ปราสาทบันทายสรี

ตอนที่แล้ว.....

ดวงอาทิตย์ตกที่พนมบาเค็ง

 

 

 

 

โปรแกรมทัวร์วันที่ 2 ตามกำหนดการนัดกันแปดโมงเช้า แต่ไก้ด์กับคนขับรถคู่ใจคนเดิมมารอที่ล้อบบี้โรงแรมตั้งแต่เจ็ดโมงเมื่อกล้ามาเร็วเราก็กล้าออกเร็ว ฉนั้นวันนี้ 7.30 น. เราจึงพร้อมออกเดินทาง ขนาดออกก่อนเวลาตั้งครึ่งชั่วโมง แต่กว่าจะจบโปรแกรมช่วงเ้ช้าแบบตามใจฉัน กลับมารับประทานมื้อกลางวันเกือบบ่ายโมง ภาพนี้ถ่ายเป็นหลักฐานหน้าโรงแรม ซ้ายมือคือคุณรักษาไกด้์ขยันเล่า กลางโชเฟอร์นิสัยเรียบร้อยไม่ขยันพูดแต่ขยันเปิดปิดประตูรถให้ผมทุกครั้งอย่างไม่ขาดตกบกพร่องจนผมชักเสียนิสัย ขวาุสุดลูกทัวร์ขยันถ่าย(รูป)






บรรยากาศยามเช้า ถนนในเมืองเสียมเรียบเกือบทุกสายร่มรื่นไปด้วยต้นไม้อายุเก่าแก่เป็นส่วนมาก ถึงแม้ถนนจะไม่กว้างใหญ่มากนักแต่ระหว่างถนนกับตัวอาคารบ้านเรือนมีระยะห่างพอสมควรทำให้ดูไม่แออัด นอกจากนี้ทางการยังมีข้อบังคับให้สร้างอาคารสูงได้ไม่กี่ชั้น ประมาณว่าให้สูงพอ ๆ กับต้นไม้แค่นั้น






บนท้องถนนเต็มไปด้วยสารพัดรถแต่อยู่ร่วมกันได้ ในกัมพูชาการใช้แตรรถเป็นเรื่องปกติ จะแซง จะขอทาง จะเตือนรถข้างหน้าพี่แกใช้แตรลูกเดียว ถ้าเป็นเมืองไทยคงได้ชกหรือยิงกันบ้างหรอก แต่ผมว่ายังน้อยกว่าเวียดนาม ซึ่งที่นั่นถ้าไม่กดแตรรถคงไปไม่เป็น  คนขับรถที่ขับไปส่งผมที่ปอยเปตตอนขากลับเล่าให้ฟังว่าเคยมีผู้โดยสารฝรั่งห้ามไม่ให้แกใช้แตรรถไม่งั้นจะขอลง แต่แกก็บอกว่าถ้าไม่ให้ใช้แตรก็ขับไปไม่ได้ แกบอกเหตุผลว่าที่ต้องกดแตรตลอดนั้นเพราะว่าผู้ใช้รถในกัมพูชาโดยเฉพาะรถจักรยาน มอเตอร์ไซค์ และรถพ่วงสามล้อ ยังไม่ไม่ค่อยใส่ใจในกฎจราจรนึกจะจอดเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาหรือออกจากซอย ก็ออกมาดื้อ ๆ และถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาละก็รถใหญ่กว่าซวยลูกเดียว ฉนั้นจึงต้องใช้แตรเป็นยันต์กันไว้ก่อน






สามผู้ยิ่งใหญ่แห่งกัมพูชา คุณรักษาบอกชื่อเสียงเรียงนามและตำแหน่งของผู้นำทางด้านการเมืองของทั้งสามคน แต่ผมลืมไปแล้วจำได้คนกลางคนเดียว สำหรับป้ายที่มีรูปสามคนนี้ผมเห็นติดตามถนนหนทางมาโดยตลอดตั้งแต่ออกจากเมืองปอยเปต แต่เป้นป้ายเล็ก ๆ เหมือนป้ายหาเสียงในเมืองไทย ไม่ใหญ่โตเป็นเรื่องเป็นราวอย่างที่เห็นในเมืองแบบนี้






เอาป้ายโฆษณา 3G มาให้ประเทศข้างเคียงน้ำลายไหลเล่น แต่ก็ยังล้าหลังพี่ลาวซึ่งกำลังจะเปิดตัว 4G (เราถือคติว่าช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม แต่คงลืมไปว่าในยุคดิจิตอลนี้เขาไม่ได้รบกันด้วยมีดด้วยพร้าแล้ว..?.) ในกัมพูชามีผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือแข่งขันกัน 3 ราย เห็นว่ามีการแข่งขันกันดุเดือดพอสมควร จึงทำให้ค่าโทรศัพท์ถูกมาก คุณรักษาไก้ดฺบอกว่าคนทางฝั่งไทยถ้ามีธุระจะโทรศัพท์ติดต่อกับทางกัมพูชาแล้วมักให้ทางนี้เป็นฝ่ายโทรกลับไปเมืองไทยจะถูกกว่า






สถานเสริมความงามของไทยยี่ห้อหนึ่งนอกจากจะขยายสาขารุกไปทุกถิ่นทั่วไทยในขณะนี้ ยังรุกคืบไปถึงเมืองเสียมเรียบด้วย






พอพ้นตัวเมืองนิดเดียวสองข้างทางก็กลายเป็นป่าเขียวครึ้ม บางช่วงบางตอนผมเห็นชาวบ้านจอดรถเอาอาหารมาเลี้ยงลิง






โปรแกรมช่วงเช้าวันนี้คือปราสาทบันทายสรีและปราสาทตาพรม การเข้าเขตเมืองโบราณเพื่อไปชมปราสาทต่าง ๆ ต้องผ่านสถานที่มาซื้อตั๋วเมื่อวาน โดยเลี้ยวรถเข้าไปแสดงบัตรเข้าชมเป็นด่านแรก ก็ไม่เข้มงวดอะไรมากนัก พนักงานเดินเข้ามาดูตั๋วที่ชูให้ดูแว้บเดียวก็โบกมือให้ผ่าน คงคิดว่ามีด่านอีกชั้นหนึ่งตรงหน้าปราสาทแต่ละแห่ง






จุดตรวจนี้อยู่ตรงลูกศรสีแดง






ป้ายคัทเอ้าท์โปรโมทปีท่องเที่ยวอาเซี่ยน + 3 เห็นป้ายคัทเอ้าท์ขนาดใหญ่ข้างถนนแบบนี้นึกถึงบ้านเราตามสี่แยกหรือสองข้างถนนทุกวันนี้เลอะเทอะไปด้วยป้ายโปรโมทนักการเมืองโดยอ้างผลงานบังหน้า มีตั้งแต่ระดับท้องถิ่นยันระดับชาติ และที่เป็นพิมพ์นิยมเหมือนกันหมดก็คือต้องมีรูปตัวเองติดหราอยู่ด้วย ทำยังกับว่าออกเงินเองงั้นแหละ






ถนนจากนครวัดไปยังปราสาทบันทายสรีอยู่ในระหว่างซ่อมแซม อันเกิดจากน้ำท่วมเมื่อปลายปีที่แล้วระยะเดียวกันกับบ้านเรา ถนนเส้นนี้ถูกน้ำท่วมสูงประมาณ 1 เมตร พอออกมานอกเมืองผมสังเกตุตามท้องถนนจะเห็นชาวบ้านที่ขับหรือซ้อนมอเตอร์ไซค์รวมทั้งนั่งรถสามล้อ ต่างแต่งกายเรียบร้อยส่วนใหญ่สวมเสื้อสีขาว หิ้วปิ่นโตเถายาวมุ่งหน้าไปทิศทางเดียวกัน สอบถามจากคุณรักษาได้ความว่า ชาวบ้านนำอาหารไปทำบุญที่วัดเพราะเป็นวันสุดท้ายของวันสารทของเขาซึ่งครบกำหนด 15 วันในวันนี้ (บ้านเราเป็นวันเริ่มต้นของเทศกาลถือศิลกินเจ)






ที่จริงตลอดวันสารทที่ผ่านมาไปทำบุญในวันใดก็ได้ แต่ชาวบ้านนิยมนำไปถวายในวันสุดท้าย และจำได้ว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของวันหยุดด้วย ผู้ที่ไปทำงานยังต่างบ้านต่างเมืองมักถือโอกาสช่วงนี้กลับมาเยี่ยมบ้าน ฉนั้นวันนี้จึงคึกคักเป็นพิเศษ ไม่เฉพาะตอนเช้าเท่านั้น หลังจากทำบุญเสร็จแล้วส่วนใหญ่ก็จะนำอาหารไปร่วมรับประทานกันในหมู่ญาติมิตรเพื่อนฝูงตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ซึ่งผมจะนำภาพมาลงในตอนหลัง ส่วนตอนนี้ชมภาพบรรยากาศการไปทำบุญในวันสิ้นสุดวันสารทของชาวกัมพูชาก่อน ผมดูแล้วนึกถึงบรรยากาศงานบุญตามต่างจังหวัดบ้านเราซึ่งก็คึกคักไม่แพ้กัน


 







 


 

 

 

 

เส้นทางไปปราสาทบันทายสรีผ่านโบราณสถานหลายแห่ง หนึ่งนั้นคือปราสาทแปรรูป พอรถผ่านคุณรักษาก็เล่าประวัติเสียยาวเหยียด ผมคงไม่นำลงในที่นี้เพราะไม่ได้แวะเข้าชม แค่เห็นความสูงและบันไดขั้นโตละก็ขอบายครับ






ปราสาทแปรรูปก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมปีนขึ้นมารอชมดวงอาทิตย์ตกบนนี้ แต่จะว่าไปแล้วปราสาทขอมสามารถชมดวงอาทิตย์ทั้งขึ้นและตกได้ทุกแห่ง เพราะวางแปลนขนานในแกนเหนือ ใต้ ตก ออก อยู่แล้ว

 

 

 

 

ภาพนี้ถ้าบอกว่าเป็นจังหวัดเพชรบุรีละก็ใช่เลย แต่นี่เป็นทุ่งนาของหมู่บ้านหนึ่งก่อนถึงปราสาทบันทายสรี แถวนี้มีต้นตาลเยอะสองข้างทางจึงมีกะทะเคี่ยวน้ำตาลและเพิงขายน้ำตาลของแท้วางขาย เดี๋ยวเราจะแวะตอนขากลับรวมทั้งที่อื่น ๆ ตามรายทางอีกสองสามแห่ง



 

 

ถึงแล้วครับปราสาทบันทายสรี มีนักท่องเที่ยวทะยอยมาเรื่อย ๆ ในกัมพูชาถ้าเป็นรถเก๋งหรือรถรถ SUV ยี่ห้อที่ครองตลาดคือรถสัญชาติญี่ปุ่นโลโก้ตราสามห่วง แต่ถ้าเป็นรถตู้ หรือรถโดยสารก็จะเป็นรถสัญชาติเกาหลีเป็นส่วนใหญ่

 

 

 

 

 

ด้านหน้าตามทางเข้าจะมีบอร์ดนิทรรศการเกี่ยวกับปราสาทบันทายสรี คุณรักษาไม่รอช้าต้อนลูกทัวร์ไปที่บอร์ดนี้ทันที พร้อมกับบรรยายสรุปก่อนเข้าชมของจริง ซึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์เหมือนกัน แม้จะเสียเวลาไปบ้าง ไก้ด์ที่นี่จะสวมชุดแบบนี้เสื้อสีนี้และมีอาร์มติดที่แขนเสื้อเป็นมาตรฐานเหมือนกันทุกคน สงสัยเป็นข้อบังคับของทางการ คุณรักษาบอกว่าไก้ด์ทุกคนต้องจบการศึกษาในระดับหนึ่งและต้องไปสอบเพื่อรับใบอนุญาตก่อนถึงจะประกอบอาชีพได้ และระยะนี้การท่องเที่ยวในกัมพูชาอยู่ในช่วงบูมสุด ๆ ไก้ด์แต่ละคนจึงมีคิวแน่นตลอดพอ ๆ กับนักร้องระดับซุปตา อย่างคุณรักษาเมื่อวานนี้หลังจากส่งทัวร์ชุดเก่าขึ้นรถกลับในตอนเที่ยงก็ห้อมอเตอร์ไซค์ตากฝนมารับลูกทัวร์ซุปตาสองคนนี้ต่อเลย







การนำเสนอเนื้อหาในบอร์ดทำได้เป็นมาตรฐานน่าสนใจดี เช่นบอร์ดนี้เป็นการเปรียบเที่ยบยุคสมัยสถาปัตยกรรมยุคขอมเรืองอำนาจกับสถาปัตยกรรมที่สำคัญของโลกพร้อมกับเนื้อหาที่เกี่ยวข้องทำให้เห็นภาพได้ชัดเจน ถ้ามีเวลาศึกษาโดยละเอียดจะได้ประโยชน์มาก






ปราสาทบันทายศรีอยู่ในยุคเดียวกับปิระมิดแบบขั้นบันได Kukulkan ในประเทศเม็กซิโก อายุอยู่ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 944 - 1000 ในรัชสมัยพระเจ้าวราเชนทรวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ปราสาทแห่งนี้สร้างอุทิศถวายพระอิศวรภายใต้พระนามว่า ตรีภูวนมเหศวร หรือผู้เป็นใหญ่แห่งโลกทั้งสาม







ภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการบูรณะซ่อมแซมปราสาทก่อนจะมาอยู่ในสภาพปัจจุบัน ซึ่งผมเห็นว่าต้องใช้เทคโนโลยีความรู้ความสามารถและความพยายามอย่างสูงสุด เพราะต้องรวบรวมหินที่ปรักหักพังกระจายอยู่ทั่วบริเวณมาประกอบขึ้นมาใหม่ให้อยู่ในสภาพเดิมที่สุด การบูรณะลักษณะนี้เช่นเดียวกับปราสาทหินพิมายของเราซึ่งเดิมปรักหักพังไม่ใช่สภาพอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้






ธงชาติและพระบรมฉายาลักษณ์กษัตริย์และอดีตกษัตริย์กัมพูชา ติดตั้งในลักษณะนี้จะพบเห็นได้ในอาคารทั่วไป ที่โรงแรมในตอนเช้าวันเดินทางกลับ พนักงานเข็นกระเป๋าชี้ให้ผมดูพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนโรดมสีหนุที่ติดไว้เหนือประตูล้อบบี้บอกว่าพระองค์เสด็จสวรรณคตแล้ว ซึ่งทำให้ผมได้ทราบข่าวนี้เป็นครั้งแรก ไม่รู้มาก่อนเลยเมื่อเช้าก็ไม่ได้เปิดทีวีดู






ในอาคารที่ทำการยังติดโลโก้นี้ด้วยครับ มาถึงตรงนี้ก็ได้เวลาเฉลยปัญหาตัวยึกยือห้าตัวที่ผมตั้งไว้ตั้งแต่ตอนที่แล้วเสียที โลโก้นี้เป็นของ Apsara Authority หรือ Apsara National Authority เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของกัมพูชา ผมขอเรียกแบบไทย ๆ ว่า "การอัปสราแห่งชาติ" ก็แล้วกัน ฉนั้นตัวยึกยือในรูปก็ต้องเป็นรูปของนางอัปสรกำลังร่ายรำแน่นอน แต่ดูอีกทีก็เหมือนกำลังเต้นกังนัมสไตล์  "การอัปสราแห่งชาติ" มีหน้าที่บริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรมทั้งหลายทั้งปวง ตั้งแต่อนุรักษ์ บูรณะปฏิสังขรณ์  ไปจนถึงจัดการเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ผมนั่งรถผ่านที่ทำการหน่วยงานแห่งนี้ซึ่งอยู่ในระหว่างก่อสร้าง มีอาคารกลุ่มใหญ่และอาณาบริเวณกว้างขวางพอสมควร

 

 

 

 

อาคารบริการนักท่องเที่ยวนี้ออกแบบและใช้วัสดุจากธรรมชาติง่าย ๆ





กลุ่มอาคารร้านค้าที่อยู่ด้านข้าง ออกแบบในแนวเดียวกัน






อีกด้านหนึ่งเป็นทุ่งนาที่ข้าวกำลังออกรวงเขียวชอุ่ม ภาพแบบนี้เราเห็นเป็นของธรรมดาไม่ตื่นเต้นอะไร แต่ผมชอบความคิดที่เขาจับสิ่งธรรมดานี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ โดยปักป้ายบอกว่านี่คือต้นข้าว  พร้อมกับบอกถึงความสำคัญ ขั้นตอนการทำนา และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จากป้ายนี้ทำให้ผมได้ทราบว่าพื้นที่ประเทศกัมพูชาเป็นทุ่งนาถึง 90 เปอร์เซ็นต์ แต่ละปีผลิตข้าวได้ 5 ถึง 7 ล้านตัน และประชากรชาวกัมพูชา 85 เปอร์เซ็นต์ เป็นชาวนา....ฯลฯ...ที่ผมชอบความคิดนี้เพราะเชื่อว่ามีฝรั่งจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้จักต้นข้าว ยังเคยได้ยินเรื่องเล่าทำนองว่า ฝรั่งมาเห็นทุ่งนาสีเขียวสุดลูกหูลูกตาในเมืองไทยก็นึกสงสัยจึงถามว่า "ทำไมบ้านยูปลูกหญ้ากันเยอะจัง..."






ส่วนหนึ่งขบวนนักท่องเที่ยวเช้าวันนี้






ก่อนถึงตัวปราสาทสะดุดตากับป้ายคอนกรีตเบ้อเริ่มข้างทางตัวหนังสืออ่านไม่ออกแต่ทำไมตัวเลขดูคุ้น ๆ คุณรักษาแปลให้ฟังว่าถนนสาย 67 ระยะทาง 108 ก.ม. ที่มุ่งมายังปราสาทนี้สร้างโดยนายกฮุนเซน(แต่คงไม่ใช่เงินตัวเองมั้งแถมคำว่าฮุนเซนยังตัวโตกว่าเพื่อนอีก)เปิดเมื่อวันที่ 27 เดือน 5 ปี 2000 จะไม่ให้คุ้นกับตัวเลขได้ไงเพราะมันก็คือตัวเลขไทยของเราดี ๆ นี่เอง เห็นอย่างนี้แล้วหวังว่านักคลั่งชาติทั้งหลายคงไม่ไปฟ้องศาลโลกว่าเขมรแอบขโมยตัวเลขไปจากไทยนะ(รวมทั้งคำไทยหลาย ๆ คำด้วย) ตอนนี้ผมหายสงสัยแล้วว่าทำไมตัวเลขไทยจึงมีรอยหยักเยอะจัง






ใกล้กันนั้นมีหมุดหลักฐานยืนยันการเป็นมรดกโลก

 





ป้ายที่ตั้งขวามือในภาพบอกว่าห้ามเอามือไปจับต้องลายแกะสลักทั้งหลาย ป้ายนี้ควรเอาไปตั้งที่หน้ารูปนางอัปสรที่นครวัดเพราะถูกใครต่อใคร(รวมทั้งผมด้วย)เอามือไปลูบคลำจนนมดำหมด เพราะมีความเชื่อว่าถ้าลูบไปพร้อมกับอธิษฐานไปด้วยจะสัมฤทธิ์ผลตามนั้น






ปราสาทบันทายศรีเรียกตามสำเนียงเขมรว่า บันเตียไสร หมายถึงปราสาทสตรีหรือป้อมสตรี เป็นปราสาทที่มีขนาดเล็กสร้างด้วยหินทรายสีชมพู กล่าวกันว่าเป็นปราสาทที่ที่มีการประดับด้วยหินแกะสลักที่ประณีตสวยงามที่สุดในประเทศกัมพูชา






ซึ่งผมดูแล้วก็ไม่ผิดจากที่กล่าวไว้เลยจีงได้ถ่ายเก็บรายละเอียดของลวดลายเหล่านั้นมาแยะพอสมควร แต่ในบทความนี้คงไม่ลงลึกในรายละเอียดมากนักเพราะมันมีสาระเกินไปไม่ตรงกับคอนเซ็ปของเว็บนี้ เนื้อหาที่เป็นสาระทางศิลปะเอาไปลงโน่น http://www.arty4you.net/ ตามไปดูก็แล้วกัน สำหรับ http://www.watkadarin.com/ ก็จะนำลงเรื่องราวเก็บตกบรรยากาศทั่วไป บ่นโน่นนี่นั่นไปเรื่อย แต่อาจจะแทรกสาระบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ เพื่อความสมบูรณ์ของท้องเรื่อง ภาพข้างบนเ็ป็นภาพหน้าบันของซุ้มประตูทางเข้าหรือโคปุระชั้นแรกแกะสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ







ลวดลายที่ประดับซุ้มประตูหน้า การออกแบบโดยรวมและในรายละเอียดเป็นไปอย่างลงตัว ส่วนฝีไม้ลายมือแสดงให้เห็นว่าศิลปินผู้แกะสลักนี้มีฝีมืออยู่ในระดับเทพทีเดียว แกะราวกับว่าวัสดุนั้นเป็นปูนปั้นหรือดินเหนียวอันอ่อนนุ่มที่จะลดจะเพิ่มจะบังคับรูปทรงยังไงก็ทำได้ง่ายดาย แต่นี่เป็นหินแข็ง ๆ เป็นแท่ง ๆ






ดูกันใกล้ ๆ ภาพนี้เป็นลวดลายบนทับหลังของตัวปราสาทด้านใน นี่ขนาดถูกกัดกร่อนโดยธรรมชาติมาเป็นพันปีแล้ว กลีบลายพฤกษายังดูบอบบางพริ้วไหวราวกับทำจากวัสดุอื่นที่ไม่ใช่หิน






เทพธิดาหรือนางอัปสราแห่งปราสาทบันทายสรีรูปร่างหน้าตาคล้ายมนุษย์ ส่วนลีลาท่าทางของดูมีชีวิตชีวาไม่ยืนแข็งทื่อเหมือนกับที่อื่นเช่นนครวัด โดยเฉพาะส่วนเท้ามีลักษณะเป็นธรรมชาติ ต่างจากที่นครวัดซึ่งเท้าจะบิดไปด้านข้างปลายเท้าชี้ไปทางเดียวกัน เหมือนภาพเขียนของอียิปต์ (ตัวอย่างจากแบนเนอร์ข้างบน)






ผมเห็นหุ่นนางอัปสราเหล่านี้เกิดความคิดเล่น ๆ ว่าชื่อ "บันทายสรี" อาจจะเพี้ยนมาจากคำว่า "บั้นท้ายสตรี" ก็เป็นได้ เพราะบั้นท้ายนางอัปสราเต่ละนางเชพบ๊ะไม่เบา...#@.?!!*...






โดยรอบตัวปราสาทมีการแกะสลักลวดลายเต็มไปหมดแทบไม่มีที่ว่าง คงเป็นเพราะตัวปราสาทมีขนาดกำลังดีไม่ใหญ่โตเทอะทะ ศิลปินจึงแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่ แต่ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ต้องใช้ทีมงานศิลปินจำนวนมากเป็นพันเป็นหมื่นคนอาจถึงแสนคนด้วยซ้ำไป แต่ผมที่งตรงที่ว่าเขาสามารถควบคุมธีม (Theme) ให้ออกมาอันหนึ่งอันเดียวได้ ภาพเทวดาที่ยืนยามอยู่รอบปราสาทยืนเอี้ยวตัวเล็กน้อยคล้ายกับท่าตริภังคะของเทวรูปในศาสนาพราห์ม






ทางด้านโครงสร้าง การเข้ามุมกรอบประตูหน้าด้านนอกปาดเป็นมุม 45 องศา แบบเดียวกับการเข้าวงกบประตูหน้าต่างไม้ นอกจากจะทำได้เ้นี้ยบแล้วร่องลายยังมาต่อชนกันได้สนิท






หินแต่ละก้อนไม่ได้วางซ้อนกันเฉย ๆ ตรงกลางยังมีเดือยสำหรับยึดเพื่อความมั่นคงด้วย ผมเห็นแค่การสกัดหินโดยรอบออกให้เรียบกริบเหลือแต่เดือยเด่อยู่ตรงกลางก็เหนื่อยแทนแล้ว





ไก้ด์กัมพูชาเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับกรุ๊ปทัวร์กลุ่มใหญ่






เปรียบเทียบกับไก้ด์กัมพูชาเวอร์ชั่นภาษาไทยกับกรุ๊ปจิ๋ว ผมชื่นชมคุณรักษาไก้ด์ของผมคนนี้ แม้มีคนฟังเพียงสองคนบางครั้งเหลือแค่คนเดียวเพราะผมมัวแต่ถ่ายรูป  แกก็ยังขยันเล่าทั้งประวัติและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย รวมทั้งพาซอกซอนหรือแวะชมตามแง่มุมต่าง ๆ ที่ไก้ด์คนอื่นเขาผ่านเลยไป เรียกว่าไม่ยอมอู้ว่างั้นเถอะ ที่สำคัญแกมีเส้นทางพิเศษเป็นทางลัดอยู่เรื่อย ทำให้ขากลับไม่ต้องย้อนกลับทางเดิม


 




ส่วนกรุ๊ปนี้ไม่ทราบว่าไก้ด์เวอร์ชั่นภาษาอะไร และคงไม่ใช่ไก้ด็ท้องถิ่นเพราะดูยูนิฟอร์มแล้วไม่ใช่ กำลังบรรยายตำนานเรื่องรามเกียรติจากภาพแกะสลักบนหน้าบันที่วางอยู่บนพื้น






นี่คือภาพด้านหน้าเป็นฉากทศกัณฐ์พานางสีดาหนี ทั่วบริเวณปราสาทบันทายสรี มีหน้าบันที่ประกอบเป็นรูปเป็นร่างแล้วหลายชิ้น แต่ยังวางกองอยู่ที่พื้นคาดว่าซุ้มประตูที่อยู่ดั้งเดิมยังคงประกอบไม่เสร็จ






อย่างเช่นภาพนี้เป็นต้น






แผนผังปราสาทตั้งอยู่ในแกนเหนือใต้โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก






หากเดินผ่านโคปุระชั้นแรกเข้ามาทางด้านซ้ายจะมีซุ้มประตู หน้าบันเป็นรูปพระอิศวรทรงโคมีพระอุมาประทับซ้อนท้าย






ด้านขวารูปพระนารายณ์อวตารเป็นนรสิงห์ ผมว่าศิลปินผู้แกะสลักรูปนี้ช่างสร้างจินตนาการได้ล้ำลึกจริง ๆ






ทางเดินระหว่างประตูหน้าไปยังกำแพงชั้นที่สอง โดยมีเสานางเรียงปักอยู่สองข้างทางเป็นระยะ






ด้านหน้าของซุ้มประตูชั้นที่สองนี้มีสัญลักษณ์ของศาสนาฮินดูคือศิวลึงค์ตั้งอยู่บนฐานโยนี แต่ตอนนี้ศิวลึงค์ไม่รู้พลัดพรากไปอยู่ที่ใดเหลือแต่ฐานโยนีกลวงโบ๋






จากกำแพงชั้นที่สองจะมีทางเดินผ่านสระน้ำหรือบารายในภาษาเขมรเข้าไปยังตัวปราสาทซึ่งมีซุ้มประตูและกำแพงล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง จากภาพนี้จะเห็นได้ว่าตัวปราสาทมีขนาดเล็กจริง ๆ และตั้งอยู่บนพื้นราบ ต่างจากปราสาทอื่น ๆ ที่ต้องปีนกันขาลาก






เมื่อมาถึงหน้าประตูทางเข้ากำแพงไม่ว่าชั้นไหน เป็นธรรมเนียมของไก้ด์ทุกคนจะต้องเบรคลูกทัวร์ให้หยุดอยู่ตรงนี้ก่อนเพื่อบรรยายสรุป






ทางเข้ากำแพงชั้นในมีซุ้มประตูซ้อนกันสองชั้น มีรูปทรงแปลกไปจากซุ้มประตูอื่น ๆ คือเป็นทรงหน้าจั่วปลายจั่วทั้งสองข้างขมวดเป็นรูปก้นหอย ตัวจั่วและยอดจั่วประดับลวดลายคล้ายประจำยามภายในบรรจุลายดอกบัวแปดกลีบ

 

 

 

 

ภายในนหน้าบันชั้นแรกแกะสลักเป็นรูปพระอินทร์ประทับเหนือหน้ากาล






ภาพดอกบัว 8 กลีบยังปรากฎในการตกแต่งอีกหลายแห่งในปราสาทแห่งนี้ มีผู้ให้ความหมายไว้ว่าดอกบัว 8 กลีบหมายถึงเทพประจำทิศทั้ง 8 ในศาสนาฮินดู





ฐานบัว 8 กลีบที่อยู่รายรอบปราสาท ผมไม่ได้เดินนับว่ามีครบทั้ง 8 หรือไม่แต่ก็เห็นหลายอันอยู่






หน้าบันอีกชั้นหนึ่งที่อยู่ถัดไปแกะสลักเป็นรูปพระลักษมีซึ่งมีกำเนิดจากฟองน้ำในคราวเทวดาและอสูรกวนเกษียรสมุทร






ในขณะที่พระลักษมีผุดขึ้นมานั้นนั่งโดยสารมาในดอกบัว และในมือถือดอกบัวด้วย  พร้อมกับมีช้างชูงวงโปรยน้ำถวาย






ผ่านประตูชั้นนี้เข้าไปยังตัวปราสาท ในกรอบซุ้มปราสาทองค์แรกหน้าบันเป็นรูปพระศิวะกำลังร่ายรำหรือ "ศิวนาฏราช" ท่ารำของพระองค์มีถึง 108 ท่า ซึ่งแต่ละท่ามีผลต่อปรากฎการณ์ของจักรวาล






ภาพนี้แสดงถึงความพิถีพิถันของสถาปนิกผู้สร้าง โดยจะเก็บรายละเอียดแทบจะทุกเม็ดทุกช็อต แม้แต่ขั้นบันไดที่ก้าวข้ามซุ้มประตูก็ไม่เว้น







ตัวปราสาทสร้างอยู่บนฐานสูงประมาณ 1 เมตร ขนาบด้วยบรรณาลัยหรือห้องสมุด มีประตูทางเข้าทางทิศตะวันออกและตะวันตก ซุ้มประตูของห้องสมุดและบรรณาลัยทุกด้านรวมทั้งผนังโดยรอบ มีการแกะสลักลวดลายและประติมากรรมรูปเทวดานางฟ้าหรือนางอัปสราอย่างวิจิตรพิสดาร






ทวารบาลรูปร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์






ประตูของบรรณาลัยหรือห้องสมุดซึ่งเป็นที่เก็บรักษาตำราหรือวัตถุสำหรับใช้ในพิธีกรรม ก็มีการแกะสลักเสลาอย่างละเอียดงดงาม ผมอยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะเปิดเข้าไปได้อย่างไร เพราะเห็นปิดแนบสนิทกับตัวกรอบประตู อีกอย่างทำด้วยหินทั้งแท่งคงหนักน่าดู






เนื่องด้วยปราสาทบันทายสรีสร้างอุทิศถวายพระอิศวรภายใต้พระนามว่า ตรีภูวนมเหศว จึงมีภาพแกะสลักเรื่องราวของพระอิศวรและเทพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องปรากฎบนหน้าบันของตัวปราสาทและบรรณาลัยหลายด้าน ขอนำตัวอย่างมาลงสักสองด้าน






หน้าบันห้องสมุดด้านทิศตะวันออกเป็นภาพทศกัณฑ์เขย่าเขาไกรลาส พระศิวะประทับอยู่บนพระแท่น (มีพระอุมาประทับกระเตงอยู่แนบเอว) ผู้เข้าเฝ้าลดหลั่นกันตามยศฐาบรรดาศักดิ์ ไล่ลงมาตั้งแต่ฤษีปุโรหิต สามัญชน อมนุษย์ สัตว์หิมพานต์






ทำไมทศกัณฑ์ต้องไปเขย่าเขาไกรลาสให้เนื่อยแรง ฝอยมีอยู่ว่าทศกัณฑ์จะไปขอเข้าเฝ้าพระศิวะด้วยเหตุอันใดไม่ทราบ แต่ทวารบาลไม่ยอมให้เฝ้า ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่ทศกัณฑ์อย่างแรง จึงต้องโชว์พาวโดยการเขย่าเขาไกรลาสเพื่อเรียกร้องความสนใจ






ศิลปินผู้แกะสลักภาพนี้นอกจากจะถ่ายทอดท่าทางอารมณ์ความรู้สึกตามท้องเรื่องได้ดีแล้วยังแทรกอารมณ์ขันเล็ก ๆ ประเภทสัปดนวันละนิดจิตแจ่มใสลงไปด้วย ลองดูให้ดีว่าอยู่ตรงไหน ? ขอฝอยต่ออีกนิด พระศิวะเมื่อเห็นทศกัณฑ์มาโชว์พาวทำให้เขาไกรลาสสั่นสะเทือนจนพระอุมาแทบตกจากเอว จึงใช้นิ้วเท้ากดภูเขาไว้มิให้ขยับเขยื้อน ทำให้ทศกัณฑ์ต้องติดแหงกอยู่ตรงนั้นไปไหนไม่ได้ ต้องสวดสรรเสริญพระศิวะอยู่ถึงหนึ่งพันปี พระศิวะจึงใจอ่อนยอมถอนนิ้วเท้าออก งั้นพระศิวะก็ต้องเหยียบอยู่อย่างนั้นไปไหนมาไหนไม่ได้เป็นพันปีเหมือนกันซิ เอ..หรือว่ามีอะไรที่ใช้ล้อคแทน






หน้าบันห้องสมุดด้านทิศเหนือเป็นภาพพระอินทร์กำลังเนรมิตให้ฝนตกลงมาเพื่อดับไฟป่าที่เกิดจากฝีมือของพระอัคนี

 




 

เรื่องมีอยู่ว่ามีคนไปขอให้พระอัคนีใช้ไฟเผาป่าเพื่อฆ่าพญานาคมีพิษ "..นาคีมีพิษเพี้ยงสุริโย.." ที่อยู่บนโลก แต่ไฟป่ากลับลุกลามไปใหญ่คงเหมือนกับคำพังเพยที่ว่าเผาบ้านเพื่อไล่หนูตัวเดียว พระอินทร์ส่องทิพยเนตรเห็นท่าไม่ได้การจึงเนรมิตให้ฝนตกลงมาเพื่อดับไฟ แต่ฝนดันตกมาห่าใหญ่กลายเป็นฝนพันปีทำท่าจะเอาไม่อยู่ เดือดร้อนถึงพระกฤษณะต้องแสดงฝีมือแผลงศรเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมโลก ผมไม่เข้าใจว่าแผลงศรแค่นี้ทำไมจึงเอาอยู่ แต่ไม่แน่ลูกศรที่แผลงออกไปอาจจะกลายร่างเป็นบิ้กแบ๊กก็เป็นได้






เมื่อเดินทะลุออกประตูด้านทิศตะวันตก ภายนอกกำแพงหลังปราสาทมีการแสดงดนตรีพื้นเมืองเพื่อหาทุนช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง นักดนตรีวงนี้เล่นได้ไพเราะมาก เป็นมืออาชีพกว่าวงที่เชิงเขาพนมบาเค็ง






จึงไม่แปลกใจเลยว่ามีการอัดลงแผ่นซีดีเีขายด้วย ครูดารินทร์อยากซื้อเก็บไว้เหมือนกัน แต่ก็ยึกยัก ๆ คิดว่าค่อยไปซื้อในเมืองดีกว่าอาจมีให้เลือกเยอะกว่านี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ซื้อ ยังนึกเสียดายมาจนบัดนี้ จากประสบการณ์ครั้งนี้รวมทั้งอีกหลายครั้งก่อนหน้าจึงได้บอกตัวเองว่า การไปเที่ยวที่ไหนก็ตามถ้าเจอของถูกใจไม่ว่าอะไรก็ตาม ถ้าอยากซื้อก็จงซื้อซะ เพราะถ้ามัวพิรี้พิไรไปหวังน้ำบ่อหน้า ก็อาจไม่มีโอกาสก็ได้ แพงนิดแพงหน่อยก็ช่างมันเหอะคิดมากหน้าแก่เปล่า ๆ






เสื้อที่นักดนตรีใส่คล้ายกับแบบเสื้อที่บ้านเราเรียกว่าเสื้อพระราชทาน ไม่รู้ว่าใครลอกใครหรืออาจจะบังเอิญใจตรงกันก็ได้






กลุ่มนักท่องเที่ยวกับกลุ่มนักขายรูปโปสการ์ดและหนังสือความรู้เกี่ยวกับปราสาทขอมในเส้นทางขากลับ นักขายคนหนึ่งพอเห็นหน้าผมก็ตรงรี่เข้ามาเสนอขายด้วยภาษาไทยแปร่ง ๆ ทันที ดูออกเสียด้วยว่าเป็นคนไทย






แต่คุณรักษาไก้ด์คนขยันของผมก็พาแยกออกมาอีกทางหนึ่งซึ่งมีป้ายห้ามผ่าน แกบอกว่าป้ายนี้พวกนักขายแอบเอามาตั้งไว้เองกันนักท่องเที่ยวไม่ให้ออกทางนี้ ไม่งั้นจะไม่ผ่านพวกเขา เส้นนี้เป็นทางลัดตรงไปยังอาคารบริการนักท่องเที่ยวไม่ต้องเดินอ้อมกำแพงปราสาท






ขอทิ้งท้ายตอนนี้ด้วยภาพความแตกต่างระหว่างวัย

 


 

โปรดติดตามตอนต่อไป

ปราสาทตาพรหม

 

 

 

 

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน พ.ย.172012

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 721 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน