ทริปเกาะเต่า-เกาะนางยวน



วันที่ 1 กรุงเทพ - ชุมพร

โปรแกรมของของทริปนี้ก็คือไปพักที่ชุมพรก่อนหนึ่งคืนเพื่อวันรุ่งขึ้นเจ็ดโมงเช้านั่งเรือเที่ยวแรกจากชุมพรไปเกาะเต่า ที่ผมไม่เลือกขับรถออกจากกรุงเทพตอนดึกเพื่อไปต่อเรือเช้าเลยจะได้ทุ่นค่าที่พักไปคืนหนึ่งเนื่องด้วยตั้งแต่เข้าสู่วัย ส.ว.สังขารเริ่มถดถอยจึงได้ตั้งปนิธานไว้ว่าถ้าไม่จำเป็นจริงๆจะไม่ขับรถกลางคืนเป็นอันขาดเพราะมันเครียดต้องเพ่งไปข้างหน้าตลอดเวลาไม่มีสิทธิ์วอกแวก สายตาก็ชักฝ้าฟางไม่ใสแจ๋วเหมือนตอนเป็นหนุ่มเวลามองไฟรถสวนมามักจะเห็นเป็นแฉกเหมือนกับสวมฟิลเตอร์ครอสสกรีนยังไงยังงั้น เลนส์ลูกตาตอนนี้คงเปรียบได้กับเลนส์กล้องถ่ายรูปเก่าที่ใช้งานมานานภาพที่ออกมาจึงไม่คมกริบเหมือนเลนส์กล้องใหม่

อีกประการหนึ่งผมว่าการขับรถกลางวันเป็นอะไรที่ชิวชิวมาก ชมนกชมไม้ชมรถราชมชีวิตสองข้างทางไปเรื่อย สายตาไม่จำเป็นต้องจ้องไปที่ถนนลูกเดียวอย่างตอนกลางคืน การทำอย่างนี้กลับกลายเป็นว่าเป็นการพักผ่อนสายตาพักผ่อนสมองไปในตัว และการเริ่มต้นทริปของผมแต่ละครั้งผมนับตั้งแต่ขับรถออกจากบ้านไม่ใช่ไปเริ่มเอาเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของทริปนั้นทั้งสิ้น จะเห็นได้จากบทความรีวิวการเดินทางแต่ละครั้งจะเยิ่นเย้อโอ้เอ้วิหารรายไม่ถึงที่หมายซักที ทริปเกาะเต่า-เกาะนางยวนนี้ก็เช่นกัน แค่ดูจากวงกลมในภาพปะหัวระบุว่าเป็นตอนที่ 1 ก็เชื่อได้เลยว่างานนี้ยาวแน่





ผมออกจากกรุงเทพประมาณแปดโมงเช้าขับชิวชิว ถึงชุมพรบ่ายสองโมงขับผ่านตัวเมืองต่อไปยังท่าเรือทุ่งมะขามน้อยอีกยี่สิบกว่ากิโลเมตร ระหว่างนี้ก็สอดส่ายสายตาหาร้านอาหารเหมาะๆสักร้าน เพราะวันนี้มื้อกลางวันยังไม่ได้กินอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่ มาเมืองชายทะเลทั้งทีต้องหาซีฟู้ดแกล้มวิวทะเล พักหลังนี้ผมไปเที่ยวเมืองใหนผมไม่ได้พกโพยร้านอาหารที่นักชิมทั้งหลายแนะนำติดตัวไปเหมือนก่อน กะวัดดวงเอาข้างหน้าเป็นการลุ้นไปในตัว (ที่จริงขี้เกียจค้นมากกว่า)



ผ่านไปเจอร้านหนึ่งตั้งอยู่ริมทะเลก่อนถึงหาดทรายรี (หาดภราดรหรือเปล่าไม่แน่ใจ) หน้าร้านมีรถจอดเกือบเต็มลานก็คิดว่าคงใช้ได้เพราะจำนวนรถนี่ถือว่าเป็นตัวชี้วัดความอร่อยอย่างหนึ่ง และพอเข้าไปจอดสังเกตุทะเบียนรถส่วนใหญ่เป็นทะเบียนชุมพรและจังหวัดใกล้เคียงก็แสดงว่าคนในพื้นที่น่าจะการันตีได้อีกระดับหนึ่ง ร้านนี้ชื่อร้านครัวเจ๊อ่างอยู่ตรงข้ามโรงแรมโนโวเทลพอดี





ทิวทัศน์ไม่เลวลมพัดเย็นสบาย





รสชาติอาหารก็ไม่ผิดหวังโดยเฉพาะความสดของอาหารทะเล มื้อนี้มีเมนูใหม่ที่รู้จักเป็นครั้งแรกคือผัดใบเหลียงใส่ไข่(ภาพล่างซ้าย) ครูดารินทร์จึงปิ้งไอเดียว่ากลับเชียงใหม่จะลองทำดูเพราะที่หลังบ้านมีต้นเหลียงอยู่ต้นหนึ่งซื้อกล้าที่ขายแถวศาลเจ้าพ่อหินช้างชุมพรนี่แหละไปปลูกเมื่อสองสามปีก่อนตอนนี้สูงท่วมหัวแล้ว





สำหรับทางไปท่าเทียบเรือทุ่งมะขามน้อยไปได้สองทางคือจะตรงไปเลยหรืออ้อมผ่านหาดทรายรี ผมเลือกทางผ่านหาดทรายรีเพราะได้ยินชื่อมานานแล้ว หาดทรายรีเป็นที่ตั้งอนุสรณ์สถานของพลเรือเอกพระบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ อนุสรณ์สถานที่สำคัญประกอบด้วยศาลกรมหลวงชุมพร สวนสมุนไพรหมอพร





และที่ตั้งเด่นด้านขวาทางเข้าศาลกรมหลวงชุมพรฯ คือเรือรบหลวงชุมพรซึ่งกองทัพเรือและชาวชุมพรได้นำมาประดิษฐานเมื่อปี พ.ศ.2523 เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่กรมหลวงชุมพรฯ





เรือรบหลวงชุมพรเป็นเรือตอร์ปิโดขนาดใหญ่มีความยาว 68 เมตร กว่าง 6.55 เมตร ได้ปลดประจำการเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2518





ด้านหน้าของเรือหันออกสู่ทะเล บริเวณที่ประดิษฐานทำเหมือนสระลึกลงไปมีคันคอนกรีตโดยรอบคิดว่าคงใช้เป็นที่ขังน้ำจำลองให้เหมือนลอยอยู่ในทะเล





บรรยากาศของหาดทรายรีหน้าเรือรบหลวงชุมพร





ชายหาดยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก ยังไม่มีเก้าอี้ผ้าใบและร่มให้รกสายตา (แต่ดูจะเป็นธรรมชาติเกินไปหรือเปล่า ?)






มีเรื่องน่ารักเรื่องหนึ่งหลังจากถ่ายรูปหวานแหววภาพนี้ คือขณะผมกำลังเก็บกล้องซึ่งตั้งถ่ายอัตโนมัติก็มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งวัยประมาณมัธยมปลาย  ถือกระดาษเอ 4 ติดคลิปสองสามแผ่นพร้อมปากกาเดินตรงมาหาผมแล้วพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า "เอ๊กสะคิ้วมี....." คำพูดต่อจากนั้นผมลืมไปแล้วแต่จับความได้ว่าหนูคนนี้ขอเวลาสัมภาษณ์ผมสักครู่หนึ่งจะได้ไหม  ผมเหลือบมองไปที่กระดาษเห็นข้อความเป็นลักษณะแบบสอบถามมีช่องกาคำตอบ กำลังจะโมเมสปี้คตอบแล้วแต่ครูดารินทร์ดันเผยไต๋เสียก่อนว่า "เป็นคนไทยจ้ะหนู..." ทำเอาหนูนักเรียนคนนี้มีอาการเขินทันทีวิ่งกลับไปยังเพื่อนๆ ที่รออยู่พร้อมกับพูดปนเสียงหัวเราะว่า "เฮ้ย..เป็นคนไทยทั้งสองคนเล้ย..." ผมกลัวน้องเขาจะเขินมากกว่านี้จึงไม่ได้ขอถ่ายรูปนึกเสียดายเหมือนกัน ...นี่แหละครับเสน่ห์ของการท่องเที่ยว...





ร้านค้าตามแนวชายหาดยังคงรักษาสไตล์ไทย ๆ ไว้ได้





เวลาขับรถผ่านร้านเหล่านี้จะมีเด็กสาวถือป้ายเชิญชวนให้แวะ ผมจำได้อยู่ป้ายหนึ่งเขียนคำว่า "ไม่แพงค่ะ" ซึ่งคำนี้สื่ออะไรได้หลายอย่าง





ต่อไปนี้เป็นภาพเก็บตกผลงานกราฟฟิคของร้านอาหารแถวนั้น ดูข้อความตรงไปตรงมาดีและฝีไม้ลายมือยังมีความดิบพอสมควร







ป้ายนี้ไม่เกี่ยวกับร้านอาหารลองเดาซิครับว่าเกี่ยวกับอะไร





เฉลยครับ เป็นบริการให้เช่ากล้องส่องทางไกล เป็นระบบหยอดเรียญอัตโนมัติโดยไม่จำเป็นต้องมีคนเฝ้าไฮเทคมาก





พร้อมกับมีคำแนะนำติดไว้ว่าต้องขึ้นไปนั่งส่องตรงนี้นะจึงจะเห็นวิวดี




 


 

ระหว่างทางไปหาดทรายรีท่ามกลางสวนมะพร้าวมีร้านขายผ้าบาติกตั้งอยู่สองสามร้าน





ผ้าบาติกมีชนิดเป็นผ้าผืนและตัดเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป ผมสอบถามได้ความว่าเป็นผลิตภัณฑ์โอท้อปที่กลุ่มแม่บ้านทำกันเองตรงนั้น เจ๊เจ้าของร้านบอกด้วยว่าพรุ่งนี้ทีวีช่อง 5 จะมาถ่ายทำรายการด้วย






ลวดลายฝีมือการออกแบบยังอยู่ในระดับหนึ่งแต่ก็ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ควรสนับสนุนเพื่อจะได้มีการพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น





รถรับส่งผู้โดยสารที่ต่อเป็นตัวถังไม้แบบนี้เมื่อก่อนพบเห็นได้เกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศ แต่ละแห่งก็มีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป ปัจจุบันหาดูได้ยากเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัย แต่ที่ชุมพรนี่ผมเห็นยังใช้วิ่งกันเป็นปกติและยังคงมีสภาพดี


 


มีอีกสิ่งที่ผมชอบนอกเหนือจากรูปร่างหน้าตาของรถก็คือความมีน้ำใจความเอื้ออารีต่อผู้โดยสารของคนขับรถ คือพอจอดรถเสร็จก็รีบกูลีกูจอลงไปช่วยยกสัมภาระผู้โดยสารซึ่งเป็นผู้หญิงพร้อมกับหิ้วข้ามถนนมาส่งถึงหน้าบ้าน เป็นภาพที่ผมไม่ได้พบเห็นมานานมากๆแล้ว




 


 

ท่าเทียบเรือคาตามารันไปเกาะเต่าของบริษัทเรือลมพระยาที่ทุ่งมะขามน้อยซึ่งพรุ่งนี้ผมจะมาลงเรือที่นี่





รีสอร์ตที่ผมพักอยู่ติดกับท่าเรือสะดวกในการไปขึ้นเรือตอนเช้าเพราะผมคิดว่าถ้าพักในเมืองกลัวจะมาไม่ทัน





มองจากหน้ารีสอร์ตไปยังทางเข้าท่าเทียบเรือตรงป้ายสีน้ำเงิน มีบริการรับฝากรถสำหรับผู้ที่ขับรถมาเองวันละ 50 บาท





แต่ทางรีสอร์ตที่ผมพักมีบริการรับฝากรถฟรีสำหรับลูกค้าจะไปกี่วันก็ได้รับรองความปลอดภัยเขาบอกว่ามียามดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ตอนผมไปเห็นมีรถจอดทิ้งอยู่ 4-5 คัน





แต่สำหรับลูกค้าเข้าพักวันนั้นล่วงถึงตอนเย็นแล้วมีผมกับครูดารินทร์เท่านั้น รู้สึกเสียวเหมือนกันถ้าคืนนี้มีคนพักแค่หลังเดียว แต่พอค่ำลงก็มีแขกทะยอยมาเช็คอินเรื่อย ๆ หลายหลังพอสมควรจนที่จอดรถเต็มจึงพออุ่นใจได้บ้าง





มุมมองจากรีสอร์ตไปยังท่าเรือผมว่าหาดทรายที่นี่สงบและสะอาดน่าลงเล่นน้ำมากกว่าชายหาดยอดนิยมหลายแห่งเสียอีก แต่วันนั้นทำไมมันช่างร้างผู้คนดีจัง






 


วันที่ 2 ชุมพร - เกาะเต่า

ผมไปที่ท่าเรือก่อน 6 โมงเช้าเล็กน้อยปรากฎว่าผู้คนคึกคักมาก มีทั้งเดินทางมาโดยรถบัส รถตู้ รถส่วนตัว มากที่สุดก็คือผู้โดยสารที่มากับรถทัวร์ของบริษัทเรือจากกรุงเทพ มาถึงต่างพากันนอนพักเอาแรง





ผู้โดยสารเป็นชาวต่างชาติกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ มากที่สุดฝรั่งตาน้ำข้าวรองลงมาเป็นญี่ปุ่น ชนกลุ่มน้อยคือพี่ไทยเราเอง





ที่ท่าเรือมีอาหารและเครื่องดื่มง่ายๆจำหน่ายด้วย ส่วนผมกับครูดารินทร์ทางรีสอร์ตจัดแซนด์วิชให้คนละกล่องกับกาแฟพอแก้ขัดไปได้





เทรนด์ของมนุษย์ยุค 2013 ก็คือก้มหน้าก้มตาจิ้มๆ รูดๆ ไปที่จอเล็ก ๆ บนฝ่ามือโดยไม่เลือกเวลาและสถานที่ ในภาพนี้มีคนบนม้านั่ง 8 คน มีเงยหน้าแค่ 2 คน คือคนนั่งเหม่อกินขนมกับคนนอนหลับ ใหนๆพูดถึงเรื่องนี้ขอเล่าต่ออีกเรื่องคือที่ร้านอาหารบนเกาะเต่าโต๊ะติดข้างผมมีนักท่องเที่ยวหนุ่มสาวชาวจีนสองคน (ผมเจอหนาตาพอกับชาวญี่ปุ่นทั้งนี้ไม่นับฝรั่งซึ่งเทียบกันไม่ติด) มานั่งรับประทานอาหารระหว่างรอพนักงานเสร์ฟต่างก็ก้มหน้าก้มตาจิ้มรูดบนมือถือของใครของมัน ระหว่างดูเมนูสายตายังชำเลืองจอไม่ให้คลาดสายตาซ้ายที่ขวาทีและตอนตักอาหารใส่ปากก็กระทำอาการเดียวกัน ผมเดาว่าตอนปฏิบัติกิจกรรมเลิฟซีนคงทำไปด้วยดูไปด้วยแบบนี้แน่นอน...





พวกที่ไม่นิยมจิ้มรูดก็ไปเดินเล่นชายหาดฆ่าเวลา





ทริปครั้งนี้ผมจองที่พักบนเกาะเต่ากับตั๋วเรือไปกลับผ่านทางบริษัทอินฟินิตี้ชุมพรโดยโอนเงินล่วงหน้า 50% ที่เหลือมาจ่ายที่เคาน์เตอร์เช็คอินเพื่อรับตั๋วและ Voucherโรงแรม หลังจากเช็คอินก็ได้รับสติ้กเกอร์ติดหน้าอกกับแท็กติดกระเป๋าสีชมพู เพราะเรือลำนี้ไปส่งผู้โดยสารที่เกาะนางยวน เกาะเต่า เกาะพงัน และเกาะสมุยตามลำดับ จึงต้องมีสติ้กเกอร์และแท็กติดกระเป๋าสีแตกต่างกันตามจุดหมายปลายทางเพื่อไม่ให้สับสน






ที่นั่งสำหรับค่าโดยสารราคาปกติอยู่ชั้นล่างส่วนผู้ที่ต้องการที่นั่งระดับวีไอพีชั้นบนต้องจ่ายเพิ่มตามราคาที่ติดไว้ ผมถามพนักงานสาวที่เคาน์เตอร์ว่ามันแตกต่างจากชั้นธรรมดายังไง หล่อนบอกว่าที่นั่งชั้นบนกว้างกว่าและมีที่อออกไปนอนอาบแดดด้วย





ใกล้เวลาลงเรือต่างไปเข้าคิวรอเป็นแถว คนยืนต่อจากครูดารินทร์เห็นหน้าตานึกว่าคนไทยพอฟังเสียงคุยกันแล้วกลายเป็นญี่ปุ่น





ระหว่างยืนรอหน้าเกทหมุนไปหมุนมาเหลือบไปเห็นป้ายไฟมีรูปหัวรถจักร์ไอน้ำ เอ้ย..ไม่ใช่..หัวรถจักร์ดีเซลของรถไฟไทย เกิดความรู้สึกเหมือนกับได้เจอญาติผู้ใหญ่ทันที เพราะหัวรถจักรแบบนี้แหละที่พาผมโดยสารเข้ามาเรียนต่อกรุงเทพเมื่อเกือบ 50 ปีมาแล้ว ป่านนี้ยังอนุรักษ์ไว้อีกหรือนี่ โอ้พระเจ้าจอร์ชมันช่างคลาสสิคเสียนี่กระไร หัวรถจักรแหลมๆของยุโรปในภาพล่างคลาสสิคสู้ไม่ได้เลยเนาะ...ฉนั้นสมควรอนุรักษ์ไว้ชั่วลูกชั่วหลานสืบไป

จากรูปโลโก้การรถไฟแห่งประเทศไทยมีรูปปีกครุฑหรือปีกนกเป็นส่วนประกอบผมเดาความคิดของผู้ออกแบบในตอนนั้นคงต้องการสื่อความหมายว่ารถไฟมีความเร็วราวกับติดปีกบินทีเดียว ซึ่งคงเป็นจริงตามนั้นถ้าเปรียบกับการเดินทางโดยพาหนะอื่นๆในสมัยรัชกาลที่ 5 และด้วยความภาคภูมิใจนี้จึงยังคงรักษาความเร็วในระดับนั้นมาจนทุกวันนี้





เกทหมายเลข 1 (เรียกให้โก้ไปงั้นเองที่จริงมีแค่เชือกกั้น) เปิดให้ลากกระเป๋าลงเรือเวลา 6 โมงครึ่ง  เรือออก 7 โมงตรงเวลา






ภายในเรือชั้นล่างแอร์เย็นใช้ได้วันนี้ผู้โดยสารเต็มจนล้นไปยังดาดฟ้าข้างนอก ข้างในนี้มีเคาน์เตอร์จำหน่ายเครื่องดื่มและของขบเคี้ยวไว้บริการ






ฝรั่งนี่ประหลาดห้องแอร์เย็น ๆ ไม่ชอบ ชอบออกมานั่งตากแดดเล่นเสียงั้นแหละ





ห้องวีไอพีชั้นบนแต่น้องหมาห้ามเข้าจึงต้องนั่งหอบแดดอยู่ข้างนอก





นั่งอยู่ภายในห้องโดยสารไม่รู้สึกถึงความเร็ว แต่ออกมายืนท้ายเรือเห็นฟองคลื่นและแรงลมปะทะหน้ารู้สึกได้เลยว่าเร็วสมชื่อ






ลูกเรือนำสัมภาระผู้โดยสารกองสุมๆกันอยู่บนหัวเรีอ แต่ผมก็เห็นมีผู้โดยสารหลายคนหิ้วกระเป๋าติดตัวลงไปในห้องโดยสารด้วย





นอกจากขนคนและสัมภาระแล้วยังขนสะเบียงอีกเพียบ (กองนี้ส่งลงเกาะนางยวนทั้งหมด) จากสะเบียงที่เห็นทายนิสัยการกินของนักท่องเที่ยวบนเกาะได้เลย





เรือเทียบท่าจุดแรกที่เกาะนางยวน มีนักท่องเที่ยวลงแยะพอสมควร





เกาะนางยวนเขาห้ามนำขวดน้ำพลาสติกและเครื่องดื่มกระป๋องทุกชนิดขึ้นบนเกาะ เรือรับนักท่องเที่ยวลำนี้จึงลงทุนเขียนคำเตือนนี้ไว้ข้างเรือ





หินรอบเกาะรูปร่างแปลกๆและซ้อนกันเหมือนมีใครนำมาจัดวาง





จากเกาะนางยวน..สถานีต่อไป..เกาะเต่า





เรือใช้เวลาวิ่งประมาณ 20 นาทีถึงท่าเทียบเรืออ่าวแม่หาด เกาะเต่า เวลา 9.15 น.ตามเวลา






เรือเล็กที่จอดอยู่นี้รู้ทีหลังว่าเป็นเรือเช่าเหมาลำไปดำน้ำชมปะการังรอบเกาะ




 

นั่งรอแถวยาวด้านขวานั้นเป็นผู้โดยสารกำลังรอขึ้นเรือลำเดียวกันเพื่อต่อไปยังเกาะพงันและเกาะสมุย




 


สุดทางเดินมีทางออกสองทางแต่ไปทางไหนก็โผล่ไปที่ถนนข้างนอกใกล้ๆกัน





มีคนรอต้อนรับเพียบ



 


ญาติใครมารับดูรายชื่อบนป้ายก็แล้วกัน


 

 

"...แท้ก..ซี่..แท๊กซี่.".. ต้องออกแอ็กเซ่นหน่อย ๆ จึงจะได้อารมณ์ขณะนั้น


 


แต่นักท่องเที่ยวหมวกสีชมพูรายนี้แม้จะถูก..แท้ก...ซี่..และเซลส์โรงแรมตื้อยังไงก็ไม่สน





เดินลิ่วไปข้างหน้าลูกเดียวเพราะตามโพยบอกว่าออกจากท่าเรือให้เลี้ยวซ้ายตรงไปประมาณ 200 เมตรก็ถึงโรงแรมที่พัก ปลายสุดถนนนั่นแหละครับ





ที่ผมเลือกพักที่นี่ (จองล่วงหน้าร่วม 2 เดือน) เพราะอยู่ใกล้ท่าเรือและย่านชุมชนหลักของเกาะ เรือเช่าไปดำน้ำชมปะการังก็จอดอยู่ที่หาดนี้ อีกประการหนึ่งที่ไม่เลือกรีสอร์ตหรูที่ตั้งอยู่ตามเขารอบเกาะถึงแม้จะเห็นวิวสวยสุดยอดทั้งๆที่ราคาก็ไม่หนีกันเท่าไหร่ถ้าแลกกับทำเล แต่จากที่ดูในเว็บหลายแห่งกว่าจะขึ้นถึงห้องพักได้ต้องออกแรงปีนป่ายพอสมควรไม่เหมาะกับวัย ส.ว.ยิ่งนัก และรีสอร์ตพวกนี้ส่วนมากอยู่เป็นเอกเทศไกลตลาดไปมาลำบากหาของกินยาก อาหารโรงแรมไม่ค่อยถูกปากกับโลโซประเภทรสนิยมสูงรายได้ต่ำอย่างเราๆเท่าไหร่





อนันดาวิลล่าแห่งนี้ผมดูแล้วเหมือนเป็นอุตสาหกรรมในครอบครัว ผู้จัดการสาวน่ารักเรียกตัวเองว่าดาบริการแบบเป็นกันเอง ผมอยากถามเหมือนกันว่าชี่ออนันดามาจากชื่อเธอหรือเปล่า ตอนผมไปเช็คอินแกบอกว่าถ้าเอาห้องที่จองไว้ซึ่งผมจองชั้นบนห้องที่สองเพราะคิดว่าจะเห็นวิวทะเลชัดกว่าชั้นล่างก็สามารถเข้าพักได้เลย แต่มีอีกห้องหนึ่งอยู่ชั้นล่างห้องริมติดทะเลวิวสวยกว่าถ้าต้องการต้องรอนิดหนึ่งเพราะคนพักเดิมจะเช็คเอ้าท์ตอนเที่ยง ระหว่างนี้ฝากกระเป๋าไว้ที่อ้อฟฟิสก่อนจะเข้าห้องน้ำอาบน้ำอาบท่าก็เชิญเลยอยู่ด้านหลัง ผมไปดูห้องแล้วก็เปลี่ยนใจเอาห้องนี้ ระหว่างรอจะได้ถือโอกาสไปเดินสำรวจหาดสำรวจตลาดพร้อมกับหาเรือเช่าไปดำน้ำพรุ่งนี้






ห้องพักสะอาดกว้างขวาง





ผมสังเกตุว่าบนเกาะเต่านี้มีอะไรเกี่ยวกับเต่าเยอะเลย





มุมมองจากทะเลห้องพักชั้นบนห้องแรกมีหน้าต่างเปิดรับลมทะเลแต่ราคาแพงกว่าเพื่อน เดิมที่ผมกะว่าจะพักชั้นบนจะได้ชมวิวทะเลนั้นดูจากนี้แล้วสู้ห้องที่เลือกไหม่ไม่ได้เพราะมีต้นไม้บัง เรือนพักขวามือรู้สึกว่าจะเป็นห้องพักเหมือนกันแต่ไม่มีแอร์เห็นฝรั่งที่เข้าพักเปิดหน้าต่างรับลมธรรมชาติ ซึ่งก็คงเป็นของชอบเขาละเพราะผมเห็นมีห้องพักชั้นเดียวขนาดเตียงเดี่ยวหลายหลังตั้งอยู่ในสวนมะพร้าว แอบมองข้างในมีมุ้งกางด้วย





โรงแรมไม่มีอาหารเช้า แต่ด้านหน้าบริเวณเดียวกันมีร้านอาหารตามสั่งทั้งอาหารไทยและฝรั่ง สนนราคาสมเหตุสมผลถัาเทียบกับเป็นเมืองท่องเที่ยวแถมเป็นเกาะด้วย อย่างอาหารจานเดียวราคา 80 บาท แต่จานใหญ่เบ้อเริ่มกินคนเดียวแทบไม่หมดที่สำคัญรสชาติใช้ได้ เพราะเหตุนี้หรือเปล่าร้านนี้จึงมีลูกค้าเต็มร้านตลอดเวลาตั้งแต่เช้ายันค่ำ ผมเดินสำรวจร้านอาหารอื่นในย่านนี้ซึ่งก็มีหลายร้านเพื่อเปลี่ยนรสชาติบ้างแต่ทุกร้านเหงาไม่ค่อยมีลูกค้า จึงต้องฝากท้องไว้ที่นี่เกือบทุกมื้อ


 


คราวนี้มาเดินเล่นชมบ้านชมเมืองกัน เต่าตัวนี้อยู่ตรงหาดข้างอาคารที่พักพอดี หาดทรายบริเวณอ่าวแม่หาดน้ำใสทรายขาวละเอียดพอสมควรน่าลงเล่นน้ำกับเต่า





ดูเต่ากันชัดๆ คนปั้นเก็บรายละเอียดได้ดีทีเดียวมีชีวิตชีวาไม่แข็งทื่อ เสียดายตอนนี้น้ำลงกลายเป็นเต่าเกยตื้น แต่ถ้าเป็นตอนน้ำขึ้นปริ่มเสมอเต่าก็จะดูเหมือนเต่ายักษ์กำลังว่ายน้ำ




 

ท่าเรือที่ขึ้นมาเมื่อตะกี้ เรือสีแดงลำใหญ่เป็นเรือนอนไปสุราษฎร์ธานีออกตอนกลางคืน




 

 

ภาพเด็กเล่นหม้อข้าวหม้อแกงแบบนี้นับวันจะหาดูได้ยากจากสังคมในเมืองใหญ่





ฝรั่งคนนี้ดูท่าสบายอกสบายใจมาก บนเกาะเต่านี้ผมมีความรู้สึกว่ากำลังอยู่ในเมืองใดเมืองหนึ่งในยุโรป ตลอดสองวันที่ผมเดินท่องหาดแถวนี้ยังไม่เจอนักท่องเที่ยวไทยซักคน






วัสดุก่อสร้างบนเกาะเต่านี้น่าจะแพงเอาเรื่องเพราะต้องนำเข้าจากแผ่นดินใหญ่ รวมทั้งแรงงานก่อสร้างเท่าเห็นล้วนอิมพอร์ตมาจากประเทศข้างเคียงทั้งสิ้น






ถนนบนเกาะเต่ามีขนาดไม่กว้างนักและมีลักษณะขึ้นเขาลงเขาเป็นตลอด ช่วงนี้เป็นช่วงโลว์ซีซั่นจึงดูเงียบเหงา







การเดินทางภายในเกาะสำหรับนักท่องเที่ยวนอกจากสองเท้าแล้ววิธีสะดวกที่สุดมี 2 วิธีคือ ใช้บริการรถแท้กซี่ซึ่งรถแท้กซี่บนเกาะนี้ไม่เหมือนที่ใดในประเทศไทย ที่นี่เขาใช้รถปิ้คอัพ(ส่วนมากชนิดโฟร์วีล) กระบะหลังมีเบาะนั่งยาว 2 แถวไม่มีหลังคา ค่าโดยสารเป็นลักษณะเหมาถ้านั่งหลายคนก็หารกันถูกหน่อย ผมเคยถามราคาจากหาดทรายรีมาหาดแม่หาด 300 บาท





แต่วิธีที่นิยมกันก็คือการเช่ามอเตอร์ไซค์ขับเองซึ่งมีให้บริการทั่วเกาะการเช่าก็ไม่ยุ่งยาก ผมคิดจะเช่าเหมือนกันแต่คำนวนแล้วไม่คุ้มเพราะไม่คิดจะไปไหนเท่าไหร่ จึงไม่รู้ราคาค่าเช่าปัจจุบันวันละเท่าไหร่ แต่เคยอ่านจากเว็บไม่แพงนัก





สารพัดผลไม้ปั่นน่าจะเป็นของโปรดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจึงมีร้านลักษณะนี้หลายร้าน จากป้ายราคามะพร้าวน้ำหอมแช่เย็นลูกละ 50 บาท ทำให้นึกถึงมะพร้าวที่ขนลงเกาะนางยวนในภาพข้างบน กองเป็นภูเขาขนาดนั้นจะขายได้ราคาแค่ไหน นี่ขนาดคิดราคาข้างถนนนะ





บริเวณสี่แยกใกล้กับท่าเรือช่วงเรือเข้าออกตอนเช้าจะมีเซลส์แมนขายบริการเช่าเหมาเรือหางยาวเที่ยวรอบเกาะคอยดักจับเหยื่อที่เดินผ่านมาอยู่หลายรายโดยมีแผนที่เกาะขนาดเอ 4 ผนึกบนกระดาษแข็งเป็นสื่อประกอบ





ผมไปติดเบ็ดหมุ่มผิวเข้มรายนี้ซึ่งเป็นทั้งเซลส์แมนและคนขับเรือ ตอนแรกเสนอราคาเช่าทัวร์ดำน้ำรอบเกาะ 1 วัน อุปกรณ์ดำน้ำพร้อมราคา 2,500 บาท ผมยังเฉยจึงลดลงเหลือ 2,000  เห็นผมยังไม่ตัดสินใจจึงลดลงอีก 1,800 ผมคิดในใจราคานี้พอรับได้เพราะจากข้อมูลที่ค้นมาก็ประมาณนี้แต่ขอต่อเป็น 1,500 บาท แกอิดเอื้อนนิดหน่อยแต่ก็โอเค นัดกัน 8 โมงเช้าพรุ่งนี้ที่นี่โดยมัดจำไว้ 100 บาท ที่จริงแกขอมัดจำมากกว่านี้ (ภาพนี้ถ่ายเช้าวันขากลับแกย้ายมาหาเหยื่ออีกถนนหนึ่งบอกว่าที่เดิมมีพรรคพวกอยู่กันหลายคนแล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงโลว์ลูกค้าหายากจึงต้องแยกๆกันหา ก่อนหน้าที่จะได้ผมเป็นลูกค้าว่างมา 3 วันแล้ว มิน่าจึงลดแล้วลดอีก ซึ่งตอนที่ตกลงราคากันนั้นผมก็ชักหวั่นใจเหมือนกันว่าทำไมมันง่ายจัง ทำให้ต้องต่อมัดจำเหลือร้อยเดียวเผื่อโดนเบี้ยวก็ถือว่าฟาดเคราะห์)




จากหาดแม่หาดมีทางเดินข้ามเขาไปหาดทรายรีระยะทางประมาณ 1.5 ก.ม.






สถานที่สำคัญบนหาดทรายรีคือพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ซึ่งข้าราชการทหารเรือ ข้าราชการพลเรือน พร้อมด้วยประชาชนบนเกาะเต่า น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสร้างถวายเมื่อ 13 เมษายน 2544





ตู้ไปรษณีย์บนลานข้างพระบรมราชานุสาวรีย์ทำได้เก๋ไก๋เป็นสื่อโฆษณาไปในตัวแต่สีแตกลายงาล่อนแล้ว ตอนแรกผมคิดว่าเกาะเต่าตั้งอยู่ในจังหวัดชุมพรเพราะข้อมูลการติดต่อต่างๆดูจะเกี่ยวข้องกับชุมพรทั้งนั้น มารู้เอาตอนหลังว่าเกาะเต่าขึ้นกับ อ.เกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลงโง่อยู่เสียตั้งนาน





ใกล้กับตู้ไปรษณีย์ คุณยายท่านนี้คงนั่งปลงสังขารในใจว่า "..ตอนสาว ๆ ชั้นหุ่นดีกว่านี้อีก..หล่อนเทียบไม่ติดหรอกย่ะ..."





บนเกาะเต่านี้ธุรกิจที่ขึ้นหน้าขึ้นตาที่สุดไม่นับกิจการเกี่ยวกับโรงแรมที่พักร้านอาหาร คงเป็นกิจการทัวร์ดำน้ำเห็นตั้งเรียงรายตลอดทางพอๆกับกิจการให้เช่ารถมอเตอร์ไซค์ รองลงมาก็คงเป็นกิจการสปา นวดแผนไทย




 

เดินแถวนี้เคลิ้มๆว่ากำลังเดินอยู่เมืองนอกได้เหมือนกัน เพราะนอกจากคนทำงานในกิจการเหล่านี้ที่เป็นคนไทยนอกนั้นเป็นฝรั่งต่างชาติหมด แต่ชักไม่แน่เสียแล้วผมเห็นพนักงานต้อนรับและคนทำงานเกี่ยวกับกิจการดำน้ำเป็นฝรั่งเกือบทั้งนั้น นอกจากผู้คนแล้วตัวหนังสือบนป้ายร้านรวงต่างๆ เป็นภาษาปกิตทั้งนั้น ต่อไปนี้คือภาพส่วนหนึ่งของบรรยากาศเมืองฝรั่งจำลองที่หาดทรายรี













แท้กซี่ที่จอดนี่แหละครับที่ผมไปถามราคาจากหาดทรายรีไปหาดแม่หาดเพราะขี้เกียจเดินกลับ ได้ราคาเหมา 300 บาท กับระยะทางกิโลเมตรกว่าๆ งั้นเดินกลับเองดีกว่า ผมจับเวลาเดินชมโน่นชมนี่ไปเรื่อยใช้เวลาครึ่งชั่วโมง





นั่นแน่...เจอแล้ว...ธุรกิจของคนไทย โดยคนไทย เพื่อคนไทย ขนานแท้ดั้งเดิม... ระหว่างรอส้มตำปูรสแซบครูดารินทร์สัมภาษณ์แม่ค้าคนนี้ได้ความว่าเป็นคนสุโขทัย (อู้คำเมืองได้ด้วย) อพยพครอบครัวมาทำมาหากินบนเกาะเต่าพร้อมกับเพื่อนอีกครอบครัวหนึ่งหลายปีมาแล้ว โดยเพื่อนขายก๋วยเตี๋ยวส่วนตนเองขายไก่ย่างส้มตำ ปัจจุบันเพื่อนร่ำรวยมีรถมีราหอบเงินไปสร้างบ้านใหญโตที่สุโขทัยกำลังจะเลิกขายอพยพกลับบ้านประเภทรวยแล้วเลิก ส่วนตนเองยังงกๆขายส้มตำเลี้ยงลูกเลี้ยงผัวเหมือนเดิมสมบัติมีค่าก็คือรถเข็นคันนี้แหละ ที่เป็นยังงี้เพราะสามีไม่เอาไหนได้แต่กินเหล้างานการไม่เป็นโล้เป็นพายแถมชอบซ้อมเมียเป็นงานอดิเรกอีกต่างหาก..เฮ้อ..ชิวิต..แต่ก็ทางใครทางมัน สำนักงานส่งเสริมสุขภาพแห่งชาติหรือ ส.ส.ส.ที่ทำสปอตทีวีรณรงค์ ลด ละ เลิก เหล้า น่านำกรณีนี้ไปเป็นไอเดียบ้าง






ผมขอจบวันที่ 2 ด้วยภาพนางอายขาว

 

 


 

โปรดติดตาม...ตอนที่ 2


 

แก้ไขล่าสุด ใน ต.ค.292013

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 729 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน