North to South 2010 : Day 5 - 6 สตูล - คาเมรอน

08ส.ค. 2011 Written by  Administrator

บทความนี้เขียนครั้งแรกเมื่อ อังคาร, 27 เมษายน 2010 19:27




Day 5
วันที 5 เมษายน 2553

ได้เวลากลับแล้ว เช้านี้ท้องฟ้าไม่ใสเหมือเมื่อวาน มีเมฆกลุ่มใหญ่


ถ้าพักที่เกาะอาดังนี้ ขากลับให้ลงเรือที่หน้าเกาะได้เลย ไม่ต้องเสียเงินต่อเรือหางยาวอีก เพราะเรือสปีดโบ้ทจะจอดพักที่อ่าวแหลมสนนี้ ทำให้ครูดารินทร์ปิ้งไอเดียด้วยความงกว่า หากขามาจากปากบารา ถ้าเราพักที่เกาะอาดังโดยมากับเรือเที่ยวสุดท้าย ก็น่าจะติดเรือมาลงที่นี่ได้เลย ไม่ต้องต่อเรือหางยาวให้เสียเงินอีก เพราะยังไงเรือก็จะต้องมาพักค้างคืนที่นี่อยู่แล้ว และก็สังเกตว่าเรือสามาถเข้ามาจอดเทียบหาดได้เลย ไม่น่าจะต้องวุ่นวายต่อเรือเล็กอีก หรือว่าเป็นการกระจายรายได้ ผมก็แก้แทนว่าไม่ใช่มั้ง น่าจะเป็นการขัดข้องทางเทคนิคเสียมากกว่า


กำหนดเรือออกจากเกาะหลีเป๊ะ 9.00 น. แต่ต้องมาลงเรือที่นี่ 8.00 น. ผมมาก่อนเวลา จึงนั่งชมชีวิตชาวเรือไปพลาง ๆ


อุทยาน ฯ ได้ต่อท่อน้ำจากบนเกาะมาลงที่ชายหาดให้ชาวเรือที่นอนเฝ้าเรืออยู่ ได้ล้างหน้า อาบน้ำ แปรงฟัน


พาหนะขากลับขุมพลัง 5 เครื่องยนต์ ลำใหญ่กว่าขามา ก่อนลงเรือได้ถามย้ำกับเจ้าหน้าที่บนเรือเกี่ยวกับตำแหน่งที่นั่งให้แน่นอน ได้ความว่าขากลับต้องนั่งด้านซ้ายของเรือ ด้านขวาแดดส่องแน่นอน ซื่งก็จริงตามนั้น เห็นคนนั่งข้างขวาต้องหาของมาบังแดดกันวุ่นวาย


และแล้วเรือก็วิ่งมาจอดที่เรือเหล็กของกรมป่าไม้ลำเดิม หน้าเกาะหลีเป๊ะ เพื่อรอรับผู้โดยสารที่ลงเรือเล็กมาจากเกาะ ขากลับเรือวิ่งใช้เวลาชั่วโมงนิด ๆ เร็วกว่าขามาซึ่งใช้เวลาชั่วโมงครึ่งกว่า ผู้โดยสารเต็มลำจนไม่มีที่นั่งต้องยืนกันเต็มทางเดิน


ขอข้ามไปพูดถึงหนุ่มบริการรับฝากรถที่เล่าค้างไว้ในวันที่ 3 ต่อเลย หลังจากขึ้นฝั่งที่ท่าเรือปากบาราเรียบร้อยแล้ว ระหว่างรอรับกระเป๋า ผมก็งัดโทรศัพท์มากดเบอร์เรียกหาหนุ่มคนนี้ เพื่อให้ขับมอเตอร์ไซค์ไปส่งที่รับฝากรถตามที่ตกลงไว้ กดหมายเลขยังไม่ทันครบ ก็ได้ยินเสียงเรียกจากข้างหลัง "พี่ ๆ ไม่ต้องโทรแล้ว..." หันไปเจอแกยืนยิ้มเผล่เห็นฟันขาวตัดกับใบหน้าและแว่นสีดำสนิท แสดงว่าแกมีหัวใจของงานบริการเต็มเปี่ยม  ติดตามงานตลอด เมื่อขับไปส่งทีจอดรถก็มีคนเฝ้ารถสองคน เข้ามาทักทายถามถึงภูมิอากาศบนเกาะว่าร้อนไหม ฝนตกไหม เพราะบนฝั่งเมื่อคืนฝนตกหนัก พร้อมกับถามว่า มาจากไหน จะไปไหนต่อ พอรู้ว่าผมมาไกลถึงเชียงใหม่ แกตื่นเต้นใหญ่เพราะไม่เคยไปเลย แต่อยากไปมาก และนาน ๆ ที จะได้เจอคนที่มาไกล ๆ จากทางเหนือ เลยคุยกันต่อซักพัก ก่อนจากยังโบกไม้โบกมืออวยพรการเดินทาง จากการที่ได้สัมผัสกับคนไทยภาคใต้ ผมว่าส่วนใหญ่มีนิสัย จิตใจดี มีน้ำใจ มีความเป็นมิตรดี แต่ด้วยผิวพรรณ หน้าตา และสำเนียงของภาษที่ห้วน ๆ อาจทำให้ดูเหมือนว่าคนใต้น่ากลัว แต่จริง ๆ แล้วตรงข้ามเลย ก็เหมือนกับคนไทยทุกภาคนั่นแหละอาจมีทั้งดีและไม่ดี


ทำให้นึกถึงก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ไม่กี่เดือน ช่วงที่โรคซาร์กำลังระบาด ที่จริงตอนนั้นผมกะจะขับเข้าไปเที่ยวมาเลย์ สิงคโปร์ โดยขับผ่านแดนที่ด่านสะเดา แต่เพราะโรคซาร์นี่แหละ ถูก รมต.สุดารัตน์ ขู่เสียน่ากลัวว่า หากใครเดินทางเข้าประเทศไทยในช่วงนี้จะต้องถูกกักบริเวณ 15 วัน เพื่อดูอาการของโรคก่อน


จึงเปลี่ยนแผนไปเที่ยวปัตตานี นราธิวาสดีกว่า จึงได้มีโอกาสไปไหว้หลวงพ่อทวดวัดช้างไห้ แวะถ่ายรูปหาดแฆ แฆ และกินอาหารทะเลที่ปัตตานีซึ่งมีสะพานปลาขนาดใหญ่  ไปซื้อข้าวเกรียบเจ้าอร่อยที่นราธิวาส เดินเล่นบนชายหาดตากใบ


ข้ามไปเติมน้ำมันราคาถูกฝั่งมาเลย์ที่สุไหงโกลก ตอนนั้นเงียบสงบมาก ตลอดทางไม่เจอตำรวจหรือด่านตรวจเลย เสียดาย ไม่งั้นปีนี้แทนที่จะขับเข้าประเทศไทยที่ด่านสะเดาเหมือนขาออก อาจจะขับอ้อมไปเที่ยวชายทะเลฝั่งตะวันออกของมาเลย์ แล้ววกกลับเข้าไทยทางด่านสุไหงโกลก ก็ได้


วันนี้ต้องทำเวลาหน่อย เพราะกะว่าจะขับยาวไปพักที่คาเมรอนไฮแลนด์ มาเลเซีย ออกจากท่าเรือปากบาราแวะกินข้าวแกงปักษ์ใต้ที่ อ.ละงู แล้วขับตรงลิ่วมาถึงหาดใหญ่ 12.40 น.(รวมระยะทางตั้งแต่ออกจากเชียงใหม่ 1890 ก.ม.) วิ่งสายอ้อมเมืองมาถึงแยกคลองหวะ เลี้ยวขวาไปทาง อ.สะเดา เพื่อข้ามชายแดนไทย ที่ด่านจังโหลน


ที่ด่านขาออกจากประเทศไทย  พิธีการการแยกออกเป็นสองส่วน คือส่วนของคน และ รถ สำหรับคนก็ตามมาตรฐานทั่วไป กรอกเอกสารขาออกพร้อมพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่ตรวจลงตราก็เรียบร้อย ส่วนรถต้องนำสมุดคู่มือจดทะเบียนรถตัวจริง พร้อมสำเนาบัตรประชาชน ไปยื่นอีกช่องหนึ่ง ที่เขียนหน้าตู้กระจกว่า .....Custom (ตัวหน้าจำไม่ได้แล้ว) เจ้าหน้าที่จะนำไปตรวจสอบและคีย์ข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ แล้วปริ้นท์เป็นเอกสารออกมาให้เซ็นชื่อ และมอบสำเนาให้เราเก็บไว้แผ่นหนึ่ง เอกสารเกี่ยวกับรถแผ่นนี้ต้องเก็บไว้ให้ดี เพราะจะต้องใช้ตอนขาเข้าอีกครั้ง แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการขาออกฝั่งไทย พอขับออกจากด่านไทยก็จะเริ่มเข้าเขตมาเลเซีย ทางด่วนหมายเลข E1 ก.ม. 0 ของมาเลเซียเริ่มต้น ณ จุดนี้


ด่านไทย มาเลเซีย ด้านจังโหลนนี้ ผมเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก เท่าที่ทราบมาเมื่อผ่านด่านออกไปจะเจอร้านดิวตี้ฟรี และให้แลกเงินที่นี่ ซึ่งผมคิดว่าร้านนี้คงจะอยู่ในตำแหน่งที่เห็นชัดเจน เหมือนด่านอื่น ๆ (ร้านดิวตี้ฟรีแห่งนี้ตั้งอยู่ด้านซ้ายมือฝั่งขาเข้าติดกับด่านไทย ผมไม่ได้สังเกตุ) จึงขับมองหาไปเรื่อย  พอเลยออกไปนิดเดียวผ่านป้ายนี้ไป ก็ปรากฎว่าไปเข้าซองด่านขาเข้ามาเลย์ซะแล้ว ก็ปล่อยเลยตามเลย คิดว่าหลังด่านมาเลย์คงมีให้แลกมั้ง ช่องตรวจเอกสารขาเข้าของมาเลย์เป็นแบบ Drive Thru คือขับรถเข้าไปยื่นพาสปอร์ตและเอกสารขาเข้าที่กรอกเรียบร้อยแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ตรวจลงตรา โดยไม่ต้องลงจากรถ แล้วขับไปอีกนิดจ่ายค่าผ่านทาง 3.60 ริงกิต ก็เสร็จพิธี สำหรับจุดนี้


ผมยังไม่ไ้ด้กรอกเอกสารขาเข้า เจ้าหน้าที่จึงยื่นเอกสารให้ไปกรอกแล้วนำมายึ่นใหม่ ผมกะจะขับเลยไปแอบข้างหน้า แต่พอถึงจุดเสียค่าผ่านทางต้องจ่ายเงินก่อนจึงจะผ่านไปได้ ทำยังไงดีละ เงินมาเลย์ไม่มีซักริงกิต จึงขอต่อรองว่าขอจ่ายเป็นเงินไทยได้ไหม ? เจ้าหน้าที่มองหน้า หัวเราะขำ ๆ คงนึกสงสารตาแก่เซ่อซ่าคนนี้ จึงบอกว่า OK จ่ายมาสี่สิบบาท ผมจึงจ่ายแบ้งค์ยี่สิบไปสองใบ เกินจำนวนจริงไปตั้งสี่บาท ไม่ยักกะทอน กรอกเอกสารพร้อมพาสปอร์ตกลับมาตรวจลงตราอีกครั้ง ก่อนออกมา เจ้าหน้าที่ยื่นเอกสารขาเข้าเปล่า ๆ มาให้อีกปึก บอกว่าเอาไว้กรอกล่วงหน้าสำหรับการเข้ามาเลเซียครั้งต่อไป ใจดีด้วยแฮะ


ออกจากจุดแรกมาอีกนิด จะต้องผ่านอีกซองหนึ่งก่อนที่จะออกจากด่านไป  ตอนแรกผมคิดว่าเป็นด่านตรวจเอกสารรถ (มาทราบภายหลังว่าเป็นด่านศุลกากรสำหรับตรวจสิ่งของนำเข้าประเทศ) ผมจอดรถลงไปสอบถาม เพราะศึกษามาว่า การขับรถในมาเลย์ต้องทำประกันรถ และ ใบอนุญาตของ JPJ ปรากฏว่าไม่ใช่ที่นี่ เจ้าหน้าที่ชี้ไปข้างหน้า บอกว่าต้องไปที่อาคารโน่น ตามรูปข้างบน พร้อมกับปล่อยให้ผมขับรถออกไปโดยไม่ตรวจค้นเลย สงสัยกำลังง เพราะเห็นตรวจค้นรถทุกคันที่ผ่านจุดนี้อย่างละเอียด ทำให้ผมโชคดีรอดตัวไป โชคดียังไง ตามอ่านข้างล่างนี้


ตึกแแถวขวามือหากผ่านออกมาจากด่านประมาณ 100 เมตร จะมีร้านรับทำประกันอยู่หลายร้าน และที่ทำการ JPJ ก็อยู่ถัดจากนี้ไป เป็นอาคารสีเหลืองชั้นเดียว ผมเลือกทำประกันร้านนี้เพราะขึ้นป้ายเป็นภาษาไทยชัดเจน น่าจะพูดกันรู้เรื่องดีกว่าภาษาอังกฤษปนแขก ซึ่งเป็นการเลือกที่ไม่ผิดเลย เพราะน้องที่ขายประกันร้านนี้เป็นสาวไทย เกิดที่หลังสวน ชุมพร ได้ให้ข้อมูลอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์อีีกเยอะ



เอกสารสำหรับทำประกันและใบอนุญาตนำเรถเข้ามาเลเซียหรือเรียกกันว่า JPJ ต้องใช้เอกสารตัวนี้ คือ เอกสารทะเบียนรถที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ โดยต้องนำทะเบียนรถตัวจริงไปทำ ที่ขนส่งทั่วประเทศ ไม่จำเป็นต้องขนส่งที่รถจดทะเบียน อย่างเช่นรถผมทะเบียนกทม. แต่ไปทำที่ขนส่งเชียงใหม่


กรมธรรม์ประกันภัยซึ่งคล้ายกับ พรบ. ของไทย ที่มาเลย์ระยะประกันสั้นที่สุด คือ 1 เดือน 800 บาท ในเอกสารฉบับนี้ ระบุว่าคุ้มครองตั้งแต่เวลา 03.35 PM. วันที่ 05-04-2010  ถึง 04-05-2010 ก่อนทำประกันผมถามน้องที่ทำประกันเกี่ยวกับระเบียบที่ว่า รถที่ขับเข้ามาเลย์นั้งฟิล์มติดรถต้องทึบไม่เกินเกิน 40% ซึ่งผมก็หวั่นอยู่ว่ารถผมจะเกินหรือเปล่า เพราะมันทึบพอสมควร จึงถามว่าหากจ่ายค่าประกันแล้วเกิดฟิล์มไม่ผ่านขึ้นมาจะคืนเงินไหม น้องบอกว่าไม่คืนเพราะคนละส่วนกัน พร้อมกับแนะให้ไปตรวจสอบกับ JPJ ที่ตึกข้าง ๆ นี้ดีกว่าไหม ? ถ้าผ่านแล้วค่อยมาทำประกัน


ผมจึงไปที่สำนักงาน JPJ ขอร้องให้ไปตรวจฟิล์มรถหน่อย เจ้าหน้าที่ก็ถามว่าไหนละเอกสารประกันภัย ผมบอกว่ายังไม่ได้ทำแต่ขอให้ไปตรวจก่อนได้ไหม ? แกจะไม่ยอมลูกเดียว จนทนผมตื้อไม่ไหวก็เดินออกไปดูอย่างเสียไม่ได้ เห็นแกเดินดูผ่าน ๆ เครื่องมือวัดก็ไม่มี ดูแป้บเดียวก็โบกไม้โบกมือพูดทำนองว่าหยวน ๆ ไปทำประกันเถอะ ทำให้ผมเข้าใจว่าปัจจุบันกฎนี้คงพออนุโลมกันได้ เพราะหลังจากนั้นผมเห็นรถทัวร์ตู้ไทย ที่วิ่งกันให้ว่อนนั้นฟิล์มดำปี๋ทั้งนั้น


อีกเรื่องหนึ่งคือสติ้กเกอร์ทะเบียนรถที่เทียบหมวดอักษรเป็นภาษาอังกฤษแล้ว ผมอุตส่าห์ทำอย่างดี ติดอย่างเนี้ยบทั้งหน้าหลัง ปรากฎว่า ดันเป็นตัวหนังสือดำบนพื้นขาว เพราะเท่าที่หาข้อมูลมาไม่ระบุสีขอให้มองเห็นได้ชัดเจนก็พอ น้องที่ทำประกันบอกว่าต้องตัวขาว พื้นดำจึงจะถูกต้อง แต่ปัญหานี้ไม่เป็นไรเดี๋ยวน้องจัดให้ 2 แผ่น ทั้งหน้าหลังราคา 150 บาท เพราะมีสติ้กเกอร์ตัดเป็นตัว ๆ เตรียมไว้แล้ว


หลังจากนั้นก็นำกรมธรรม์ไปทำป้ายวงกลม ที่ JPJ ใช้เวลาทำไม่นาน แต่ก่อนทำเจ้าหน้าที่คนเดิมโผล่หน้าต่างออกไปดูรถหน่อยว่าติดสติ้กเกอร์เรียบร้อยหรือยัง เสร็จแล้วได้เอกสารตามภาพนี้ พร้อมป้ายวงกลมมสำหรับติดแสดงหน้ารถตามภาพล่าง ไม่เสียตังครับ ถ้าเสียไม่รู้จะเอาเงินริงกิตที่ใหนจ่าย สงสัยต้องจ่ายเป็นเงินไทยอีกละมั้ง



ระหว่างที่น้องสาวกำลังแปะตัวเลขสีขาวลงบนพื้นสติ้กเกอร์สีดำ ผมก็ชวนคุยเรื่อยเปื่อย พอแกรู้ว่าผมพกเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ติดรถเข้ามาด้วยทั้งขวดและกระป๋อง น้องเขาตกใจมาก พูดเป็นจริงเป็นจังเลยว่าผ่านด่านเข้ามาได้ยังไง (ด่านที่ว่าคือด่านศุลกากรที่พูดไว้ในตอนต้น) ที่มาเลย์นี้เข้มงวดเรื่องการนำเข้าเครื่องดื่มประเภทนี้มากเพราะเป็นเมืองอิสลาม ถ้าเจอจะถูกยึดและปรับหนักด้วย คนไทยเจอมาหลายรายแล้ว เคยมีตัวอย่างมากับทัวร์ พกเหล้าที่เหลือครึ่งขวดเข้ามายังโดนเลย ผมได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกสยองทันที นี่ตูผ่านมาได้ไงนี่


ภาพนี้ผมถ่ายตอนขากลับ ด่านนี้แหละที่ผมผ่านออกมาได้ยังไง


คราวนี้พิธีเข้าเมืองการทั้งคนทั้งรถเรียบร้อย พร้อมที่จะขับรถตลุยมาเลยเซียแล้ว อ้อ ยังไม่พร้อม 100% ยังไม่มีเงินมาเลย์ซักแดงริงกิตเลย จะเอาเงินที่ไหนเติมน้ำมันและเสียค่าผ่านทาง โดยไม่ต้องเดินย้อนออกไปแลกที่ร้านดิวตี้ฟรีละ มีคำตอบครับ น้องสาวที่น่ารักชาวหลังสวนคนเดิมบอกว่า นับจากนี้ไปอีก 7 ก.ม. ถึงเมืองจังโหลน ที่นี่มีร้านรับแลกเงิน และไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเงินจ่ายค่าทางด่วนหรอก เพราะด่านเก็บเงินจะอยู่หลังจากนี้ วันเดินทางกลับ ครูดารินทร์ชื้อขนมมาฝากขอบคุณ แต่ปรากฎว่าวันนั้นน้องดันไม่มาทำงานเสียอีก ภาพข้างบนนี้คือสำนักงานท่องเที่ยวของมาเลเซีย ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับร้านขายประกัน จึงเข้าไปขอโบรชัวส์และแผนที่เพิ่มเติม ได้มาปึกใหญ่


จากจุดเดิม มองไปทางขวาคือทางด่วนสาย E1 พาดจากเนือจรดใต้ของประเทศมาเลเซีย วันนั้นกว่าจะได้เวลาเดินทางออกจากจุดนี้ก็เกือบห้าโมงเย็นแล้ว (ผมใช้เวลาไทยตลอดไม่ใช้เวลามาเลย์ ซึ่งเร็วกว่าไทยหนึ่งชั่วโมง บวกลบเอาในใจ) ระยะทางจากชายแดนถึงคาเมรอนไฮแลนด็ 300 กว่า ก.ม.กว่าจะถึงคงมืด ขับรถในมาเลย์สบายหน่อย เพราะขับซ้าย เช่นเดียวกับประเทศไทย ไม่เหมือนกับการขับขวาเหมือนในประเทศลาว จึงไม่ต้องปรับตัวใด ๆทั้งสิ้นทำตัวตามสบาย ที่หมายแรกก็คือเมืองจังโหลนอีก 7 ก.ม.


พอถึงจังโหลนปรากฎว่าฝนตกเลยไม่ได้ถ่ายรูป ข้างทางด้านซ้ายมีกลุ่มอาคาร 2 -3 ชั้น ลักษณะเหมือนอาเขต จึงขับรถเข้าไปวนหาร้านแลกเงินจนครบทุกซอยรอบอาเขตก็ไม่เจอสักร้าน จึงใช้ GPS ปาก ถามคนแถวนั้นเขาบอกว่าอยู่อีกฟากถนน เป็นตึกแถวทาสีเหลือง พอไปถึงปรากฏว่าเป็นร้านอาหารธรรมดาเหมือนร้านอาหารจีนทั่วไป ก็ชักไม่แน่ใจ แต่เข้าไปถามเขาบอกว่าใช่ โดยพาเข้าไปด้านในสุดเป็นห้องสี่เหลี่ยมกว้างยาวประมาณเมตรหนึ่งได้ละมั้ง ด้านหน้าเป็นเคาน์เตอร์ติดลูกกรงเหล็กแน่นหนา มีช่องลอดสูงจากพื้นเคาน์เตอร้ไม่เกินสามนิ้วสำหรับสอดเงิน อัตราแลกเปลี่ยนวันนั้น 10,000 บาท แลกได้ 1,080 ริงกิต นับว่าดีพอสมควร


แลกเงินเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้คนป่ามีปืนแล้วถึงไหนถึงกัน จุดแรกที่ใช้เงินริงกิตคือเติมน้ำมัน ซุปเปอร์ลิตรละ 18 บาท หรือ 1.80 ริงกิต ในมาเลย์ทุกปั้มต้องเติมเองโดยไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ แต่ปั้มแรกที่เข้าไปวันนั้น มีเด็กปั้มคนหนึ่งเห็นเป็นรถทะเบียนไทย จึงวิ่งมาบริการเติมให้ นับจากนั้น INNOVA คันเก่งก็ได้ซดเบ็นซินไปตลอด หลังจากอดอยากปากแห้งดมแก้สมานาน

ทราบมาก่อนแล้วว่าขับรถบนทางด่วนมาเลย์จะต้องเจอด่านเก็บค่าผ่านทางตลอด ซึ่งก็จริงตามนั้น กว่าจะถึงคาเมรอนก็เสียค่าผ่านทางหลายร้อย แต่ละจุดมี่อัตราตั้งแต่หลายสิบบาท ไปจนถึงร้อยกว่าบาท บางจุดรับตั๋วทางด่วนไปก่อนแล้วไปจ่ายเงินยังอีกจุดหนึ่งข้างหน้า


แวะกินข้าวกลางวัน + เย็น ณ ที่พักกลางทางแห่งหนึ่ง ทางด่วนมาเลย์จะมีจุดพักรถตลอดทาง เท่าที่เห็นแบ่งออกเป็น 3 ขนาดคือ ขนาดใหญ่มีสัญลักษณ์ R&R อยู่ะในรัศมีเฉลี่ย 100 ก.ม.ต่อ 1 แห่ง ให้บริการครบวงจร ทั้งที่จอดรถ ศูนย์อาหาร  ห้องน้ำ  สถานที่ระหมาด ร้านขายของฝาก ผลไม้ แต่ละส่วนมีขนาดใหญ่รองรับคนได้มากทีเดียว ที่ขาดไม่ได้คือต้องมีปั้มน้ำมัน ที่พักขนาดย่อมลงมามีสัญลักษณ์ว่า P กับสัญลักษณ์อีกสองสามตัว อยู่ในรัศมีเฉลี่ย 50 ก.ม. มีทุกอย่างคล้ายกับที่พักขนาดใหญ่ แต่ย่อส่วนลงมา ส่วนที่พักขนาดเล็กจิ๋ว มีชื่อว่า P ตั้งแทรกอยู่ระหว่างที่พักขนาดกลางกับขนาดใหญ่ มีแค่ห้องน้ำ ที่จอดรถ กับที่นั่งพักผ่อน แต่มีต้นไม้ร่มครึ้ม


ทั้ง R&Rและ  P จะมีป้ายบอกเป็นระยะ ๆ ว่าเหลืออีกกี่ ก.ม. (ภาพนี้ผมถ่ายตอนขากลับ)


R&R แห่งหนึ่ง


ศูนย์อาหาร ใน R&R


ทางด่วนสาย E1 นี้มีกำแพงและรั้วกั้นตลอดทาง ไม่มีที่กลับรถ ถ้าต้องการกลับรถ ผมว่าต้องหาทางออกลงไปตามเมืองต่าง ๆ ก่อนแล้วค่อยวนกลับขึ้นมา ทำให้ขับสบายไม่ต้องคอยระวังรถเลี้ยวตัดหน้า ถ้าอยู่ในเลนที่ถูกแล้ว ไม่มีใครมาจี้ตูด กระพริบไฟไล่ หรือปาดซ้ายปาดขวา ต่างคนต่างขับ ทางใครทางมัน ผิวถนนก็เรียบดีด้วย ข้างทางมีป้ายจำกัดความเร็วไม่เกิน 110 ก.ม./ชม. แต่เท่าที่เห็นขับกันเกินทั้งนั้น บางครั้งลองขับตามเขามั่ง ดูเข็มไมล์แล้ว ปาเข้าไปตั้ง 140 - 150 จึงต้องยั้ง ๆ ไว้บ้าง

วันที่่ 5 นี้ ตามแผนเดิมคือพักที่ Cameron  Hightland แต่เนื่องจากใช้เวลาที่ด่านชายแดนมากไปหน่อย คงไปไม่ถึงแน่ เพราะมาถึงเมืองอิโปห์ ก็สามทุ่มแล้ว และทางแยกเข้าไปคาเมรอนเป็นทางขึ้นเขาด้วย จึงแวะพักที่อิโปห์แทน จึงขอจบวันที่ 5 ลงดื้อ ๆ แค่นี้


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Day 6
วันที 6 เมษายน 2553

โรงแรมที่พักเมื่อคืน อยู่นอกเมืองอิโปห็ ใกล้ทางด่วน เถ้าแก่เจ้าของโรงแรมทำหน้าที่แบบ One Man Show คือเป็นทั้งพนักงานต้อนรับ พนักงานบริการ  แคชเชียร์ รวมทั้งเป็นยามด้วย (ที่มาช่วยดูรถผมยามดึกดังเล่าไว้ในวันที่ 1 ) เป็นโรงแรมใหม่ กลิ่นสียังไม่จางเลย ห้องพักสะอาด  ราคาคืนละ 78 ริงกิต



ภาพอาหารใต้ถุนโรงแรมมื้อเช้า เถ้าแก่คนเดิมยังตามมาทำหน้าที่กัปตันร้านอาหารอีก ช่วยแนะนำอาหารพร้อมกับสั่งให้ด้วย



เท่าที่สังเกตุ ตลอดเวลาที่อยู่ในมาเลย์เซีย ผู้ให้บริการในร้านอาหารมักจะเป็นผู้ชายเสียเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่พ่อครัวไปจนถึงพนักงานเสิร์ฟ


พ่อครัวคนนี้อารมณ์ดี ทำโรตีไปร้องเพลงไป พร้อมเคาะเกรียงบนกะทะเป็นจังหวะ พอขอถ่ายรูปก็โพสท์ท่าให้ทันที  น่าจับไปเล่นหนัง


ตอนแรกกะว่าจะขับรถเข้าไปชมเมืองอิโปห์สักรอบ เพราะเมื่อคืนตอนขับเข้าไปวนหาโรงแรม ไปกลับรถหน้าอาคารขนาดใหญ่หลังหนึ่ง รูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรป น่าสนใจดี แต่ดูขบวนรถติดหน้าโรงแรมแล้ว เปลี่ยนใจดีกว่า ชาวอิโปห์นี้ส่วนใหญ่คงมีที่พักอาศัยอยู่นอกเมือง ตอนเช้าก็ขับรถเข้ามาทำงานในเมือง เหมือนคนกรุงเทพ ฯ หรือตามหัวเมืองใหญ่ทั่วไป


ย้อนกลับมาขึ้นทางด่วนจุดที่ลงเมื่อวาน ได้เถ้าแก่เจ้าของโรงแรมช่วยบอกทางอย่างละเอียดเพิ่มเติมจากในแผนที่ ทำให้ง่ายขึ้นแยะ เพราะการขับรถขึ้นลงทางด่วน หรือจุดทางร่วมทางแยกหลายเส้นทางนั้น ในเมืองไทยผมยังผิดบ่อย ๆ ถ้าดูลูกศรพลาดนิดเดียว Go So Big ไปกันใหญ่เลย ขึ้นทางด่วนขับไปอีกไม่กี่ ก.ม. ก่อนแยกไปคาเมรอน ก็เจอด่านเก็บค่าผ่านทางอีกจุดหนึ่ง


ครั้งแรกที่เจอด่านเก็บเงินเมื่อวานนี้ ผมไม่รู้ว่าจะเข้าช่องไหนเหมือนกัน เพราะมีหลายช่อง ผมจึงแอบข้างทางดูลาดเลาก่อน ช่องที่มีป้ายสีเหลืองข้างบนมีคำว่า Smart TAG ก็น่าจะเป็นช่องสำหรับบัตรทางด่วน ช่องป้ายสีน้ำเงิน มีคำว่า Touch'n Go ก็น่าจะเป็นช่องสำหรับใช้บัตรทาบแล้วโกย ช่องซ้ายสุดไม่มีป้ายบอก แต่มีก็มีสัญลักษณ์สากลรูปรถบรรทุก แต่เห็นมีรถเก๋งวิ่งเข้าไปตลอดเวลา ผมจึงขับเข้าช่องนี้ตามรถคันหน้าไป ปรากฎว่าถูกต้อง ช่องนี้รับเงินสด



ถึงแล้วแยก Cameron Highland ซ้ายมือ ตอนวางแผนขับรถเที่ยวมาเลเซียผมกังวลเรื่องการแยกออกจากทางด่วนไปยังเมืองต่าง ๆ กลัวลงไม่ถูกช่องทางบ้าง กลัวขับเลยไปบ้าง เพราะไม่งั้นมันจะ Go So Big อย่างว่า ทำให้ต้องขยายแผนที่ Google จุดทางออกที่ต้องการ ปริ้นท์ออกมาทุกจุด แต่พอได้มาขับจริง ๆ แล้วง่ายมาก ที่ปริ้นท์มาไม่ได้ใช้เลย เพราะทางออกส่วนใหญ่จะมีป้ายบอกล่วงหน้าถึง 2 ก.ม. และบอกเป็นระยะจนถึงก่อนแยก

ที่ผมชอบอีกอย่างหนึ่งคือ ป้ายบอกจุดทางออกจะระบุหมายเลขของทางออกด้วย เช่นตรงนี้ เป็นทางออกที่ 137 โดยหมายเลขมากที่สุดอยู่ใกล้ชายแดนไทย  Exit เกือบ 200 และจะลดลงเรื่อย ๆ ผมว่าถ้าเราจำหมายเลขทางออกเมืองที่ต้องการไว้ได้ ก็สามารถลงได้ถูกต้อง ดีกว่าไปจำชื่อเมืองอาจสับสนได้ เพราะเมืองใหญ่บางเมืองเช่นอิโปห์ มีทางออกที่ลงท้ายด้วย Ipoh หลายแห่ง ป้ายนี้ไม่ได้สังเกตว่าทางด่วนเมืองไทยมีหรือเปล่า



ลงทางด่วนมาสู่ทางราบก็ขับตามป้ายไป ไม่หลงแน่ ที่จริงจากเมืองอิโปห์ ดูจากแผนที่แล้วก็มาได้โดยไม่ขึ้นทางด่วน ผมคิดจะมาทางนี้เหมือนกันเพราะเห็นว่าไม่ไกลนัก ประหยัดค่าทางด่วนด้วย แต่เถ้าแก่เจ้าของโรงแรมบอกว่าขึ้นทางด่วนไปเถอะ คุ้มกว่า ดีกว่าหลงทางเสียเวลา สังเกตุรถมาเลย์กระจกจะใสแจ๋วทุกคัน





Rate this item
(0 votes)
Last modified on วันจันทร์ที่ 08 สิงหาคม 2011 เวลา 21:15 น.

129 คอมเมนต์คอมเมนต์

Leave a comment

Make sure you enter the (*) required information where indicated.
Basic HTML code is allowed.

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 378 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน