะกร้าสำหรับจ่ายกับข้าวด้วย ส่วนอีกคันที่เล็งไว้สำหรับตัวผมเองยี่ห้อเหมือนรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ราคาแพงกว่าคันนี้ประมาณพันหนึ่ง ตอนแรกกะซื้อทีเดียว 2 คันรวด แต่เห็นว่าช่วงนั้นครูดารินทร์กำลังเป็นหวัดอยู่คงออกปั่นยังไม่ได้ จึงซื้อคันที่ถูกกว่ามาลองดูก่อน


 

ในเมื่อเจ้าของรถตัวจริงยังนอนซมอยู่ผมก็จึงถือโอกาสเอามาลองปั่นแถวบ้านเป็นการอุ่นเครื่องถือโอกาสทดสอบความหน้าไม่ป่องไปด้วยในตัว ซึ่งพอออกปั่นเข้าจริงแล้วไม่เห็นมีอะไรหมาก็ไม่เห่าสักตัว เรื่องกลัวโน่นนั่นนี่เรามโนไปเองทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตามเรื่องเครื่องแต่งกายยังเขินอยู่ไม่กล้าแต่งตัวให้ผิดแผกไปจากปกติ



ผมยังจำความรู้สึกวันแรกที่เริ่มประเดิมปั่นได้ดี ปั่นไปแค่ไม่กี่ร้อยเมตรอาการแรกที่พบคือมันเจ็บตรูดครับบนถนนเรียบยังพอทน พอเจอถนนขรุขระอาการออกชัดเจน วันแรกจึงปั่นไปได้ประมาณ 1 ก.ม.แค่นี้ก็รู้สึกว่าไกลโขแล้ว ระหว่างทางกลับบ้านนึกในใจว่าเอาจริงเข้าจะไหวใหมนี่โดยเฉพาะครูดารินทร์ซึ่งจอมเรื่องมากอยู่แล้ว จักรยานที่ซื้อมาจะใช้คุ้มหรือเปล่าก็ไม่รู้

 

 


ผมขอบรรยายสภาพเส้นทางแถวบ้านผมที่ใช้เป็นประจำ (หลังจากออกปั่นจนหน้าและตรูดชักเริ่มด้าน) เป็นถนนสายรองตัดเข้าหมู่บ้านโน้นออกตำบลนี้แคบบ้างกว้างบ้าง เส้นทางส่วนใหญ่ตัดทะลุถึงกันหมด ทำให้สามารถปั่นเป็นวงกลมได้โดยไม่ซ้ำเส้นทางเดิม กำหนดได้เลยว่าวันนี้จะวิ่งเส้นใหนรอบละกี่ ก.ม. ตั้งแต่ 5 10 20 30...โดยไม่ต้องออกถนนใหญ่ให้เสี่ยงต่อการถูกรถบรรทุกบี้

 

 

เนื่องจากเป็นถนนสายรองไม่ใช่ถนนสายหลักทำให้มีรถยนต์วิ่งน้อยอย่างตอนเช้าๆนี่แทบไม่เจอเลยมีแต่มอเตอร์ไซ้ค์ไม่กี่คัน ผมอยู่แถวนี้มาตั้งนานมัวแต่ใช้รถยนต์เคยขับผ่านไปผ่านมาบ้าง แต่ไม่มีโอกาสตระเวนซอกซอนไปทั่วอย่างนี้ พอมาปั่นจักรยานเข้าถนนนี้ออกถนนโน้นรู้สึกได้เลยว่าได้สัมผัสกับทิวทัศน์ ชีวิตของผู้คนสองข้างทางได้ละเอียดกว่าการขับรถยนต์เยอะมาก



ยิ่งผมชอบถ่ายรูปอยู่แล้วเข้าทางเลย จะจอดถ่ายตรงใหนก็สามารถทำได้ดังใจโดยไม่เป็นที่เอิกเกริกด้วย

 

 

จึงขอนำส่วนหนึ่งของบรรยากาศสองข้างทาง...บ้านน้อก บ้านนอก มาให้ชม

 

 

 

ภาพนี้ผมถ่ายเป็นวันท้ายๆของวันสงกรานต์วันที่ทางเหนือเรียกว่าวันปากปี ในวันนี้เป็นธรรมเนียมว่าจะต้องนำขนุนมาทำเป็นอาหารรับประทาน โดยเฉพาะ"แกงบ่าหนุน"เชื่อว่าจะได้มีโชคมีชัยมีบุญเกื้อหนุนตลอดปี ถ้าใครไปเดินตลาดสดตอนเช้าวันนี้จะพบว่ามีขนุนขายกันเต็มตลาด ส่วนมากจะปอกสับอย่างเรียบร้อยขายพร้อมกับผักหระและมะเขือส้มหรือชะอมกับมะเขือเทศซึ่งเป็นของเข้ากั้นเข้ากัน ผมปั่นจักรยานผ่านบ้านหนึ่งได้ยินเสียงตะโกนออกมาจากรั้วบ้านเชิญชวนให้หยิบขนุนไปที่วางอยู่ไปแกงได้เลย นี่ถ้าผมขับรถยนต์ผ่านคงไม่ได้พบกับบรรยากาศดีๆแบบนี้

 


นักปั่นวัยเก๋า

 

 

จักรยาน L A น่าจ้างไปเป็นพรีเซ็นเตอร์

 

 

 

พอกัดฟันปั่นไปได้สักอาทิตย์อาจารย์แดงเพื่อนรุ่นน้องที่เคยยุเรื่องจักรยานซึ่งตอนนี้เกษียณฯมาเป็นชาว สว. ด้วยกันแล้ว (คนยืนยิ้มไม่ใช่คนกำลังปั่น) ชวนไปเดินเล่นร้านจักรยานเก่าญี่ปุ่น

 

 

ผมไปปิ้งจักรยานคันหนึ่งเป็นแม่บ้าน 6 เกียร์ ราคาสองพันบาท อาจารย์แดงลองดูแล้วบอกว่าสภาพใช้ได้ ผมเห็นว่าราคาถูกกว่ารถพับที่หมายตาไว้หลายพันจึงเปลี่ยนใจมาเอาคันนี้ดีกว่า เ้พราะความคิดตอนนั้นต้องการแค่ปั่นออกกำลังกายเท่านั้นใช้คันนี้ก็เหลือเฟือ อีกประการหนึ่งตอนนี้หน้าชักจะด้านไม่อายที่จะปั่นแถวบ้านจึงไม่ต้องหอบหิ้วขึ้นรถไปปั่นที่ใหนไกลอีกแล้ว รถพับจึงไม่จำเป็น

 

 

เมื่อซื้อมาแล้วผมกับครูดารินทร์จึงใช้จักรยานสองคันนี้ออกปั่นด้วยกันตอนเช้ามืดเกือบทุกวัน จากแค่ในละแวกบ้านก็ค่อยๆกระเถิบออกไปไกลขึ้นๆจนตอนหลังเฉลี่ยวันละ 10 ก.ม.อัพ ในตอนแรกผมนึกสบประมาทครูดารินทร์กลัวจะไม่ยอมปั่นหรือปั่นแป้บเดียวเลิกนั้นปรากฎว่าตรงกันข้ามให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สงสัยต้องการหุ่นดีกับเขามั่ง ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเพราะผมไซโคโดยเปิดเว็บเกี่ยวกับประโยชน์ของการปั่นจักรยานให้อ่านอยู่เรื่อย แรกๆผมจะเป็นคนคอยปลุกคะยั้นคะยอให้ตื่นออกไปปั่นได้แล้ว ตอนหลังผมแกล้งไม่ตื่นแกกลับเป็นคนมาปลุกผมเสียเอง ถึงขั้นนี้แสดงว่าผ่าน...

 

 


 

โรคงอก


มีคำพูดอยู่คำหนึ่งที่ชาวจักรยานใช้คุยกันในเว็บว่าใครที่คิดจะคบกับจักรยานให้ระวัง "โรคงอก" ให้จงดี โรคงอกในที่นี้ก็คือมันจะต้องมีเรื่องเสียเงินซื้อโน่นซื้อนี่อัพเกรดขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งอุปกรณ์หรือเฟอร์นิเจอร์ประกอบแพงกว่าราคาจักรยานด้วยซ้ำ ส่วนตัวผมมั่นคิดว่าเมินเสียเถอะโรคนี้ไม่มีทางมาติดผมหรอก...แค่นี้ผมก็พอเพียงแล้ว...

 

แต่...ปั่นอีแก่ได้ไม่ถึงเดือนโดยรอบเช้าออกกับครูดารินทร์ บางวันตอนเย็นอาจารย์แดงก็มาชวนออกรอบด้วยกัน ขี่กันไปคุยกันไปโดยแกจะให้ความรู้เกี่ยวกับจักรยานเทคนิควิธีการปั่น ออกรอบแต่ละครั้งก็พาไปรู้จักเส้นทางใหม่ๆเพิ่มขึ้นและระยะทางก็ไกลขึ้นเรื่อยๆ จักรยานของแกเป็นเสือภูเขาระดับโปร ส่วนผมใช้รถพับบ้างอีแก่ญี่ปุ่นบ้าง ปั่นไปปั่นมาชักสงสัยว่าทำไมเราปั่นไม่ทันซักที ทั้งๆที่เห็นแกปั่นไม่เร็วนักปั่นเนิบๆสบายๆ ไอ้เราซอยยิกๆหอบแล้วหอบอีก....ยิ่งวันไหนแกพาไปไกลๆ รู้สึกได้เลยว่าเมื่อยขาสุดๆทำท่าจะไม่ไหวเหมือนกันแต่ก็พยายามกัดฟันปั่นอย่างน่าชื่นตาบานกลัวเสียฟอร์ม

 

 

ด้วยความคับข้องในหัวใจจากปัญหาดังกล่างประกอบกับการเข้าไปศึกษาในโลกออนไลน์ จากไม่รู้อะไรเลยก็เริ่มรูัจักจักรยานมากขึ้น รู้จักประเภท รุ่น ยี่ห้อ ลักษณะทางเทคนิค ฯลฯ ตลอดจนราคาซึ่งมีตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมึ่น หลักแสนยังมี  พอรู้มากเข้าก็เกิดความรู้สึกว่าแค่รถพับกับอีแก่แม่บ้านญี่ปุ่นแค่ 6 เกียร์คงไม่พอเพียงสำหรับเราแล้ว...มือไม้คันยิบๆอยากเสียเงินขึ้นมาทันที หรือว่านี่เป็นอาการเริ่มต้นของโรคงอก ขนาดเห็นแค่ตัวหนังสือกับรูปภาพในเว็บยังเป็นขนาดนี้ พออาจารย์แดงพาไปเห็นตัวเป็นๆที่ร้าน....(คราวนี้ผมเป็นฝ่ายชวนเสียเอง)

 

 

พอได้เห็นได้สัมผัสลูบคลำได้ลองคร่อม....ผลลัพท์ตามมาก็คืออยากเป็นเจ้าของ.... ถึงขั้นนี้ฟันธงได้เลยว่าติดโรคงอกเข้าเต็มตัว

 

 

ตอนแรกตั้งเป้าแบบเจียมเนื้อเจียมตัวขอแค่ระดับเริ่มต้นราคาหลักพันแก่ๆไม่ถึงหมึ่นหรือหมึ่นนิดๆ แต่ด้วยกิเลสที่พอกพูนขึ้นเป็นลำดับทำให้้ในที่สุดคัดเลือกมาถึงรอบสุดท้ายได้ 3 ยี่ห้อตามรูป และแล้ว...The Winner is..... Bianchi Kuma 27.2 สีเขียวซีเลสเต้สียอดนิยม ถ้าจะถามว่าทำไมมาจบลงที่ตัวนี้ผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน งานนี้ใช้อารมณ์ล้วนๆ

 

 

จะว่าซื้อเพราะถูกกิเลสครอบงำก็ไม่เชิงนักผมขอเรียกว่าความชอบธรรมจะดูดีกว่า เพราะตอนที่ตัดสินใจกัดฟันซื้อคันนี้ก็ได้ชักแม่น้ำทั้งห้าหาเหตุผลมารองรับ(เข้าข้างตัวเอง)ด้วยความชอบธรรมทุกประการ

 

 

ผมขอเปิดเผยความลับเสียหน่อยว่า กว่าครูดารินทร์จะรู้ราคาจริงของจักรยานคันนี้(โดยบังเอิญ)ก็ปาเข้าไปเกือบเดือน เพราะผมแจ้งราคาว่าซื้อมาไม่กี่พัน แค่นี้แกก็บ่นว่าแพงแล้ว

 

 

เย็นนั้นก็พาออกทริปทันที หมวกกันน้อคกับแว่นตาซื้อมาพร้อมกับรถเอายี่ห้อที่ถูกสุด วันนี้จึงเป็นวันแรกที่ผมสวมหมวกกันน้อคปั่นจักรยาน แต่ก่อนสวมก็ต้องทำใจพอสมควรเพราะเคยค่อนแคะนักปั่นทั้งหลายว่าทำไมหมวกกันน้อคจักรยานมันมีรูปร่างพิลึกอย่างนี้ใส่แล้วดูตลก ถ้าจะให้ใส่...เมินเสียเถอะ  ถึงตอนนี้อะไรไอ้ที่เคยว่าเขาไว้ย้อนกลับเข้าหาตัวทั้งนั้น สำหรับอุปกรณ์ประกอบอื่นๆก็เซฟสุดๆเช่นปลอกแขน 15 บาท ถุงมือ 19 บาท ซื้อจากตลาดนัด ความคิดตอนนั้นคิดว่าแค่นี้ก็พอ อีกอย่างคือยังทำใจไม่ได้กับราคาของแอสเซ็สเซอรี่ที่เกี่ยวข้องกับจักรยานว่าทำไมแต่ละอย่างราคาสูงจัง

 

 

เรื่องโรคงอกของผมยังไม่จบครับ..ขอพักคั่นรายการโดยนำบรรยากาศสภาพเส้นทางปั่นของผมมาลงเพิ่มเติม โดยใช้นายเขียวคูม่าป้ายแดงที่กำลังเห่อเป็นพรีเซ็นเตอร์ ถ้าสังเกตุให้ดีจะเห็นว่านายเขียวคูม่าคันนี้มีหลายสิ่งงอกเพิ่มขึ้นมาเป็นลำดับ จากวันแรกที่โล้นเกลี้ยงเกลา

 

 

 

 

 


 

ปั่นไปออกกำลังกาย


ที่สนามตรงข้ามสำนักงานเทศบาลตำบลสันทรายหลวง ซึ่งห่างจากบ้านผมประมาณ 5 ก.ม.โดยลัดเลาะไปตามถนนในหมู่บ้าน สถานที่แห่งนี้ทางเทศบาลสร้างเป็นลานออกกำลังกาย มีทางสำหรับเดิน วิ่ง จักรยานรอบสนามฟุตบอลและบริเวณโดยรอบก็ติดตั้งเครื่องออกกำลังกายหลายชนิดเรียงเป็นตับ ทุกเช้าเย็นจะมีคนมาใช้บริการหนาตาพอสมควรโดยเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการ (วันธรรมดามีแต่ สว.)

 

 

และอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าก็จัดทำเป็นถนนสำหรับออกกำลังกายเช่นเดียวกัน โดยตัดเลียบไปตามสองฝั่งคลองที่มีน้ำเต็มฝั่งปลูกต้นไม้ร่มรื่น

 

 

 

ตอนผมชวนครูดารินทร์ปั่นจักรยานไปออกกำลังกายที่นี่วันแรกแกโวยใหญ่เลยว่าปั่นไปได้ยังไงไกลออก (ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าระยะทางเท่าไหร่) ผมจึงหลอกล่อโดยใช้วิธีนำรถพับใส่รถให้แกขับไป ส่วนผมปั่นจักรยานตาม

 

 

 

พอแกรู้เส้นทางแล้ววันต่อมาไม่ต้องพับจักรยานใส่รถให้วุ่นวาย ปั่นมาเองก็ได้แถมคุยว่าระยะทางแค่นี้จิ้บๆ

 

 

 

อาทิตย์หนึ่งผมกับครูดารินทร์ปั่นจักรยานมาใช้เครื่องออกกำลังที่นี่สองสามวันสลับกับการปั่นจักรยานอย่างเดียว ผมว่าเป็นการดีเพราะได้บริหารร่างกายส่วนอื่นด้วย

 

 

แต่ผมขอฝากไปยังผู้บริหารเทศบาลแห่งนี้ถ้าบังเอิญผ่านมาเจอเข้าว่า ที่นี่อะไรๆก็ดีใช้ได้แต่คงเหมือนกับระบบราชการทั่วไปคือขาดการติดตามผลโดยเฉพาะด้านการบำรักษา ขอยกตัวอย่างสักสองสามรายการคือห้องน้ำทรุดโทรมสกปรกมากทั้งๆที่ออกแบบอย่างดี เครื่องออกกำลังกายหลายชิ้นชำรุดผมดูสภาพแล้วไม่ใช่เพิ่งชำรุด ภูมิทัศน์ออกแบบได้สวยงามดีแต่ขาดการดูแลอย่างต่อเนื่อง หากแก้ไขสิ่งเหล่านี้ผมว่าจะเป็นสถานที่ออกกำลังกายสาธารณะที่ดีและสวยงามแห่งหนึ่ง

 

 


 

 

ปีกกล้าขาเแข็ง


คนเราเมื่อหมกมุ่นอยู่กับอะไรก็ย่อมหาอะไรทำต่อยอดไปเรื่อย กรณีผมเช่นเดียวกันไปเห็นแร็คบรรทุกจักรยานที่มีขายตามเน็ตก็เข้าท่าดี มีไว้บรรทุกจักรยานขึ้นรถไปปั่นเปลี่ยนบรรยากาศไกลๆบ้างก็ไม่เลว แต่ดูราคาแล้วสูงไปหน่อย ไอ้เรามีฝีมือทางช่างอยู่แล้วน่าจะทำเองได้ดูแล้วไม่มีอะไรมาก

 

แนวทางในการวางจักรยานภายในรถประเภท SUV ก็ประมาณนี้ โดยต้องถอดล้อหน้าโดยมีแร็คยึดทั้งยางทั้งรถไว้ไม่ให้ล้ม

 

 

 

ฐานแร็คผมใช้เหล็กกล่องขนาด 1X2 นิ้ว บังเอิญมีเศษอยู่พอดี ส่วนขายึดล้อหน้าใช้เหล็กรางลิ้นชักซึ่งถอดทิ้งไว้นานแล้ว เหล็กรางนี้เห็นขนาดบอบบางแต่มีความแข็งไม่บิดตัวและมีรูอยู่แล้วไม่ต้องเจาะ ชิ้นส่วนสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของงานนี้คือแกนปลดเร็วสำหรับยึดตะเกียบคู่หน้า ชิ้นนี้ต้องเสียเงินซื้อผมซื้อชนิดมีดุมเรียบร้อยราคา 300 บาท ที่จริงซื้อเฉพาะแกนก็ได้ราคาแค่ 100 บาท แต่ต้องหาเหล็กทำเป็นแกนกลางเอง

 

 

 

ประกอบเสร็จพ่นสีเรียบร้อยหน้าตาเป็นแบบนี้ การยึดชิ้นส่วนต่างๆผมใช้สกรูยึดแทนการเชื่อมติดหากต้องการปรับเปลี่ยนระยะในภายหลัง

 

 

 

ทดลองวางบนรถ

 

 

 

ติดตั้งขายึดล้อหน้าโดยใช้แกนปลดล้อคเร็วของล้อ ก็เป็นอันเสร็จพิธี ตอนแรกผมกังวลว่าแร็ควางบนรถเฉยๆโดยไม่ยึดติดกับตัวรถจะมั่นคงหรือไม่ แต่พอเอารถมาวางน้ำหนักของตัวรถจะกดทับทำให้แร็คไม่เคลื่อนที่ไปใหน และการที่ไม่ยึดติดกับตัวรถทำให้สามารถนำไปใส่รถคันใหนก็ได้

 

 

 

ทดลองนำจักรยานพับของครูดารินทร์มาใส่อีกคัน ทำให้ได้ไอเดียว่าน่าจะหาวิธียึดรถพับเสียหน่อยจะดูเป็นมาตรฐานขึ้น แต่แค่นี้ก็สามารถไปลุยได้ทุกที่แล้ว ลงทุนแค่สามร้อยบาทแต่ถ้ารวมค่าเหล็กกล่องและอื่นๆแล้วไม่เกิน 500 บาท

 

 


 

 

เมื่อติดอาวุธเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาออกทริปละซิ...

 

 

 

ทริปแรกไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านผมมากนักขับรถประมาณครึ่งชั่้วโมง สถานที่นี้คือห้วยตึงเฒ่าแหล่งพักผ่อนหลบร้อน(กับกิ้ก)แห่งหนึ่งของคนเชียงใหม่

 

 

เส้นทางสำหรับปั่นจักรยานมีสองส่วนคือเส้นทางแรกอยู่ในในบริเวณห้วยซึ่งต้องเสียค่าผ่านประตูเข้าไป เส้นทางนี้เป็นถนนลาดยางรอบห้วยตึงเฒ่ามีขึ้นลงเขาพอประมาณ กับเส้นทางด้านนอกติดกันส่วนนี้ไม่เสียตังเป็นส่วนสำหรับออกกำลังโดยเฉพาะ โดยทำเป็นทางสำหรับเดินวิ่งออกกำลังกายและปั่นจักรยา่นโดย เส้นทางนี้ลัดเลาะขึ้นลงคดเคี้ยวไปตามเนินเขาระยะทางโดยรอบประมาณ 3 ก.ม. ภูมิทัศน์สวยงามพอใช้

 

 

เสียดายผมไม่ได้ถ่ายรูปเส้นทางด้านนอกแต่จะหาโอกาสในภายหลังจึงขอนำรูปเส้นทางแรกลงแทนไปก่อน เหตุผลที่วันนั้นไม่ได้ถ่ายเพราะมุ่งมั่นกับการปั่นอย่างเดียว เป็นครั้งแรกในชิวิตที่ผมปั่นขึ้นเนินยาว ในรอบแรกด้วยความเป็นมือใหม่โหมแรงปั่นอย่างไมลืมหูลืมตากลัวขึ้นไม่ไหว ผลที่ได้คือเหนื่อยแทบตาย ตอนหลังอาจารย์แดงซึ่งเป็นพี่เลี้ยงตลอดบอกให้ปั่นตามสบายพยายามใช้เกียร์ให้ถูกโดยใช้เกียร์ต่ำทั้งหน้าหลัง พอมาถึงตอนนี้ผมจึงเข้าใจว่าทำไมจักรยานระดับโปรถึงต้องมีเกียร์มากถึง 18 21 24 27 เกียร์ ตอนนั้นคิดว่าจักรยานแม่บ้านมีตั้ง 6 เกียร์ก็น่าจะเกินพอ



วันนั้นผมเห็นมีผู้นำรถส่วนตัวบรรทุกจักรยานมาปั่นกันหนาตา ผมประทับใจครอบครัวหนึ่งประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูกสาววัยรุ่น บรรทุกจักรยานมาคนละคันออกมาปั่นออกกำลังกาย

 

 

 


 

 

ปั่นทางไกลครั้งแรก

 

เส้นทางไกลที่สุดครั้งแรกของผมคือปั่นจากบ้านไปเขื่อนแม่กวงหรือชื่ออย่างเป็นทางการว่าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา หัวหน้าทริปก็คืออาจารย์แดงเจ้าเก่า




โดยแกพาปั่นลัดเลาะไปตามถนนในหมู่บ้านดังที่ผมได้เล่าไว้ข้างต้นระยะทางไปกลับประมาณ 50 ก.ม. มีปั่นลงแทรคขึ้นเนินไว้รับน้องใหม่พอสมควร จุดที่ถ่ายภาพ(บน)คือบริเวณประตูระบายน้ำล้นหรือ Spillway เมื่อหลายปีก่อนตอนน้ำท่วมเชียงใหม่ประตูน้ำล้นตรงนี้น่ากลัวมากน้ำล้นพลักๆ แถวนี้จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ทันที พ่อค้าแม่ค้าเพียบ แต่ปีนี้...น้ำแห้งสนิท

 

 

ในวันแรกผมปั่นมาถึงแค่สปิลเวย์นี้ก็หอบแฮกไม่มีปัญญาปั่นต่อขึ้นไปถึงสันเขื่อน แต่แค่นี้ก็ถือว่ามาไกลที่สุดแล้ว เอาไว้วันหลังค่อยมาแก้ตัวใหม่

 

 

พอกลับไปอีกครั้งเป็นที่สองจึงล้างแค้นสำเร็จแต่กว่าจะขึ้นมาถึงตรงสันเขื่อน ผมใช้เกียร์ 1 ทั้งหน้าหลังแล้วยังเกือบไม่รอดแต่พอปั่นขึ้นสำเร็จมีความมั่นใจขึ้นมาทันที เหมือนกับว่าได้สอบผ่านอีกขั้นหนึ่งแล้ว ก่อนนี้เห็นเนินนิดเดียวก็รู้สึกท้ออยากจะหันหัวกลับทันที

 

 

ปลายด้านหนึ่งของสันเขื่อนตรงนี้มีร้านอาหารแบบลูกทุ่งและมีทางลงไปยังท่าเรือข้างล่าง อาจารย์แดงชวนผมลงไปผมปฏิเสธให้แกลงไปคนเดียวเถอะ เพราะเห็นสภาพถนนและความชันแล้วขอนั่งรออยู่ข้างบนดีกว่า ลงไปแล้วไม่มีทางปั่นขึ้นมาได้แน่

 

 

 

นั่งรอสักพักนึกเบื่อจึงตัดสินใจว่าไหนๆก็ไหนๆมาถึงตรงนี้แล้วลองดูสักตั้งน่า ถ้าขึ้นไม่ไหวจุงเอาก็คงไม่มีใครว่า แต่สุดท้ายขอคุยเสียหน่อยว่าสามารถปั่นลงไปและปั่นขึ้นมาได้โดยไม่ต้องจุง จะว่าผ่านการทดสอบอีกขั้นก็ว่าได้

 

 

ลงมาแล้วชมวิวเสียหน่อย

 

 

มุมมองขึ้นไปยังสันเขื่อนจะเห็นว่าปีนี้น้ำในเขื่อนมีน้อยจริงๆ จุดที่ยืนถ่ายภาพนี้ตามปกติควรจะมีน้ำท่วมเต็ม


 

 


 

ล้มครั้งแรก


 

 

เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของทริปแม่กวงครั้งที่ 2 ต่อเนื่องจากภาพข้างบนคือหลังจากขึ้นมาจากอ่างเก็บน้ำมาปั่นต่อบนไหล่เขาเลียบอ่างเก็บน้ำไปยังสันเขื่อนอีกด้านหนึ่ง ถนนช่วงนี้เเป็นถนนปิดมีคานไม้กั้นห้ามเข้าจึงมีหญ้าขึ้นรก แต่ผมกับอาจารย์แดงเห็นเส้นทางมันท้าทายดีจึงยกรถข้ามคานกั้นเข้าไป

 

 

 

เวลาถ่ายรูปกิจกรรมการปั่นถ้าไม่ใช่กล้องคอมแพ็คผมมักจะจอดถ่ายไม่ค่อยจะปั่นไปถ่ายไป แต่ตอนนั้นนึกยังไงไม่รู้ยกกล้องมิเรอร์เลสขึ้นถ่ายพอละสายตาจากจอแอลซีดีรถทำท่าจะเข้ารกเข้าพงควบคุมไม่อยู่จึงตัดสินใจล้มตัวลงข้างทางทันทีเพราะเห็นเป็นดงหญ้าแห้ง ภาพขวามือเป็นภาพสุดท้ายก่อนล้มมีเงาดำของผมขณะยกกล้องขึ้นถ่ายตรงมุมขวาล่าง

 

 

ด้วยสัญชาติญาณหรือวิญญาณของนักถ่ายภาพสิงอยู่ก็ไม่ทราบผมจึงกำกล้องถ่ายรูปแน่น ขณะอาจารย์แดงมาช่วยยกรถขึ้นผมยังกดชัตเตอร์ได้อยู่


 

 

(ภาพนี้อาจารย์แดงถ่ายหลังจากยกรถขึ้นแล้ว) หญ้าแห้งที่เห็นก็ดูนุ่มดีหรอกถ้าเป็นหญ้าอย่างเดียวแต่ความจริงมันเป็นเถาของต้นไมยราพซึ่งมีหนามเล็กๆเต็มไปหมด ที่นอนอยู่อย่างนั้นไม่ใช่อะไรหรอกครับไม่สามารถเอามือยันตัวลุกขึ้นได้เพราะรอบตัวมีแต่หนามทั้งนั้นและตามมือก็มีหนามปักคาอยู่เต็ม ต้องรออาจารย์แดงมาดึงขึ้น

 

 

เช็คกล้องถ่ายรูปปรากฎว่าโชคดีไม่มีอะไรเสียหาย ส่วนคนก็ปกติแต้ถ้าสวมถุงมือและปลอกแขนคงไม่ถูกหนามตำอย่างนี้

 

 

เส้นทางต่อจากนั้นปั่นไปแคะหนามไปตลอดทาง ดีที่เป็นแค่หนามเล็กๆและไม่ใช่หมามุ่ย บทเรียนครั้งนี้สอนให้รู้ว่าระหว่างปั่นจักรยานห้ามยกกล้องขึ้นถ่ายรูปเด็ดขาดอาจทำให้เสียศูนย์ได้ นี่ยังดีที่ล้มลงบนหญ้าแห้ง(ผสมหนาม) ไม่ใช่พื้นถนนแข็งหรือลงเหวข้างทาง หลังจากงานนี้สงสัยมีรายการงอกกล้องติดรถแล้วมั้ง...

 

 


 

 

จากทุ่งนา..สู่...ป่าคอนกรีต

 

 

 

 

ผมทำท่าว่าจะเสพติดการปั่นจักรยานเข้าแล้ว เดี๋ยวนี้เวลาขับรถไปใหนไกลหลายวันก็มักจะนำจักรยานติดรถไปด้วย เผื่อมีโอกาสเมื่อไหร่ก็เอาออกปั่นเมื่อนั้น  ต้นเดือนเมษาที่ผ่านมาผมกับครูดารินทร์หลบร้อนจากเชียงใหม่ไปตากอากาศร้อนกว่าที่กรุงเทพฯ จึงไม่ลืมหิ้วรถพับไปด้วย บ้านผมที่กรุงเทพอยู่ติดกับทางด่วนเอกมัย รามอินทรา ถนนสายนี้ว่ากันว่าเป็นถนนที่สวยเส้นหนึ่งใน กทม. ที่เด่นก็คือมีทางสำหรับจักรยานขนาบสองฝั่งถนนยาวตลอดสาย

 

 

ผมกับครูดารินทร์จึงใช้เส้นทางนี้ปั่นจักรยานออกกำลังกายเกือบทุกเช้า โดยที่บ้านผมมีจักรยานเสือภูเขา Turbo ของหลานทิ้งอยู่คันหนึ่งพอแก้ขัด

 

 

นอกจากออกกำลังกายยังปั่นไปซื้อกับข้าวในซอย ซึ่งผมค้นพบว่าการใช้จักรยานมีความสะดวกคล่องตัวกว่ารถยนต์มาก สามารถขี่ลัดทะลุซอยได้โดยไม่ต้องออกไปรถติดที่ถนนใหญ่ ที่สำคัญแก้ปัญหาเรื่องที่จอดรถได้เป็นอย่างดี

 

 

ผมขอเล่าความรู้สึกของผมในการปั่นจักรยานในเมืองกรุงเปรียบเทียบกับการปั่นในเส้นทางบ้านนอกที่เชียงใหม่ สิ่งแรกที่รู้สึกได้ชัดเจนขณะปั่นเลียบทางด่วนคือเรื่องเสียงครับ ผมสึกว่ามันมีเสียงจากสิ่งรอบตัวอื้ออึงสับสนวุ่นวายไปหมด หรือผมไม่ชินก็ไม่รู้

 

 

พูดถึงทางจักรยานเลียบทางด่วนดูลักษณะทางกายภาพก็สวยงามดูดี แต่โหมดใช้งานจริงในความเห็นของผมเห็นว่ายังไม่ค่อยเวิร์คเท่าที่ควรสาเหตุหลักน่าจะมาจากเรื่องเหล่านี้ เรื่องแรกก็คือรถจักรยานยนต์ที่ีมักทำเนียนเข้ามาใช้แถมชอบวิ่งสวนทางอีกต่างหาก ต้องคอยวัดใจกันตลอดเวลา เสาปูนที่กั้นก็หักพังเสียเป็นส่วนใหญ่

 

 

เรื่องต่อมาก็คือเมื่อมาถึงถนนซอยออกทางด่วนที่มีคั่นป็นระยะถี่พอสมควร ระดับของถนนซอยกับทางจักรยานมีความต่างระดับกันมากไม่สูงก็ต่ำบางแห่งค่อนข้างแคบและชัน รวมถึงถนนทางเข้าอาคารร้านค้าที่อยู่ตลอดเส้นทางจักรยานต่างคนต่างทำเข้าบ้านตัวเองเรียกว่าทางใครทางมัน ส่วนใหญ่จะมีระดับสูงกว่าทางจักรยานเดิม ทำให้การปั่นไม่ราบเรียบเท่าที่ควร รวมทั้งการที่ต้องชลอหรือหยุดรอรถยนต์เข้าออกถนนซอยก็ทำให้เสียจังหวะต้องมาเริ่มสปีดใหม่ทุกครั้ง

 

 

 

 

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้การขับขี่จักรยานในเส้นทางนี้ไม่ลื่นไหลก็เพราะถนนมันด้วนเมื่อเจอคลองขวางหน้า ไปตรงไม่ได้จึงต้องทำทางต้องเลี้ยวขึ้นสะพาน พอนานวันเข้าพื้นถนนกับคอสะพานทรุดไม่เท่ากันก็เกิดการเหลื่อมกันขึ้นมากบ้างน้อยบ้าง  และในบางช่วงพื้นที่ข้างถนนมีจำกัดไม่พอทำทางจักรยานก็ต้องตีเส้นให้ออกมาขี่บนทางเท้าดูแล้วประดักประเดิดพิลึก คงเพราะเหตุนี้ผมจึงเห็นนักปั่นจักรยานเพื่อการเดินทางไม่ใช่ปั่นเล่นเพื่อออกกำลังกาย ลงทุนปั่นบนถนนใหญ่ร่วมกับรถยนต์ไม่มาใช้บริการของทางจักรยาน

 

 

เส้นทางจักรยานเลียบทางด่วนที่ผมใช้ก็คือช่วงตั้งแต่ถนนลาดพร้าวไปถึงถนนรามอินทราฝั่งตรงกันข้ามกับห้างเทสโก้โลตัส ซึ่งฝั่งนี้ถ้ามาจากจากบ้านผมแค่ 1 ก.ม.ก็จะถึงแหล่งช้อปทันสมัยแห่งหนึ่งชื่อคริสตัลดีไซน์เซ็นเตอร์ (Crystal Design Center)หรือเรียกกันติดปากว่า  CDC  ในที่นี้ผมจะไม่พูดถึง CDC ในด้านแหล่งช้อปหรือแหล่งชิมแต่จะพูดถึงด้านการปั่นจักรยาน

 

 

เพราะบริเวณลานจอดรถของศูนย์การค้าแห่งนี้ได้ตีเส้นทำเป็นทางจักรยานโดยรอบผมวัดได้รอบละประมาณ 1.5 กม. ในตอนหลังผมเบื่อเส้นทางวิบากเลียบทางด่วนของหม่อมสุขุมพันธุ์ ผมจึงเลี้ยวมาปั่นที่ CDC แทน ในข่วงเช้าประมาณ 6 - 8 โมง บริเวณนี้โล่งบรรยากาศดีน่าปั่นมาก

 

 

ถ้าเป็นเช้าวันหยุดจะเจอเพื่อนนักปั่นหนาตา

 

 

รู้สึกว่าทาง CDC จะสนับสนุนกิจกรรมการปั่นจักรยานอย่างเต็มที่ สังเกตุจากสิ่งแวดล้อมหลายจุด

 

 

BIKE THROUGH

 

 

"...สักวันหนึ่งเราจะโต้..เราจะโต.." ภาพนี้เข้ากันกับเพลงโฆษณาสินค้าชิ้นหนึ่งนานมาแล้ว พี่ๆชาวบิ๊กไบค์มานั่งมาจิบกาแฟยามเช้ากันที่นี่ ผมจึงเอาน้องเหลืองคลาสสิคไปเทียบรัศมีหน่อย เผื่อวันหนึ่งจะโตกลายร่างเป็นแบบนี้มั่ง

 

 

ชาวสมอลล์ไบ้ค์อย่างผมกับครูดารินทร์ก็นั่งจิบกาแฟกับเขาเหมือนกันแต่หิ้วไปเองหาที่นั่งตามใจชอบ ที่ผมชอบ CDC อีกอย่างหนึ่งคือมีซุปเปอร์สโตร์ Max Valu ซึ่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมง หลังจากปั่นออกกำลังเสร็จก็เข้าไปช้อปวัตถุดิบเพื่อไปประกอบอาหารที่บ้านสะดวกมากเพราะมีครบทุกอย่าง

 


หลายภาพที่ผมนำลงมีภาพนายเขียวคูม่าเข้าฉากด้วยก็เพราะเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมผมขับรถเข้ากรุงเทพอีกครั้งจึงพามาเที่ยวเมืองกรุงแทนน้องเหลืองคลาสสิคแต่คราวนี้ฉายเดี่ยว ภาพนี้ผมวาน รปภ.ซึ่งมีประจำอยู่ทั่วบริเวณเป็นผู้ถ่ายให้ ยาม เอ้ย..รปภ.ที่ CDC นิสัยดีทุกคน

 

 

รวมทั้งภาพนี้ด้วยผมให้ถ่ายตั้งหลายช็อตก็ไม่บ่น ถ่ายเสร็จยังบอกว่าให้ดูภาพก่อนใช้ได้ใหม ถ้ายังไม่พอใจเทคใหม่ได้นะครับ

 

 

ตัวแสดงเดียวกันโลเคชั่นคล้ายกัน แต่อยู่ห่างกันกว่า 700 ก.ม.  ซ้าย CDC กทม. ขวาเขื่อนแม่กวง เชียงใหม่

 

 

 


 

 

 

 

 

โรคงอกกำเริบ


ตอนผมปั่นจักรยานออกกำลังกับครูดารินทร์สังเกตุว่าครูดารินทร์ปั่นยังไงก็ไม่ทันผมซักทีทั้งที่ผมปั่นช้าๆ ต้องชลอเป็นช่วงๆ อาการเดียวกับที่ผมปั่นตามมอาจารย์แดงดังเล่าไว้ในตอนต้นไม่มีผิด ทำให้รู้สึกว่าเป็นการเอาเปรียบกันเกินไป แถมเวลาปั่นไปด้วยกันรถสองคันมันดูไม่เข้ากันคนละเวอร์ชั่นยังไงก็ไม่รู้น่าจะหาที่มันคู่ควรกันหน่อย(ชักเริ่มหาความชอบธรรมให้ตนเอง)



 


และอีกประการหนึ่งเห็นว่าพักหลังนี้ครูดารินทร์มีความกระตือรือล้นในการออกปั่นโดยไม่ต้องตื้อเหมือนครั้งแรกๆ ถ้าลงทุนซื้อรถให้ดีกว่านี้หน่อยคงไม่เสียเงินเปล่า มีบางวันผมยืมรถพับของครูดารินทร์ไปซื้อของใกล้บ้านรู้สึกเลยว่า เฮ้ย..นี่มันขี่ไปได้ยังไงเมื่อยตายเลยสมควรซื้อคันใหม่ได้แล้ว (พร้อมเหตุผลสนับสนุนอีกร้อยแปดพันเก้า) ......แต่งานนี้ผมยังไม่บอกเจ้าตัวให้รู้นะครับกะเซอร์ไพร้ซ์ อีกอย่างขืนบอกไปโปรเจ็คนี้ถูกระงับแน่นอน

 

คอนเซ็ปที่ตั้งไว้คือจะต้องเป็นจักรยานที่ออกแบบสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะหรือ Women's Specific Design (WSD) เพราะเขาว่าเฟรมและช่วงแฮนด์ออกแบบสำหรับสรีระผู้หญิงโดยเฉพาะ ค้นข้อมูลจากเว็บเลือกได้ตรงตามสเป็คที่ต้องการสามยี่ห้อสามรุ่น ในราคาไม่เกินหมึ่นหรือหมึ่นต้นๆ เมื่อทุกอย่างตกผลึกจึงโทรสอบถามตามร้านจักรยานในเชียงใหม่แต่ได้รับคำตอบว่าไม่มีของบ้าง กำลังจะมาภายในเดือนสองเดือนนี้บ้าง


 

 

 

เมื่อก่อนที่ผมจะเข้าสู่วงการจักรยานผมเข้าใจว่า ถ้าต้องการซื้อจักรยานยี่ห้อไหนแบบไหนสีไหนซักคันก็สามารถไปจิ้มเอาที่ร้านได้เลย แต่พอรู้อะไรมากขึ้นจึงได้รู้ว่าการที่จะหาจักรยานได้ครบตามสเป็คที่ตั้งไว้มันไม่ง่ายอย่างที่คิด มันมีปัจจัยประกอบอีกหลายอย่างรวมทั้งต้องมี"ดวงสมพงษ์"ด้วย

 

เมื่อที่เชียงใหม่ไม่มีของ บังเอิญผมมีธุระเข้ากรุงเทพอยู่แล้วไปหาที่โน่นคงมี พอมาถึงกรุงเทพจึงตระเวณตามร้านจักรยานใหญ่ๆทั้งกรุงเทพและนนทบุรี ปรากฎว่ารุ่นที่ต้องการบางรุ่นไม่มีของต้องรอสักพัก บางรุ่นมีของแต่ไม่มีไซ้ส์ หากต้องไซ้ส์ที่ต้องการต้องเป็นรุ่นสูงขึ้นราคาก็สูงตามไปด้วย กะจะกัดฟันเอาอยู่แล้วแต่คิดไปคิดมาในระดับราคานี้ยังมีตัวเลือกอีกหลายตัว จึงคิดจะระงับโปรเจคนี้ชั่วคราวไว้รอรุ่นใหม่มาก่อนค่อยตัดสินใจเงินทองไม่ไปไหนเก็บไว้อุ่นใจกว่า


แต่คนดวงมันจะเสียเงินมันก็มีเรื่องให้เสียจนได้ ไปดูอีกร้านหนึ่งแถวลาดพร้าว 101 กะไปเดินดูเล่นเพราะอยู่ใกล้บ้านไม่ได้คาดหวังอะไรนัก  กลับกลายเป็นว่าจุดใต้ตำตอเข้าโครมเบ้อเริ่มเพราะไปเจอรุ่นและไซ้ส์ที่หาอยู่พอดี แต่คันที่มีอยู่สีไม่สวยไม่ถูกสเป็ครวมทั้งเมื่อไปลูบคลำดูรายละเอียดก็ไม่ถูกใจซะงั้น กลับไปโดนคันสีขาวคาดแดงที่โชว์อยู่คือ Merida Crossway 300 Lady สีสันสเป็คโดนใจและไซ้ส์ก็ได้ด้วย ที่รุ่นนี้ไม่อยู่ในใจแต่แรกก็เพราะราคาเกินงบไปมาก ถ้าได้รุ่นรองลงมาคือรุ่น Crossway 100 ก็พอไหวเพราะราคาถูกกว่าหน่อยหนึ่ง แต่ถามแล้วไม่มีของตามเคย

 

 

ตอนนี้ใจเอนเอียงมาทางนี้เกือบหมดแม้จะเหลือแค่รุ่น 300 ก็ตาม จะเอาซะอย่างตัวกิเลสมันพุ่งถึงระดับสูงสุดแล้ว แต่ยังหักห้ามใจขอกลับไปนอนคิดคืนหนึ่งก่อน ระหว่างนี้ก็เช็คราคาจากในเว็บพร้อมกับโทรสอบถามไปทั่วทั้งรุ่น 100 และ 300 แต่คำตอบที่ได้รับตรงกันหมดคือ.."...ไม่มีของครับต้องรอรุ่นใหม่ปี 2015 ซึ่งกำลังมาไม่เกินเดือนหน้าแต่ไม่แน่ใจว่าราคาจะคงเดิมหรือเปล่า..." รุ่งขึ้นบากหน้าไปที่ร้านเดิมอีกครั้งอาเฮียเจ้าของร้าน(นิสัยดี)เห็นผมมัวยึกยักอยู่นั่นแหละไม่ตัดสินใจซะทีจึงลดให้อีก 5% จากราคาที่ลดแล้วจากราคาตั้ง แต่ไม่มีของแถมผมคำนวนแล้วถูกกว่าที่เช็คมาหลายร้อย สงสัยอาเฮียต้องการล้างสต๊อคเพราะของล็อตใหม่กำลังจะมา


อย่างที่ผมพูดไว้แต่แรกในเมื่อ"ดวง(มันจะ)สมพงษ์(กัน)" ในที่สุดน้องมิรินด้าน้ำ(ขาว)แดงคันนี้ก็ได้มาเป็นคู่ควงของนายเขียวคูม่า

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้นพาไปเปิดซิงที่ CDC ทันที

 

 

 

เจอรุ่นพี่บิ๊กไบ้ค์สีคล้ายกันจึงไปจอดเทียบตามธรรมเนียมพร้อมกับร้องเพลง  "...สักวันหนึ่งเราจะโต้..เราจะโต.." อีกรอบ

 

 

นางแบบคนใหม่ งานนี้เบาะๆงอกตะแกรงและกระเป๋า(ไว้ซื้อกับข้าวขาดไม่ได้)เป็นการนำร่องก่อน อีกสองวันงอกไมล์

 

 

หลังจากทดลองปั่นน้องมิรินด้าน้ำ(ขาว)แดงคันนี้ผมจับความรู้สึกได้ว่าเบาและพุ่งกว่านายเขียวคูม่าพอสมควร แต่ก็นะรถมันคนละสไตล์

 

 

 

 


 

 



ตัดภาพมาที่เชียงใหม่กับเจ้าของตัวจริงประเดิมปั่นวันแรก แต่ก่อนมาถึงตรงนี้ก็บ่นกระปอดกระแปดพอสมควร ทำนองว่าซื้อมาทำไมอีกแค่รถพับกับอีแก่สองคันก็พอเพียงแล้ว แต่หลังจากปั่นไปไม่เท่าไหร่คราวนี้ถูกอกถูกใจจนหน้าบาน กลับตัดพ้ออีกว่าที่ผ่านมาทำไมแกล้งชั้นให้ขี่รถพับอยู่ได้..... (คันนี้ผมก็บอกราคาต่ำกว่าจริงไปเยอะแต่ความลับแตกเอาเมื่อตอนเจอบิลในกระเป๋า)

 

 

อย่างนี้ค่อยเสมอภาคสมน้ำสมเนื้อกันหน่อย เดี๋ยวนี้พอผมเผลอเมื่อไหร่แกปั่นนำหน้าลิ่วทำให้ผมต้องเป็นฝ่ายกวดแกบ้าง

 

 

หน้าบานกับเพื่อนร่วมทาง

 

 

นี่ก็เพื่อนอีกคน เอ้ย..ตัว

 

 

กับเพื่อนนักปั่นต่างวัย


 

 

เส้นทางปั่นแถวบ้านผมไม่มีซุปเปอร์สโตร์อย่าง Max Valu ก็ต้องหากินเอาเองข้างทาง ก่อนเด็ดผมได้ตะโกนขอเจ้าที่เจ้าทางแล้วนะครับ เมนูมื้อกลางวันของนักปั่นวันนี้คือส้มตำปูปลาร้า

 

 

 


 

 

ได้เวลาปิดจ้อบ...เสียที

 

ผมจำความได้ว่าปั่นจักรยานอย่างเป็นเรื่องเป็นราวครั้งสุดท้ายเมื่อตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยม ก็ไม่นานเท่าไหร่แค่ห้าสิบกว่าปีแค่นั้นเอง... ส่วนครูดารินทร์ก็สมัยมัธยมเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นไม่ได้ข้องแวะกับจักรยานอีกเลย จนมาเริ่มสนใจอีกครั้งนับถึงขณะเขียนบทความนี้(พฤษภาคม 2557)ประมาณ 3 เดือนและถ้านับเฉพาะลงมือลงเท้าปั่นกันจริงๆก็ 2 เดิอนเศษ แต่ช่วงเวลาแค่นี้อาจกล่าวได้ว่าผม(กับครูดารินทร์)เสพติดจักรยานเข้าแล้ว เพราะวันไหนไม่ได้ปั่นแล้วรู้สึกหงุดหงิดต้องหาโอกาสออกไปปั่นให้ได้ซักนิดซักหน่อยก็ยังดี


ผมกับครูดารินทร์นอกจากปั่นแถวบ้านเป็นงานประจำแล้วเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดยังหิ้วติดรถไปปั่นเป็นกรณีพิเศษอีกด้วย จนหลายคนเริ่มหมั่นไส้แต่ก็คงคงเป็นเวรกรรมตามสนองเพราะเมื่อก่อนเราก็เคยหมั่นไส้ชาวบ้านเขาแบบนี้ แต่ไม่ว่าใครจะว่ายังไงผมกับครูดารินทร์ก็จะมุ่งมั่นปั่นต่อไปเพราะตอนนี้"หน้าป่อง"แล้ว(ลงทุนไปเยอะด้วย) และพร้อมเสมอกับ"โรคงอก"อันอาจมาเยือนเป็นครั้งคราว

 

 

 

ดังที่ได้เขียนไว้ในตอนต้นของบทความว่าผมค่อนข้างมีทัศนคติทางลบต่อการปั่นจักรยานรวมถึงนักปั่นด้วย  มาถึงวันนี้หลังจากได้ศึกษาได้เรียนรู้ทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้นแม้จะอยู่ในระดับหนึ่งเพราะยังมีอะไรต้องศึกษาอีกแยะ ประสบการณ์การปั่นของผมยังระดับประถม แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ทัศนคติของผมต่อวงการจักรยานเปลี่ยนไปทางบวก สวนทางกับเส้นรอบพุงและน้ำหนักที่ลดลงแม่จะยังไม่มากแต่ก็ดีกว่าตอนก่อนหน้านี้ ผมไลน์รูปปั่นจักรยานไปให้ลูกชายแกไลน์ตอบมาว่า..."โห...ดูหุ่นซะก่อน.." "...หนุ่มขึ้นเยอะเลยย..." แค่นี้ก็เป็นปลื้มแล้ว 555


และในเมื่อผมได้แสดงความรู้สึกไม่ดีต่อการปั่นจักรยานไว้หลายประการดังกล่าวข้างต้น ในเมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนใจคนเปลี่ยน ฉนั้นในตอนจบผมขออวยการปั่นจักรยานสัก 2 ข้อเป็นการไถ่โทษ ดังนี้

 

1. ในแต่ละวันเวลาประมาณ 6 - 7 โมงเช้า ที่ผมกับครูดารินทร์ออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานโดยเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมง ผมเกิดความรู้สึกว่าได้รับเวลาเพิ่มขึ้นมาอีกวันละ 1 ชั่วโมง ซึ่งถ้าเป็นก่อนนี้ช่วงเวลาดังกล่าวผมก็คงนอนอืดปล่อยเวลาทิ้งไปเฉยๆ ในเวลา 1 ชั่วโมงที่เพิ่มมานั้นผมได้รับสิ่งมีค่ามากมายได้พบได้เห็นได้สัมผัสหลายสิ่งที่ดี ทั้งนี้ไม่นับสุขภาพซึ่งย่อมดีขึ้นแน่นอน

 



 

2. เวลาผมขับรถไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ ผมมักจะพูดกับครูดารินทร์เสมอว่าเหมือนกับเรานั่งในห้องแอร์เคลื่อนที่ ระหว่างนั้นฉากก็เปลี่ยนไปเรื่อยเหมือนกับนั่งดูหนังเพลินๆแป้บเดียวก็ถึงที่หมายซึ่งผมรู้สึกอย่างนี้จริงๆ ทำให้ผมไม่เบื่อในการขับรถทางไกล พอมาปั่นจักรยานเข้า ในตอนแรกยังเกร็งกับการบังคับรถกังวลกับความเร็วระยะทางกังวลกับการเจ็บตรูดเมื่อยแขนเมื่อยขาสารพัด ทำให้การปั่นไม่สนุกเท่าที่ควรเหมือนเป็นกิจกรรมภาคบังคับ


 

แต่ในการปั่นเมื่อเช้านี้มีอยู่ช่วงหนึ่งจู่ๆผมเกิดความรู้สึกล่องลอยมีลมเย็นๆปะทะใบหน้าฉากรอบตัวเปลี่ยนไปเหมือนดูหนัง ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังปั่นจักรยานอยู่เลยเหมือนนั่งบนอะไรสักอย่างแล้วมันเคลื่อนไปเอง ที่พูดนี้ผมสัมผัสได้จริงๆไม่ได้เวอร์หรือดรามาเป็นเรื่องจริงผ่านจอร้อยเปอร์เซ็นต์ ความรู้สึกนี้เหมือนกับตอนนั่งในรถยนต์ห้องแอร์เคลื่อนที่ดังพูดไว้แต่ต้น



ผมขอจบบทความนี้ด้วยภาพ"ปั่นตากแดดช้อปปิ้งที่ตลาดโรงเกลือ"

 

 

โปรดติดตามอัพเดทใน...เมื่อผมริปั่นจักรยานเอาเมื่อเกีอบ 70 ตอนที่ 2




 

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน มิ.ย.152014

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 524 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน