สถาปัตยกรรมและจิตรกรรมวัดภูมินทร์

ธ.ค.192010

 


วัดมินทร์ จังหวัดน่าน ตามพงศาวดารของเมืองน่าน กล่าวไว้ว่า สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2139 โดยเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ สร้างขึ้นหลังจากขึ้นครองนครน่านได้ 6 ปี เดิมชื่อ "วัดพรหมมินทร์ " ตามชื่อของเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ แต่ตอนหลังได้เพี้ยนไปจากเดิมเป็นวัดภูมินทร์ในปัจจุบัน สำหรับอุโบสถองค์ปัจจุบันมีรูปแบบพื้นฐานมาจากการบูรณปฏิสังขรณ์ในช่วงสมัยพระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช




ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของวัดภูมินทร์ เป็นอาคารที่มีแผนผังแบบจตุรมุข คือ ผังรูปกากบาท พบเพียงไม่กี่แห่งในล้านนา เข้าใจว่าใช้เป็นทั้งวิหารและอุโบสถในหลังเดียวกัน




ซึ่งกรมศิลปากร ได้สันนิษฐานว่าเป็นอุโบสถทรงจตุรมุขหลังแรกของไทย อาคารหลังนี้อาจได้รับอิทธิพลของสถาปัตยกรรมจากอานันทเจดีย์ที่เมืองพุกาม




ลักษณะคล้ายตัวอาคารวางอยู่บนนาคสองตัวที่วางตัวตามแนวทิศเหนือ-ใต้ โดยส่วนหัวนาคอยู่ทางทิศเหนือบันไดทางขึ้นสู่วิหารมีทั้งสี่ด้าน โดยด้านทิศเหนือมีราวบันไดรูปพญานาค ทอดลำตัวพาดผ่านพระอุโบสถ  และหางพญานาคผ่านออกมาหน้ามุขด้านทิศใต้





หน้ามุขพระอุโบสถด้านทิศตะวันออกกลางลำตัวพญานาค



ส่วนของหางพญานาคด้านทิศใต้




ในขณะที่บันไดทางทิศตะวันตกและตะวันออกเป็นรูปตัวเหงา





เสน่ห์ของวัดภูมินทร์อีกจุดหนึ่งคือ ส่วนลำตัวพญานาคด้านทิศเหนือและใต้ ยกสูงขึ้นทำเป็นซุ้มประตูโค้งเพื่อให้เดินผ่านทะลุได้




มีความเชื่อกันว่า หากใครลอดซุ้มประตูใต้ลำตัวพญานาคนี้แล้ว จะได้กลับมาเมืองน่านอีก ผมลอดครั้งแรกเมื่อหลายสิบปีก่อน ได้กลับมาเมืองน่านอีกหลายรอบ




เหนือกรอบซุ้มประตูประดับตัวเหงารูปแบบเดียวกันกับบันไดทางทิศตะวันตกและตะวันออก




หลังคาจัตุรมุข เป็นชั้นลด 3 ชั้น ที่ยอดกลางหลังคาวิหารมีหางนาคของสันหลังคาทั้งสี่ด้านไปรวมกัน และประดับฉัตรข้างบน เช่นเดียวกับหลังคาวิหารที่วัดพระธาตุแช่แห้ง นับว่าเป็นเอกลักษณ์ของการตกแต่งส่วนหลังคาสถาปัตยกรรมล้านนาในระยะนั้น สัณนิิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากศิลปะล้านช้าง






ศิลปะตกแต่งโดยรวมของวิหารวัดภูมิินทร์ เป็นรูปแบบผสมผสานระหว่าง ศิลปะล้านนาคือเมืองน่านและศิลปะจากเมืองใต้ กรุงรัตนโกสินทร์ ในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 ถึงต้นรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี เช่น ซุ้มประตูทางเข้าทั้งสี่ด้าน มีลักษณะคล้ายกับซุ้มเรือนยอดทรงมณฑปในศิลปะรัตนโกสินทร์ สัณนิษฐานว่าอาจสร้างเลียนแบบ แต่ในรายละเอียดและองค์ประกอบได้สอดแทรกความเป็นท้องถิ่นล้านนาไว้อย่างเด่นชัด 





ลักษณะที่เป็นแบบท้องถิ่นได้แก่ ตัวโขงที่มีแผนผังยกเก็จมากกว่าการย่อมุม  ส่วนยอดที่เป็นชั้นลดซึ่งเลียนแบบจากตัวประตูด้านล่าง แต่ทำช่องว่างระหว่างชั้นสั้นมาก เพราะต้องการให้คล้ายชั้นลดของภาคกลาง




ตลอดจนยอดรูปบัวตูมซึ่งแตกต่างจากเรือนยอดซุ้มประตูภาคกลางอย่างชัดเจน ส่วนลายปูนปั้นประดับกระจกยังคงลักษณะลายท้องถิ่นได้เกือบทั้งหมด





ที่เสาขนาบข้างซุ้มประตูทุกด้าน มีลายปูนปั้นประดับกระจกเป็นลายพุ่มใบเทศ ด้านล่างสุดมีลายกรุยเชิง เข้าใจว่าได้รับอิทธิพลของศิลปะรัตนโกสินทร์





ลายประดับหน้าบันพระอุโบสถทุกด้า นเป็นลายก้านต่อดอก ก้านเหล่านั้นวางเลื้อยไปตามจังหวะและพื้นที่ของทรงสามเหลี่ยม ปลายก้านประดับด้วยลายดอกทรงใบเทศหรือลายดอกกลม บริเวณกลีบดอกประดับกระจกสีต่างๆ กัน โดยพื้นหลังของหน้าบันทั้งหมดประดับกระจกสีเงิน ถึงแม้ว่าลายดอกต่างๆ นั้นจะมีอิทธิพลภาคกลางอยู่มาก แต่เทคนิคการประดับกระจกสีเป็นลักษณะท้องถิ่น ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลจากศิลปะลาวที่หลวงพระบางอยู่บ้าง




อุโบสถวัดภูมินทร์มีศิลปกรรมที่ทรงคุณค่าหลากหลายแขนง อันได้แก่ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ลงรักปิดทอง ประดับกระจก  ลายปูนปั้น และการแกะสลักไม้ สภาพปัจจุบันได้รับการบูรณะให้อยู่ในสภาพดี แต่ภาพจิตรกรรมได้หลุดลอกไปหลายส่วน 




ตรงใจกลางพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่สี่องค์ ประทับนั้งบนฐานชุกชี หันพระพักตร์ออกด้านประตู ทั้งสี่ทิศ เบื้องพระปฤษฎางค์ชนกัน ลักษณะพระพุทธรูปที่ปรากฎในปัจจุบันได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่จนไม่สามารถเปรียบเทียบยุคสมัยทางศิลปะได้ เพราะวัดภูมินทร์ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ ในสมัยพระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ซึ่งใช้เวลาในการบูรณะยาวนานกว่า 8 ปี (พ.ศ. 2410-2417)





เหนือแกนกลางที่พระปฤษฎางค์ของพระพุทธรูปชนกัน เป็นเสารับน้ำหนักหลังคา ซึ่งวิหารที่มีเสากลางรับน้ำหนักหลังคาแบบนี้ เป็นโครงสร้างอาคารที่นิยมสร้างกันมากในศิลปะพม่าที่พุกามตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เป็นต้นมา




แต่จากสภาพแกนกลางรูปสี่เหลี่ยมย่อเก็จ กับเสาบัวกลมประกอบกับองค์ระฆังเล็ก ๆ รับน้ำหนักหลังคานั้น ดูแล้วไม่ค่อยเข้ากัน เข้าใจว่าหลังคาพระวิหารหลังเดิมก่อนบูรณะ คงเตี้ยกว่าพระวิหารในปัจจุบัน




ลวดลายปูนปั้นประดับกระจกลายกรุยเชิง รอบเสากลมภายในพระอุโบสถ


ฝาผนังในวิหารวัดภูมินทร์ทั้งสี่ด้านประดับตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องชาดก ตำนานพื้นบ้าน และความเป็นอยู่ของชาวน่านในอดีต กรมศิลปากรสันนิษฐานว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้ มีที่มาจากการการบูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2410




จิตรกรรมฝาผนังในวิหารวัดภูมินทร์เขียนตั้งแต่ส่วนบนสุดของผนัง ลงมาจนถึงระดับขอบล่างของหน้าต่าง จัดองค์ประกอบภาพต่อเนื่องกันทั้งผนัง โดยใช้จังหวะ ช่องว่าง ฉาก ธรรมชาติ เป็นตัวแบ่งเนื้อหาเรื่องราว ผนังตอนบนทุกด้านเขียนภาพบุคคลขนาดใหญ่ ส่วนตอนล่างภาพเรื่องราวเป็นตอน ๆ มีขนาดเล็ก




ผนังพระวิหารด้านเหนือ ทิศตะวันออก และทิศใต้เป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งปางมารวิชัย มีพระสาวกนั่งประนมมืออยู่ด้านข้าง เข้าใจว่าคงเป็นตอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาเล่าเรื่องคันทนกุมารชาดก





ส่วนผนังทางด้านทิศตะวันตก ด้านบนเขียนเป็นภาพพระพุทธเจ้าในปางไสยาสน์ เมื่อสังเกตภาพพระสาวกที่แสดงอาการเศร้าโศก ก็อาจเป็นไปได้ว่าเป็นพุทธประวัติตอนปรินิพพาน





ตามเสามักจะเขียนรูปบุคคลขนาดใหญ่ เข้าใจว่าคงมีตัวตนจริงในขณะนั้น เช่นภาพบุคคลสวมเสื้อคลุมสีแดง สะพายย่าม สวมหมวกสีดำ บนผนังด้านทิศตะวันตก เข้าใจกันว่าคงเป็นมิชชันนารีที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนา พร้อมกับรักษาโรคต่าง ๆ ด้วยยาแผนปัจจุบันในขณะนั้น




ด้านทิศเหนือมีภาพเรือกลไฟ การที่ศิลปินเขียนภาพเรือกลไฟได้ แสดงว่าต้องเคยเห็นของจริงมาบ้าง หากไม่เคยไปเห็นที่กรุงเทพ ฯ เรือที่เป็นต้นแบบก็น่าจะเป็นเรือของฝรั่งเศสที่เข้ามาวิ่งในลำน้ำโขง หลังจากยึดครองประเทศลาวก็เป็นได้




ที่ท่าเทียบเรือและภายในเรือมีชาวตะวันตกอยู่หลายคน การแต่งกายของสุภาพสตรีมีการใช้ตาข่ายที่ร้อยลูกปัดพร้อมกับหมวกนั้นเป็นทางเลือกของผู้หญิงที่อาศัยอยู่แถบเขตร้อน ซึ่งเป็นการแต่งกายราวปี พ.ศ.๒๔๓๓ ลงมา  ซึ่งเวลานั้นมีชาวตะวันตกหลายสัญชาติอาศัยอยู่ในเมืองน่าน






ผนังด้านทิศเหนือ มีภาพเรือประดับด้วยธงเขียนตัวอักษรจีน  เข้าใจว่าน่าจะมีชาวจีนค้าขายอยู่ในเมืองน่านขณะนั้นไม่น้อย เอกสารบางฉบับระบุว่าในเขตเมืองน่านมีชาวจีนชื่อจีนบุน (หลวงนรา) ได้รับมอบสัมปทานตัดไม้จากเจ้าหลวงเมืองน่านด้วย





ผนังด้านทิศตะวันตกมีรูปบุคคลเดินเข้ามาในเมือง เข้าใจว่าเป็นชาวเขากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนำสินค้าเข้ามาขาย สองคนข้างหน้าเป็นชายนุ่งผ้าต้อย คนแรกสะพายย่าม คนที่สองสูบกล้องยาสูบสะพายกระชุใส่ของข้างหลัง และเป็นโรคคอหอยพอก ซึ่งคนทางภาคเหนือเป็นกันมากในสมัยนี้น ส่วนผู้หญิงที่เดินตามหลังนั้นถึงแม้ลักษณะการแต่งตัวเป็นแบบชาวพื้นราบแล้ว แต่รูปแบบของกระชุและลักษณะการแบกคล้ายกับกระชุของชาวขมุ ซึ่งในระยะนั้นเข้ามาเป็นคนงานตัดไม้ในป่า




แต่ที่ด้านล่างมีรูปสุนัขอยู่ เข้าใจว่าช่างอาจจะสื่อความหมายถึงชาวลัวะก็ได้ เพราะเดิมเชื่อว่าดินแดนนี้เป็นที่อยู่ของชาวลัวะถึงขนาดก่อนที่พระเจ้ากาวิละจะเข้ามาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่นั้น ต้องให้ชาวลัวะจูงหมาเข้าเมืองก่อน หรืออีกนัยหนึ่งต้องการสื่อแค่สุนัขเห่าเพราะเห็นคนแต่งตัวแปลก สะพายของพะรุงพะรัง





สังเกตนอกกำแพงเมืองจะมีต้นไม้คล้ายต้นเต่าร้างยักษ์ซึ่งพบเห็นได้บนดอยภูคา





ภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านทิศตะวันตกมีรูปชาวกะเหรี่ยงสองคน สวมชุดลายทางสีแดงสลับขาว ยาวถึงน่อง แสดงให้เห็นถึงเครื่องแต่งกายของชาวชาวกะเหรี่ยงสมัยนั้น ในภาพมีตัวอักษรคำว่า ยาง ซึ่งหมายถึงชาวกะเหรี่ยงนั่นเอง





จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ เนื้อหาภาพส่วนใหญ่จะเล่าเรื่อง "คันทนกุมาร" เป็นนิทานชาดกที่มุ่งสอนให้คนทำความดี ดำเนินเนื้อเรื่องตามต้นฉบับที่พบจากเมืองน่าน





แต่ภาพจิตรกรรมได้สอดแทรกภาพวิถีชีวิตของชาวน่านในอดีต ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของภาพจิตรกรรมนี้ เช่น วัฒนธรรมการแต่งกายโดยเฉพาะการแต่งกายของสตรีที่มักนิยมนุ่งซิ่นทอมือลายน้ำไหล




วัฒนธรรมการดำรงชีวิต (ตามท้องเรื่องในชาดก แม่ของคันทนกุมารช่วยสอนการทอผ้าให้แก่ชาวบ้านเมืองศรีษะเกษ)




ถ่ายทอดลักษณะของอาคารบ้านเรือน ที่มีลักษณะหลังคาบ้านทรงจั่ว หน้าจั่วมีทั้งลายตาผ้าหรือเป็นไม้ตีปิดตามตั้ง ด้านล่างมีชายคากันแดดฝนด้วย ที่แนวของหน้าจั่วมีป้านลมทำด้วยไม้แป้นขนาดใหญ่ปิดทับเพื่อกันลมและฝน





รวมทั้งภาพกำแพงเมืองและป้อมประตูเมือง ที่เข้าใจว่าน่าจะเลียนแบบมาจากกำแพงเมืองน่านขณะนั้น โดยปรากฏเป็นกำแพงก่ออิฐไม่ฉาบปูน มีเชิงเทินอยู่ด้านใน มีใบเสมารูปสี่เหลี่ยม เว้นช่องไว้สำหรับดูหรือกำบังเวลาข้าศึกเข้าโจมตี ส่วนประตูเมืองเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยม หลังคาสอบแหลมซ้อนกันสองชั้น และมีช่องรูปสี่เหลี่ยมเพื่อประโยชน์ในการสังเกตการด้วย





ภาพบุคคลสะท้อนภาพหน้าตาของชาวน่านในยุคนั้น จะเห็นว่ามีลักษณะใบหน้ารูปกลมแป้น คิ้วโค้งรูปครึ่งวงกลม นัยน์ตาที่แฝงความรู้สึก ริมฝีปากเล็กรูปกระจับ ใช้เส้นแสดงออกถึงอารมณ์บนใบหน้าเช่น การแสดงความดีใจด้วยการเขียนมุมปากเชิดขึ้นทั้งสองข้าง และถ้าต้องการแสดงอารมณ์เศร้าเสียใจก็จะเขียนมุมปากให้ตกลง ซึ่งแตกต่างจากจิตรกรรมไทยโดยทั่วไป ซึ่งไม่แสดงความรู้สึกบนใบหน้า แต่แสดงออกผ่านท่าทางแบบนาฏลักษณ์






หนุ่มสาวชาวเมืองแต่งตัวเต็มยศ กับวัฒนธรรมการสูบบุหรี่ขี้โย หรือซิการ์ของชาวล้านา (บุหรี่ขี้โยคือ บุหรี่มวนด้วยใบตองแห้ง ใส่ยาสูบพื้นเมืองหั่นฝอย แต่เนื้อยาสูบผสมด้วยเปลือกของฝักมะขามแห้ง  และเนื้อไม้ส้มปี้ อันเป็นไม้ป่าชนิดหนึ่ง ป่นเป็นผงให้มากที่สุดเท่าที่จะป่นได้ (ข้อมูลจาก :http://www.thongthailand.com/)







ช่างเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ เป็นกลุ่มช่างชาวไทลื้อที่มีเอกลักษณ์ในการเขียนภาพอย่างสูง จนอาจจัดเป็นสกุลช่างท้องถิ่นได้ และมีความเป็นไปได้ว่า ช่างเขียนหรือ"สล่า" ผู้เขียนภาพคือ"หนานบัวผัน" หรือ ทิดบัวผัน ชาวไทลื้อ ซึ่งมีหลักฐานว่าเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดหนองบัว อำเภอท่าวังผาด้วย





มีผู้เคยสัณนิษฐานว่าภาพ "ปู่ม่านญ่าม่าน" หรือภาพชายหนุ่มที่กระซิบกับหญิงสาว น่าจะเป็นภาพเหมือนของช่างเขียนกับคนรักของเขานั้น แต่พิจารณาอย่างละเอียดแล้ว ชายหนุ่มในภาพขมวดผมไว้กลางกระหม่อม พร้อมผ้าพันผมแบบพม่า นุ่งผ้าลยลุนตะยาซึ่งเป็นลายผ้าของชาวพม่ พร้อมผ้าพันผมแบบพม่า แต่ตามลำตัวกลับสักด้วยหมึกสีแดง อันเป็นความนิยมของชาวไทใหญ่ ลักษณะของรูปบุคคลนั้นน่าจะเป็นชนพื้นเมืองชั้นสูงของเมืองน่านมากกว่า ภาพนี้ จึงไม่น่าเป็นภาพตัวศิลปินผู้เขียน ซึ่งเป็นชาวไทยลื้อ





ขอจบด้วยภาพภาพบทอัศจรรย์ ที่ศิลปินผู้เขียนภาพจิตรกรรมของไทย ไม่ว่าสกุลช่างใด ยุคสมัยใดมักจะสอดแทรกอารมณ์ขันเหล่านี้ไว้เสมอ ประเภทสัปดนวันละนิดจิตแจ่มใส



เอกสารอ้างอิง

จิรศักดิ์ เดชวงค์ญา : จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน: การศึกษาครั้งล่าสุด

จาก  http://www.muangboranjournal.com/


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


แก้ไขล่าสุด ใน ต.ค.052013

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 794 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน