See Angkor Wat and Die



See Angkor Wat and Die

ประโยคอมตะเวลากล่าวถึงนครวัดสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลกยุคปัจจุบัน แปลความหมายว่า ถ้ายังไม่ได้ชมนครวัดแล้วอย่าเพิ่งตาย หรือ You must see Angkor Wat before you die ทำนองว่าถ้าได้ชมนครวัดแล้วก็ตายตาหลับว่างั้นเถอะ  แค่หลังจากที่ผมกับครูดารินทร์เดินชมนครวัดจนขาลากแล้วลากอีกอยากจะเปลี่ยนประโยคนี้เสียใหม่เป็น

You must see Angkor Wat before you old คือ ให้รีบไปชมนครวัดซะก่อนที่จะแก่ ไม่งั้นจะไม่มีแรงเดินชมได้ทั่ว เอ๊ะ..พูดอย่างนี้แสดงว่าผมยังไม่แก่สินะ...

แต่ก่อนจะถึงเรื่องนครวัดหรือปราสาทอื่น ๆ  ผมขอเล่ารายละเอียดการเดินทางทริปนี้โดยรวมเสียก่อนตามธรรมเนียม





ทริปกัมพูชาของผมกับครูดารินทร์ครั้งนี้ แตกต่างจากทริปทั่วไปที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งที่ผ่านมาเป็นการวางแผนเดินทางเองลุยเองเรียกว่าเที่ยวโดยไม่ง้อทัวร์ แต่ในครั้งนี้ผมขอบอกตามตรงว่าในความรู้สึกของผมกับประเทศกัมพูชายังอยู่ในด้านลบ ยังคิดว่าเป็นประเทศที่น่ากลัว ไม่ปลอดภัยสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวตามลำพัง (หลังจากกลับมาแล้วผมเล่าการเดินทางเที่ยวนี้ให้ญาติมิตรเพื่อนฝูงฟัง ส่วนมากจะถามเป็นเสียงเดียวกันว่าไปเที่ยวกันสองคนแบบนี้ไม่น่ากล้วเหรอ ประเทศเขาเป็นยังไง ? แสดงว่ายังมีความรู้สึกต่อประเทศกัมพูชาเช่นเดียวกับผมในตอนแรกอยู่ แต่จะจริงตามนั้นหรือไม่ ? ...ตามไปดูครับ..)





ฉนั้น เมื่อไม่มั่นใจที่จะเดินทางไปเองเช่นนั้นจึงต้องพึ่งบริการของบริษัททัวร์ ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลในเน็ตพบว่าส่วนมากจะคล้าย ๆ กัน ทั้งจำนวนวันโปรแกรมทัวร์และค่าใช้จ่าย ต้องเดินทางกันเป็นกรุ้ปมีทั้งกรุ๊ปเล็กกรุ๊ปใหญ่ และเลือกช่วงเวลาเดินทางตามที่บริษัทกำหนดไม่สามารถกำหนดเองได้ และการเริ่มต้นทัวร์ส่วนมากจะเริ่มจาก กทม. แต่ถ้านัดเจอกันที่ชายแดนอรัญฯ ราคาลงลงนิดหน่อย ความตั้งใจของผมอยากไปเริ่มต้นที่อรัญฯ เพราะครูดารินทร์ต้องการแวะช้อปที่ตลาดโรงเกลือก่อนหรือหลังจากกลับจากกัมพูชาแล้วแต่สถานการณ์ จึงลองสืบค้นหาบริษัททัวร์ท้องถิ่นแถว ๆ สระแก้ว อรัญฯ อาจจะคล่องตัวกว่าทัวร์จาก กทม. จึงไปเจอบริษัทข้างบนนี้ครับ ซึ่งหลังจากคุยรายละเอียดกันแล้ว ก็พบว่าตอบโจทย์ผมได้อย่างครบถ้วน จีงลงเอยที่บริษัทนี้






ข้อมูลที่ได้รับคือ ทัวร์นี้เริ่มต้นจากด่านชายแดนไทยอรัญญประเทศ เดินทางกี่คนก็ได้ สองคนก็รับ จะเดินทางวันไหนกำหนดเองได้ตามสดวก ถ้าสองคนพาหนะเดินทางในกัมพูชาใช้รถโตโยต้าคัมรี่ตลอด สำหรับราคาทัวร์ผมดูแล้วก็ไม่แตกต่างจากกรุ๊ปทัวร์ ราคาดังกล่าวรวมทุกอย่างตั้งแต่พาหนะ ที่พัก อาหารทุกมื้อ ค่าเข้าชม มีไก้ด์หนึ่งคนพร้อมคนขับรถ ไก้ด์เป็นชาวกัมพูชาพูดไทยได้ โดยบริษัทมีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกการเข้าออกชายแดนไทย กัมพูชา ส่วนโปรแกรมทัวร์ 2 คืน 3 วันก็เป็นโปรแกรมมาตรฐานเหมือนทัวร์ทั่ว ๆไป อาจจะสลับสถานที่และเวลากันบ้างนิดหน่อย สำหรับรถส่วนตัวนำไปจอดที่บริษัทซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 4 ก.ม. ซึ่งจะมีมีรถรับส่งไปกลับชายแดน


ที่ว่าตอบโจทย์ผมได้ก็คือมีลักษณะเหมือนเราไปเที่ยวกันเองสองคน เป็นอิสระไม่ต้องพวักพวงให้เพื่อนร่วมกรุ๊ปเขม่น เพราะครูดารินทร์ชอบแวะโน่นแวะนี่ (ช้อปของกิน) ส่วนผมชอบเถลไถลถ่ายรูปไปเรื่อย  ที่สำคัญตัดปัญหาความไม่มั่นใจในความปลอดภัยและความกังวลอื่นๆ เพราะบริษัทดำเนินการให้ทุกอย่าง ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลวางแผนเอง ซึ่งพักหลังนี้ผมชักขี้เกียจแล้ว อยากเที่ยวแบบเรื่อย ๆ ชิว ๆ โดยที่ตอนกลางคืนไม่ต้องมานั่งทำการบ้านสำหรับวันรุ่งขึ้น สรุปก็คือทัวร์กัมพูชาของผมกับครูดารินทร์ครั้งนี้ เป็นการผสมผสานกันระหว่าง "เที่ยวโดยไม่ง้อทัวร์กับเที่ยวแบบต้องง้อทัวร์ำ" ได้อย่างลงตัว






ได้เวลาเดินทางแล้วครับ...วันเดินทางของผมเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 14 ถึงวันอังคารที่ 16 ตุลาคม ทางบริษัททัวร์บอกว่าขาออกถ้าเป็นวันเสาร์หรือก่อนวันหยุดยาวที่ด่านคนจะแน่นมาก ส่วนขาเข้าก็จะแน่นในวันสุดท้ายของวันหยุด ฉนั้นผมออกจากด่านวันอาทิตย์คนจึงไม่มากเท่าไหร่ วันนั้นที่จริงนัดกัน 9 โมงเช้าออกจากประเทศไทย แต่ผมไปถึงก่อนเวลาร่วมชั่วโมง ทางบริษัทก็ว่าดีแล้วพร้อมเมื่อไหร่ออกได้ทันทีจะได้มีเวลาเที่ยวเยอะ ๆ ไปกันสองคนมันคล่องตัวอย่างนี้เองไม่ต้องรอใคร






แปดโมงเช้านิด ๆ จึงพร้อมฉลุยออกนอกประเทศแล้ว ทางบริษัทได้จัดเจ้าหน้าที่ประกบสองคนคือหญิงไทยรูปร่างเล็กกระทัดรัดชื่อน้องเพทายทำหน้าที่จัดการเรื่องเอกสารผ่านแดน และน้องผู้ชายท่าทางเป็นชาวกัมพูชาชื่ออะไรจำไม่ได้แล้วแต่พูดไทยคล่องปรื๋อทำหน้าที่ลากกระเป๋า ลูกทัวร์สองคนมีหน้าที่เดินตามอย่างเดียว ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ผมเดินผ่านแดนออกนอกประเทศมือเปล่าโดยไม่ต้องกลัวหลงไม่ต้องสอดส่ายสายตามองตามคนข้างหน้าว่าเขาทำอะไรไปทางไหนแล้ว แต่ก่อนออกขอถ่ายรูปกับยักษ์ยืนถือกระบองยามเฝ้าประตูทางออกราชอาณาจักรไทยเสียหน่อย






ยักษ์สองตนนี้คงไม่ใช่ลูกหลานของยักษ์วัดแจ้งหรือยักษ์วัดโพธิ์แน่นอน เพราะดูสัดส่วนลวดลายและฝีมือการปั้นแล้วแข็งมะลื่อทื่อไร้ชีวิตจิตใจ ต่างกับยักษ์วัดแจ้งหรือยักษ์วัดโพธ์ลิบลับ ยักษ์หุ่นผอมแห้งแรงน้อยอย่างนี้จะมีแรงรบกับใครไหว






สะพานข้ามคลองเล็กๆ กั้นระหว่างพรมแดนกัมพูชาฝั่งปอยเปต  กับพรมแดนไทยบ้านคลองลึก ต.อรัญประเทศ อ.อรัญญประเทศ จ.สระแก้ว ฝั่งโน้นดูจากรูปแบบสถาปัตยกรรมไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคือราชอาณาจักรกัมพูชา





และฝั่งนี้คือราชอาณาจักรไทย อันที่จริงสถาปัตยกรรมหลังคาทรงหน้าจั่วมีหน้าบัน ช่อฟ้า ใบระกา ที่เห็นคุ้นตาในบ้านเรา ทางกัมพูชาก็มีเหมือนกัน ทรวดทรงก็คล้ายกัน แตกต่างกันในรายระเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่รู้ใครลอกใคร แต่เรื่องนี้พูดมากไม่ได้ในยุคนี้ มัน..."เซ้นซิถีบ"..มาก ๆ ไม่งั้นเดี๋ยวถูกหาว่าไม่รักชาติ






พอเดินลอดซุ้มประตูทรงปราสามขอมจะพบกับสถาปัตยกรรมร่วมสมัยขึ้นสลอนทั้งสองฝั่งถนน ตรงนี้นี่เองหรือที่เขาเรียกว่าบ่อนคาสิโนที่อยู่ชิดติดชายแดนไทยที่สุด เห็นแล้วไม่คิดว่าจะมีผุดขึ้นเป็นล่ำเป็นสันอย่างนี้ ทราบว่ามีร่วมสิบแห่งทีเดียว





สงสัยเหลือเกินว่าบ่อนคาสิโนเหล่านี้จะเอาลูกค้ามาจากไหน เพราะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธคนไทยส่วนใหญ่ก็เป็นชาวพุทธ คงไม่ทีทางข้ามมาเกลือกกลั้วอบายมุขที่นี่อย่างเด็ดขาด แต่..เอ..ทำไมวันหยุดจึงมีคนไทยแห่ข้ามฟากมาฝั่งนี้จนด่านตรวจคนเข้าเมืองต่อแถวกันยาวเหยียด ไม่รู้เขาข้ามไปทำไมกัน..?




สะพานทอดข้ามถนนระหว่างอาคารคาสิโนสองฝั่งถนนตั้งประจันหน้ากับซุ้มประตูนครวัดจำลอง ห่างกันไม่กี่ร้อยเมตร เป็นการเปรียบเทียบความต่างแห่งยุคสมัยได้อย่างชัดเจน






สาว ๆ ชาวกัมพูชาพนักงานคาสิโนคงกำลังไปเข้ากะ ว่ากันว่าคาสิโนแต่ละแห่งมีพนักงานไม่ต่ำกว่าสามร้อยคน ฉนั้นนับรวมทุกแห่งแล้วจะมีคนทำงานในคาสิโนเหล่านี้หลายพันคน รวมกับลูกค้าที่มากระจายรายได้แล้ว แต่ละวันคงมีเงินสะพัดมหาศาล พอ ๆ กับข่าวคนโดดตึกฆ่าตัวตายซึ่งมีอยู่ตลอดเวลาไม่รู้มีทุกข์อะไรนักหนา แต่ไม่ยักกะมีข่าวพาดหัวว่ามีเศรษฐีเกิดใหม่ทุกวันที่ย่านคาสิโนนี้






คาสิโนแต่ละแห่งจะมีรถไปรับลูกค้าถึงหน้าด่าน ไม่ต้องเดินให้เมื่อย  ผมสังเกตุว่ารถเหล่านี้ขับซิ่งน่าดูต้องคอยหลบให้ดี คงกลัวลูกค้าเสียเวลาในการกระจายรายได้


 




จากหน้าด่านเดินมาถึงท่ารถตรงวงเวียนนี้ไกลพอสมควรเกือบหนึ่งกิโลได้มั้ง นี่ถ้าต้องหอบหิ้วสัมภาระมาเองด้วยคงเหนื่อยพอสมควร วงเวียนนี้เป็นชุมทางสำหรับรับส่งผู้โดยสาร แต่นักท่องเที่ยวและผู้ที่จะเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ต้องขึ้นชัตเติ้ลบัสจากที่นี่ไปต่อรถที่สถานีขนส่งปอยเปต ทางการไม่อนุญาตให้รถโดยสารมารับผู้โดยสารที่นี่ เพราะจะเกิดความคับคั่งวุ่นวาย แต่อนุญาตให้มาส่งได้ วงเวียนแห่งนี้จึงเป็นจุดนัดพบที่สำคัญ






สถานีรถขนส่งหรือ บขส.ปอยเปต (คนแถวนี้เรียก บขส.จริง ๆ) อยู่ห่างจากนี้ประมาณ 1 ก.ม. มีรถรับส่งฟรีแต่จะออกตามเวลาหรือตามผู้โดยสารไม่แน่ใจ






Shuttle Bus จอดรอรับนักท่องเที่ยว ตอนแรกคิดว่าเราต้องขึ้นรถแบบนี้ แต่น้องจากบริษัททัวร์บอกว่าไม่ใช่คันนี้ให้รอสักครู่จะมีรถจากบริษัทมารับ ซึ่งตรงกับใจผมที่ต้องการเกร่ไปเกร่มา ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศแถวนี้สักพัก


 




หลังคาอาคารลักษณะนี้ถ้าอยู่เมืองไทยต้องเรียกว่าหลังคาทรงไทยประยุกต์ แต่นี่อยู่ในกัมพูชาก็ต้องเรียกว่าหลังคาทรงเขมรประยุกต์






เป็นที่น่าภูมิใจว่าบริเวณด่านปอยเปตนี้ไทยเราเป็นมหาอำนาจทางการเงิน เพราะที่นี่ใช้เงินบาทไทยเป็นสกุลเงินหลัก และไม่เฉพาะที่ปอยเปตในกัมพูชาโดยทั่วไปแล้วก็ใช้เงินบาทได้ แต่สกุลเงินหลักจริง ๆ อันเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปคือเงินสกุลดอลล่า ชาวกัมพูชาใช้เงินดอลล่าราวกับว่าเป็นเงินประจำชาติ การคิดราคาสินค้าทุกชนิดคิดเป็นเงินดอลล์หมด





บุหรี่กัมพูชามีคำเตือนตัวโตข้างซองด้วย ไม่รู้ว่าข้อความคล้ายกับบุหรี่ในเมืองไทยหรือเปล่า ตลอดสามวันที่อยู่ในกัมพูชาสังเกตุว่าชาวกัมพูชาไม่นิยมสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเท่าไหร่ ไม่เหมือนเพื่อนบ้านชาวอาเซี่ยนที่อยู่ทางตอนใต้ของไทยกับทางทิศตะวันออกของกัมพูชา นอกจากนี้ตามสถานที่ท่องเที่ยวจะติดป้ายห้ามสูบบุหรี่ทุกแห่ง

 

 




เกร่ไปเกร่มาเจออาคารชั้นเดียวหลังนี้ครับ ตกแต่งด้านหน้าด้วยรูปปั้นนูนสูงภาพตัวลครเรื่องรามเกียรติ์ ช่องลมตอนบนเป็นลูกกรงกลึงกลมลูกมะหวดเหมือนที่ปราสาทหิน ลองทายซิครับว่าอาคารหลังนี้มีไว้ทำอะไร ?






รูปปั้นมีทั้งหนุมาณ ทศกัณฑ์



 



และพระราม มาถึงตรงนี้ก็คงได้คำตอบแล้วว่าอาคารนี้มีไว้ทำอะไร


 




นั่งรอประมาณสิบห้านาที รถตู้..เอ้ย..ชัตเติ้ลตู้สำหรับรับวีไอพีสองคนก็มาถึง น้องเจ้าหน้าที่สองคนตามประกบขึ้นรถไปด้วย สาวชุดดำเห็นข้างหลังคือน้องเพทาย กะว่าจะถ่ายรูปกับน้องทั้งสองทำไมลืมไปได้ก็ไม่รู้






บขส.ปอยเปต มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษอย่างโก้ว่า International Tourist Terminal ถ้าผอ.บขส.ปอยเปต บังเอิญมาอ่านพบเข้ากรุณาดูแลป้ายชื่อหน่อยนะครับ





ข้างในเป็นที่ขายตั๋วไปยังเมืองสำคัญเป็นของบริษัททัวร์ เท่าที่เห็นมีสองบริษัท ราคาที่ติดเป็นเงินดอลล์ วันนั้นนอกจากคณะผมสี่คนผมแล้วไม่มีใครอื่นเลย






ด้านหน้าอาคารมีรถแท้กซี่จอดเรียงเป็นตับ ทั้งหมดเป็นรถโตโยต้าคัมรี่หลากรุ่น






ด้านข้างเป็นที่จอดรถบัส






ผมไม่รู้ว่าถ้าเป็นกรุ๊ปทัวร์บริษัทจะจัดรถชนิดใดมารับ แต่สำหรับวีไอพีสองคนนี้จัดให้นั่งคัมรี่คันนี้ไปส่งที่โรงแรมในเมืองเสียมเรียบ โดยให้ไปตามลำพังสองคน น้องจากบริษัทจะมารับอีกทีตอนขากลับ มาถึงตรงนี้ทำเอาไจหายพอสมควรแต่ทั้งสองก็รับประกันแน่นหนาว่าที่โรงแรมจะมีไก้ด์มารับช่วงต่อ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วถือว่าเป็นการผจญภัยเล็ก ๆ ก็แล้วกัน

ป้ายแท้กซี่สีส้มนี้ตอนแรกคิดว่าเป็นสติ้กเกอร์ติดตาย ที่แท้เป็นป้ายแม่เหล็กแปะติดเฉย ๆ เพราะก่อนออกจากขนส่งเห็นโชเฟอร์มาปลดออกทั้งสองข้างไปเก็บไว้ท้ายรถ รถคันนี้จึงไปกลายเป็นแท้กซี่ป้ายดำทันที





รถพวงมาลัยซ้ายแสดงว่าไม่ได้แอบแฮ้บไปจากประเทศข้างเคียง ผู้ใช้รถคัมรี่บ้านเราสบายใจได้ ภาพนี้ที่จริงอยากถ่ายติดหน้าโชเฟอร์ด้วย แต่ยังไม่กล้าเพราะไม่รู้ว่าแกจะปลื้มหรือเปล่า เลยได้แค่เฉี่ยว ๆ






เริ่มออกเดินทางจากปอยเปตสู่เสียมเรียบ ระยะทางร้อยกว่า ก.ม. เวลาเดินทางที่ระบุไว้ 2 ชั่วโมง หนุ่มใหญ่หน้าเข้มชาวกัมพูชาผู้ทำหน้าที่โชเฟอร์ เห็นผมยกกล้องถ่ายรูปผ่านกระจกหน้ารถ แกรีบเปิดที่ปัดน้ำฝนและฉีดน้ำล้างกระจกให้ทันทีคงกลัวว่าผมถ่ายไม่ชัด เป็นความรู้สึกที่ดีต่อชาวกัมพูชาที่ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก ความรู้สึกเกร็ง ๆ ที่มีแต่แรกจึงคลายลงบ้าง






ถนนสายปอยเปต - เสียมเรียบ ไม่กี่ปีมานี้ถือว่าเป็นสุดยอดถนนวิบาก ระยะทางร้อยกว่ากิโลแต่ใช้เวลาเดินทางถึงสี่ห้าชั่วโมง แต่แค่เปิดใช้ไม่กี่ปีตอนนี้หลายจุดเริ่มชำรุดแล้วบางจุดเป็นหลุมลึก ถ้าไม่ชำนาญทางวิ่งมาเพลิน ๆ มีสิทธิ์เจอแจ๊คพอต ฝั่งขาออกจากเสียมเรียบมาปอยเปตสภาพแย่กว่าขาเข้า บางแห่งเป็นชำรุดทางยาวต้องกั้นให้รถเดินทางเดียว






เมืองใหญ่ถัดมาคิอเมืองศรีโสภณ ในประเทศกัมพูชาถ้าเห็นรถเก๋งที่ไหนทายได้เลยว่าต้องเป็นโตโยต้าคัมรี่ ผมถามไก้ด์ว่าทำไมนิยมรถยี่ห้อนี้ เขาบอกว่าอาหลั่ยหาง่าย ซึ่งแน่นอนเมื่อมีรถมาก อาหลั่ยและการซ่อมแซมย่อมไม่มีปัญหาเป็นธรรมดา ผมถามถึงราคารถรุ่นนี้ได้รับคำตอบว่าประมาณ 8000 ดอลล์ หรือสามแสนกว่าบาท แล่ะรถรุ่นนี้ภาีษีต่อปีถูกมาก อยู่ในหลักพันนิด ๆ เอง แต่ทั้งหมดเป็นรถเก่าจากญี่ปุ่น คัมรี่รุ่นที่เห็นในภาพเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดที่ผมพบเห็น






สองข้างทางส่วนใหญ่เป็นทุ่งนาเขียวชอุ่ม น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ เสาไฟฟ้าแรงสูงที่เห็น คนขับรถในตอนขากลับบอกว่าเป็นไฟฟ้าที่ซื้อจากไทยแลนด์บ้านเรา






ผมขอให้โชเฟอร์จอดถ่ายรูปบรรยากาศข้างทาง  พอจอดเรียบร้อยพี่แกรีบไปยืนแอ่นยิงกระต่ายข้างทางทันที คงนึกขอบอกขอบใจผมในใจเพราะอั้นมานานแล้ว โชเฟอร์หน้าเข้มคนนี้พูดไทยไม่ได้ ต้องสื่อสารด้วยภาษากายผสมกับอังกฤษเป็นคำ ๆ ถึงแม้พูดกันไม่รู้เรื่องแต่ดูแล้วนิสัยใจคอใช้ได้ ทำให้ผมคลายกังวลไปเยอะ






มีความรู้สึกเหมือนกับว่าขับรถไปเที่ยวด้วยตนเอง ภาพนี้โชเฟอร์เป็นคนถ่ายฝีมือไม่เลว ทริปกัมพูชาครั้งนี้ผมมีรูปคู่เยอกว่าทุกครั้งทั้ง ๆ ที่ไมได้เอาขาตั้งกล้องไป แต่อาศัยฝีมือคนขับรถและไก้ด์เป็นผู้ถ่ายให้






คัมรี่พาหนะคันแรกนี้แม้จะรุ่นเก่าไปหน่อยแต่ก็ยังนิ่ม แอร์เย็นสบาย อ้อ..พอขึ้นรถโชเฟอร์เตือนให้รัดเข็มขัดนิรภัยด้วย แสดงว่าตำรวจทางหลวงกัมพูชาเข้มพอสมควร และถ้าเจอคงหลบรอดสายตายากเพราะรถที่นี่ไม่ติดฟิล์ม กระจกใสแจ๋วทุกคัน






ครูดารินทร์เห็นเพิงขายของข้างทางสงสัยว่าเขาขายอะไร จึงขอให้จอดรถแวะตามระเบียบ






ที่สำคัญเห็นข้าวหลามของโปรด จึงซื้อมาลองชิม กระบอกละ 20 บาท ปรากฎว่ารสชาติจืดสนิท ปราศจากรสหวานมันเค็มใดใดทั้งสิ้น ไม่ใส่กะที แต่ใส่มะพร้าวขูดแบบขูดจากเครื่องลงไปผสมกับข้าวโดยตรง ปนกับถั่วดำนิดหน่อย รสชาติมันจึงไม่เข้าน้ำเข้าเนื้อ






มาดูขนมอื่น ๆ บ้าง ซ้ายมือขนมทองพับ แต่ถุงขวามือเป็นวงมีรูตรงกลางเหมือนโดนัทไม่รู้ขนมอะไร จะถามแม่ค้าก็กลัวคุยกันไม่รู้เรื่อง



 




จะว่าเป็นไก่ชุบแป้งทอดแต่ทำไมตัวเล็กจัง หรือเป็นนกแแต่เป็นนกอะไร ? ผมเห็นถาดที่เขาใช้แล้วรู้สึกย้อนเวลาหาอดีตทันที





คงเป็นร้านตำมั่ว แต่ลูกทุเรียนที่อยู่ในตู้ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกันยังไง






หน้าร้านตำมั่วมีถุงขนมวางขายหลายถุง ดูเผิน ๆ เหมือนกับปาท่องโก๋แบบเกลียวบ้านเราแต่มีน้ำตาลเคลือบ คนขายพอเห็นเราลงรถมาดูก็ออกมาต้อนรับด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสดี แม้พูดกันไม่รู้เรื่อง ก็พอทราบว่าถุงใหญ่นี้ราคาหนึ่งร้อยบาท แพงเอาเรื่องเหมือนกัน






เห็นมีถุงเล็กแขวนเป็นพวง ด้วยความอยากลองว่ามันคืออะไรจึงถามราคา แม่ค้าสาวก็ชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้วเราก็นึกในใจว่าสองบาททำไมถูกจังจึงควักเหรียญบาทออกมาเตรียมจ่าย น้องคนขายโบกไม้โบกมือว่าไม่ใช่ ใช้ภาษาใบโต้ตอบกันไปมาสักพักก็ไม่รู้เรื่อง จนโชเฟอร์ต้องเข้ามาช่วยเคลียร์ให้ แกชูสองนิ้วพร้อมกับพูดภาษาไทยเพี้ยน ๆ ว่ายี่ซิบ ยี่ซิบ ผมควักแบ้งค์ยี่สิบออกมาแกพยักหน้าบอกใบ้ว่าใช่แล้ว


 




หลังจากซื้อมาแกะชิมในรถปรากฎว่าไม่เชิงเหมือนปาท่องโก๋เนื้อเป็นแป้งทอดร่วน ๆ  มันย่อง รสชาติเหม็นหืน น้ำตาลที่เคลือบก็หวานจัด กัดได้คำเดียวเลิก สงสัยว่าเป็นขนมยอดนิยมได้ยังไง เพราะเห็นใส่ถุงขายเยอะแยะ แถมราคาก็ไม่ถูกนัก






ทิวทัศน์ช่วงหนึ่ง






เข้าเขตเมืองเสียมเรียบ จะเห็นว่าสองข้างทางมีโรงแรมผุดขึ้นมาตลอดเส้นทาง ไก้ด์บอกว่าเมืองเสียมเรียบมีโรงแรมมากที่สุดในกัมพูชา มากกว่ากรุงพนมเป็ญเสียอีก แกบอกจำนวนมาแต่ผมจำตัวเลขไม่ได้แต่เป็นหลักร้อย เห็นจำนวนโรงแรมเยอะอย่างนี้ แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาวต้องจองล่วงหน้าไม่งั้นเต็ม และโรงแรมหรูหลายแห่งเจ้าของไม่ใช่ใครที่ไหนของพี่ไทยเรานี่แหละ แต่ขอสงวนนาม






ประเทศกัมพูชารถถูกแต่น้ำมันแพง คิดเป็นเงินไทยตกลิตรละห้าสิบกว่าบาท แต่ผมว่าเอาส่วนต่างของราคารถมาเติมน้ำมันแพงได้หลายปี






ผมเคยทราบมาว่าเมืองเสียมเรียบเป็นเมืองสีเขียว มีต้นไม้ร่มรื่น พอมาเห็นกับตาก็พบเป็นจริงตามนั้น สองข้างถนนหลายสายมีต้นไม้ใหญ่อายุเก่าแก่ขึ้นเรียงราย และส่วนใหญ่จะมีพื้นที่ทางเท้ากว้างพอสมควร ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างถนนกับอาคารบ้านเรือน ทัศนียภาพของเมืองจึงโปร่งโล่งสบายตา






เห็นถนนสายนี้แล้วนึกถึงถนนต้นยาง เชียงใหม่ - ลำพูนสายเก่า






และแล้วก็มาถึงโรงแรมที่พัก โรงแรมริเวียร่า เมืองปอยเปต ใช้เวลาเดินทางสองชั่วโมงพอดี






ภาพห้องพักของโรงแรมซึ่งมีป้ายการันตีจากกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาติดที่ประตูทางเข้าว่าเป็นโรงแรมระดับสี่ดาว เนื่องจากมาถึงก่อนเวลาเกือบชั่วโมง ตอนนี้ขอเวลางีบซักแป้บหนึ่ง เพราะวันนี้ขับรถออกจากกรุงเทพตั้งแต่ตีสี่ เดี๋ยวค่อยไปรับประทานอาหารกลางวันและออกเที่ยวตามโปรแกรม ก่อนจบผมขอแถมภาพปลั้กไฟที่นี่ซึ่งเหมือนกับปลั๊กไฟบ้านเรา



 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป...


ตอนที่ 2 โตนเลสาบ






แก้ไขล่าสุด ใน พ.ย.012012

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 725 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน