ผัดไทยไวโอลิน

ต.ค.312009

 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาไปทำบุญกับครอบครัวที่บ้านจังหวัดพะเยา มื้อกลางวันคุณแม่นิรมลชวนไปกินผัดไทยเจ้าอร่อยที่อำเภอจุน จึงยกขบวนไปกินกันทั้งครอบครัว อำเภอจุนอยู่ห่างจากตัวเมืองพะเยาประมาณ 45 ก.ม. ร้านผัดไทยเจ้านี้อยู่ในอำเภอจุน ตรงข้ามกับวัดห้วยข้าวก่ำ หาไม่ยาก เพราะจุนเป็นเมืองเล็ก ๆ แต่มีแนวโน้มว่าจะขยายตัวในอนาคต เพราะเป็นทางผ่านไปยังจุดท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น เชียงราย ภูชี้ฟ้า ภูลังกา หรือผ่านลงไปจังหวัดน่าน





มาถึงหน้าร้านก็สงสัยกับป้ายหน้าร้าน "ผัดไทยไวโอลิน" ว่าผัดไทยมันเกี่ยวข้องไวโอลินยังไง ตอนแรกคิดว่าคงเป็นชื่อลูกสาวของเจ้าของร้านมั้ง





ไปถึงตอนเที่ยงคนเต็มร้าน ไปได้โต๊ะด้านในสุด มุมร้านตรงนี้ ตั้งทีวี เครี่องเสียง เปิดวีซีดีคาราโอเกะเพลงสุนทราภรณ์เบา ๆ แต่ไปสะดุดกับไวโอลินที่วางอยู่ข้าง ๆ จึงพอเข้าใจในเบื้องต้นว่า ร้านนี้คงเกี่ยวข้องกับไวโอลินตรงนี้เอง เจ้าของร้านคงชอบไวโอลินและมีไว้เล่นยามว่างจากการขายผัดไทยเท่านั้น





อาหารเด่นของร้านนี้ก็คือผัดไทย ถ้าสั่งผัดไทยที่นี่ต้องใจเย็น ๆ เพราะร้านนี้พิถีพิถันในการผัดมาก แต่เมื่อได้รับประทานแล้วก็อร่อยสมกับที่ตั้งใจมาชิม เพราะเส้นเหนียวนุ่มไม่แฉะ ไม่ว่าจะเป็นเส้นเล็กหรือวุ้นเส้น  ส่วนผสมเข้ากันได้ดีรสชาติกลมกล่อม ไม่หวาน ไม่เค็ม ไม่เปรี้ยวจนเกินไป แทบไม่ต้องเติมเครื่องปรุงด้วยซ้ำไป นอกจากนี้ปริมาณก็ไม่เอาเปรียบลูกค้า จานเดียวก็อิ่มได้





อาหารอีกอย่างที่สั่งคือบะหมี่เกี้ยว เส้นบะหมี่เป็นเส้นบะหมี่เส้นเล็ก ๆ  ไม่เหมือนกับเส้นบะหมี่ทั่วไป ลวกได้เหนียวนุ่มพอดี แต่ผมว่าที่เด่นคือรสชาติของน้ำซุปที่อร่อย เสียดายไม่ทันได้ถ่ายรูป เพราะพอยกมาตั้งปุ้ปก็จัดการทำลายหลักฐานทันที ส่วนอาหารรายการอื่น ๆ ไม่ได้สั่งมาทดลองเพราะอิ่มเสียก่อน





ระหว่างจัดการกับผัดไทยและบะหมี่เกี้ยว ก็ได้ยินเสียงไวโอลินบรรเลงเพลงปาหนันแว่วมา หันไปมองที่มาก็เจอกับคุณลุงคนนี้ที่เมื่อตอนเข้าร้านมาเห็นกำลังผัดไทยอย่างขมักเขม้น แต่ตอนนี้กำลังสีไวโอลินตัวที่เห็นวางอยู่นั้น เริ่มด้วยเพลงปาหนันต่อด้วยสนต้องลม กล้วยไม้ ม่านไทรย้อย รักเอย พะเยารอเธอ และอีกหลาย ๆ เพลงโดยบรรเลงต่อเนื่องกันแบบเมดเล่ย์ อย่างไพเราะห์พริ้วไหว เห็นดังนั้นจึงเข้าใจคำว่า "ผัดไทยไวโอลิน" ที่ขึ้นอยู่ในป้ายหน้าร้านว่ามีความสัมพันธ์กันดังนี้นี่เอง





มาทำความรู้จักกับนักไวโอลินที่ชื่อลุงทองปอน สันโดษ ซึ่งเป็นเจ้าของร้านผัดไทยไวโอลินแห่งนี้ จากข้อเขียนในหนังสือพิมพ์ "พะเยารัฐ" เขียนโดย สงกรานต์ ปัญญา ฉบับเดือนเมษายน 2547 ขออนุญาตินำลง ดังนี้

"......ลุงทองปอน สันโดษ อายุ 68 ปี เปิดร้านขายผัดไทยอยู่บริเวณหน้าวัดห้วยข้าวก่ำมานานแล้ว จนเป็นร้านผัดไทยตำนานเมืองจุน ใครผ่านไปมาต้องแวะเป็นลูกค้าประจำ เสน่ห์ของร้านผัดไทยลุงทองปอน มากกว่าความอร่อยที่มอบให้ลูกค้าแล้ว คุณลุงยังมีเสียงดนตรีขับกล่อมที่แสนโรแมนติกให้เป็นของแถมด้วย




ลุงทองปอนบอกว่าจับไวโอลินตั้งแต่อายุ 20 ปี รู้สึกชอบ จึงอยากเล่นให้เก่ง จากนั้นก็อาศัยครูพักลักจำ ตอนที่คนอื่นเล่นจนเล่นได้ จากนั้นไวโอลินจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เมื่อมาเปิดร้าน ก็ตั้งใจจะถ่ายทอดอารมณ์ให้กับคนที่ชอบเสียงดนตรีได้ฟังบ้าง กลุ่มผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นคนที่อายุมาก บางคนมาทานผัดไทยไปพร้อม ๆ กับการฟังดนตรีจากไวโอลิน บางคนตั้งใจมาเพื่อจะฟังการสีไวโอลินอย่างเดียว




"คนที่รู้จักกับลุง เขาจะมาเพื่อมาดูลุงเล่นอย่างเดียว บางครั้งเราสีไปเขาก็ร้องตาม เราก็แปลกใจที่เขาร้องตาม ลุงมีความสุขกับสิ่งที่ชอบ แล้วดีใจที่เราได้ทำมันด้วย" ลุงปอนกล่าว

ตอนนี้ลุงทองปอนมีคนรู้จักมากมายจากฝีมือการสีไวโอลิน หลายครั้งหลายครา มีคนจ้างให้ไปแสดงไวโอลินโชว์ในสถานที่ต่าง ๆ อาทิ โรงแรมในจังหวัดเขียงราย แต่ก็ปฏิเสธไป เพราะรู้ว่าการไปเล่นในสถานที่บางแห่ง ต้องเล่นตามคำสั่ง แต่สิ่งที่ลุงทองปอนเล่นไวโอลินทุกวันนั้น เกิดจากการเล่นไปตามอารมณ์ และได้ทำในสิ่งที่ชอบมากกว่า

"ลุงเล่นไวโอลินให้คนอื่นฟัง เพื่อใหคนที่มาในร้านลุงอารมณ์ดี สุขภาพจิตดี เพราะลุงเล่นมาทุกวันสุขภาพจิตของเราจะเยี่ยมเลย ถึงจะมีอายุตั้ง 68 ปีแล้วก็ตาม มันส่งผลกับตัวเราด้วย ลุงเชื่อว่าถ้าเรารู้จักหาทางออกทางใจ และมองโลกในแง่ดี เราก็จะมีจิตใจที่ดี ลุงคิดว่า ดนตรีไม่เคยเป็นเป็นฆาตกรฆ่าใคร มีแต่จะให้กับคน ๆ นั้น" ลุงทองปอนกล่าว......"




สิ่งที่ลุงทองปอนพูดเป็นความจริงครับ ขณะนี้ พ.ศ. 2552 ลุงทองปอนอายุ 73 ปีแล้ว ลุงก็ยังมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดีเยี่ยม เล่นไวโอลินไป พร้อมกับปล่อยอารมณ์ผ่านรอยยิ้มอย่างผ่อนคลาย ดูแล้วไม่เหมือนกับคนวัย 73 ปีเลย




ไม่ใช่อารมณ์ดีเฉพาะลุงทองปอนเท่านั้น ครอบครัวของลุงทุกคนที่ช่วยกันอย่างแข็งขันภายในร้าน ต่างก็อารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสกันทุกคน ทำให้บรรยากาศภายในร้านสบาย ๆ เป็นกันเอง คลุกเคล้าไปกับเสียงตนตรีจากไวโอลิน "ลุงทองปอน สันโดษ"






แถว ๆ สามแยกก่อนเข้าอำเภอจุนประมาณ 10 ก.ม. หากมาทางพะเยา เมื่อก่อนนี้จะเป็นย่านขายไม้เก่า แต่ปัจจุบันนี้มีการเพิ่มมูลค่าโดยนำไม้เก่านั้นมาผลิตเป็นศาลาพักผ่อน รูปทรงสี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม แปดเหลี่ยม มีตั้งแต่ขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.50 เมตร ไปจนถึงขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 5 - 6 เมตร จากการสอบถามได้ความว่า ขณะนี้เป็นที่ต้องการของตลาดมาก มีการผลิตส่งให้ลูกค้าตลอดเวลา  ลูกค้ามีตั้งแต่จังหวัดใกล้เคียงไปไกลจนถึงภูเก็ตโน่น  โดยมีบริการส่งถึงที่ ถ้าเป็นศาลาขนาดเล็กจะนำวางบนรถพ่วงใช้รถปิ้คอัพลากไป ถ้าศาลาขนาดใหญ่จะสร้างแบบ Knockdown คือถอดประกอบได้ แล้วนำขึ้นรถบรรทุกแล้วไปประกอบอีกครั้ง ราคาบวกค่าขนส่งแล้วสมเหตุสมผลดี (จริง ๆ แล้วราคาน่าถูกกว่านี้ แต่คนขายบอกว่าการขนส่งต้องเสียเบี้ยบ้ายรายทางพอสมควร) เท่าที่สอบถามหลาย ๆ ร้านในย่านนี้ ราคาจะใกล้เคียงกัน แต่บางร้านอาจจะมีรูปแบบแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด และถ้าลูกค้าต้องการแบบนอกเหนือจากแบบมาตรฐานก็สามารถสั่งได้

 






ครูดารินทร์สนใจศาลารูปแปดเหลี่ยมหลังนี้ กำลังต่อรองกับเจ้าของร้าน เป็นศาลาเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3.50 เมตร ทำสีธรรมชาติ กะว่าจะสั่งไปตั้งที่สวนหน้าบ้านเชียงใหม่ ราคาบวกค่าขนส่ง 2 หมื่นต้น ๆ





ดูโครงสร้าง วัสดุที่เป็นไม้จริงทั้งหลังและฝีมือแล้วก็สมกับราคา กับผลงานฝีมือของสล่าชาวบ้าน (สล่า = ช่างที่มีฝีมือ บางครั้งศิลปินชาวเหนือชอบเรียกตัวเองว่าเป็นสล่าแทนคำว่าศิลปิน) แม้สัดส่วนบางจุดอาจไม่ลงตัวบ้าง เช่น ความสูง ความลึกของที่นั่ง และความเอียงของพนักพิง ก็ได้แนะนำขนาดที่เหมาะสมให้ ซึ่งสล่าก็พร้อมนำไปปรับปรุงเพื่อให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น แม้แต้ลวดลายบางจุดถ้าไม่ชอบใจก็สามารถเปลี่ยนได้ โดยมีรูปตัวอย่างให้เลือก แต่บางครั้งผลงานสำเร็จออกมาอาจไม่เหมือนกับในรูปเป๊ะก็ได้ ทั้งนี้เพราะว่า ระหว่างทำงานนั้น สล่าอาจใส่อารมณ์ศิลปินของแต่ละคนลงไปด้วย ถ้าได้อย่างนี้ก็เจ๋งเลย 

ในการเลือกแบบศาลาคราวนี้ครูดารินทร์ขอเปลี่ยนแบบลายฉลุรอบชายคา โดยชี้ไปที่ลายหนึ่งในรูปถ่าย หนุ่มลูกชายเจ้าของร้านซึ่งจบปริญญาตรีครุศาสตร์จากมหาจุฬาลงกรณ์ ฯ โดยบวชเรียนตั้งแต่เป็นเณรบอกว่า "ชอบลายแมงเวานี่หรือ" ทำเอาครูดารินทร์งงเต็กทันที จึงย้อนถามว่าแมงเวาคือแมงอะไร ทิดหนุ่มคนนั้นก็ตอบทันทีว่า "แมงเวาก็คือแมง Scorpion ลายแมงเวาก็คือลาย Scorpion" ทำเอาทุกคนต้องร้องอ๋อทันที เพราะคำว่า แมงเวา เป็นภาษาเหนือหมายถึง "แมงป่อง" นั่นเอง มีอีกลายหนึ่งที่ติดตรงกลางไม้ไขว้ใต้ที่นั่ง เดิมเป็นรูปหัวใจ (ในรูปถัดจากรูปบนนี้) เห็นว่ามันหวานแหววไป จึงขอเปลี่ยนเป็นลายประจำยามคือเป็นรูปสี่เหลี่ยมวางตะแคง ทิดหนุ่มก็บอกว่าที่นี่เขาเรียกว่าลาย "กำยาม"




ลูกค้าบางคนซื้อแล้วนำไปทาสีใหม่ก็สวยไปอีกแบบ



เข้ามา Update เพิ่มเติม
มาแล้วครับหลังจากสั่งไป 1 อาทิตย์ พ่วงรถปิ้คอัพมาส่งถึงบ้านแต่เช้ามืด บอกว่าออกเดินทางจากอำเภอจุนตั้งแต่ตีสอง




ติดตั้งเสร็จปุ้ป นังแบม (ล่าง) กับนังไทเกอร์ (บน) ก็ขึ้นมาจองที่ทันทีโดยไม่ต้องให้เชิญ



 

 

แก้ไขล่าสุด ใน ส.ค.072011

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 406 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน