ทำท่าจะเรียนดนตรีเมื่ออายุ 65 ตอนที่ 2

เม.ย.122012

ย้อนกลับไป ตอนที่ 1




ตอนนี้เป็นการรายงานความคืบหน้าของการเรียนดนตรีอย่างเป็นเรื่องเป็นราวของผม แต่ภาพแบนเนอร์ข้างบนไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นะครับ อย่าได้คิดว่าผมไปเรียนที่สถาบันดนตรีแห่งชาติ ณ กรุงปารีสเชียวนะ ผมไปยืนถ่ายเพื่อเอาเคล็ดแค่นั้นเอง






ตอนลงทะเบียนเรียน ผมเรียกลงทะเบียนให้ดูเป็นทางการไปงั้นเอง ที่จริงก็แค่กรอกชื่อเสียงเรียงนามพร้อมที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ แต่มีอยู่ช่องหนึ่งคือชื่อผู้ปกครองซึ่งผมไม่รู้จะกรอกยังไงจึงขอเว้นไว้ซึ่งคุณครูก็ใจดีอนุญาต หลังจากนั้นก็ลงมือเรียนทันที เรียกว่าไม่พูดพล่ามแต่ทำเพลง ข้างบนคือสมุดบันทึกการเรียเหมือนกับเป็นสมุดรายงานประจำตัวนักเรียน หน้าปกน่ารักเหมาะสมกับวัยผู้เรียนยิ่งนัก พอผมเห็นสมุดนี้มีความรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง เพราะตอนท้ายมีช่องให้ผู้ปกครองเซ็นรับรองการทำการบ้านทุกครั้ง เอ...แล้วผมจะให้ใครเซ็นนะเนี่ย






หลังจากจบชั่วโมงแรกครูก็ให้การบ้านเป็นโน้ตเพลง White Rose of Athens ซึ่งเพลงนี้มีแค่คอร์ด  C และ G ให้นำไปฝึกซ้อมแล้วมาเล่นให้ครูฟังในครั้งต่อไป เพลงนี้มีทำนองง่าย ๆ ผมว่าคล้ายกับเพลง "หนูมาลี" ของเรา





เนื้อหาและใบประเมินผลการเรียนครั้งที่ 2






การเรียนครั้งที่ 3 เริ่มยากขึ้น ๆ แต่เมื่อพยายามฝึกตามคำแนะนำของครูและนำกลับมาฝึกซ้อมต่อที่บ้าน ผมก็รู้สึกประหลาดใจกับตัวเองเหมือนกันว่า...เออ..เราก็ทำได้เหมือนกันแฮะ สามารถเล่นตามโน้ตและแยกมือซ้ายขวาได้บ้างแล้ว แต่ในเรื่องทักษะการอ่านโน้ตก็ยังไม่ค่อยดี ตามการประเมินผลของครู ผมรู้ตัวว่ามาจากสมาธิไม่ค่อยนิ่ง คอยจะแว้บไปโน่นไปนี่อยู่เรื่อย พอแว้บแล้วก็จะหลุดทันที






หลังจากเรียนครั้งที่ 3 ก็ต้องหยุดยาวเนื่องด้วยเหตุจำเป็นทั้งของครูและของนักเรียน บวกกับหยุดวันสงกรานต์ จะไปเริ่มอีกทีในวันที่ 20 เมษา จึงขอพักไว้แค่นี้ก่อน ระหว่างนี้ก็จะพยายามฝึกซ้อมทำการบ้านเพื่อไม่ให้หลงลืมดังคำพังเพยที่ว่า "...เจ็ดวันเว้นดีดซ้อมดนตรี..."






การเรียนครั้งที่ 4 หลังจากหยุดยาว การซ้อมดนตรีของผมก็พลอยกระท่อนกระแท่นไปด้วยเพราะมีกิจกรรมกินและเที่ยวหลายแห่ง ก่อนถึงเวลาเรียนสองสามวันจึงพอมีเวลาและอารมณ์ทำการบ้านคือซ้อมเพลง Bad Moon Rising และ One More Night เพื่อที่จะเอาไปแสดงให้ครูเห็นว่า "..เจ็ดวันไม่ได้เว้นดีดซ้อมดนตรีนะ.." แต่พอถึงเวลาเล่นเพลงแรก Bad Moon Rising ให้ครูฟังก็ปรากฎว่าที่ซ้อมมาอย่างดิบดีนั้นเล่นเร็วไปทำให้คร่อมจังหวะ พยายามลองใหม่ตั้งหลายเที่ยวก็ยังเร็วไปทุกที จนครูหาสาเหตุเจอว่าผมห่วงมือซ้ายเกินไป มือขวาที่เล่นเมโลดี้ไม่ค่อยมีปัญหา แต่พอมือซ้ายเปลี่ยนคอร์ดทีไรก็จะดึงมือขวาตามไปทุกครั้ง ทำให้เป็นการเร่งจังหวะ จึงต้องหาวิธีาฝึกจับจังหวะกันใหม่ จนเริ่มเข้าที่เข้าทางก็ให้มาฝึกต่อเป็นการบ้าน






หลังจากนั้นก็ให้ลองเล่นเพลง  One More Night แต่เนื่องจากยังมึนอยู่กับการฝึกซ้อม หรือตื่นเต้นที่เล่นต่อหน้าครูก็ไม่รู้ทำให้เล่นได้ตะกุกตะกัก ทั้ง ๆ ที่เล่นที่บ้านคิดว่าคล่องพอสมควร สรุป นำสองเพลงนี้กลับไปเป็นการบ้านอีกครั้งหนึ่ง การประเมินผลการบ้านคราวนี้จึงลดลงเหลือปานกลาง...






หลังจากฝึกซ้อมแก้ไขข้อบกพร่องก็นำการบ้านไปส่งครูในการเรียนครั้งที่ 5 คราวนี้เล่นไม่ผิดพลาด การประเมินผลจึงดีขึ้น การเรียนครั้งนี้ยากขึ้นอีกแล้ว เป็นการเปลี่ยนตำแหน่งมือขวากลับไปกลับมา 3 ตำแหน่ง จากเดิมที่เล่นวนไปวนมาอยู่ตำแหน่งเดิม (Position ที่ครูเขียนในลงสมุดเป็นมือซ้ายที่จริงน่าจะมือขวา) เพลงที่ฝึกซ้อมคือเพลง Rio Grande ครูคงเห็นว่าบทนี้คงยากพอสมควรจึงให้ฝึกซ้อมเป็นการบ้านแค่ครึ่งเพลง คราวหน้าค่อยมาต่อจนจบ






กว่าจะฝึกจนจับทางได้ก็เล่นเอาเมื่อยมือไปพอสมควร พอเล่นได้ครึ่งเพลงถึงที่ครูกำหนดใว้ ก็ชักมันจึงลองแกะเล่นไปจนจบเพลง แต่กว่าจะจบคิดว่าคงเล่นวนไปวนมาเป็นร้อยรอบมั้ง จนครูดารินทร์ที่นั่งเล่นคอมอยู่ข้าง ๆ จำทำนองเพลงนี้ได้ขึ้นใจ ตอนหลัง ๆ พอเริ่มเล่นโน๊ตตัวแรกเท่านั้นแกก็ร้องคลอได้จนจบเพลง


พอเล่นให้ครูฟังในการเรียนครั้งที่ 6 ได้รับคำชมจากครูว่าเล่นได้ถูกต้องดีที่เดียว เพราะเพลงนี้นักเรียนส่วนมากมักจะเล่นติด ๆ ขัด ๆ ในบางช่วงอยู่เสมอ พอได้รับคำชมงี้เล่นเอาเป็นปลื้มหน้าบานไปเหมือนกัน เมื่อเพลง Rio Grande ผ่าน วันนี้จึงขึ้นเพลงใหม่คือเพลง Blowin in the Wind ครูบอกว่าเพลงนี้ง่ายกว่าเพลงที่ผ่านมาเยอะ เพราะเปลี่ยนตำแหน่งมือขวาแค่ 2 ตำแหน่งสั้น ๆ เท่าั้นั้นเอง






นำเพลง Blowin in the Wind มาซ้อมเป็นการบ้านต่อ เนื่องจากเพลงนี้ไม่ค่อยยากนัก ประกอบกับทำนองคุ้นหูจึงผ่านไปอย่างเร็ว ผมเคยถามครูเหมือนกันว่าการเล่นเพลงที่เราคุ้นกับทำนองดีอยู่แล้วกับการเล่นเพลงที่ไม่เคยรู้จักเลย อย่างไหนเล่นง่ายกว่ากัน ครูบอกว่ามีดีมีเสียไปคนละอย่าง และจากความรู้สึกของผม การเล่นเพลงที่รู้จักดีตรงที่ว่าเราเล่นทำนองไปได้เร็วกว่า แต่ข้อเสียคือถ้าเกิดความเคยชินทำนองนั้นพาไปผิดโน๊ตผิดจังหวะแล้ว กว่าจะดึงมาตามโน๊ตยากกว่าเพลงใหม่ที่เราไม่รู้ทำนองเลย ซึ่งเราจะต้องคอยตามโน๊ตไปทุกระยะแต่ข้อเสียคือกว่าจะจับทำนองและจังหวะที่เหมาะสมได้ก็ต้องใช้เวลาคลำอยู่มากกว่าเพลงที่เรารู้จัก






เมื่อเล่นเพลง Blowin in the Wind ได้แล้วจึงต่อเพลงใหม่คือเพลง Mr. Tambourine Man ซึ่งเพลงนี้ผมไม่รู้จักทำนองมาก่อนเลย และโน๊ตเพลงนี้มีการเปลี่ยน Position มือขวาสลับไปมาหลายตำแหน่งมากกว่าเเพลงก่อน ๆ  แต่ก็พยายามแกะจนสำเร็จ  นำการบ้านทั้งสองเพลงนี้ไปส่งในการเรียนครั้งที่ 7 การประเมินผลดีกว่าทุกครั้ง สำหรับเพลง Mr. Tambourine Man ครูแก้ไขการวางนิ้วให้ถูกต้องอีกนิดหน่อย จึงเริ่มเพลงใหม่ซึ่งคุ้นทำนองดีคือเพลง Where Have All The Flower Gone เพลงนี้ครูให้ลองเพิ่มลูกเล่นเน้นจังหวะเสียงกลองในตอนจบของท่อนแรก หมดชั่วโมงให้นำไปซ้อมต่อเป็นการบ้าน






คราวนี้เริ่มร้อนวิชา พอเล่นเพลง  Where Have All The Flower Gone ได้แล้วจึงแอบแกะเพลงล่วงหน้าอีกสองเพลงคือ Yellow และเพลง Catch A Falling Star กว่าจะจบก็เล่นเอามึนไปเหมือนกันเพราะบทนี้มีเนื้อหาใหม่ของตัวโน๊ตเพิ่มขึ้นมาอีก (หวังว่าคงเล่นไม่ผิด เดี๋ยววันศุกร์นี้รู้ผล)

การเรียนหนังสือตอนแก่นี้ข้อเสียก็คือสมองมันไม่ค่อยจะจำหรือจำแล้วเดี๋ยวก็ลืมไม่เหมือนตอนเป็นเด็ก ราวกับว่าฮาร์ดดิสก์สมองมันเต็มแล้วเหลือแต่แรมซึ่งพอปิดสวิซต์เครื่องแล้วก็เลือนหายไปทันที พอเปิดเครื่องใหม่ก็ต้องบูทกันใหม่ทุกครั้ง ส่วนข้อดีก็คงอยู่ที่ความรับผิดชอบมีความมุ่งมั่น ทำนองว่าอยากทำอะไรก็ต้องทำให้ได้ว่างั้นเถอะ แต่ลักษณะแบบนี้ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่านิสัยคนแก่ชอบรั้น...


หมายเหต : ดังกล่าวไว้ในตอนท้ายของตอนที่ 1 ว่าตั้งแต่ซื้อเครื่องคีย์บอร์ดมาตั้งให้ฝุ่นจับเล่น แต่คนจับเล่นได้แค่ Snake Snake Fish  Fish จิ้มทีละนิ้วสองนิ้ว คอร์ดก็ไปไม่เป็นไปก็ไปแค่นิ้วเดียว จับหลายนิ้วไม่ได้มันแข็งมันพันกัน มือซ้ายมือขวาก็แยกกันไม่ออก ส่วนโน๊ตสากลก็ยังเป็นของแสลง กล้อมแกล้มได้แต่โน๊ตตัวเลข ทำให้ยังไม่กล้าเล่นให้ใครฟังเลย (มีแต่ครูดารินทร์ที่ทนฟัง) แต่หลังจากไปเรียนได้ประมาณ 3 เดือนกว่า วันนี้จึงพอมีความกล้าที่จะเล่นต่อธารกำนัลเป็นครั้งแรกในชีวิต ผิดพลาดพลั้งไปขออภัยด้วย   มือใหม่หัดเล่น

การนำคลิปมาลงนี้ถือว่าเป็นการบันทึกผลการเรียนเท่านั้น ยังมีข้อแก้ไขปรับปรุงอีกเยอะ บางเพลงก็มีเล่นผิดเล่นเพี้ยนไปหลายตอน ก็นำลงไปทั้งดุ้นอย่าว่ากันหากบังเอิญมีกูรูด้านนี้ผ่านมาพบเข้าก็โปรดให้คำแนะนำด้วยครับ เริ่มจากเพลง Catch A Falling Star

JavaScript is disabled!
To display this content, you need a JavaScript capable browser.


 

 



การเรียนครั้งที่ 8 ส่งการบ้านพร้อมกับเพลงแถมอีก 2 เพลง ปรากฎว่าผ่านทั้งหมด และเนื่องจากได้เรียนล่วงหน้าเพลง  Yellow และ Catch A Falling Star ไปแล้วจึงไม่ต้องมาเรียนในชั้นเรียนอีกทำให้ทุ่นเวลาไปอีก 2 อาทิตย์ ครั้งนี้ครูจึงขึ้นบทเรียนใหม่คือ Legato and Staccato ด้วยเพลง Do Wah Diddy Diddy ซึ่งทำนองเพลงผมไม่กระดิกหูเลย ผสมกับเทคนิคการเล่นที่เพิ่มขึ้น พอเริ่มเล่นก็นึกในใจว่าตูจะไหวไหมนี่ การเรียนในชั่วโมงนี้รู้สึกว่าไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าไหร่ จึงต้องนำกลับมาต่ีอเป็นการบ้านเช่นเคย







กลับมาตั้งสติที่บ้าน พยายามวิเคราะห์หาสาเหตุว่าเวลาเริ่มต้นเพลงใหม่ทีไรทำไมไปได้ช้ามาก โดยเฉพาะในชั่วโมงเรียนพยายามเคาะแล้วเคาะอีกตามที่ครูสอน ก็ยังจับทางไม่ได้ซักทีจนเบลอ แต่เวลามาทำเป้นการบ้านทำไมทำไปได้ (ถ้าเป็นวิชาสามัญครูคงคิดว่าไอ้นี่ลอกการบ้านเพื่อนมาส่งแน่) สาเหตุหนึ่งคิดว่าสมองเราคงไม่ค่อยไวเท่าไหร่มั้งต้องแอบค่อย ๆ แกะ ค่อย ๆ เกา เหมือนกับการจับตัวอักษรมาผสมเป็นคำ ๆ หัดอ่านผิดอ่านถูกผิดพลาดก็ไม่ต้องอายใคร วิธีการก็ผสมปนเปกันไประหว่างของครูบ้างกับนอกครูบ้าง อีกประการหนึ่งสำหรับตัวผมโดยเฉพาะการต่อเพลงใหม่ที่ไม่รู้ทำนองมาก่อน ผมต้องใช้เวลาเคาะไปเรื่อย ๆ จนจับทำนองและจังหวะได้ ถ้าเรียกเป็นภาษาร่วมสมัยก็ต้องว่าให้อินเสียก่อน เปรียบเหมือนกับว่าเอาแต่ละคำมาเรียงเป็นประโยคจนจับใจความได้ ผมสังเกตุตัวผมเองว่าพอมาถึงตรงนี้แล้ว ทุกอย่างจะลื่นไหลไปเป็นจังหวะจะโคนสัมพันธ์กันทั้งมือซ้ายและมือขวา หลังจากนี้ค่อยปรับจูนแก้ไขให้ถูกต้องตามโน๊ต


และก็เหมือนเคยพอเล่นเพลงบังคับจนเบื่อแล้วก็แอบต่อเพลงใหม่คือเพลง Seasons in the Sun ซึ่งเพลงนี้คุ้นหูอยู่แล้ว การจับทำนองจึงไม่ค่อยยากเท่าไหร่ แต่มายากตรงที่เทคนิค Legato and Staccato ซึ่งมีทั้งเคาะสั้น ๆ กับเล่นติดต่อกันโดยไม่มีข่องว่าง โน๊ตก๊มีทั้งครึ่งจังหวะและหนึ่งจังหวะสลับกันให้เวียนหัวเล่น กว่าจะจบเพลงต้องปล้ำกันเกือบอาทิตย์






การเรียนครั้งที่ 9 คราวนี้ครูนำเพลงพระราชนิพนธ์ H.M. Blues มาแทรก เพื่อให้หัดเล่นโน๊ตตัว Flat เพลงนี้มีการเปลี่ยน Position มือขวาให้สับสนเล่นพอสมควร


เพลง H.M. Blues

JavaScript is disabled!
To display this content, you need a JavaScript capable browser.






อาทิตย์ถัดมาผมลาหยุดหนึ่งครั้ง การเรียนครั้งที่ 10 จึงข้ามไปเรียนในอาทิตย์ถัดไป จากการทำการบ้านเพลง H.M. Blues ซึ่งเป็นเพลงที่คุ้นหูอยู่แล้ว เพราะทำนอง "....นกน้อยคล้อยบินมาเดียวดาย....." ได้ยินมาตั้งแต่เด็กแล้วทำให้การเล่นทำนองเป็นไปได้ไม่ยาก จะยากตรงที่การกดคีย์ตัวดำยังไม่คุ้นเคยเท่าไหร่ แรก ๆ นิ้วมักจะจะลื่นหลุดอยู่เรื่อย อาการแบบนี้ภาษาเหนือเรียกว่า "ผะเลิด" แต่พยายามไปสักพักก็พอควบคุมได้ ส่วนการจับตอร์ดก็ไม่มีปัญหาเพราะมีเพียง 3 คอร์ดเดิม ๆ คุ้นอยู่แล้ว เนื่องจากหยุดไปอาทิตย์หนึ่งพอไปเรียนอีกครั้งดันลืมเอาหนังสือเรียนกับสมุดรายงานไป ครูจึงบันทึกผลการเรียนรวบยอดรวมกับการเรียนครั้งที่ 11 ดีนะไม่ถูกคุณครูทำโทษ






เพลงที่ใช้ในการเรียนครั้งที่ 11 คือเพลง Grandfater's Clock มีคอร์ดใหม่เพิ่มขึ้นมาคือ G7 พร้อมกับมีสัญลักษณ์ให้วนกลับมาเล่นอีกครั้งไปจนจบตามตำแหน่งที่ระบุไว้ ซึ่งทำให้ดูแล้วเริ่มเป็นเพลงที่สมบูรณ์ขึ้น แทนที่จะเป็นท่อน ๆ เหมือนที่ผ่านมา มาถึงตรงนี้ขอนอกเรื่องดนตรีหรือคีตศิลป์มาทางเรื่องทัศนศิลป์บ้าง เพราะผมเห็นเครื่องหมายและสัญลักษณ์ของภาษาดนตรีแล้วรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ มีความอ่อนหวานลื่นไหลไปทำนองเดียวกันกับเสียงดนตรี ถ้ามองทางด้านกราฟิคก็ถือว่าลงตัวทีเดียว ดังตัวอย่างส่วนหนึ่งที่ผมนำลงนี้ ไม่รู้ว่ากว่าจะมาลงตัวแบบนี้มีที่มายังไง คงต้องหาเวลาค้นคว้าดูเสียแล้ว

ในบทเรียนนี้มีอยู่คำ ๆ หนึ่งทำเอาผมปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มคือคำว่า FINE ซึ่งเป็นตอนจบของเพลงผมอ่านว่า "ไฟน์" แต่ครูบอกต้องอ่านว่า "ฟีเน่"






เพลง Grandfater's Clock เป็นเพลงที่มีทำนองง่าย ๆ สบาย ๆ แม้ไม่เคยรู้จักมาก่อนแต่เล่นไปสักพักก็พอคุ้น หัดเล่นในชั่วโมงเรียนได้มาสองท่อน ที่เหลือให้ไปต่อเป็นการบ้านเช่นเคย  และคราวนี้เมื่อเล่นไปจนถึงคำว่า D.S. al FINE แล้วก็ให้วนมาเริ่มตรงสัญลักษณ์ที่เป็นรูปตัวเอสเอียงที่มีเส้นเฉียงคาคาดทับ เล่นไปสิ้นสุดที่คำว่า "ไฟน์" เอ้ยไม่ใช่ ต้อง "ฟีเน่" หลังจากจบเพลงนี้แล้วผมยังแถมเพลง Can You Feel The Love Tonight ได้อีกครึ่งเพลง


เพลง "นาฬ้กาของคุณปู่"

JavaScript is disabled!
To display this content, you need a JavaScript capable browser.


จากประสบการณ์การฝึกเล่นสองเพลงนี้หรือเพลงทั้งหลายทั้งปวงก่อนหน้านี้  ผมคิดว่าถ้ายังทำงานประจำหรือมีภาระอื่นใดค้างคาอยู่ ไม่ใช่ว่างงานอย่างเดี๋ยวนี้ผมว่าคงไปไม่รอดแน่ เพราะกว่าจะจบแต่ละเพลงต้องใช้เวลามากทีเดียว  คนอื่นเป็นอย่างไรไม่ทราบอาจจะใช้เวลาน้อยกว่าผมเยอะก็ได้ แต่สำหรับผมแล้วบางครั้งนั่งเล่นตั้งแต่ตีสองตีสามยันสว่างโดยไม่รู้ตัว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้มีความรู้สึกว่าถูกบังคับหรือกลัวถูกครูตีถ้าทำการบ้านไม่แล้วเสร็จเลย แต่เป็นความสมัครใจมากกว่า ฉนั้นใครที่รู้ตัวว่าแก่ซึ่งคนพวกนี้มักเป็นโรคนอนไม่ค่อยหลับ หรือชอบตื่นมากลางดึกแล้วไม่รู้จะทำอะไรแล้วละก็ การเล่นดนตรีก็เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งที่ไม่เลวทีเดียว






เพลง Greensleeves เป็นเพลงที่ครูนำมาแทรกเพิ่มเติม ผมว่าก็ดีเหมือนกันเพราะเพลงนี้รู้จักทำนองเป็นอย่างดี  เอามาเล่นสลับฉากเสียบ้างหลังจากแกะเพลงที่ไม่รู้จักสองเพลงมาเป็นอาทิตย์ เพลงนี้ผมเล่นทำนองไปสบาย ๆ แต่มีปัญหาตรงที่คอร์ดใหม่ซึ่งเพิ่มขึ้นมาอีกสองคอร์ดคือ Am และ E ผมปล้ำตั้งนานในการเปลี่ยนจากคอร์ด Am ไป E กลับไปกลับมา แรก ๆ นิ้วมันแข็งขืนไม่ยอมไปซักที จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงนิ้วกลางกับนิ้วนางจึงหายดื้อ ยอมไปตามคำสั่งแต่โดยดี


เพลง Greensleeves

JavaScript is disabled!
To display this content, you need a JavaScript capable browser.





อาทิตย์ต่อมาลาป่วย จึงว่างเว้นการเรียนไป 1 สัปดาห์ ระหว่างรอฟื้นจากไข้หวัดพลิกหาเพลงในหนังสือมาแกะเล่นแก้เซ็ง พยายามหาเพลงที่รู้จักจึงได้เพลง Scarborough Fair ของ Simon & Garfunkel เพลงยอดฮิทในสมัยวัยรุ่น พอถึงการเรียนครั้งที่ 12 นำไปเล่นให้ครูฟังปรากฎว่าต้องแก้ไขจังหวะอีกสองสามจุด นำมาเล่นต่อจนเสร็จสมบูรณ์ ก่อนเข้าเพลงใหม่


เพลง Scarborough Fair

JavaScript is disabled!
To display this content, you need a JavaScript capable browser.





คราวนี้เจองานยากเพิ่มขึ้นอีกแล้ว เพลง Love Me Tender เพลงเอลวิสของโปรด เวลาไปร้องคาราโอเกะเมื่อไหร่ไม่ค่อยพลาดเพลงนี้ ฉนั้นทำนองจึงไม่มีปัญหา แต่คอร์ดนี่สิมีเพิ่มใหม่อีกหลายคอร์ด แถมอยู่ติด ๆ กันด้วย จะไหวไหมนี่.... แต่ครูปลอบใจว่าไม่ยากเท่าไหร่หรอกเพราะเป็นเพลงค่อนข้างช้า หลังจากฝึกให้รู้จักคอร์ดในชั่วโมงเรียน ก็นำมาซ้อมต่อที่บ้าน รีบซ้อมทันที่เย็นนั้นเลย กลัวลืม......


หลายท่านคงมีประสบการณ์ในการหัดขับรถยนต์เป็นครั้งแรก (สำหรับรถเกียร์ธรรมดา) ว่าการเหยียบครัช เปลี่ยนเกียร์ ผ่อนครัชพร้อมกับเยียบคันเร่ง ทำไมถึงยากนักหนา แต่ละขั้นตอนทำไมมันไม่สัมพันธ์กันสักที เดี๋ยวเครื่องดับ เดี๋ยวกระตุกรถกระโดดพรวดเป็นม้า พอออกเกียร์หนึ่งวิ่งออกไปแล้ว ตอนจะเปลี่ยนเกียร์สอง เฮ้ย..เกียร์มันอยู่ตำแหน่งไหนหว่า ต้องคอยก้มมาดู อ้าวรถเฉไปอีกพาลจะตกถนนเอา...ฯลฯ... แต่พอขับเป็นแล้วทำไมรู้สึกว่าขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านั้นมันง่ายจัง ทุกขั้นตอนแทบไม่ต้องสั่งงาน มันลื่นไหลเป็นไปโดยอัตโนมัติ เผลอแพล้บเดียวโน่นเกียร์สี่เกียร์ห้าแล้ว


ที่ยกตัวอย่างมาเสียยืดยาวนี้เพื่อจะเปรียบเทียบให้เห็นการเริ่มเรียนดนตรีของผม โดยเฉพาะการจับคอร์ด เพราะผมรู้สึกว่ามีอาการเดียวกันกับการหัดขับรถยังไงยังงั้น เริ่มตั้งแต่การวางนิ้ว ทำไมมันยากนักยากหนาเกร็งไปหมด กดผิดกดถูก เหมือนกับการถอนครัชเหยียบคันเร่ง พอมาถึงตอนเปลี่ยนคอร์ด แค่จากคอร์ด C มาคอร์ด G เหมือนกับการเข้าเกียร์รถเลย กว่าจะเปลี่ยนได้ต้องจ้องแล้วจ้องอีก ทั้งนี้ไม่นับกับที่จะต้องให้สัมพันธ์กับทำนองอีก ซึ่งทั้งหมดนี้กว่าจะเข้าที่เข้าทางถ้าเป็นรถก็เครื่องดับ หรือไม่ก็กระตุกพรวดออกไปแถมเฉไปเฉมาจนตกถนนหลายครั้ง

แต่หลังจากหัดขับมาจะเข้าเดือนที่สี่แล้ว รู้สึกว่าออกรถได้ค่อนข้างนิ่มพอสมควรแต่ก็ยังกระตุกและดับเป็นบางครั้งบางคราว การเปลี่ยนเกียร์ก็ไม่ต้องจ้องมากจนรถเสียหลักเหมือนแต่แรก การเรียนรู้เกียร์ (คอร์ด) ใหม่ ๆ ซึ่งเห็นแต่แรกก็คอยคิดแต่ว่าจะไหวไหมนี่ทุกครั้ง แต่พอเอาเข้าจริง ๆ มันก็มีสเต็ปของมันค่อย ๆ ขยับค่อย ๆ คลำก็เข้าได้เอง ฉนั้นคอร์ดเพลง  Love Me Tender จึงไม่ค่อยยากอย่างที่ครูว่าจริง ๆ .....แต่อย่างไรก็ตามกระจกหลังรถยังต้องมีสติ้กเกอร์ "มือใหม่หัดขับ" แปะอยู่ ยังอีกนานกว่าจะซิ่งได้





ช่วงนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศจากการเรียนวิชาขับร้องดนตรีมาเรียนวิชา กพอ.การงานพื้นฐานอาชีพบ้าง (ครูดารินทร์บอกว่าเดี๋ยวนี้วิชา กพอ.เปลี่ยนชื่อไปอีกแล้ว) ก่อนอื่นขอเล่าทีีมาที่ไปในการเปลี่ยนเรื่องนี้ คือว่าในช่วงต้น ๆ ที่ผมก้มหน้าก้มตาฝึกซ้อมกับคีย์บอร์ดจนดึกจนดื่นอยู่นั้น ในวันต่อ ๆ มารู้สึกว่าเมื่อยแขนเมื่อยไหล่เหมือนไปยกของหรือออกกำลังหนัก ๆ มา ผมคิดว่าสาเหตุก็คงมาจากการกดคีย์บอร์ดนั่นแหละ จึงต้องไปผ่อนคลายโดยการนวดแพทย์แผนไทย ก่อนนวดหมอถามว่าเมื่อยที่ไหนเป็นพิเศษ ผมก็บอกว่าเมื่อยแขนกับไหล่ เพราะซ้อมดนตรีทั้งวันทั้งคืน พอได้ยินคำตอบ ผมสังเกตุสีหน้าหมอทำหน้างง เหมือนไม่ค่อยเชื่อ....??...


ดอนหลังเริ่มเข้าที่เข้าทางขึ้นมาบ้างไม่ค่อยเมื่อยเท่าไหร่แต่ก็ยังรู้สึกได้ ชักงงเหมือนกัน...อะไรว้า...เล่นแค่นี้ทำไมต้องเมื่อยด้วย (จะว่าสังขารก็ไม่น่าใช่เพราะเราไม่ได้แก่อะไรปานนั้น) แต่พอไปเล่นคีย์บอร์ดที่บ้านครูซึ่งก็เป็นยี่ห้อเดียวกันรู้สึกว่าเตี้ยกว่าของเรา วางแขนวางมือสบายขึ้น จึงคิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากขาตั้งคึย์บอร์ดของเราที่แถมมากับเครื่องมันสูงเกินไป ทำให้เวลากดแป้นคีย์บอร์ดต้องงอแขนยกขึ้นมานิดหนึ่ง แทนที่จะอยู่ในแนวราบ ส่วนมือก็ต้องบิดกลับลงไป ถ้าดูคลิปข้างบนจะพอเห็นได้ ผมวัคความสูงจากพื้นถึงแป้นคีย์บอร์ดเปรียบเที่ยบกับของครูแล้ว ปรากฎว่าของผมสูง 81 ซ.ม. ส่วนของครูสูง 75 ซ.ม. ส่วนต่างแค่ 5 - 6 อย่าคิดว่าเล็กน้อยนะครับ ผมเรียนมาทาง Interior ทราบดีว่าสัดส่วนต่าง ๆ ของเฟอร์นิเจอร์มันจะมีมาตรฐานที่เหมาะสมตามสัดส่วนของคนไทย ถ้าออกแบบผิดไปแม้เพียงไม่กี่ ซ.ม. ก็อาจจะทำให้ใช้งานไม่สะดวกสบายได้ หลายท่านคงเคยไปนั่งรับประทานอาหารตามร้านต่าง ๆ คงสัมผัสได้ดีว่าโต๊ะเก้าอี้บางร้านนั่งไม่สบายเลย ทั้ง ๆ ที่ดูเผิน ๆ ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก นั่นเป็นเพราะเกิดข้อผิดพลาดทางด้านขนาดและสัดส่วนในการออกแบบเข้าแล้ว





เมื่อทราบสาเหตุแล้วก็ต้องแก้ไขความสูงให้ได้สัดส่วนที่พอเหมาะ เพราะเรายังต้องอยู่กับมันอีกนาน วิธีที่ดีที่สุดก็คือทำขึ้นมาใหม่ โดยคงสัดส่วนโดยรวมใกล้เคียงของเดิม แต่ลดความสูงลงมา 6 ซ.ม และตอนบนต้องออกแบบให้สามารถเข้ากับแท่นยึดคีย์บอร์ดตอนบนของเดิมได้ (เหล็กกลมสีดำในภาพขวา) เพราะแท่นนี้มีรูล้อคกับตัวคีย์บอร์ด เมื่อได้ไอเดียตามนี้ ครั้นจะไปจ้างเขาทำก็กลัวไม่ได้ดังใจ D.I.Y. ดีกว่ามั้ง ไอ้เราก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง เพราะจบหลักสูตรเอาสากกะเบือไปยันเรือรบมาแล้ว ที่สำคัญก็คือไม่ต้องเสียสตางค์ เศษเหล็กเก่า ๆ ก็ยังพอมี แต่ถึงซื้อใหม่เหล็กกล่องขนาดนี้ราคาเส้นละร้อยต้น ๆ ใช้เส้นเดียวก็พอ






หลังจากผ่านไปครึ่งวันก็ได้ขาตั้งตัวใหม่หน้าตาแบบนี้ (ภาพเล็ก) หลังจากเจาะรูนำแท่นยึดคีย์บอร์ดของเดิมติดตั้งเข้าไป ก็ได้ขาตั้งคีย์บอร์ดพร้อมใช้งาน ทาสีให้เรียบร้อย อ้อ...ยังขาดแผงโลโก้ด้านหน้า เดี๋ยวไปแกะจากของเดิมมาติดเสียหน่อยก็จะสมบูรณ์ขึ้น






นำเครื่องคีย์บอร์ดมายึดติด ลองกดลองโยกดูแล้วแน่นปึ้ก แน่นกว่าขาตั้งของเดิมเสียอีก ความสูงจากพื้นถึงยอดแป้นคีย์ตัวดำ 75 ซ.ม. ระดับเดียวกับมาตรฐานโต๊ะทำงานหรือโต๊ะอาหาร นำเก้าอี้ความสูงมาตรฐาน 45 ซ.ม. มานั่งเล่นดูแล้วแขนวางได้ในแนวระนาบ คราวนี้ถ้ายังเมื่อยอีกต้องโทษสังขารแล้วละ






ติดแผงโลโก้และทำแท่นวางอแด็ปเตอร์ติดที่ขาเลยจะได้ไม่เกะกะพื้น แต่พอมาเล็งดูด้านหน้าแล้ว แท่นอแด็ปเตอร์น่าจะซ่อนอยู่หลังแผงโลโก้จะได้ดูเรียบร้อยขึ้น เดี๋ยวต้องแก้ไขอีกที


แต่ตอนนี้ขอถือโอกาสซ้อมเพลง Love Me Tender พร้อมกับการทดสอบขาตั้งใหม่ว่าจะเวิร์คแค่ไหน...

JavaScript is disabled!
To display this content, you need a JavaScript capable browser.





กลับมาเข้าชั้นเรียนกันต่อ การเรียนครั้งที่ 13 ครูบอกว่าคราวนี้เล่นเพลงใหม่ที่ไม่รู้จักบ้าง เพราะจะทำให้มุ่งใจจดใจจ่ออยู่กับการอ่านโน๊ต ไม่ใช่ไปตามความเคยชินอย่างกับการเล่นเพลงที่คุ้นหู เพลง The 59th Street Bridge Song ผมไม่รู้ทำนองมาก่อนเลย แต่พอเล่นตามครูไปสักพักเริ่มจับทำนองได้


ตั้งแต่เริ่มเรียนดนตรีมาจนถึงวันนี้ ผมมีความรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งขึ้นมา กล่าวคือในตอนแรก ๆ ของการเรียนซึ่งผมได้เขียนไว้ในตอนต้นแล้วว่า ความจำของผมมันแย่มาก การจำโน๊ตทำนองหรือการจำคอร์ดตามที่ครูสอนเป็นไปได้ช้ามาก ทำให้การเรียนในชั่วโมงไม่ค่อยคืบหน้าเท่าไหร่ ทำให้ต้องนำกลับมาค่อย ๆ คืบ ค่อย ๆ คลานเอาที่บ้านจึงพอรอดตัวไปได้ จะเห็นได้จากการประเมินผลทักษะการฟังยังอยู่ในระดับต่ำกว่าทักษะด้านอื่น  แต่พักหลังนี้ผมเริ่มสังเกตุตัวเองว่าความจำมันชักดีขึ้น เช่นเวลาครูสอนจับคอร์ดในชั่วโมง เวลากลับมาซ้อมต่อที่บ้านเกิดความทึ่งอยู่ในใจว่า "...เฮ้ย..ทำไมมันจำได้วะ..." ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนต้องดูแผนผังซ้ำแล้วซ้ำอีก การต่อเพลง The 59th Street Bridge Song ในชั่วโมงที่ 13 นี้ ไปเร็วกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทำให้การประเมินผลทักษะการฟังได้เต็มเป็นครั้งแรก


ผมเคยทราบมาเหมือนกันว่าสมองคนเรานั้นถ้าปล่อยให้อยู่นิ่งไม่ค่อยได้ทำงานแล้วก็จะเสื่อมไปทีละนิด นานเข้าอาจกลายเป็นคนขี้หลงขี้ลืมหรือความจำเสื่อมไปโน่น วิธีหนึ่งที่ไม่ให้มันเสื่อมหรือฟื้นใอ้ที่เสื่อมกลับคืนมาก็คือพยายามบริหารมันเสียบ้าง ให้มันเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อย่าจำเจอยู่แต่เรื่องเดิม ๆ (ผมว่าคงเหมือนกับอะไรบางอย่างของเราที่มันชักจะเริ่มเสื่อมเริ่มหงอยก็มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไปเปลี่ยนบรรยากาศให้ผิดสีผิดกลิ่นบ้าง สิ่งนั้นก็จะคึกคักขึ้นมาเหมือนเดิม แต่วิธีนี้อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้)  ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะการเรียนดนตรีนี้หรือเปล่า ซึ่งต้องเพียรพยายามจำโน็ตดนตรี ไล่จับคอร์ด คอยบังคับนิ้ว ฯลฯ. ทำให้รอยหยักสมองผมได้มีการยืดเส้นยืดสายมากขึ้น จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ผมทดลองอ่านเบอร์โทรศัพท์จากป้ายโฆษณาข้างทาง พอกลับมาบ้านก็รู้สึกทึ่งเหมือนกันว่ายังจำได้ ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนนี้แทบไม่เคยจำเบอร์โทรศัพท์ใครได้เลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังเป็นแค่สมมุติฐานของผมคนเดียว มันอาจจะเกี่ยวข้องกับตัวแปรอื่น ๆ ก็ได้ ใครอย่าเอาผลนี้ไปทำวิจัยนะครับ ผมจะขอสังเกตุเก็บข้อมูลตัวเองไปเรื่อย ๆ ก่อน





พอจบเพลง The 59th Street Bridge Song ก็ถือว่าได้เรียนมาจนจบภาค 1 แล้ว ขอแสดงความยินดีให้ตัวเองด้วย ผมมีความรู้สึกว่าจบชั้นอนุบาล 1 แล้ว เตรียมตัวขึ้นชั้นอนุบาล 2 และผมถือโอกาสนี้จบบทความ "ทำท่าจะเรียนดนตรีเมื่ออายุ 65 ตอนที่ 2" ไว้ตรงนี้ โปรดติดตามตอนที่ 3 ในชื่อเรื่องใหม่


"(ผม)ทำท่าจะเล่นดนตรีเป็นแล้ว"



Lover Concerto

JavaScript is disabled!
To display this content, you need a JavaScript capable browser.




แก้ไขล่าสุด ใน ก.ค.182012

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 698 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน