วัดพระบรมธาตุแช่แห้ง

ธ.ค.192010



พระบรมธาตุแช่แห้ง เป็นปูชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองน่าน มีอายุกว่า 600 ปี ตัวพระธาตุตุตั้งอยู่บนเนินเขาขนาดย่อม สิ่งสำคัญนอกเหนือจากองค์พระบรมธาตุแช่แห้งแล้ว ยังมีพระวิหารหลวง วิหารพระไสยาสน์ พระธาตุแช่แห้งน้อย ล้วนมีคุณค่าทางศิลปะอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงแบบอย่างสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมสกุลช่างเมืองน่านได้เป็นอย่างดี




พงศวดารเมืองน่านได้กล่าวถึงความเป็นมาของพระบรมธาตุแช่งแห้งว่า สร้างในสมัยพระยาครานเมือง(การเมือง) เป็นเจ้าผู้ครองนครน่าน ระหว่าง พ.ศ.1869 - 1902 พระองค์ได้เสด็จไปยังเมืองสุโขทัยเพื่อช่วยพระมหาธรรมราชาลิไท สร้างวัดหลวงอภัย (วัดป่ามะม่วงในปัจจุบัน) เมื่อการก่อสร้างทั้งมวลแล้วเสร็จบริบูรณ์ พระมหาธรรมลิไท ได้ถวายพระมหาชินธาตุเจ้า 7 พระองค์ พระพิมพ์เงิน พระพิมพ์ทอง อันงดงามประณีตอย่าง ละ 20 องค์ ให้แก่พระยาครานเมือง





เมื่อเสด็จกลับถึงเมืองน่านแล้ว พระองค์ทรงนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งมวลนี้ประดิษฐานไว้บริเวณนี้ ซึ่งเรียกกันว่าภูเพียงเมื่อ พ.ศ. 1899 และ ทรงสร้างพระเจดีย์ครอบไว้ จากนั้นจึงได้อพยพจากเมืองปัว มาตั้งเมืองแช่แห้ง ยังที่ตั้งองค์พระธาตุ  เมื่อ พ.ศ. 1908




จนกระทั่งถึงสมัยพระเจ้าศรีสองเมืองได้สร้างเจดีย์องค์ปัจจุบันครอบองค์เดิม แล้วเสร็จเมื่อปีกุน พ.ศ.2164 และชื่อพระบรมธาตุแช่แห้งนี่ ตามตำนานกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับสรงน้ำที่ริมฝั่งแม่น้ำน่านทางทิศตะวันออก และเสวยผลสมอแห้ง ซึ่งพระยามลราชนำมาถวาย แต่ผลสมอนั้นแห้งมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงนำผลสมอนั้นไปแช่น้ำก่อนเสวย และทรงพยากรณ์ว่า ต่อไปที่นี่จะมีผู้นำพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐาน ณ ที่นี้ จึงเป็นที่มาของชื่อพระสถูปที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแห่งนี้ว่าพระบรมธาตุแช่แห้ง



เนื่องด้วยได้มีการบูรณะซ่อมแซมต่อเนื่องมาหลายครั้ง ทำให้รูปแบบทางสถาปัตยกรรมเปลี่ยนแปลงไปตามช่างฝีมือและคตินิยมของแต่ละสมัย ลักษณะทางสถาปัตยกรรมขององค์พระธาตุในปัจจุบัน เป็นเจดีย์ทรงระฆัง ฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส ยาวด้านละ 11 วา 1 ศอก สูง 1 เส้น 7 วา 3 ศอก 5 นิ้ว มีกำแพงแก้วล้อมอยู่ชั้นใน และระเบียงคดล้อมโดยรอบ ส่วนฐานเจดีย์ทำเป็นทรงหน้ากระดานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ซ้อนขึ้นไปสูงรองรับฐานบัวลูกแก้วย่อเก็จ




ถัดขึ้นไปเป็นฐานหน้ากระดานรูปสี่เหลี่ยม และแปดเหลี่ยมซ้อนกันลดหลั่นลงมา 3 ชั้น รูปแบบของเจดีย์พระธาตุแช่แห้ง คาดว่าได้รับอิทธิพลจากเจดีย์พระธาตุหริภุญไชย หากมีการต่อเติมบางส่วน เช่นแก้ชั้นฐานปัทม์ย่อเก็จเป็นฐานบัวลูกแก้วย่อเก็จ ฐานหน้ากระดานกลม เป็นหน้ากระดานสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยม





และชั้นบัวคว่ำเหนือฐานแปดเหลี่ยมตกแต่งด้วยกลีบบัว หรือลายใบไม้แทน ลายดังกล่าวนี้เชื่อว่าได้รับอิทธิพลจากศิลปะพม่า ซึ่งนำมาต่อเติมขึ้นภายหลัง





ถัดชั้นบัวคว่ำขึ้นไปเป็นชั้นมาลัยเถาสามชั้น




องค์ระฆังมีขนาดเล็ก รอบองค์ระฆังตกแต่งด้วยโลหะปิดทองเป็นลายประจำยาม




องค์บัลลังก์ลักษณะเป็นแท่นสี่เหลี่ยมย่อเก็จ




ตรงมุมพระธาตุ และบนฐานย่อเก็จมีเจดีย์องค์เล็ก ๆ เป็นบริวารตั้งอยู่ทั้งสี่ด้าน





องค๋พระบรมธาตุทั้งหมด บุด้วยแผ่นโลหะแล้วปิดทอง การบุแผ่นโลหะด้วยการตรึงหมุดบนผิวปูนเจดีย์แบบนี้เรียกว่าการหุ้มแผลง เป็นแบบเฉพาะของศิลปะล้านนา




ฉัตรแบบร่มที่มุมเจดีย์ทั้งสี่ทิศ ชาวล้านนานิยมสร้างฉัตรแบบนี้ถวายเป็นพุทธบูชา ประดิษฐานตามเจดีย์ต่าง ๆ




ที่โผล่หลังฉัตรร่ม คงไม่ใช่ส่วนหนึ่งของศิลปะล้านนานะ (ที่จริงรูปข้างบนก็มีโผล่เหมือนกัน แต่ผมเห็นว่ามันไม่ค่อยเข้ากัน เลยใช้ Photoshop ลบออกไป ผมว่าดูดีขึ้นเยอะ)




ทางทิศใต้ขององค์พระธาตุมีวิหารหลวงตั้งอยู่ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก





วิหารหลวงนี้เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมล้านนาที่สมบูรณ์แบบหลังหนึ่งเช่นเดียวกับวิหารวัดหนองบัว ลักษณะของวิหารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นวิหารขนาดใหญ่ 6 ห้อง ห้องกลาง มีขนาด 3 ห้อง และต่อชั้นลดออกไปทางด้านหน้า 2 ห้องและด้านหลัง 1 ห้อง




หลังคาทรงจั่วลาดต่ำลดหลั่นสามชั้นตามแบบสถาปัตยกรรมล้านนา




ไม้ปิดจั่วแกะสลักลวดลายเครือเถา




แต่ที่ห้อยเป็นระย้าตลอดชายคาวิหาร ไม่รู้ว่าได้รับอิทธิพลแบบอย่างศิลปะสมัยใด




มีประตูทางเข้าสี่ด้านคือด้านหน้า หลัง และด้านข้างสองข้างตรงกลางวิหาร




ประตูทางเข้าด้านหน้ามีประติมากรรมปูนปั้นรูปสิงห์สองตัว ตามแบบศิลปะพม่า




เหนือกรอบประตูทางเข้าวิหารด้านหน้าและด้านหลัง ประดับลายปูนปั้น เป็นรูปนาคเกี้ยวกระหวัดกันแปดตัว




แต่รูปนาคเหนือกรอบประตูทางเข้าวิหารด้านด้านหลังดูผอมและจัดองค์ประกอบไม่แน่นลงตัว เหมือนกับด้านหน้า ราวกับมีการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่



สองข้างของประตูทางเข้าหน้าหลัง และผนังแต่ละห้องมีหน้าต่างช่องไม่ใหญ่นัก




บานหน้าต่างลงรักปิดทอง เหนือหน้าต่างประดับด้วยลวดลายปูนปั้นลายใบเทศ





ตรงค้ำยันชายคาลักษณะเป็นหูช้างสามเหลี่ยมแกะสลักทึบ เป็นรูปยักษ์ในอิริยาบทต่าง ๆ แต่ละอันมีลวดลายแตกต่างไม่เหมือนกัน





ช่อฟ้าทั้งสองด้านทำเป็นรูปหัวพญานาคทอดลำตัวผ่านสันหลังคาวิหาร โดยส่วนหางของพญานาคทั้งสองตัวมาเกี่ยวกระหวัดกันสามชั้น ตรงกลางหลังคา เช่นเดียวกับที่วัดภูมินทร์ เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมล้านนาที่นิยมกันในสมัยนั้น  สัณนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากศิลปล้านช้าง






แท่งปูนที่ตั้งขึ้นตรงกลางหางพญานาคสองตัวน่าจะทำขึ้นมาใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแรงและเพื่อติดสายล่อฟ้า



ภายในวิหารหลวงมีพระเจ้าล้านตอง หรือพระเจ้าล้านทอง เป็นพระประธาน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างด้วยอิฐถือปูนลงรักปิดทอง เมื่อ  พ.ศ.  2065  โดยพญาคำยอดฟ้า  เจ้าผู้ครองนครน่าน  องค์ที่  39  เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน



ตามประวัติศาสตร์ได้กล่าวไว้ว่า พระเจ้าติโลกราช ได้ให้พระยาคำยอดฟ้า มาเสวยราชที่เมืองน่าน เป็นครั้งที่ 2  พระยาคำยอดฟ้า ก้ได้ร่วมกับพระสงฆ์และประชาชน สร้างพระเจ้าล้านทอง พร้อมกับสร้างกำแพงรอบพระบรมธาตุ ก่อนที่จะกลับไปครองเมืองเชียงใหม่




ลายดาวทำด้วยแผ่นโลหะ ตกแต่งบนเพดานแบ่งเป็นห้องตามช่วงเสา




พระบรมธาตุแช่แห้งเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้เกิดเปีเถาะ จึงพบเห็นตุ๊กตากระต่ายตั้งอยู่ทั่วบริเวณ




นอกจากพระบรมธาตุและวิหารหลวงแล้ว  พระอารามหลวงแห่งนี้ ยังมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่งดงามอีกองค์หนึ่ง ในวิหารพระพุทธไสยาสน์  ซึ่งอยู่ทางด้านหน้านอกกำแพงแก้วขององค์พระบรมธาตุแช่แห้ง  วิหารนี้ก่อสร้างตามแนวยาวขององค์พระพุทธพุทธไสยาสน์ มีประตูทางเข้าด้านหลังองค์พระ




วิหารพระพุทธไสยาสน์สร้างในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช เมื่อปี พ.ศ. 2450 ทั้งวิหารและองค์พระได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งล่าสุดโดยกรมศิลปากร มื่อปี พ.ศ. 2549




หางของพญานาคทั้งสองตัวมาเกี่ยวกระหวัดกัน ตรงกลางหลังคาวิหาร เช่นเดียวกับที่วิหารหลวง




ภายในวิหารวิหารพระพุทธไสยาสน์ เมื่อเดินเข้าประตูจะเห็นเพียงด้านหลังขององค์พระ หากเดินอ้อมไปทางซ้ายมือก็จะเป็นส่วนปลายพระบาท




พระพุทธไสยาสน์ประดิษฐานบนฐานชุกชี สร้างด้วยอิฐถือปูน ลงรักปิดทองยาว 14 เมตร สูง 2 เมตร สร้างในสมัยพระยาหน่อคำเสถียร ไชยสงครามในปี พศ. 2129 โดยมหาบาสิกานามว่า นางสนพาลา



นอกกำแพงแก้ว ข้างบันไดนาคด้านซ้ายหากมองจากพระบรมธาตุออกไป มีเจดีย์ลักษณะคล้ายกับเลียนแบบเจดีย์ชะเวดากองของพม่าตั้งอยู่องค์หนึ่ง  ซึ่งตั้งอยู่คู่กับพระธาต่แช่แห้งมานานแล้ว




ชื่อว่าพระธาตุแช่แห้งน้อยหรือพระธาตุตะโก้ง (คำว่าพระธาตุตะโก้งเป็นชื่อเรียกเจดีย์ชะเวดากองด้วย) ประวัติการสร้างไม่ปรากฎ แต่เข้าใจว่าสร้างในช่วงเมืองน่านอยู่ภายใต้อิทธิพลการปกครองของพม่า และได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าสุริยะพงษ์ผลิตเดช ในปี พ.ศ. 2462 - 2463 สภาพในปัจจุบันเป็นการบูรณะโดยกรมศิลปากร





ลักษณะเป็นเจดีย์ที่แบบศิลปะพม่าหรือมอญ ส่วนฐานปัทม์ลูกแก้วอกไก่ยกเก็จเตี้ยผายกว้าง ซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปรับองค์ระฆังกลมที่ไม่มีบัลลังก์





ต่อด้วยปล้องไฉน  ปัทมาท  ปลีและฉัตรโลหะ  เจดีย์ลักษณะนี้แม้รูปแบบเป็นศิลปะอิทธิพลพม่า แต่ก็ถือว่าเป็นแบบอย่างหนึ่งของเจดีย์ศิลปะล้านนา ซึ่งพบเห็นได้โดยทั่วไปในแถบล้านนา



ขอแถมภาพรูปปั้นสุนัขสองตัวซึ่งตั้งอยู่ที่ฐานเจดีย์ข้างวิหารพระพุทธไสยาสน์ ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับตำนานของที่นี่อย่างไร เห็นน่ารักดี




ปิดท้ายด้วยภาพของนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านบ่อแก้ว ที่แต่ละคนตั้งใจค้นหาประวัติ ข้อมูลของพระบรมธาตุแช่แห้งอย่างขมักเขม้น



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แก้ไขล่าสุด ใน ต.ค.052013

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 1311 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน