ส.ค.282009



(บทความนี้เขียนครั้งแรกเมื่อ 28 สิงหาคม 2552)




ไปกับอาจารย์จ๋อม อาจารย์สุดธิดา นิ่มนวล และนักศึกษาปี 2 สาขานิเทศศิลป์ คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา ไปศึกษาดูงานบ้านอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ที่ตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551 หลังจากที่ผมเคยไปเยี่ยมครั้งแรกกับครูดารินทร์ เมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อน ซึ่งมีอาคารไม่กี่หลัง แต่ปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นอีกมากมาย และเห็นกำลังสร้างเพิ่มอยู่อีก จำได้ว่าตอนไปครั้งแรกนั้นได้หิ้วกล้องถ่ายวิดีโอ Betacam ที่ได้มาใหม่ ๆ ติดมือไปถ่ายด้วย ยังถูกอาจารย์ถวัลย์พูดค่อนแคะเลยว่า "เอาเครื่องมือ....(จำไม่ได้แต่เป็นภาษาเหนือ)...ไปไกลๆ เลย.." ทำนองว่าเครื่องมือประเภทเทคโนโลยีประเภทนี้มันหยาบกระด้างไม่มีชีวิตจิตใจ มันไม่มีสุนทรีย์ ทำนองนั้นแหละ ทำให้ต้องรีบเก็บทันทีทั้ง ๆ ที่เพิ่งถ่ายไปได้ 2-3 ช้อตเอง เสียดายเพราะหลังจากนั้นอาจารย์ได้พูดคุยเรื่องสัพเพเหระต่าง ๆ เยอะเลย นับชั่วโมงก็ว่าได้ ถ้าดื้อรั้นตั้งกล้องถ่ายเก็บไว้ป่านนี้น่าจะมีคุณค่ามากเลย แต่พอไปเยี่ยมชมครั้งนี้สงสัยเครื่องมือเทคโนโลยีนั้นคงมีความสุนทรีย์แล้ว ไม่เห็นอาจารย์ว่าอะไรเลย ก็เลยถ่ายกันยกใหญ่ แต่ผมคราวนี้ดันไม่เอากล้องติดตัวไป เพราะเห็นว่านักศึกษาเอาไปกันเยอะแล้ว ลองทำตัวมือเปล่าสบาย ๆ บ้าง ภาพที่นำมาลงนี้จากกล้องของอาจารย์จ๋อมกล้องเดียว กำลังตามล่าภาพจากกล้องอื่น ๆ อยู่ ถ้าเจอจะเอามาลงเพิ่มเติม





พวกเราไปด้วยรถบัสคันใหญ่ ซึ่งเข้าบ้านที่อยู่ในนางแลซอย 1 ไม่ได้ อาจารย์คงเห็นว่าถ้าลงเดินเข้าไปก็กลัวจะเหนื่อย จึงส่งรถปิคอัพออกโฟร์วีล 4 ประตูออกไปรับที่ปากซอย หลายเที่ยวกว่าจะหมด



การไปเยี่ยมชมบ้านอาจารย์ถวัลย์เดี๋ยวนี้ มีการจัดการเข้าชมอย่างเป็นระบบโดยมีทีมงานดูแล ถ้าอาจารย์อยู่ก็จะออกมาต้อนรับในช่วงแรก เหมือนกับการปฐมนิเทศ ต่อจากนั้นเป็นหน้าที่ของทีมงานที่มีอยู่หลายคนพาไปชม ถ้าผู้เข้าชมจำนวนมากอย่างเช่นครั้งนี้ ก็แบ่งเป็นกลุ่มเล็กทะยอยกันไป ไม่รู้จะเป็นเหมือนกันทุกกลุ่มหรือเปล่าก็ไม่ทราบ โดยลำดับขั้นตอนที่ไปเยี่ยมชมครั้งนี้มีดังนี้ครับ






ตอนแรกทีมงานพาทั้งหมดไปที่อาคารโถงขนาดใหญ่ด้านหน้า ถามทีมงานของอาจารย์ว่าอาคารนี้สร้างไว้ทำอะไร ? ก็ได้รับคำตอบว่าก็สร้างไว้งั้นแหละ อาจใช้แสดงภาพบ้าง






ข้างในมีโต๊ะยาวบนโต้ะจัดแก้ว น้ำเย็น อาหารว่าง วางไว้แล้ว






มีซาละเปานุ่มอร่อย






ผลไม้ ที่จริงมีมากกว่า 3 ลูกนี้ และเขาก็ไม่ได้จัดวางอย่างนี้ เด็กทะลึ่งเอง ทีมงานบอกให้จัดการกับอาหารว่างเหล่านี้ได้เลย ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็จะไปเชิญอาจารย์ลงมา






ระหว่างกินอาหารว่างทีมงานก็จะแนะนำการทำตัวเวลาอาจารย์มา ซึ่งโดยรวมแล้วไม่ใช่เรื่องซีเรียสอะไร เป็นทำนองการปฏิบัติตัวให้เหมาะสมต่อหน้าผู้ใหญ่มกกว่า ถ้าใครมีอะไรจะถามก็เตรียมไว้ ที่สำคัญที่สุดถ้าใช้ภาษาเหนือได้ยิ่งดี แต่สังเกตุเด็ก ๆ ดูค่อนข้างจะเกร็ง อาจเป็นเพราะกิติศัพท์ของอาจารย์ที่ล่ำลือกันจนเป็นตำนานก็ได้






ตัวจริงเสียงจริงมาแล้ว






แต่พออาจารย์ลงมา กล่าวสวัสดัทักทายกันแล้ว เห็นอาจารย์อู้คำเมืองสบาย ๆ เป็นกันเอง ทุกคนก็ผ่อนคลาย






แต่อาจารย์ก็ไม่วายเหน็บแนมพูดกวนตามสไตล์ อยู่หลายเรื่องที่เดียวแต่ทุกคนก็สนุกสนานเฮฮา ตอนหลังเริ่มกล้าที่จะมีคำถามโต้ตอบอาจารย์บ้าง






มีอยู่คำถามหนึ่งถามเกียวกันเงินที่ใช้สร้างบ้านเหล่านี้ อาจารย์ก็ตอบว่าใช้ไปเรื่อย ๆ ไม่รู้เท่าไหร่ หมดแล้วก็บินไปหาเงินที กำเดียวก็ได้เงินกลับมาเต็มซ้าแล้ว (แป้ปเดียวก็ได้เงินมาเป็นเข่งแล้ว)






มีอีกคำถามหนึ่งถามที่เป็นคำถามแหย่กันระหว่างอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี กับอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่ว่า "ถ้าจะไปชมนรกให้ไปบ้านถวัลย์ ถ้าจะไปสวรรค์ก็ไห้ไปวัดเฉลิมชัย" ก็ได้รับคำตอบว่า "ไม่จริงละมั้งถ้าจะไปนรกน่าจะไปวัดบ่าเหลิมมากกว่า ดูซิก่อนเข้าโบสถ์มันก็เจอ "หม้อนะฮก" แล้ว (หม้อนะฮก เป็นภาษาเหนือหมายถึง นรก ถ้าใครไปเยี่ยมชมวัดร่องขุ่นของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ก็จะเห็นว่าก่อนข้ามสะพานไปยังพระอุโบสถจะมีขุมนรกมีมือชูสลอนอยู่เชิงสะพาน) มาบ้านถวัลไม่เห็นมีเลย และที่บ้านถวัลย์ไม่มีการบริจาครับเงินรับทองเลย...ไม่เหมือน....ระวังมันจะตกหม้อนะฮกเน้อ" เป็นคำพูดเย้าแหย่ระหว่างศิลปินที่สนิทกัน






พูดถึงเรื่องเงินบริจาคทีมงานบอกว่ามีคนมาเยี่ยมชมแล้วจะขอบริจาคเงินสมทบทุนอาจารย์ก็จะไม่รับ ในศาลานี้มีเช็คใบหนึ่งจำนวนเงินประมาณหนึ่งหมึ่นบาทพร้อมจดหมายใส่กรอบวางทิ้งไว้ เป็นเช็คของแพทย์หญิงคนหนึ่งที่มาเยี่ยมชมแล้วมีความประทับใจอยากช่วยค่าน้ำค่าไฟ ค่าตัดหญ้า






และทีมงานยังได้พูดถึงเรื่องที่เล่ากันว่า มีบุคคลชั้นสูงในยุโรปเมืองหนึ่งได้จ่ายเงินค่าภาพเขียนของอาจารย์ด้วยเช็คที่ไม่ระบุตัวเงิน ไห้ไปกรอกตัวเลขเอาเอง ทีมงานก็บอกว่าเช็คนั้นมีอยู่จริงและยังไม่ได้นำไปขึ้นเงิน ทำให้ขณะนี้อาจารย์ถวัลย์ได้รับเกียรติให้เป็นพลเมืองกิติมศักดิ์ของเมือง ๆ นั้นไปแล้ว






ก่อนจบกิจกรรมภายในอาคารนี้ ผมก็เป็นตัวแทนมอบของที่ระลึกซึ่งเป็นแจกันเซรามิคจำลองจากของจริงที่มหาวิทยาลัยสร้างถวายพระเทพ ฯ อาจารย์ถามว่าของที่ระลึกนี่คืออะไร ผมก็ตอบไปแต่ไม่ทันได้บอกว่าของจริงมีขนาดใหญ่กว่านี้มาก อาจารย์ก็สวนขึ้นมาทันที่ด้วยภาษาเหนีอมีความหมายทำนองนี้ "ของเท่า..(.เซ็นเซอร์)...นี้...หรือจะเอาไปถวายพระเทพ ฯ ..."






ออกมานอกอาคารพูดคุยกันต่ออีกสักพัก อาจารย์รู้ว่าผมเป็นศิษย์เก่าศิลปากรเหมือนกัน แต่ผมเป็นรุ่นน้องที่ห่างกันมาก ก็ถามถึงอาจารย์ศิลปากรเก่า ๆ นอกจากนี้อาจารย์ก็บ่นว่าชั่วชีวิตที่เหลือนี้ ไม่รู้จะทำงานศิลปะ ที่มีคนสั่งจองล่วงหน้าต่อคิวกันยาวเหยียดได้ทันในชาตินี้หรือเปล่าก็ไม่รู้






ถ่ายรูปหมู่






อาจารย์จ๋อมขอลายเซ็น






อาจารย์ถวัลย์ก็เซ็นให้แบบนี้






อาจารย์พาไปดูเครื่องจักสานชนิดหนึ่งที่เป็นอุปกรณ์จับปลา (แขวนอยู่มุมบนขวาของภาพ) พร้อมบอกว่ามีโครงการจะทำเป็นประติมากรรมชิ้นใหญ่ยักษ์ อาจจะเรียกว่าไซยักษ์ก็ได้ จะนำไปตั้งไว้บนดอยลูกหนึ่งแถว ๆ นี้ ให้สามารถมองเห็นได้ในระยะไกลหลายกิโล ตอนนี้กำลังหาวัสดุที่เหมาะสมอยู่ คาดว่าจะเป็นไททาเนียม






หลังจากนั้นอาจารย์ก็ขอตัวกลับไปพักผ่อนบ่นว่าพักนี้สุขภาพไม่ค่อยดี ปล่อยให้ทีมงานจัดกลุ่มพาไปดูตามอาคารหลังต่าง ๆ ปกติแล้วบ้านอาจารย์ถวัลย์ใครเดินเข้าไปชมก็ได้ แต่ไห้ชมได้เฉพาะภายนอกเท่านั้น ถ้าจะเข้าดูภายในอาคารต้องขออนุญาตโดยเฉพาะ

ผมในนามของอาจารย์และนักศึกษาสาขานิเทศศิลป์ คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา ขอขอบพระคุณอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี และที่มงานสล่าทุกคน ที่ให้การต้อนรับและพาเยี่ยมชมในครั้งนี้ อย่างดียิ่ง





ก่อนเข้าไปเยี่ยมชมบ้านอาจารย์ถวัลย์ ชมใบสั่งงานประจำวันของอาจารย์เสียก่อน เป็นลายมืออาจารย์ที่เขียนบนกระดานชนวน วางอยู่บนโต๊ะในอาคารหลังหนึ่ง


เชิญเข้าชมบ้านอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี อย่างทะลุปรุโปร่งได้เลยครับ




"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 539 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน