ทำท่าจะเรียนดนตรีเมื่ออายุ 65

ม.ค.212010



เรื่องนี้มีชื่อเดิมว่า "เมื่อผมเรียนดนตรีตอนอายุ 63" เพราะเขียนเมื่อสองปีมาแล้วแต่ยังไม่ได้นำลง ตอนนั้นผมซื้อคีย์บอร์ดมาใหม่ ๆ  ตั้งใจจะไปเรียนการเล่นคีย์บอร์ดอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่ก็ยังไม่ได้ฤกษ์ลงทะเบียนเรียนซักที จนเวลาล่วงเลยมาถึงปีนี้ (2555) ทำท่าว่าจะได้ไปเรียนดนตรีเป็นที่แน่นอนแล้ว ผมจึงนำโครงการเดิมมาปัดฝุ่นอีกครั้งหนึ่ง





อันที่จริงผมควรจะเล่นดนตรีเป็นมาตั้งนานแล้ว แต่ก็มีอันเป็นไปไม่สำเร็จซํกครั้ง จึงขอลำดับเหตุการณ์ดังนี้ ครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสเครื่องดนตรีนั้นเริ่มเมื่อตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 4 ที่โรงเรียนพะเยาพิทยาคม จังหวัดพะเยา ขณะนั้นกำลังรับสมัครนักดนตรีสำหรับวงดุริยางค์ของโรงเรียนรุ่นใหม่  ผู้ควบคุมและฝึกซ้อมคือครูเอื้อ มณีรัตน์ ซึ่งท่านมีความเชี่ยวชาญในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะดนตรี ประวัติศาสตร์และวรรณกรรมทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นครูสายวิทยาศาสตร์ จนท่านได้รับการยกย่องให้เป็นปราชญ์ท้องถิ่นที่สำคัญคนหนึ่ง ปัจจุบันท่านเสียชีวิตแล้ว


ผมก็ไปสมัครโดยเลือกเล่นทรัมเป็ต ที่เลือกเครื่องดนตรีชิ้นนี้เพราะคิดว่ามันเท่ดี เพราะเคยเห็นนักเรียนรุ่นพี่คนหนึ่งแกเป่านำ ก่อนวงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เมื่อสมัยในหลวงเสด็จเยี่ยมราษฎรที่พะเยาครั้งแรก หลังจากครูเอื้อรับเข้าวงแล้ว เย็นวันนั้นก็รีบไปรายงานคุณพ่อทันที ซึ่งท่านก็พูดว่าเลือกเครื่องดนตรีที่ใช้เป่าแบบนี้ให้ระวังเชื้อโรคนะทำไมไม่ลองเครื่องดนตรีที่ไม่ต้องเป่าดูบ้างละ แต่ผมแกล้งเฉย หลังจากนั้นผมจำได้ว่าได้เรียนอยู่ประมาณครั้งสองครั้งเท่านั้นเอง หัดฝึกขมิบริมฝีปากเป่าได้เสียง แตร แตร่ แตร้ ประมาณนี้ ก็มีอันต้องหยุดชะงักไป เพราะครูเอื้อต้องไปจัดการงานศพบิดาท่าน ที่อำเภอเชียงคำเสียหลายวัน พอกลับมามีการเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ทราบ ทำให้โครงการนี้ล้มเลิกไป นักดนตรีชุดนั้นจำต้องสลายตัว เป็นอันว่าความฝันที่จะเป็นนักดนตรีครั้งแรกในชีวิตก็จบลงดื้อ ๆ แค่นี่เอง

 




ประสบการณ์ด้านดนตรีอีกครั้งหนึ่งของผมก็อยู่ในช่วงเวลาประมาณนั้นแหละแต่คราวนี้เป็นดนตรีไทย ผมมีเพื่อนสนิทเรียนชั้นเดียวกันคนหนึ่ง แกเป่าขลุ่ยได้ดีทีเดียว เพราะไปเรียนกับพ่อครูท่านหนึ่งซึ่งถ้าเป็นปัจจุบันก็คงเรียกว่าครูภูมิปัญญาท้องถิ่น  พอจำคลับคล้ายคลับคลาว่าท่านชื่อครูเหล็งหรือครูเหลียงทำนองนี้แหละ  ผมติดตามเพื่อนไปเรียนบ่อย ก็ขอพ่อครูเรียนเสียเลยแทนที่จะนั่งรอเฉย ๆ เรียนฟรีด้วย ผมเลือกเรียนซอด้วงเพราะฟังเสียงใสดี เพราะกว่าซออู้ ที่เลือกเครื่องดนตรีประเภทสี เพราะที่บ้านพ่อครูมีอยู่แล้วและใช้ร่วมกันได้ ถ้าเลือกขลุ่ยต้องซื้อมาเอง

ผมก็เรียนจนต่อได้เพลงไทยเดิมเพลงหนึ่งนึกชื่อไม่ออกแต่เป็นเพลงง่าย ๆ ยังจำทำนองได้ทุกวันนี้ เพลงไทยสากลนำเอาทำนองเพลงนี้เอามาใช้บ่อย เช่นเพลง "จุดใต้ตำตอ" ของสุนทราภรณ์ อนาคตการเล่นซอของผมน่าจะรุ่งหรอก จนเกือบจะสั่งซื้อซอจากร้านดุริยบรรณ บางลำพู มาเป็นของตนเองแล้ว แต่ก็มีอันเป็นไปอีกคือพ่อครูท่านเสียชีวิตลง เพราะตอนนั้นท่านอายุมากแล้ว ก็เลยได้เพลงครูมาเพลงเดียว ทุกวันนี้เวลาไปเจอซอด้วงที่ไหน ยังแอบเอามาสีถูไปถูมาพอได้แปร่ง ๆ

 



 

ความกระสันต์อยากเป็นนักดนตรีมาเริ่มอีกเมื่อจบ ม. 6 จากอำนวยศิลป์เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนช่างศิลป์ ตอนนั้นตั้งอยู่ท่าช้างวังหน้า บริเวณเดียวกับโรงเรียนนาฏศิลป์ ระหว่างเขียนรูปก็ได้ยินเสียงดนตรีไทยจากตึกนาฎศิลป์ที่อยู่ติดกัน พร้อมกับมีนักเรียน(หญิง)นาฏศิลป์นุ่งผ้าโจงกระเบนสีแดงเดินผ่านไปผ่านมา บางครั้งก็ออกมาซ้อมรำกลางแจ้งหน้าอาคาร เป็นภาพแบ้คกราวด์ที่เจริญหูเจริญตายิ่งนัก


ส่วนด้านหลังอาคารเรียนเป็นอาคารฝึกซ้อมดนตรีสากลของกรมศิลปากรซึ่งเป็นศาลาโล่ง ทำให้ได้ยินเสียงการซ้อมส่วนมากเป็นเพลงคลาสสิคเล่นท่อนเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก สลับกับเสียงบอกให้แก้ไขของวาทยากรชื่อชลหมู่ ชลานุเคราะห์  ซึ่งเสียงดังฟังชัดออกไปทางดุด้วยซ้ำ ผมกับเพื่อนสนิทที่มีรสนิยมเดียวกันสองสามคน (หนึ่งในนั้นคือไอ้ชาติ หรือสมชาติ เทวะวโรดม เพื่อนคนนี้แกชอบภาษาอังกฤษเวลาว่างยังชอบไปสปี้คกับฝรั่งที่มาชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันนี้) ถ้าว่างจากการเรียนพวกผมมักจะไปเกาะระเบียงศาลาดูเขาซ้อมวงออเคสตรา เห็นมาดนักสีไวโอลินตอนยืนโซโล่เดี่ยวแล้วมาดเหลือร้าย จึงฝันอยากจะเป็นนักไวโอลินอย่างนั้นบ้าง ฝันจนกระทั่งอ้อนคุณแม่ซื้อไวโอลินให้โดยไปซื้อที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังในสมัยนั้นคือห้างไนติงเกลโอลิมปิคแถวพาหุรัตน์ ร้านนี้มีสโลแกนเป็นคำสัมผัสกันจำง่ายว่า "ราชาแห่งครื่องดนตรี ราชินีแห่งเครื่องสำอาง" เอามาหัดสีได้งู ๆ ปลา ๆ (ตอนหลังเกิดบ้ากล้องถ่ายรูปจึงเอาไวโอลินไปเล่นแร่แปรธาตุมาเป็นกล้องปัญญาอ่อนตัวหนึ่ง ยังนึกเสียดายไวโอลินตัวนั้นมาจนทุกวันนี้)





ขอนำอีกเหตุการณ์มาแทรกหน่อยหนึ่ง เพราะเป็นแรงกระตุ้นโดยอ้อมที่ทำให้อยากเล่นดนตรี กล่าวคือช่วงเรียนช่างศิลป์ประมาณปี 2 คืนวันหนึ่งหลังจากเขียนรูปแสงไฟยามค่ำคืนของถนนราชดำเนินกลางผมกับเพื่อนสองคนคือไอ้เปี้ยก ชวลิต แย้มกสิกร และไอ้ชุมพล ลือกายา เดินกลับบ้านผ่านสนามเสือป่าข้างพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเมื่อประมาณปี 2508 - 2509 ยังไม่เป็นหน่วยงานของทหารเหมือนทุกวันนี้ ตรงนั้นมีอาคารทรงไทยประยุกต์หลังหนึ่งเป็นหอประชุมของกระทรวงวัฒนธรรมเก่า เห็นคนกลุ่มหนึ่งผู้ชายแต่งตัวชุดสูท ส่วนผู้หญิงสวมชุดราตรียาว แต่ส่วนมากเป็นฝรั่งมังค่า เดินเข้าหอประชุมมือถือหนังสือเล่มบาง ๆ ติดมือไปด้วย ผมกับเพื่อนก็สงสัยอยู่ครามครัน ทั้ง ๆ ที่แถวนั้นค่อนข้างมืดไม่เห็นมีงานมีการหรูหราอะไร จึงเข้าไปเมียงมอง สอบถามจากคนเฝ้าประตูได้ความว่าวันนั้นมีการแสดงคอนเสิร์ต คอนเสิร์ตในที่นี้คือการแสดงดนตรีที่เล่นเพลงคลาสสิค ด้วยเครื่องดนตรีตั้งแต่ชิ้นเดียวจนถึงวงออเคสตร้า ไม่ใช่คอนเสริ์ตในความหมายปัจจุบันที่ใช้เรียกการแสดงดนตรีทั่วไป

 

 



พวกผมอยากเข้าฟังบ้างไม่รู้จะทำยังไงจะให้ซื้อตั๋วเข้าไปไม่มีปัญญาแน่ จึงรอจนกระทั่งได้เวลาแสดงทุกคนเข้าไปหมดประตูปิดเรียบร้อยเหลือคนเฝ้าหน้าประตูคนเดียว จึงไปอ้อนขอเข้าฟรีขอกับคนเฝ้าประตู ตื้อจนเขาใจอ่อนจึงบอกให้เราเอาเสื้อนักเรียนเข้าในกางเกงให้เรียบร้อยตอนนั้นยังนุ่งกางเกงขาสั้น นำกระดานเสก็ตซ์กับสัมภาระรุงรังทั้งหลายแอบไว้ข้างนอก แต่เข้าไปตอนนี้ยังไม่ได้เพราะตนตรีกำลังบรรเลงอยู่ ให้รอเวลาพักครึ่งก่อนช่วงนั้นประตูจะเปิดให้คนดูได้ออกมายืดเส้นยืดสาย พอประตูใกล้จะปิดจึงค่อยทำเนียนเข้าไปกระจายกันนั่งตามที่นั่งว่าง ๆ


ครั้งนั้นจึงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้รับประสบการณ์การฟังคอนเสิร์ตในรูปแบบสากลอย่างแท้จริง หลังจากเคยอ่านจากข้อเขียนเกี่ยวกับเพลงคลาสสิคจากนิตยสารในสมัยนั้น เช่นสยามสมัย กะดึงทอง โดยผู้เขียนชื่อเทพ จุลดุลย์ รวมทั้งจากหนังสือชื่อจากดวงใจ* ขออภัยที่จำชื่อผู้เขียนไม่ได้ (เป็นหนังสือให้ความรู้ด้านเพลงคลาสสิคที่ดีมากเล่มหนึ่ง) ทำให้ได้รู้จักวิธีการฟังคอนเสิร์ต เช่น มารยาทของการฟัง จังหวะการปรบมือ ตลอดจนการแต่งกายเข้าชม ในครั้งนั้นผมยังจำได้ว่าได้แอบดูสีหน้าของผู้ชมข้าง ๆ เวลาเขาเคลิบเคลิ้ม ซาบซึ้ง เขาทำหน้ายังไง ซึ่งส่วนมากมักจะทำตาปรือผงกศีรษะเล็กน้อย บางคนก็หันไปพยักพเยิดกับคนข้าง ๆ เมื่อคอนเสร์ตจบลงพวกผมรอให้ผู้ชมตัวจริงออกจากหอประชุมให้หมดก่อนค่อยออกตาม ก่อนจะออกก็ไปเก็บหนังสือเล่มเล็กหรือสูจิบัตรที่บางคนวางทิ้งไว้บนที่นั่งมาดู ซึ่งในนั้นบอกรายละเอียดการแสดงทั้งหมดตั้งแต่ชื่อเพลง รายละเอียดของเพลง ผู้ประพันธ์ รวมทั้งชื่อวงและชื่อวาทยากร รู้บ้างไม่รู้บ้างเพราะสูจิบัตรเป็นภาษาอังกฤษ


หลังจากนั้นก็รู้ว่าคอนเสิร์ตครั้งต่อไปจะมีอีกเมื่อไหร่ และเนื่องจากได้ผูกไมตรีกับคนเฝ้าประตูแล้ว ก็ไม่ต้องแอบเข้าไปตอนพักครึ่งเวลาเหมือนก่อนแล้ว เข้าไปฟังเต็ม ๆ ตั้งแต่ต้นเลยทีเดียวโดยเขาจะให้พวกเราย่องเข้าไปช่วงปิดไฟมืดก่อนแสดง  เข้าไปให้เรียบร้อยก่อนจะปิดประตู เพราะระหว่างแสดงประตูจะปิดสนิท ห้ามคนเข้าออกจนกว่าจะพักครึ่งเวลา หรือจนจบการแสดง





*หมายเหตุ : มื้อเที่ยงวันนี้ (9 เม.ย. 54) นัดเจอเพื่อนรุ่นช่างศิลป์ที่ผมได้เอ่ยชื่อในตอนต้น หลังจากไม่เจอกันมาสามสิบกว่าปี ในภาพคนกลาง "ไอ้ชุมพล" ชุมพล ลือกายา และ ขวา "ไอ้ชาติ" สมชาติ เทวะวโรดม สมชาติซึ่งเคยอ่านบทความนี้ บอกผมว่าผู้เขียนหนังสือ "จากดวงใจ" ที่ผมจำชื่อไม่ได้ คือ "คีตกร" หรือ คุณสาทิส อินทรกำแหง กูรูด้านชีวจิตในปัจจุบัน






(เพิมเติม : ช่วงเรียนอยู่ช่างศิลป์มีอีกประสบการณ์หนึ่งแม้จะไม่เกี่ยวกับตนตรีโดยตรงแต่ก็ใกล้เคียง คือผมได้ไปสมัครเรียนขับร้องเพลงไทยเดิมกับครูสุรางค์ ดุริยพันธุ์ ที่ไทยทีวี ช่อง 4 บางขุนพรหม ทำให้ได้เรียนรู้ว่าการขับร้องเพลงไทยเดิมนั้นยากแค่ไหน เนื้อร้องแค่วรรคเดียวต้องร้องต้องเอื้อนตั้งนานกว่าจะจบ และการเอื้อนทั้งหลายนั้นต้องอาศัยการจำอย่างเดียวไม่มีโน๊ตกำกับเช่นเดียวกันกับการเล่นดนตรีไทย ระหว่างเรียนได้ร้องออกทีวีหลายครั้งส่วนมากจะเป็นการขับร้องหมู่ของนักเรียนด้วยกัน  จำได้ว่าได้โชว์เดี่ยวครั้งหนึ่งแต่เป็นเพลงร้องคู่โดยใช้ทำนองเพลงต้อยตริ่ง เนื้อเพลงเป็นการร้องโต้ตอบระหว่างหญิงชาย คู่ของผมคือคุณศิริพร วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่พาณิชย์พระนคร การมาเรียนขับร้องเพลงไทยครั้งนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมหลงเสน่ห๋วงการทีวี ซึ่งหลังจากเรียนจบได้มาทำงานคลุกคลีอยู่ในวงการนี้หลายปีก่อนผันตัวเองออกมารับราชการ)

 

 

 

 

แรงกระตุ้นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมอยากเป็นนักดนตรีก็คือ หลังจากจบจากศิลปากรมาทำงานครั้งแรกที่ไทยทีวี ช่อง 4 บางขุนพรหม สมัยนั้นรายการทีวีตอนเย็นมักจะเป็นรายการดนตรีเนื่องจากลงทุนน้อย วงดนตรีก็หามาจากวงที่เล่นตามบาร์ตามไนท์คลับในโรงแรมชั้นหนึ่งซึ่งมีเกือบทุกโรงแรม ค่าตัวไม่แพงเพราะถือว่ามาซ้อมวงแถมได้ออกทีวีโฆษณาไปในตัวเผลอ ๆ จ่ายแต่ค่ารถ บางครั้งก็เป็นการแลกโฆษณากัน วงดนตรีพวกนี้ส่วนมากเป็นวงต่างชาติ เช่น ฟิลิปปินส์ อิตาลี วงดนตรีสัญชาติไทยอย่างซิลเวอร์แซนด์ ดิอิม ฯ ยังไม่เกิด ลักษณะเป็นวงคอมโบหรือวงแจ้สใช้เครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น ขอบอกเสียก่อนว่ารายการทีวีสมัยนั้นเป็นรายการสดทั้งหมดไม่ใช่รายการแห้งจากเทปเหมือนทุกวันนี้ ฉนั้น ก่อนถึงเวลาแสดงนักดนตรีก็จะต้องซ้อมกันสักเที่ยวสองเที่ยวกันผิดคิว


ผมซึ่งเป็นคนทำฉากทีวีต้องอยู่เวรรอรื้อฉากดนตรีเปลี่ยนเป็นฉากละครภาคดึกคืนเดียวกัน ชอบมายืนดูเขาซ้อมซึ่งส่วนใหญ่เล่นเพลงสากลที่คุ้นหูทั้งเพลงร้องและเพลงบรรเลง ระหว่างยืนดูก็นึกในใจว่าอยากจะเล่นได้อย่างนั้นบ้าง เพราะได้ยินเสียงได้เห็นอารมณ์ความรู้สึกของนักดนตรีอย่างใกล้ชิดทำให้เกิดอารมณ์ร่วมหรือรู้สึกอินขึ้นมาทันที บางครั้งคิดเลยเถิดถึงขั้นว่าอยากมีวงดนตรีแบบนี้เป็นของตนเองด้วยซ้ำไป วงดนตรีที่เป็นไอดอลของผมตอนนั้นคือวงของหนุ่มอิตาเลี่ยนรูปหล่อ มีเครื่องดนตรีสี่ห้าชิ้น ผมจำชื่อวงได้แม่น คือวง Franco Tombretta

 

 

 

 

มีอีกครั้งหนึ่งซึ่งทำให้ผมใกล้กับการเป็นนักดนตรีที่สุดแต่ก็มีมารผจญจนได้ คือตอนหนุ่ม ๆ ผมมีแฟนคนหนึ่งสมัยนี้อาจเรียกกิ้กเธอคนนี้เล่นกีตัาร์ได้เก่งพอสมควร ผมซึ่งมีความอยากเล่น(ดนตรี)เป็นทุนเดิมอยู่แล้่วจึงรีบไปที่ร้าน....เบ้..(ตอนนี้จำชื่อหน้าได้ตัวเดียว) ในเวิ้งนาครเขษม เป็นกีต้าร์โปร่งยี่ห้อ Maya มาให้เธอสอนทันที จับมือจับไม้สอนกันไปจนผมจับคอร์ดได้หลายตัว เพราะวิธีการสอนแบบแฮนด์ทูแฮนด์ฮาร์ททูฮาร์ทไปจนถึงเม้าท์ทูเม้าท์แบบนี้ ผลวิจัยบอกว่าทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี..555...การเรียนการสอนมีทีท่าว่าจะดำเนินไปด้วยดี แต่อยู่มาคืนหนึ่งขณะกำลังสอนเกา(กีต้าร์)เพลงรักเอยกันอยู่เกือบจะเสร็จอยู่แล้ว กิ้กต้วแม่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ เหตุการณ์ต่อจากนั้นคงไม่ต้องบรรยายว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ขอสรุปว่า Maya ตัวหลายพันนั้นเหลือแต่คอกับสายห้อยต่องแต่ง นับแต่นั้นมาผมก็ไม่มีโอกาสได้จับกีตาร์อีกเลย






ระยะเวลาหลังจากนั้นก็มัวยุ่งอยู่กับการทำมาหากินทำจนครบโควต้าที่กำหนดไว้ ทางราชการจึงจ้างให้อยู่เฉย ๆ เรื่องการเล่นดนตรีก็กลับเข้ามาสู่การพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือเมื่อสองปีทีแล้วผมไปเดินเล่นที่แผนกขายเครื่องดนตรีในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง มีพนักงานขายคนหนึ่งกำลังเพลินอยู่กับการเล่นคีย์บอร์ด ฟังดูแล้วฝีมือไม่เลว ผมแอบฟังได้สักพักก็เกิดกิเลสหรือผีนักดนตรีเข้าสิงก็ไม่รู้ ประกอบกับพนักงานขายคนนี้นอกจากจะเล่นดนตรีเก่งแล้วยังเป็นนักขายที่เก่งอีกด้วย ทำให้ผมหลวมตัวซื้อคีย์บอร์ดกลับมาบ้านตัวหนึ่ง


เมื่อได้เครื่องดนตรีมาแล้วคราวนี้ตั้งใจว่าจะลงมือเรียนให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที จึงโทรไปที่โรงเรียนสอนดนตรีชื่อเดียวกับคีย์บอร์ดที่ซื้อมา หลังจากคุยเรื่องระเบียบการทั่ว ๆ ไปแล้ว เจ้าหน้ารับสายซึ่งเป็นผู้หญิงก็ถามขึ้นมาว่า "เด็กที่จะเรียนอายุกี่ขวบค่ะ..." เล่นเอาผมตั้งตัวไม่ทัน ครั้นจะบอกอายุตามจริงกลัวจะหักอารมณ์น้องเขาเกินไป จึงตอบเลี่ยงไปพร้อมกับถามเรื่องเกี่ยวกับอายุผู้เรียน ได้ความว่านักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็ก ผู้ใหญ่ก็มีบ้างส่วนมากเป็นผู้ปกครองที่มาส่งลูกเรียนระหว่างรอจึงถือโอกาสเรียนไปด้วย ส่วนผู้ใหญ่วัยเกษียณยังไม่มี หล่อนพูดตบท้ายว่า "...ถ้าคุณลุงสนใจเรียนหนูก็จะเลือกวันที่ครูผู้สอนเป็นผู้ใหญ่หน่อย....." เล่นเปลี่ยนสรรพนามทันทีทันควันอย่างนี้คุณลุงจึงขอคิดดูก่อน






นับจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ผมก็ยังไม่ได้เรียนดนตรีที่ไหนอย่างเป็นทางการ ได้แต่ซื้อหนังสือที่มีแผ่นซีดีประกอบมาเรียนด้วยตนเองจนเล่นเพลง "หนูมาลีหรือแมวของหนูมาลี" ได้แล้วก็หยุดแค่ตรงนั้น หันไปเล่นเพลงตามโน๊ตตัวเลขมั่ง เล่นเพลงตามทำนองที่รู้จักมั่ง ผมเรียกของผมเองว่าเล่น By Heart Style Snake Snake Fish Fish หรือเล่นมั่วแบบ งู ๆ ปลา ๆ นั่นแหละ แต่ก็ยังเอาดีไม่ได้ ยังไม่กล้าเล่นออกการออกงานที่ไหน อายเค้า.....






จนกระทั่งเมื่อสองสามวันมานี้ผมขับรถผ่านซอยแห่งหนึ่งใกล้บ้าน เห็นป้ายโฆษณาตามภาพข้างบนนี้จึงโทรไปถามรายละเอียด โดยเฉพาะเกี่ยวกับอายุของนักเรียน ได้ความว่าผู้ใหญ่อายุหกสิบก็เคยมาเรียน ได้ยินดังนั้นค่อยอุ่นใจหน่อยจึงตกลงในหลักการเรียนทุกวันศุกร์ เพราะวันเสาร์ อาทิตย์ สงวนไว้สำหรับเด็ก เริ่มศุกร์หน้า (9 มี.ค. 55) เป็นต้นไป คราวนี้ฝันคงเป็นจริงเสียที ยังไม่ทันเรียนแต่ฝันเลยเถิดไปนู้น....ฝันว่าผมอาจจะจัดคอนเสิร์ตเปิดอัลบั้มเอาเมื่อตอนอายุ 80 ก็เป็นได้...ฝันให้ไกลไปให้ถึงครับ แต่อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นนี้คีย์บอร์ดที่ซื้อมาจะได้ใช้งานให้คุ้มค่าบ้าง ไม่ใช่มีไว้ประดับบ้านเหมือนกับเครื่องออกกำลังกายแอ้บโดมิไนเซอร์ของพระเจ้าจอร์ชมันยอดมาก...


แล้วผมจะรายงานความก้าวหน้าเรื่อย ๆ....



 

พูดถึง งู ๆ ปลา ๆ ขอปิดท้ายด้วยภาพ Snake Snake Fish Fish บนเสื้อของหลานสาวถ่ายเมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมา เพื่อให้ตอนที่ 1 นี้ดูมีสีสันสดใสขึ้นมาบ้าง (สีสันเฉพาะเสื้อนะครับ)



 


ติดตามตอนต่อไปได้จากลิ้งค์นี้ครับ ทำท่าจะเรียนดนตรีเมื่ออายุ 65 ตอนที่ 2


 

 

 




แก้ไขล่าสุด ใน ต.ค.032014

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 592 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน