North to South 2010 : Day 2 หาดบ้านกรูด - ตรัง

08ส.ค. 2011 Written by  Administrator

บทความนี้เขียนเมื่อ อาทิตย์, 18 เมษายน 2010 21:05



Day 2


วันศุกร์ที่ 2 เมษายน 2553
หลังจากอาหารเช้า ขับรถขึ้นไปชมวิวและไหว้พระที่วัดทางสาย บนเขาธงชัยก่อนออกเดินทางต่อ ที่หมายต่อไป จังหวัดตรัง




ขึ้นไปได้ครึ่งทาง แวะถ่ายรูปที่ศาลาข้างทาง เสียดายมีต้นไม้บังทำให้มองหาดบ้านกรูดได้ไม่กว้างนัก






ขับต่อไปถึงจนถึงลานจอดรถกว้างพอสมควร ถนนขึ้นเขานี้ไม่สูงชันนัก และขึ้นลงคนละทาง รถบัสคันใหญ่สามารถขับขึ้นมาจอดได้ ตอนที่ขึ้นไปนั้นยังเช้าอยู่ไม่ค่อยมีรถ แต่ตอนจะกลับมีรถบัสนักท่องเที่ยวขึ้นมาหลายคัน





บนนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์เวิ้งหาดบ้านกรูดยาวเหยียด






พระพุทธกิตติสิริชัย เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะแบบคันธาระ ซึ่งประชาชนชาวประจวบครีขันธ์ได้ร่วมใจกันสร้างน้อมเกล่า ฯ ถวายเนื่องในวโรการสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต พระบรมราชินีนาถมีพระชนมพรรษา 60 พรรษา เมื่อปีพุทธศักราช 2535





พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ ด้านหลังพระพุทธกิตติสิริชัย เป็นผลงานการออกแบบของ  ม.ร.ว.มิตรวรุณ เกษมศรี ศิลปินแห่งชาติ สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลในวโรกาสครองราชย์ครบ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เสียดายเช้านี้มีเวลาไม่มาก เพราะต้องเดินทางอีกไกล เลยไม่ได้ขึ้นไปชมความงดงาม วิจิตร และรายละเอียดภายในของสถาปัตยกรรมองค์นี้ แต่กะไว้ว่าตุลานี้จะมาอีกครั้ง เพราะชอบความ สะอาด สงบของหาดทรายที่นี่






ขากลับลงมาตามเส้นทางเดิม ตั้งใจขับเลียบชายหาดลงใต้ไปออกถนนเพชรเกษม ที่อำเภอบางสะพาน เส้นทางนี้อาจไกลกว่าสายนอกเส้นเพชรเกษมนิดหน่อย แต่ขับชมทะเลไปเรื่อย ๆ สบายตากว่า เขาว่ากันว่าถนนเลียบหาดบ้านกรูดนี้ เป็นถนนเลียบชายหาดที่ยาวที่สุดในประเทศไทย คือมีความยาวทั้งหมด 12 กม.






ถนนคอนกรีตสองเลน แต่เงียบสงบ ไม่ค่อยมีรถราวิ่งเท่าไหร่ ตลอดเส้นทางถนนเลียบหาดบ้านกรูดช่วงต้น ๆ จากด้านเหนือลงไป จะมีรีสอร์ททั้งขนาดเล็กราคาหลักร้อย ไปจนถึงระดับหรูหลักหลายพัน เรียงรายกันไปตลอด





นี่ก็เป็นรีสอร์ตระดับมาตรฐานอีกแห่งหนึ่ง ที่หาดบ้านกรูดนี้เสียดายมีถนนกั้นระหว่างรีสอร์ตกับชายหาดเป็นส่วนใหญ่  แต่ดีที่ถนนไม่พลุกพล่านวุ่ยวายเหมือนหาดชะอำ หรือที่ระยอง





หน้ารีสอร์ต วันนี้ แม้มีแดด แต่อากาศสลึมสลือท้องฟ้าไม่แจ่มใส ทำให้หาเส้นขอบฟ้าไม่เจอ






ระหว่างนั้นก็จะมีที่จอดเรือของชาวประมงน้ำตื้น แทรกอยู่ประปราย




เพิงพักและอุปกรณ์การประมง รวมทั้งแผงตากปลา เดินแถวนี้ได้กลิ่นปลาเค็มโชยเข้าจมูกตลอดเวลา กลิ่นพวกนี้ไม่ค่อยน่าพิสมัยนัก แต่เวลาเอามาทอดแล้วทำไมมันหอมน่ากินก็ไม่รู้






ลุงชาวประมงคนนี้หลับสนิท  สงสัยออกทะเลมาทั้งคืน ดูสีผิวที่กร้านแดดกร้านลม ผิวอย่างนี้นี่เองที่เขาเรียกว่าผิวสีแทน คือแทนที่ด้วยสีน้ำตาลเข้ม





จากแถว ๆ กลางอ่าวลงไป รีสอร์ตจะค่อย ๆ หายไป กลายเป็นสวนมะพร้าวไปตลอด





มีป้ายประกาศขายที่ดินหลายแห่งเหมือนกัน ส่วนมากเป็นแปลงใหญ่หลายไร่ ไม่มีเล็ก ๆ พอให้แมวดิ้นตายซักแปลง






ระหว่างทางจากหาดบ้านกรูดกว่าจะมาออกถนนเพชรเกษม ที่อำเภอบางสะพาน ก็เล่นเอาสับสนพอสมควร ต้องถามทางจากชาวบ้านหลายครั้ง เพราะมีทางเล็กทางน้อยแยกไปหลายเส้นทาง และบางแห่ง ไม่มีป้ายบอกทางด้วย แต่ผมว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของการขับรถเที่ยวก็อยู่ตรงนี้แหละ ได้หลงซะบ้างเพราะบางครั้งทำเก่งไม่ยอมถามทางกับเจ้าของถิ่น แต่ส่วนใหญ่แล้วผมถือคติว่า หนทางอยู่กับปาก หรือใช้ปากเป็น GPS  คือถามดะไปเรื่อย แต่บางครั้งคนที่ถูกถามก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะได้เรื่อง เพราะข้อมูลจากปากคนในท้องถิ่นนั้นเปรียบเสมือนแผนที่ ที่ Update ตลอดเวลา






ขับมาเรื่อย ๆ ออกจากบางสะพานประมาณ 9 โมงเช้ากว่า ๆ ผ่านชุมพร หลังสวน มาถึงสุราษฎร์ ฯ ประมาณเที่ยงครึ่ง ชักหิวข้าวกลางวันแล้ว ตอนนี้เข้าเขตปักษ์ใต้บ้านเรา ก็ต้องหาแกงใต้กินซิครับ ก็มองหาร้านข้าวแกงปักษ์ใต้มาเรื่อย ผมไม่ชอบแวะกินอาหารตามปั้มเพราะรู้สึกว่ารสชาติมันโหลไปหน่อย ไปเมืองไหนก็จะพยายามหาร้านที่เป็นของท้องถิ่นจริง ๆ โดยเฉพาะถ้ามีเวลาก็มักเข้าไปหากินในตัวเมืองดีกว่าตามถนนหลวง จะเจอมืออาชีพกว่า

วันนั้น กว่าจะแวะร้านที่ต้องการได้ก็เกือบจะถึงแยกเข้าอำเภอเวียงสระ ทีจริงขับผ่านมาหลายร้าน แวะไม่ได้เพราะดันวิ่งเร็วอยู่เลนนอก หรืออยู่เลนซ้ายแล้ว อ้าว..ดันมีรถจี้ตูด จอดไม่ได้เสียอีก  จึงขับเลยตามเลยมาเรื่อย ร้านนี้อาหารใช้ได้ครับได้กลิ่นและรสชาติอาหารใต้ ๆ   เห็นคนท้องถิ่นนั่งกินหลายโต๊ะ สังเกตุจากป้ายทะเบียนรถสุราษฎร์ ฯ ทั้งนั้น






ไปถึงตรังเอาเมื่อบ่ายสามโมงครึ่ง (ระยะทางจากเชียงใหม่ 1570 ก.ม.) เป้าหมายที่ตรังไมมีอะไรพิเศษนอกจากพักค้างคืนกับกินหมูย่างเพิ่มไขมันตอนเช้า ก่อนไปลงเรือที่ สตูล และอีกประการหนึ่งเมืองตรังเคยมาหลายครั้งแล้ว ทั้งมาเที่ยวและมาราชการ แต่เห็นว่าเวลาวันนี้ยังเหลือจึงยังไม่เลี้ยวเข้าเมือง ขับอ้อมเมืองไปเที่ยวอำเภอกันตังดีกว่า ประมาณ 20 ก.ม.เท่านั้น ไปดูสถานีรถไฟที่มีประวัติศาสตร์น่าสนใจ ชมบ้านชมเมือง และอาจแวะกินอาหารทะเลที่ร้านครัวใหญ่เชย จากที่เคยอ่านในเว็บ





ปลาพะยูน สัญลักษณ์เมืองตรัง  ถูกจับเอาไปแขวนตากแห้งเป็นพะยูนแดดเดียว อยู่บนเสาไฟฟ้ากลางถนนเมืองกันตัง






ขับเข้าอำเภอกันตัง มาสุดทางที่ปากน้ำกันตัง






จุดนี้จากที่เห็นเหมือนกับแม่น้ำตรังไหลแยกไปสองทางไปไหนก็ไม่รู้ มีเกาะเล็ก ๆ อยู่ตรงกลาง






ได้คุณพี่คนนี้แหละบรรยายภูมิศาสตร์ ของแม่น้ำตรัง จากจุดนี้ว่าไปถึงไหน ๆ แต่ตอนนี้จำไม่ค่อยได้แล้ว จึงขอข้ามไป เดี๋ยวข้อมูลผิดพลาดขึ้นมาจะเสียชื่อพี่แก






กว่าพายจะถึงฝั่งโน้นได้ก็ไกลโขเหมือนกัน แต่ดูแล้วเขาพายกันเป็นปกติวิสัย






ที่ตรงนี้มีอาคารสมัยใหม่ ผนังกระจกโปร่ง ลักษณะคล้ายเรือ






ที่นี่คือ "ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์เมืองกันตัง" ผมกับครูดารินทร์ ตรงดิ่งขึ้นไปผลักประตูกระจก เพื่อจะเข้าไปศึกษาประวัติศาสตร์เมืองกันตังเสียก่อน  เพราะมองทะลุเข้าไปเห็นมีบอร์ดจัดนิทรรศการอยู่ ปรากฎว่าดิดกึ้กก เข้าไม่ได้ครับประตูปิดล้อค เอ.. หรือว่าได้เวลาปิดแล้ว แต่ดูเวลายังไม่ถึงสี่โมงครึ่งนี่นา แต่เมื่อดูสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกอย่างละเอียดแล้ว พบว่าน่าจะปิดให้บริการมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว...มั้ง ? เสียดาย การจัดนิทรรศการภายใน เท่าที่แอบดูแล้วก็มีความน่าสนใจดี รวมทั้งตัวอาคารที่ออกแบบได้ดีเข้ากับบรรยากาศ  กลับทำหน้าที่ได้น้อยนิด







พอดีวันนั้นเมืองกันตังมีงานมหกรรมอาหารวันสุดท้ายพอดี น่าเข้าไปสำรวจสักหน่อย ท้องชักร้องแล้ว






มีซุ้มอาหารยาวเหยียดเรียงรายสองแถว ริมแม่น้ำตรัง บรรยากาศดี ลมเย็นสบาย น่านั่ง แต่เนื่องจากมีเวลาน้อยหรือเพราะสโลแกนของงานตามภาพถัดไปนี้ก็ไม่รู้ ผมจึงเสนอความเห็นให้ครูดารินทร์ซื้ออาหารประเภท ปิ้ง นึ่ง ย่าง ทอด มากินบนรถ เป็นการรองท้องก่อนดีกว่า หมูย่างก็มีด้วย






สโลแกนของงานนี้ มิน่าละ มองหาซุ้มเบียร์การ์เด้นไม่เจอ ไม่เหมือนมหกรรมอาหารแถวบ้านผม....เพียบ







กินไปขับไป ชมบ้านชมเมืองกันตังไป เมืองกันตังมีอาคารเก่าแก่ ว่ากันว่าสร้างระหว่างปี พ.ศ. 2436-2440 เช่นเดียวกับอาคารตามหัวเมืองทางใต้ในยุคนั้น เช่นภูเก็ต หาดใหญ่ อาคารสองหลังนี้ เป็นตึกแถวที่ยังคงมีสภาพดั้งเดิมที่สุด ตั้งอยู่บนถนนก่อนถึงสถานีรถไฟกันตัง ซึ่งในอดีต รถไฟมีบทบาทสำคัญในการคมนาคม สถานีรถไฟจะเป็นศูนย์กลางทางการค้าขาย ความเจริญจึงเริ่มจากจุดนี้





ภายหลังเมื่อการคมนาคมทางถนนพัฒนาไปได้เร็วและดีกว่า รถไฟจึงลดความสำคัญลงทั้ง ๆ ที่ควรจะพัฒนาไปพร้อมกัน ทำให้ย่านสถานีรถไฟ และอาคารบ้านเรือนชำรุดทรุดโทรมไปด้วยพร้อมกับกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป






สถาปัตยกรรมร่วมสมัยในยุคนั้นมีลักษณะเป็นอาคารสองชั้น  ตัวอาคารชั้นบนยื่นออกคลุมทางเดินด้านล่างตลอดแนวอาคาร ส่วนตอนบนของเสาที่รับน้ำหนักตัวอาคารด้านหน้านี้ ได้เพิ่มความงดงามด้วยการทำเป็นประตูโค้ง (Arch) ตามแบบอย่างอาคารในยุโรป ทำให้เป็นเสน่ห์ของอาคารในยุคนี้ ตามที่โก๊ะตี๋ชี้ให้ดูนั่นแหละ






อาคารที่เหลือเพียงไม่กี่หลังนี้ มีการปรับปรุงและใช้งานได้เหลือไม่กี่คูหา สังเกตุกระเบื้องมุงหลังคาไหมครับ ผมว่ามันบ่งบอกถึงยุคสมัยได้เป็นอย่างดี






สภาพเดิม เหงา ๆ บานประตูไม้กระดานแผ่นเดียวยาวจรดพื้นติดบานพับ พับกลับไปกลับมา







บางคูหาปิดใส่กุญแจ






ผนังเก่าแก่กับหัวจักร์สมัยใหม่และประตูแบบนี้ นึกถึงบ้านที่อยู่ตอนเด็ก ๆ บรรยากาศคล้ายกัน






ร่องรอยของอดีต : Foreground





ร่องรอยของอดีต : Background






ร่องรอยของอดีต : Middleground
แท่นตรงนี้ พื้นไม้กระดานหนาแผ่นใหญ่ ถูกอดีตมานั่งทุกวัน (ตามภาพโก๊ะตี๋ข้างบน) จนพื้นผิวสึกกร่อน แต่เรียบมัน






หน้าค่าย 2 (ซอยเหลาโป)






ดูมุมด้านข้างอาคารแบบเต็ม ๆ





ถัดจากอาคารด้านบน ถนนไปหน้าสถานีรถไปกันตัง มีห้องแถวไม้ซึ่งคงสร้างในยุคสมัยเดียวกัน แต่ห้องแถวหัวมุมได้ปรับปรุงทาสีใหม่



ส่วนห้องถัดไปยังมีสภาพเดิมอยู่




มองย้อนออกมา





สำหรับสถานีรถไฟกันตังมีเรื่องและภาพอีกพอสมควร
ขอแยกใปอยู่หน้าใหม่ต่างหาก ตามลิ้งค์ขวามือครับ






แถมอีกนิด...หลังจากเที่ยวชมสถานีรถไฟกันตังแล้ว แดดร่มลมตกพอดี ความตั้งใจเดิมว่าจะแวะกินซีฟู้ดที่ร้านครัวใหญ่เชย  (ซึ่งหากมาจากตรังอยู่ขวามือ ถึงก่อนเข้าเมืองกันตังพอสมควร) แต่พอขับมาถึงร้าน กลับมีความรู้สึกว่ายังไม่มีอารมณ์จะกิน เพราะยังอิ่มตื้อจากอาหารรองท้องที่ครูดารินทร์ซื้อจากมหกรรมอาหารอยู่ จึงขอบายก่อนละ ขอโทษพนักงานรับรถที่ออกมาต้อนรับแบบงง ๆ ว่ามันเลี้ยวเข้ามาแล้วทำไมมันเลี้ยวออกไปเฉยเลย จึงไม่รู้รสชาติของปูนิ่มที่นี่ว่าอร่อยจริงหรือไม่






ร้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำตรัง เชิงสะพานมหิศรภักดี แยกจากถนนใหญ่เข้ามานิดเดียว






ขอจบวันที่ 2 นี้ ด้วยทิวทัศน์แม่น้ำตรัง ถ่ายจากสะพานมหิศรภักดี





 

Rate this item
(0 votes)
Last modified on วันอังคารที่ 09 สิงหาคม 2011 เวลา 05:56 น.

76 คอมเมนต์คอมเมนต์

Leave a comment

Make sure you enter the (*) required information where indicated.
Basic HTML code is allowed.

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 1250 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน