วัดเขายี่สาร

(บทความนี้เขียนครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ 12 มกราคม 2010 เวลา 18:38)




สืบเนื่องจากคอลัมน์
"ไปกินหอย" ปีที่แล้ว ที่ไปแถววัดเขายี่สารแต่ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมชมมัวแต่ห่วงเรื่องกิน มาต้นปีนี้ วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม 2552 ผมกับครูดารินทร์ไปหาอะไรกินแถวคลองโคนอีก จึงเลยขึ้นไปเยี่ยมชมวัดเสียก่อน เรื่องกินเอาไว้เล่าทีหลัง






วันนี้แม่น้ำวังตะบูนหน้าวัดมีน้ำขึ้นเต็มฝั่ง ต่างจากที่มาครั้งก่อนที่น้ำลง กล่าวกันว่าบริเวณเขายี่สารนี้เคยเป็นเกาะมาก่อน โดยมีน้ำล้อมรอบ พ่อค้าชาวจีนนำเรือสำเภามาจอดหลบคลื่นลมที่นี่ บางกระแสก็ว่าสำเภามาล่มที่นี่ จึงได้ขึ้นมาตั้งรกรากอยู่ที่บริเวณเขายี่สารนี้ ทำให้เกิดเป็นชุมชนเก่าแก่ โดยเฉพาะชุมชนชาวจีนขึ้น





สังเกตุชื่อคลองก่อนเข้าวัดเขายี่สาร ยังมีชื่อว่าคลองเจ็กเส็ง ซึ่งคงมีที่มาจากสาเหตุดังกล่าว





ทางขึ้นวัดเขายี่สารเป็นบันไดไม่สูงชันนัก ท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่น





ระหว่างทางก็อ่านคำกลอนสอนใจ ที่ติดตามต้นไม้ไปด้วย






เมื่อโผล่พ้นบันไดขึ้นไปก็จะพบกับลานกว้างหน้าวิหาร ซ้ายมือเป็นศาลาทรงไทยโล่ง ตรงกลางมีแท่นก่ออิฐเตี้ย ๆ อยู่สามแถว





มองจากหน้าวิหารลงมาจะเห็นชัดเจน แท่นขวามือที่ชิดกับศาลา ยังมีสภาพสมบูรณ์ที่สุด แท่นเหล่านี้ในสมัยโบราณ เป็นที่วางอาหารคาวหวานถวายพระ บาตรสำหรับเตรียมไว้ตัก ชาวบ้านที่มาทำบุญก็จะนั่งกันโดยรอบ



ส่วนพระก็จะสวดอยู่บนศาลา จากการคุยกับคนเก่าคนแก่ที่ยังทันเห็นเหตการณ์งานบุญนี้ บอกว่าสมัยนั้นจะมีชาวบ้านมาทำบุญที่นี่เยอะมาก ทั้งคนในพื้นที่ และมาจากที่อื่น อยู่กันเต็มลาน ทั้ง ๆ ที่สมัยนั้นการเดินทางก็แสนจะลำบาก เล่ากันว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ก็เคยเสด็จมาทรงบาตรที่นี่





วิหารวัดเขายี่สารสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย สภาพปัจจุบันเป็นการบูรณะโดยกรมศิลปากรเมื่อปี พ.ศ. 2499 ด้วยงบประมาณ 20,000 บาท ร่วมกับจิตศรัทธาของชาวบ้าน




ส่วนหนึ่งของชื่อผู้ร่วมทำบุญ "แม่เหลียงเถ้าแก่ถือแม่เลี้ยบ......." ดูชื่อซึ่งน่าจะเป็นลูกหลานของบรรพบุรุษชาวจีนที่นี่




ด้านหน้าวิหารระหว่าประตูสองข้าง มีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืน ปางห้ามสมุทร




เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง  ที่นิยมสร้างกันในสมัยอยุธยาตอนปลาย





ภาพในชุ้มโดยรอบ มีจิตรกรรมฝาผนัง ที่เขียนขึ้นมาใหม่ ดูเส้นสายลายละเอียดแล้วผู้เขียนจัดว่ามีฝีมือมากทีเดียว





บานประตูเข้าสู่วิหารทั้งสองข้าง เป็นบานประตูไม้จำหลักศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลายเป็นงานศิลปะที่มีคุณค่ามาก



บานประตูด้านซ้าย แกะสลักเป็นลายราชวัตร คั่นด้วยลายประจำยามอยู่ในกรอบย่อมุมไม้สิบสอง




บานประตูด้านขวา แกะสลักเป็นลายก้านแย่งกนกช่อหางโต มีลายพุ่มข้าวบินฑ์อยู่ตรงกลาง ระหว่างช่องไฟประดับกระจกสี แต่ปัจจุบันหลุดล่อนไปเป็นส่วนมาก เหลือแต่ส่วนด้านบนที่ไม่โดนฝนสาด รวมทั้งทองที่ปิดด้วยก็มีสภาพเดียวกัน





ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องปางมารวิชัย  เรียกกันว่าหลวงพ่อปากแดง จากข้อสัณนิษฐานของกรมศิลปากร ระบุว่าเมื่อเริ่มสร้างในรัชสมัยพระเจ้าอู่ทอง เป็นพระพุทธรูปที่ยังไม่ทรงเครื่อง แต่จะมาทรงเครื่องในรัชสมัยพระเจ้าเสือ สมัยอยุธยาตอนปลายซึ่งยุคนี้นิยมสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่อง ทั้งทรงเครื่องน้อยและทรงเครื่องใหญ่





ที่มาของชื่อหลวงพ่อปากแดง มีเรื่องเล่าดังนี้ครับ เนื่องจากในสมัยนั้นบนเขานี้เป็นป่าเขารกชัฎ มีหุบเหวโดยทั่วไป รวมทั้งมีสัตว์ร้ายชุกชุม เด็กที่ชึ้นมาวิ่งเล่นบนนี้มักจะหายสาบสูญเป็นประจำอย่างไร้ร่องรอย



ชาวบ้านและพระที่นี่จึงหาวิธีป้องกัน โดยทาปากองพระประธานเป็นสีแดง เพื่อให้ดูน่ากลัว พร้อมกับขู่เด็กว่าอย่าขึ้นมาวิ่งเล่นบนนี้ มิฉะนั้นหลวงพ่อจะจับกินนะ ก็จึงเรียกติดปากกันต่อมาว่า หลวงพ่อปากแดง ไม่รู้จริงเท็จประการใด





นอกจากพระประธานแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างภายในวิหารนี้คือ พระพุทธบาทสี่รอยอยู่ภายใต้มณฑป ที่จริงแล้วพระพุทธบาทสี่รอยนี้สัณนิษฐานว่าสร้างก่อนพระประธาน คือเดิมสร้างในที่โล่งแจ้งภายใต้มณฑปก่อน ภายหลังจึงมีการสร้างวิหารครอบ และสร้างหลวงพ่อปากแดงขึ้นในภายหลัง





รอยพระพุทธบาทภายใต้ถ้วยแก้วที่ครอบอยู่นั้น คือจุดที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามมกุฐราชกุมารีทรงปิดทอง เมื่อคราวเสด็จมาวัดเขายี่สารในปี พ.ศ. 2545





มณฑปทรงไทยที่ครอบพระพุทธบาท มีทรวดทรงที่ได้สัดส่วน พอเหมาะ พอดีกับพื้นที่





งานจำหลักไม้บนหน้าบันมณฑป มีความปราณีต เว้นช่องไฟได้อย่างเหมาะสมลงตัว





ขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทและหลวงพ่อปากแดงวันนั้น ได้รับศิลรับพรและประพรมน้ำมนต์จากหลวงพ่ออายุ 90 ปี รูปนี้ เพื่อเป็นสิริมงคลในปีใหม่นี้ด้วย





กลับออกมาจากวิหารเพื่อจะลงไปยังไปยังพระอุโบสถที่อยู่ถัดไป





ตรงบันไดทางลงมีซุ้มประตูลักษณะโค้งยอดแหลม ซึ่งเป็นศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากยุโรปที่เข้ามาในสมัยอยุธยาตอนปลาย





หอระฆังขนาดกระทัดรัดที่อยู่เชิงบันไดก็มีลักษณะเดียวกัน





เมื่อเข้าเขตพระอุโบสถจะสังเกตุว่ารูปแบบศิลปะเปลี่ยนไป





พระอุโบสถบูรณะใหม่ประดิษฐ์ประดับลวดลายปูนปั้นด้วยฝีมือช่างเมืองเพชร ซึ่งมีฝีมือทางด้านปูนปั้นมาก





ลวดลายปูนปั้นประดับหน้าบันพระอุโบสถ เป้นลวดลายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ




น่าจะบูรณะในปีพ.ศ. 2533 ยี่สิบปีมาแล้ว





ก่อนเข้าชมภายในพระอุโบสถ เดินชมฝีมืปูนปั้นที่มีชื่อเสียงของช่างเมืองเพชรรอบ ๆ พระอุโบสถเสียก่อน




เริ่มจากลายบัวคว่ำที่ฐานเสา




ฐานสิงห์รองรับใบเสมารอบพระอุโบสถประดับรายรอบด้วยลายกระจังที่อ่อนช้อย






บัวหัวเสา





ลวดลายปูนปั้นประดับหน้าบันหลังพระอุโบสถ นอกจากจะมีเอกลักษณ์เฉพาะแล้ว ยังมีรายละเอียดสวยงานมาก





เมื่อต้องกับแสงแดดในมุมที่เหมาะสม จะเห็นลวดลายนูนเด่นออกมาอย่างชัดเจน





กรอบซุ้มหน้าต่าง






ดูกันชัด ๆ ถึงความละเอียดละออของฝีมือการปั้นปูน






ซุ้มประตูทางเข้าพระอุโบสถ บานประตูเป็นลายรดน้ำที่บูรณะขึ้นมาใหม่






เป็นรูปธรรมชาติและสัตว์หิมพานต์ มีความคล้ายคลึงกับลายรดน้าบนตู้พระธรรมศิลปะอยุธยา ที่วัดเชิงหวาย






มีความอ่อนช้อยงดงามมาก




ปูนปั้นลวดลายธรรมชาติของซุ้มประตู มีรูปแบบเข้ากับลายรดน้ำที่บานประตูได้เป็นอย่างดี






ยักษ์แบกซุ้มประตู ท่าทางคงหนักเอาการ






ภายในพระอุโบสถวัดเขายี่สารเป็นผนังเรียบเกลี้ยง ๆ  มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยธรรมดาไม่ทรงเครื่องเหมือนกับในวิหาร






บานหน้าต่างภายนอกลงรักปิดทองลวดลายบูรณะใหม่ เช่นเดียวกับกับบานประตู




แต่บานหน้าต่างด้านในเป็นภาพเขียนที่มีมาแต่ดั้งเดิม เป็นภาพเขียนสีรูปแบบศิลปะของจีน ที่ยังคงมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ เนื้อหามาจากพงศาวดารเรื่อง "ห้องสิน" 





ภาพเขียนเหล่านี้จัดว่าเป็นภาพเขียนที่มีคุณค่าทั้งในด้านศิลปะและการศึกษาในเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง ควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็นอย่างยิ่ง
(ดูภาพเขียนทั้งหมดจากอัลบั้มท้ายบทความนี้)





ทางลงไปถ้ำพระนอนประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ซึ่งมีนิ้วพระบาทเก้านิ้ว เสียดายไม่ได้เข้าไปนมัสการ แต่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระพุทธไสยาสน์ที่มีเก้านิ้วนี้ว่า นิ้วพระบาทที่ขาดไปนี้ ไปอยู่ที่พระพุทธรูปที่วัด ๆ หนึ่งในจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีนิ้วพระบาทถึงสิบเอ็ดนิ้ว





ที่เชิงเขาวัดยี่สารมีศาลหลวงพ่อปู่ศรีราชามีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถือของชาวยี่สารและชาวบ้านทั่วไป
มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนาน หลวงปู่ศรีราชา คือ มีคนจีนสามพี่น้อ พี่คนโตชื่อ จีนเครา คนรองชื่อ จีนขาน คนสุดท้ายชื่อจีนกู่ ล่องเรือสำเภามาค้าขาย เมื่อล่องเรือถึงบริเวณเขายี่สาร เรือสำเภาได้พุ่งชนเขาจนเรือแตก ทั้งสามพลัดพรากจากกัน คนรองคือ จีนขาน ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เขายี่สาร และเกิดเป็นชุมชนนี้ตราบเท่าทุกวันนี้ โดยชาวบ้านเชื่อว่า จีนขานคือหลวงพ่อศรีราชา และเป็นบรรพบุรุษของชาวเขายี่สาร






เมื่อก่อนนี้ผู้ที่มานมัสการหลวงพ่อปู่ศรีราชามักจะนำสุรามาเซ่นไหว้เป็นประจำ แต่ประมาณสามสิบกว่าปีมานี้ เจ้าอาวาสวัดเขายี่สารเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะนำสุรามาเซ่นไหว้ จึงสร้างพระพุทธรูปปางประทานพรขึ้นมา พร้อมอัญเชิญดวงวิญญาณของหลวงพ่อปู่มาให้มาสิงอยู่ในพระพุทธรูป เหมือนกับการนำหลวงพ่อปู่ศรีราชามาบวชเป็นพระ เพื่อไมให้ผู้ที่มานมัสการไม่ต้องนำสุรามาเซ่นไหว้อีกต่อไป 






ออกจากวัดเขายี่สารจะพบกับโรงถ่านเผาถ่านหลายแห่ง เพราะย่านนี้เต็มไปด้วยไม้โกงกางและไม้ตะบูน ซึ่งเมื่อนำมาเผาเป็นถ่านแล้ว จะได้ถ่านคุณภาพดีโดยเฉพาะไม้โกงกาง เพราะแกร่งและให้ความร้อนสูง ทำให้เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ





กองไม้โกงกางที่รอเข้าเตาเผา






ภายในโรงเผาถ่านที่มีเตาเผาถ่านขนาดใหญ่อยู่หลายเตา ซึ่งการเผาแต่ละครั้งต้องใชเวลาหลายวัน





วันนั้นผมไปซื้อถ่านไม้โกงกางจากโรงถ่านแห่งนี้ มีสองราคาคือ ถุงประมาณ 4 ก.ก. ราคา 45 บาท เป็นถ่านที่วางในแนวตั้งในแถวล่าง ๆ ของเตาเผาถ่าน อาจจะมีควันนิดหน่อย เวลาก่อไฟใหม่ ๆ อีกราคาหนึ่งคือ ถุงประมาณ 2 ก.ก. ราคา 35 บาท เป็นถ่านที่มีคุณภาพดีกว่าชนิดแรกเพราะเป็นถ่านที่วางนอนอยู่ด้านบนอีกที ซึ่งได้รับความร้อนสูงกว่า ทำให้ถ่านแกร่ง ให้ความร้อนสูงและไม่มีควัน






หลังจากนั้นผมกับครูดารินทร์ก็ย้อนกลับไปคลองโคน เพื่อกินอาหารกลางวันที่ร้านแบบลูกทุ่งเล็ก ๆ ที่คลองโคน เป็นร้านที่ทำกันในครอบครัวพ่อ แม่ ลูกสามคน ร้านนี้ไปทางวัดธรรมประสิทธิ์ บ้านคลองโคน ไม่มีชื่อร้านแต่เรียกกันว่าร้านกบซีฟู้ด หรือร้านผู้ใหญ่กบ เพราะเจ้าของรั้งตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านอีกตำแหน่งหนึ่ง





ร้านหลังคามุงจากเย็นสบาย มีไม่กี่โต๊ะ แต่เดี๋ยวนี้คนเริ่มรู้จักมากขึ้น เห็นว่าถ้าเป็นวันหยุดคนแน่นตรึม ถ้าจะไปกินควรจะโทรสั่งอาหารล่วงหน้าก่อน ที่เบอร์ 0851426756 เพราะร้านนี้จะไปซื้อของสดตามสั่งเท่านั้น ไม่มีตุน








อาหารที่สั่งวันนั้น กุ้ง หอย ปู ปลา ครบ เป็นอาหารง่าย ๆ แต่อร่อยเพราะทุกอย่างสดเด้งดึ๋ง จานสุดท้ายนี้คือปลาหมึกผัดกะปิกลิ่นหอมฉุย เพราะบ้านคลองโคนนี้ เป็นแหล่งกะปิชั้นดีอยู่แล้ว





ขากลับผ่านท่าน้ำวัดธรรมประสิทธิ์ เจอกำลังขึ้นหอยพอดี





จึงต้องจัดการซื้อมากินที่บ้านต่อ ชั่งกันตรงนั้นเลย หอยแครงตัวขนาดปานกลาง ก.ก. ละ 30 บาทเท่านั้น แถมยังสด ๆ ซิง ๆ อีกด้วย




ขอจบด้วยภาพบรรยากาศแถวคลองโคน ซึ่งขณะนี้มีโฮมสเตย์ และรีสอร์ทเล็ก ๆ ผุดขึ้นมาหลายแห่งท่ามกลางป่าโกงกางและนากุ้งเก่า


อัลบั้มภาพเขียนหลังบานหน้าต่างพระอุโบสถวัดเขายี่สาร


แก้ไขล่าสุด ใน ต.ค.052013

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 782 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน