ดวงอาทิตย์ตกที่พนมบาเค็ง

เป็นตอนต่อของตอนที่ 2 ...

ตอนที่ 2 โตนเลสาบ



 





โปรแกรมขึ้นไปชมปราสาทพนมบาเค็ง บริษัททัวร์ส่วนมากกำหนดในเวลาเย็นเพื่อจะได้ชมดวงอาทิตย์ตก ซื่งว่ากันว่าเป็นวิวที่สวยที่สุด จะจริงแท้แค่ไหนเดี๋ยวรู้ แต่ก่อนอื่นต้องซื้อตั๋วเข้าชมเสียก่อน ไปถึงสถานที่ขายตั๋วประมาณ 4 โมงเย็นช่องขายตั๋วยังไม่เปิด ตั๋วสำหรับวันพรุ่งนี้จะเปิดขายตอน 5 โมงเย็น ที่มารอซื้อตอนนี้กันเพราะว่าตั๋วสำหรับวันพรุ่งนี้ใช้เข้าชมปราสาทพนมบาเค็งในเย็นวันนี้ได้ มิน่าจึงมีคนมารอซื้อกันเต็ม ระหว่างรอช่องขายตั๋งเปิด ชมบรรยากาศรอบ ๆ ไปพลางก่อน






นักท่องเที่ยวที่มากับรถสามล้อเหมา ไก้ด์เคยบอกอัตราค่าเช่าโดยละเอียดทั้งระยะใกล้และไกลหรือแต่ละเที่ยวคิดเป็นเงินดอลล์แต่ผมลืมไปหมดแล้ว รถแบบนี้เรียกกันว่ารถสามล้อ (ที่จริงมีสี่ล้อ) หรือรถตุ๊ก ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นเหมือนตุ๊ก ๆ บ้านเรา (สียงก็ไม่เหมือนตุ๊ก ๆ) เป็นรถพ่วงสองล้อเอามาล่ามกับมอเตอร์ไซ้ค์ดื้อ ๆ






จุดยึดกับมอเตอร์ไซ้ค์ง่าย ๆ ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน กุญแจทีล้อคนั่นไม่รู้ว่ากันรถพ่วงหายหรือมอเตอร์ไซค์หายกันแน่






ด้านหลัง แข็ง ๆ ดิบ ๆ คันนี้เบาะโล้น ๆ ไม่หุ้มผ้า






เพราะส่วนมากจะหุ้มพนักพิงด้วยผ้าลายเขมรเป็นเอกลักษณ์






จากแผนที่ที่ตั้งแสดงไว้ในบริเวณนี้หลายแผ่นทำให้ผมเพิ่งรู้ว่าปราสาททั้งหลายรวมทั้งนครวัดอันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเมืองเสียมเรีบบ จะรวมกลุ่มอยู่ในย่านเดียวกันหมด ไม่ไกลกันมากนักอย่างที่คิดไว้ตอนอ่านจากโปรแกรมทัวร์ โดยบริเวณที่ขายตั๋วแห่งนี้จะเป็นประตูทางเข้าหลักหรือเป็นทางผ่านเพื่อไปชมโบราณสถานเหล่านั้น


 




พนักงานขายตั๋วรอเข้าปฏิบัติงาน เครื่องแบบทั้งชายและหญิงออกแบบได้เรียบร้อยเป็นเอกลักษณ์ดี ตอนแรกผมคิดว่าเป็นกลุ่มนักเรียนมารอซื้อตั๋วเสียอีก


 




ประเภทตั๋วและเงื่อนไขอื่น ๆ


 



การซื้อตั๋วทุกคนต้องเข้าคิวเพื่อซื้อด้วยตนเองแม้จะมากับบริษัททัวร์ก็ตาม เพราะต้องถ่ายรูปติดตั๋วของใครของมัน โดยจะมีกล้องถ่ายรูปจิ๋วอยู่ที่หน้าช่องขายตั๋ว






ตั๋วปริ้นท์ออกมาหน้าตาแบบนี้ ระวังอย่าทำหายเพราะต้องแสดงเพื่อผ่านเข้าทุกแห่งในวันที่ระบุไว้ในตั๋ว ดูกระดาษและหมึกพิมพ์แล้วถ้าผมเผลอเก็บตั๋วนี้ไว้ในกระเป๋าเสื้อ มีหวังหมีกเลอะและกระดาษเปื่อยยุ่ยแน่ เพราะการเดินชมปราสาทแต่ละแห่งเหงื่อผมชุ่มโชกทำเอาเสื้อเปียกอย่างกับเอาน้ำมาราดทีเดียว


 




ที่นี่และตามโบราณสถานจะมีป้ายห้ามสูบบุหรี่ติดทุกแห่ง ลองทายซิครับว่าโลโก้ตัวยึกยือห้าตัวที่อยู่ด้านล่างซ้ายติดกับโลโก้องค์การอนามัยโลก เป็นรูปอะไรและคืออะไร ? (เฉลยตอนท้ายครับ)






หลังจากได้ตั๋วแล้วไก้ด์เร่งให้ขึ้นรถและขับออกโดยเร็ว สังเกตุคนอื่น ๆ ก็อยู่ในอาการเร่งรีบเช่นเดียวกัน สาเหตุที่ต้องรีบก็คือถ้าช้าอาจไม่ทันดูดวงอาทิตย์ เพราะต้องนั่งรถไปอีกสักพักและหลังจากลงจากรถแล้วยังต้องเดินอีกไกล






ทางขึ้นเขาพนมบาเค็ง ไม่น่าเชื่อว่าคนจะเยอะขนาดนี้ อย่างกับมีงานมหกรรม และที่ขึ้นไปล่วงหน้าอีกล่ะจะมากมายแค่ไหน ผมขอเล่าความในใจของผมตอนที่ตัดสินใจซื้อทัวร์มาสองคนแบบนี้ ความรู้สึกตอนนั้นคิดว่าสถานที่ไปชมแต่ละแห่งคงเปลี่ยวน่าดู เพราะวันที่มาก็ปลายวันหยุดด้วย ถึงมีนักท่องเที่ยวก็คงมีไม่กี่คนและกรุ๊ปเราก็มีแค่สองคนคงเหงาพิลึก ส่วนครูดารินทร์คิดไปไกลกว่านั้นทำนองว่ากลัวถูกทุบหัวหมกทุ่งสังหารที่กัมพูชาว่างั้นเถอะ ทำให้ต้องถามย้ำนักย้ำหนากับบริษัททัวร์ว่าปลอดภัยแน่นะ ไม่น่ากลัวนะ ฯลฯ  แต่พอมาเห็นของจริงตลอดสามวัน ความรู้สึกแบบนั้นถูกลบไปอย่างสิ้นเชิง นี่แค่น้ำจิ้มของจริงอยู่โน่น นครวัด






บริเวณนี้มีแผงลอยและแม่ค้าเร่ขายของที่ระลึกตามธรรมเนียม ผมไม่มีเวลาสำรวจตลาดเพราะขาขึ้นต้องรีบขึ้นให้ทันดวงอาทิตย์ ส่วนขาลงก็มืดแล้ว แต่ขนาดมืด ๆ ยังมีเด็กผู้หญิงมาเร่ขายผ้าพันคอกับครูดารินทร์ เปิดราคาที่ผืนละ 200 บาท เนื่องจากไม่มีอารมณ์เพราะทั้งเหนื่อยทั้งหิวจึงเดินลิ่วมาขึ้นรถ แม่ค้าก็ยังตื้อเดินประกบตัวมาตลอด พร้อมกับลดราคาลงมาเรื่อย ๆ จนมาถึงที่รถราคาเหลือแค่ 2 ผืน 100 บาท ก็ถือว่าไม่แพง (ครูดารินทร์ซื้อที่ตลาดต้นโพธิ์ราคาผืนละ 40 บาท ดูจากวัสดุ ลวดดลายการทอเทียบกับราคาแล้ว ทำขายได้ยังไงก็ไม่รู้)






พอลงรถก็ได้ยินเสียงเพลงบรรเลงเขมรเป็นแบ้คกราวน์ไพเราะดี สงสัยว่ามาจากไหน ที่แท้มาจากวงนี้นี้เอง นั่งบรรเลงอยู่ริมทางขึ้น ไก้ด์บอกว่านักดนตรีพวกนี้ เคยเป็นขอทาน หรือคนไม่มีอาชีพแน่นอนรวมคนพิการ ทางการจับมารวมกลุ่มเล่นดนตรีและนำไปแสดงยังสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ รับบริจาคตามแต่ศรัทธา ผมว่าเป็นการแก้ปัญหาที่เข้าท่า เปลี่ยนจากขอทานมาเป็นวนิพกซะ ส่วนฝีไม้ลายมือการเล่นก็ไม่เลวไปวัดไปวาได้..ไม่ใช่สิ ต้อง..ไปปราสทปราสาทได้...






เส้นทางขึ้นเขาพนมบาเค็งเป็นทางลูกรังไม่ชันแต่ไต่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ความยาวประมาณ 1 ก.ม. ถ้าเป็นหนุ่มสาวก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่หนุ่ม(เหลือ)น้อยอย่างผมเอาเรื่องเหมือนกัน แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ มาถึงตรงนี้จะยอมแพ้ก็ดูกระไรอยู่






จึงใช้วิธีเดินทอดน่องชมนกชมไม้ถ่ายรูปไปเรื่อย ชิว ๆ






ต่างกับหนุ่ม ๆ สาว ๆ เดินจ้ำเอ้า จ้ำเอา






พระปรางค์โผล่ขึ้นท่ามกลางแมกไม้ระหว่างทาง ตอนแรกคิดว่าใกล้ถึงแล้วที่จริงยังอีกไกล






เหนื่อยก็หยุดถ่ายรูปตามรายทางไปเรื่อยเป็นการพักเอาแรงโดยไม่เสียฟอร์ม






แต่พอมาถึงที่ครูดารินทร์กับไก้ด์ยืนรออยู่บอกว่ายืนรออยู่นานแล้วให้ทำเวลาหน่อย เพราะได้ข่าวว่าวันนี้มีนักท่องเที่ยวขึ้นมามากอาจจะต้องจำกัดแค่ 300 คน ทำให้อู้ไม่ได้ละที่นี้ ภาพนี้เบลอไม่ใช่เหนื่อยจนมือไม้สั่นนะครับ เบลอเพราะเดินไปถ่ายไป เพื่อทำเวลา





มีอยู่ช่วงหนึ่งมองออกไปทางทิศตะวันตกเ้ห็นท้องฟ้าสีแดงดวงอาทิตย์ยังสูงอยู่พอสมควร ทำให้เย็นใจลงได้บ้างว่ายังไงก็ทันดวงอาทิตย์แน่และโชคดีฟ้าเปิดด้วย ไก้ด์บอกว่าเราต้องอ้อมไปขึ้นอีกทิศหนึ่ง แต่จำไม่ได้ว่าเป็นทิศไหน พอได้ฟังใจกลับแป้วลงไปอีก






พอขึ้นไปถึงบริเวณปราสาท(จนได้) ก็เจอกับแถวนักล่าดวงอาทิตย์ กำลังเข้าคิวยาวเหยียดเพื่อขึ้นไปยังตัวปราสาทซึ่งสูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง






หันกลับมายังท้ายแถวยังยังมีคนตามมาสมทบเรื่อย ๆ นี่ถ้าจับเข้าแถวเรียงหนึ่งผมว่าคิวยาวไม่น้อยหน้าคิวเข้าชมพระราชวังแวร์ซายส์ทีเดียว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เท่าที่ได้ยินเสียงคุยกันเป็นชาวเอเซียแต่ไม่ใช่ไทยแลนด์ มีฝรั่งปนบ้าง วันนี้มีพี่ไทยหลงมาไม่กี่กลุ่ม แต่ไม่ว่าฝรั่งจีนไทยดูวัยแล้วไม่มีเพื่อนร่วมรุ่นผมซักคน






ถ่ายจากในแถวขึ้นไปยังตัวปราสาท






มีการจัดระเบียบให้ขึ้นบันไดไม้นี้ทีละกลุ่ม ถึงจะชันไปหน่อยแต่ก็ดีกว่าเมื่อก่อนที่เคยเห็นจากในรูป ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องตะเกียกตะกายปีนบันไดหินดั้งเดิมอย่างทุลักทุเล เพราะแต่ละขั้นมีความสูงกว่าขั้นบันไดมาตรฐานทั่วไป






วัวพาหนะพระอิศวรที่หมอบข้างทางตัวนี้เป็นตัวปลอม ตัวจริงถูกขโมยไปนานแล้วสมัยฝรั่งเศสยึดครอง ในช่วงนั้นโบราณวัตุมีค่าของเขมรถูกยักย้ายถ่ายเทออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก ตอนหลังได้คืนกลับมาบ้าง






พอถึงคิวเราโชคดีถูกตัดอยู่ท้ายแถวพอดี ทำให้มีโอกาสโอ้เอ้ถ่ายรูป



 

 

ตอนนี้ชมบรรยากาศบนตัวปราสาทก่อนดวงอาทิตย์ตกกันก่อน







 

นางอัปสรคนนี้(ขวา)มีร่องรอยของกระสุนปืนที่ใหปลาร้าเป็นรูเบ้อเริ่ม อันเป็นผลพวงจากสงครามที่ผ่านมา รอยกระสุนนี้ยังปรากฎที่ปราสาทอีกหลายแห่งรวมทั้งนครวัดด้วย



 

 





อยู่บนนี้มองเห็นยอดปราสาทนครวัดได้





....ปราสาทพนมบาเค็ง (Phnom Bakheng) ตั้งอยู่บนยอดภูเขา 75 เมตร จากระดับน้ำทะเล ใกล้ๆกับปราสาทนครวัด และเมืองนครธม จังหวัดเสียมราช ประเทศกัมพูชา สร้างในสมัยของพระเจ้ายะโสวรมันที่ 1 พ.ศ. 1432 - 1453 เป็นศาสนาสถานฮินดูถวายแด่พระศิวะ จากศิลาจารึกภาษาสันสกฤตพบที่ปราสาทสด๊อกก๊องธม จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่าเมื่อ "ศรียโสวรธานา" ขึ้นครองราชเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า "ยะโสวรมัน" พระองค์มีพราหมณ์ชื่อ "วามะศิวะ" ซึ่งได้ประดิษฐานศิวะลึงค์ไว้บนยอดภูเขา "ศรียะโสธาระคีรี" เปรียบเมือนเขาพระสุเมรอันศักดิ์สิทธิ์เป็นที่สถิตของเหล่าทวยเทพ ในที่นี้ศิวะลึงค์ (Royal Linga) เป็นสัญลักษณ์ของการปกครองโดยระบอบ "กษัตริย์สมมุติเทพ" ริเริ่มโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งอาณาจักรขอม เมื่อปี พ.ศ. 1346....




..ปราสาทพนมบาเค็งมีรูปทรงเป็นปีรามิดสี่เหลี่ยมขั้นบันได 5 ชั้น โดยชั้นล่างสุดมีขนาด 76 x 76 ตารางเมตร ลดหลั่นไปเรื่อยๆจนถึงชั้นบนสุด 47 x 47 ตารางเมตร มีบันไดขึ้นสี่ด้าน มีปรางขนาดเล็กรายล้อมอยู่ตามชั้นต่างๆรวมทั้งสิ้น 108 แท่ง....

(ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก http://www.yclsakhon.com)

 

 



ฐานของปราสาทพนมบาเค็งซึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฐานแต่ละด้านหันเข้าหาทิศทั้งสี่ตรงเป๊ะ ในวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินมหาศักราช (Saka Carlendar)จะเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นตรงช่องประตูทางทิศตะวันออก (ด้านที่คนกำลังยืนสักการะ)





ศิวลึงค์และฐานโยนีซึ่งตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่ของปราสาท






สภาพปราสาทพนมบาเค็งที่เห็นปรักหักพังในทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากฝีมือเขมรแดงที่ขึ้นมาตั้งค่ายบนปราสาทแห่งนี้






ส่วนหนึ่งของภาพแกะสลักนูนสูงนางอัปสรที่หลงเหลืออยู่ หุ่นนางอัปสรที่ปราสาทพนมบาเค็งออกจะอ้วนท้วนสมบูรณ์กว่าที่อื่น โดยเฉพาะพุงย้วยเชียว






และเนื่องจากอยู่กลางแจ้งโดนฝนโดนลมตลอดเวลาลวดลายที่แกะสลักจึงถูกกรัดกร่อนจนสึกไปพอสมควร แต่ก็ยังเห็นถึงความพริ้วไหว ความละเอียดงดงามได้


 


 

 

และแล้วก็มาถึงไฮไล้ท์ของภาระกิจที่ดั้นด้นปีนขึ้นมาบนนี้ คือชม Sunset at Phnom Bakeng  ตามที่จั่วหัวไว้ แต่ก็เป็นที่น่าผิดหวังนิด ๆ คือดวงอาทิตย์ที่โผล่ให้เห็นในตอนเดินขึ้นมาหลอกให้ดีใจนั้น พอถึงเวลาสำคัญ ดันหายเข้ากลีบเมฆไปไหนก็ไม่รู้ จึงได้แค่นี้แหละ







พอถึงเวลาประมาณ 6 โมงเย็น มีเจ้าหน้าที่มาต้อนบอกว่าใกล้ถึงเวลาปิดให้ลงไปได้แล้ว ไก้ด์บอกว่าเมื่อก่อนนี้ไม่มีเวลาปิดจึงมีนักท่องเที่ยวอยู่จนดึกจนดื่น ซึ่งทำให้เกิดปัญหาในการควบคุมดูแล ปัจจุบันจึงต้องมีการจำกัดเวลาเข้าชม


ในตอนขากลับไก้ด์พาลงอีกทางหนึ่งเรียกว่าถนนช้างเพราะเป็นเส้นทางขึ้นลงของช้างโดยสารซึ่งมีบริการนักท่องเที่ยวที่ไม่อยากเดินให้เมื่อย แต่ผมเคยนั่งมาแล้วจากปางช้างแถวเชียงใหม่ ถ้าให้นั่งช้างไต่ขึ้นมาทางนี้ก็คงทั้งเกร็งทั้งลุ้นกันเอวเคล็ดสรุปว่าเมื่อยพอกัน เส้นทางนี้แม้จะชันและเป็นทางโค้งหักศอกอยู่หลายตอนแต่ย่นระยะทางไปได้โข เดินแป้บเดียวก็ลงมาถึงลานข้างล่างแล้ว แต่ผมว่าเส้นทางนี้เหมาะสำหรับขาลงมากกว่าขาขึ้น ตอนลงมามีเฉพาะกลุ่มผม 3 คนเท่านั้น ไม่มีใครตามมาซักคน ตอนลงแสงยังพอสลัวมองเห็นทางได้ แต่พอถึงที่จอดรถมืดพอดี เปลี่ยว ๆ มืด ๆ อย่างนี้ครูดารินทร์ไม่ยักกลัวเหมือนตอนก่อนจะมาเลย เห็นถามโน่ถามนี่กับไก้ด์ไปตลอดเวลา



 



ขอจบโปรแกรมวันแรกดัวยอาหารมื้อเย็น (ค่ำ) ที่ร้านอาหารไทย(เจ้าของเป็นคนไทย) เป็นร้านขนาดกระทัดรัด เห็นมีจัดโต๊ะยาวให้กรุ๊ปทัวร์สองแถว สำหรับผมกับครูดารินทร์เขาจัดที่นั่งให้เฉพาะ มีความรู้สึกเหมือนมาสั่งอาหารรับประทานกันเองสองคน ครูดารินทร์เห็นภาพนี้แล้วโวยว่าทำไมโทรมจัง จะไม่โทรมได้ยังไง วันนี้ตื่นตั้งแต่ตีสามขับรถออกจากกรุงเทพตีสี่ ตะลอนจนมืดจนค่ำ แถมยังออกแรงปีนเขาเล่น ๆ อีก ป่านนี้เหงื่อยังไม่แห้งเลย






เมนูมื้อนี้ประกอบด้วยต้มยำไก่(บ้านเขมร) ยำปลากรอบ(โตนเลสาบ) ไข่เจียว และลาบเห็ดตามมาทีหลังอีกจานหนึ่ง ส่วนเบียร์ Angkor นั้นไม่เกี่ยวครับ สำหรับรสชาติอาหารและบรรยากาศโดยรวมทั้ง รูป รส กลิ่น ยกเว้นเสียง เหมือนกำลังนั่งกินอยู่ในสวนอาหารในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งของบ้านเรา



 

 



สำหรับเฉลยปัญหาโลโก้ตัวยึกยือนี้ขอผลัดไปตอนหน้าครับ


ติดตามตอนต่อไป

ตอนที่ 4 ปราสาทบันทายศรี






แก้ไขล่าสุด ใน พ.ย.062012

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 527 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน