เลาะเลียบคลองหลอด ตอนที่ 2

เขียนโดย Administrator
ส.ค.282009

 

เลาะเลียบคลองหลอดหลังจากผ่านกระทรวงมหาดไทยมาแล้วก็ถึงวัดสำคัญอีกวัดหนึ่งคือวัดราชบพิธ หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า "วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม" พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2412

 

 




เนื่องจากวัดนี้มีศิลปวัตถุที่มีความงดงามและมีรายละเอียดมาก ฉนั้นจึงจะนำไปเขียนอย่างละเอียดใน http://www.arty4you.net/ ส่วนในครั้งนี้จะขอเลียบเลาะรั้วชมพอสังเขป ดังนี้

 

 





วัดราชบพิธเป็นวัดที่มีการตกแต่งด้วยเครื่องเคลือบเบญจรงค์ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่มีแห่งเดียวในประเทศไทย

 

 





ส่วนหนึ่งเครื่องเคลือบเบญจรงค์ที่ประดับประดาอย่างวิจิตรงดงาม

 

 





ระเบียงวิหารคดล้อมรอบเจดีย์องค์ใหญ่มีลักษณะกลม ผนังภายนอกประดับด้วยกระเบื้องเคลือบเบ็ญจรงค์เช่นเดียวกัน ทางเดินปูด้วยหินอ่อน ถ้าใครเป็นแฟนหนังจักร์ ๆ วงศ์ ทางทีวีสมัยก่อน คงจะจำมุมนี้ได้ เพราะหลายต่อหลายเรื่องใช้มุมนี้เป็นส่วนหนึ่งของฉากพระราชวัง พระเอกนางเอก ตัวประกอบทั้งหลายก็จะเดินผ่านไปผ่านมา ก่อนจะเข้าฉากจริงในโรงถ่ายที่แต่งด้วยโฟมฉลุ ทาสี มั่วไปเรื่อย ตอนหลังเห็นว่าทางกองถ่ายไม่ได้มีความระมัดระวังรักษาสมบัติที่มีค่าเท่าที่ควรทำให้เกิดความเสียหายขึ้น และการถ่ายหนังแต่ละครั้งไม่ใช่ถ่ายแค่ครั้งเดียวจบ ต้องกลับมาถ่ายแล้วถ่ายอีก จึงไม่อนญาตให้ใช้ป็นสถานที่ถ่ายหนังอีก เดี๋ยวนี้จึงนิยมไปถ่ายกันที่วัดเฉลิมพระเกียรติ นนทบุรี โดยเฉพาะฉากกำแพงเมืองหน้าวัด เป็นมุมยอดนิยมจริง ๆ

 

 





องค์เจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บนฐานทักษิณประดับด้วยกระเบื้องเคลือบเบ็ญจรงค์พิมพ์นูนทั้งองค์

 

 





กระเบื้องเคลือบเบ็ญจรงค์พิมพ์นูน เมื่อแสงมากระทบทำให้เกิดแสงเงามีมิติงดงาม

 

 





พระอุโบสถมีศาลาทิศซึ่งเป็นศาลาเล็กขนาดสองห้อง ตั้งอยู่โดยรอบทั้งสี่ทิศ

 

 





พระวิหารมีบานประตูหน้าต่างประดับกระจกปิดทองแกะสลักลงสี

 

 





ลวดลายจำลองเครื่องราชอิสริยาภรณ์

 

 





ภายในพระอุโบสถเป็นการผสมผสานกันระหว่างศิลปกรรมไทยกับตะวันตกสมัยโกธิคได้อย่างลงตัว

 

 





ลักษณะหลังคาโค้งยอดแหลม (Vault) ศิลปะโกธิค (Gothic)

 

 





พระวิหารทิศ มุขตะวันตก ตะวันออกเป็นทางออกระเบียงรอบเจดีย์

 

 





หอระฆังมีลักษณะซุ้มจดุรมุขโปร่งย่อมุมไม้สิบสอง ประดับกระเบื้องลายเบ็ญจรงค์

 

 




นอกบริเวณวัดเป็นสุสานหลวงที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรด ฯ ให้สร้างไว้เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระสรีรังคารของราชสกุลในพระองค์

 

 





พออกจากวัดราชบพิธ ก็เริ่มเข้าย่านสถาปัตยกรรมที่มีกลิ่นไอของตะวันตกเข้ามาแล้ว

 

 





เริ่มจากนี่ครับ "สะพานหก" หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Lifting Bridge คือเป็นสะพานที่สามารถยก หรือหกขึ้นหกลงเหมือนกระดานหก สำหรับให้เรือวิ่งผ่านไปมาได้สะดวก ไม่ติดเสากระโดง มีต้นกำเนิดจากประเทศเนเธอร์แลนด์ เข้าสู่ประเทศไทยในสมัยปลายรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องไปจนถึงต้นรัชกาลที่ 5 ในสมัยนั้นได้สร้างสะพานหกขึ้นจำนวนหกสะพาน ต่อมาได้ชำรุดปรักหักพังไปตามกาลเวลา เพราะเป็นสะพานสร้างด้วยไม้

 

 





สะพานหกที่เห็นอยู่นี้สร้างขึ้นมาใหม่โดยอาศัยรูปแบบจากของเก่า สะพานนี้ผมเห็นมาตั้งแต่สมัยเรียนช่างศิลป์แล้ว แต่คิดว่าที่ปรากฎอยู่ในลักษณะปัจจุบัน น่าจะมีการปรับปรุงซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ ต้นไม้ต้นใหญ่ ๆ ที่ขึ้นเป็นแบ้คกราวด์ข้างหลังสะพานไม่แน่ใจว่าเป็นต้นมะฮ้อกกานี ที่ปลูกในสมัยรัชการที่ 5 รึเปล่า เพราะสองข้างคลองหลอดช่วงนี้เดิมผมเคยเห็นมีต้นมะฮ้อกกานี ลำต้นสูงใหญ่ หลายต้น กล่าวกันว่ามีที่เดียวในประเทศไทย ผมยังเคยเก็บกิ่งแห้งที่ร่วงใต้ต้น ไปปักแจกันเลยเพราะกิ่งก้านสาขาสวยและแกร่งดี ผ่านคราวนี้ผมไม่ได้สังเกตว่ายังอยู่หรือเปล่า

 

 





เปรียบเทียบกับภาพเขียนของศิลปินที่มีชื่อเสียงของโลกชาวเนเธอร์แลนด์ คือ Vincent Van Gogh และภาพนี้ก็เป็นภาพเขียนที่มีชื่อเสียงภาพหนึ่งของเขา ชื่อว่า "Bridge at Arles" เขียนในปี ค.ศ. 1888 เป็นภาพสะพานหกที่มีรถม้ากำลังข้ามสะพาน ที่เชิงสะพานเป็นภาพหญิงสาวกำลังซักผ้า

 

 





แต "Bridge at คลองหลอด" ที่เชิงสะพานเป็นภาพช่างปูนกำลังผสมปูนฉาบเขื่อนอย่างขมักเขม้น

 

 





อาคารพาณิชย์เริ่มต้นตั้งเต่ริมคลองหลอด นอกเขตพระบรมมหาราชวังเป็นต้นไปจนถึงถนนเจริญกรุง เป็นอาคารแบบยุโรปที่สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ซึ่งถือว่าเป็นร่องรอยประวัติศาสตร์ทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญ

 

 





บางอาคารก็ได้รับการบูรณะให้คงสภาพเดิม

 

 





แต่บางอาคารก็ไม่ดูแลเท่าที่ควร และจะสังเกตุว่าทางขวามือ เดิมน่าจะเป็นอาคารแบบเดียวกันต่อเนื่องกันไป แต่ได้มีการทุบทิ้งและสร้างเป้นรูปแบบใหม่

 

 





ในซอยแยกจากถนนใหญ่ยังมีลักษณะอาคารแบบยุโรปหลงเหลืออยู่มาก แต่สภาพสิ่งแวดล้อมทำให้ดูแล้วด้อยคุณค่าลง

 

 





หน้าต่างและผนังรับน้ำหนักแบบโค้ง (Arch) เป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของอาคารแบบยุโรป

 

 



การเลาะเลียบคลองหลอดครั้งนี้ขอจบลงดื้อ ๆ ตรงนี้ก่อน ที่จริงคลองหลอดยังเลาะเลียบต่อเนื่องไปได้ถึงบ้านหม้อ จนออกแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากคลองตลาด ช่วงที่เหลือนี้ย้งมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมาก เอาไว้ต่อภาค 2 ดีกว่า จะหาโอกาสไปเลาะเล็มอีกครั้ง ตอนนี้ขอข้ามฟากไปฝั่งวัดโพธิ์ เพื่อขึ้นรถเมล์กลับเทเวศร์เพราะครูดารินทร์โทรมาตามแล้ว

 

 



เดินข้ามสะพานมาข้ามคลองมา เป็นสถานที่ตั้งของวังสราญรมณ์ ชื่อเพราะมาก ที่นีเป็นสวนมีบริเวณกว้างร่มรื่น ก่อนนี้เคยใช้เป็นสถานที่จัดงานระดับชาติประจำ เช่นงานฉลองรัฐธรรมนูญ ที่มีการประกวดนางสาวไทย เราได้นางสาวไทยคนแรกคือนางสาวกันยา เทียนสว่าง ก็จากงานฉลองรัฐธรรมนูญที่นี่แหละ ต่อมาในยุคหลังก็ใช้เป็นสถานที่จัดงานวชิราวุธานุสรณ์ที่โด่งดังเพราะมีการรื้อฟื้นการประกวดนางสาวไทยขึ้นมาอีกครั้ง แต่ใช้ชื่อว่านางงามวชิราวุธ ตอนเรียนช่างศิลป์ผมเคยเข้ามาดูเหมือนกัน แต่ดูแค่เวทีประกวดนะ ไม่ได้ดูนางงามเพราะตอนกลางวันไม่มีการประกวดและเขาเปิดประตูทิ้งไว้ จึงเข้ามาดูแค่เวที่ก็ยังดี 

 

 




ผ่านเข้าประตูวังสราญรมณ์เข้ามา จะพบการขาดความเอาใจใส่ในสิ่งที่มีคุณค่า ดูการติดป้ายและหลอดไฟก็รู้แล้ว ทำให้นึกถึงอดีตที่เคยคึกคัก เพราะสโมสรนี้นอกจากจะเป็นที่สังสรรค์ของสมาชิกแล้ว ยังมีร้านขายอาหารเครื่องดื่มที่คนภายนอกสามารถเข้ามากินได้ สมัยนั้นร้านอาหารประเภทสวนอาหารที่มีบรรยากาศร่มรื่นยังไม่ค่อยมี ตอนผมทำงานที่ทีวีช่อง 4 บางขุนพรม ก็ชอบมานั่งดริ้งค์สังสรรค์เพื่อนฝูงที่นี่บ่อย เพราะบรรยากาศดี ที่สำคัญคือเหล้าราคาไม่แพง

 

ทำไมเหล้าราคาถึงไม่แพง คอเหล้าสมัยนี้คงไม่รู้จักเหล้าสโมสร ขออธิบายดังนี้ เหล้าแม่โขง (ก่อนนี้ก็มีปัญญากินแต่แม่โขง) ปกติจะมีฝาสีทองนั่คือเหล้าที่วางขายทั่วไป แต่แม่โขงจะมีฝาอีกสีหนึ่งคือสีเขียว หมายถึงเหล้าที่เป็นสวัสดิการของหน่วยงาน หรือสโมสร ส่วนมากจะเป็นหน่วยงานทหาร ซื้อได้เฉพาะบุคลากรและสมาชิกของหน่วยงานนั้น ซึ่งราคาจะถูกกว่าท้องตลาดขวดละหลายบาท ส่วนมากก็จะขายในสโมสรของหน่วยงานนั้น และในสโมสรก็เปิดจะขายอาหารเครื่องดื่มไปในตัวด้วย ซึ่งบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่สมาชิกสามารถเข้าไปกินได้ ฉนั้นการกินเหล้าที่สโมสรจึงราคาถูกกว่าร้านทั่วไปด้วยประการฉะนี้แล

 

สโมสรที่พวกผมไปกินบ่อยนอกจากสโมสรสราญรมณ์ ก็มีสโมสรทหารบกที่สี่เสาเทเวศร์ แต่ที่ไปบ่อยมากคือสโมสรทหารเรือ ท่าช้างวังหน้า เพราะบรรยากาศดีอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ยอมทนเสียงเรือหางยาวหน่อย แต่ะมีอาหารให้เลือกเยอะ ทหารเรือก็รู้ว่าทำอาหารเก่ง แถมราคาไม่ค่อยแพงเหมาะกับคนเงินเดือนพันกว่าบาทสมัยนั้น

 

 





นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลา อ่างน้ำพุกลางวงเวียนทางเข้าที่เคยเด่นเป็นสง่า ตอนนี้น้ำในอ่างมีแต่ขี้ตะไคร่

 

 





ประติมากรรมน้ำพุเป็นโลหะหล่อ  ศิลปะแบบยุโรป น่าจะเป็นการนำเข้าโดยถอดเป็นชิ่น ๆ แล้วนำมาประกอบภายหลัง

 

 





หัวมุมวังสราญรมณ์เป็นวงเวียนสี่แยก อีกสามมุมคือพระบรมมหาราชวัง วัดโพธิ์หรือวัดพระเชตุพน ฯ และอีกมุมก็ตามภาพนี่แหละ แต่ก่อนนี้เรียกสถานที่นี้ว่า รด. หรือกรมการรักษาดินแดน เคยมาฝึด รด.ข้างในนี้ด้วย ปัจจุบันขึ้นป้ายว่าหน่วยบัญชาการสำรอง แต่เป็นอะไรก็ช่างเรามาพูดถึงตัวอาคารดีกว่า

 

 






เป็นอาคารที่มีแบบอย่างสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิค ที่มีต้นตอมาจากศิลปะยุคคลาสสิคของกรีกโน่น ลักษณะที่เด่นชัดก็คือการใช้หัวเสาแบบไอโอนิค (Ionic Style) คือเป็นเสาเซาะร่องโค้งเว้าเข้าข้างใน หัวเสาที่รองรับคานทำเป็นรูปขมวดทั้งสองข้าง วนเข้าไปคล้ายก้นหอย

 

 





ส่วนของเสาที่โผล่ออกมาจากอาคาร ก็มีการตกแต่งเป็นรูปขมวดก้นหอยเช่นเดียวกับเสา สีของอาคารในปัจจุบันนี้ยังดูดี เบา สบายตา ดูเป็นมิตรกับประชาชนหน่อย ไม่เหมือนสมัยผมเรียน รด. ทาสีเขียวขี้ม้ากลัวเขาจะไม่รู้ว่าเป็นหน่วยงานของทหารหรือไงก็ไม่รู้  ทำให้รู้สึกน่ากลัวเหมือนอาคารนาซีสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

 

 





จบเลาะเลียบคลองหลอดภาคแรกด้วยภาพวัดโพธิ์ที่อยู่ตรงข้าม ซึ่งผมมีภาพอยู่ในไฟล์เรียบร้อยแล้ว โปรดติดตามในคอลัมน์เที่ยวชมศิลปวัฒนธรรม

ขอแถมเรื่องตื่นเต้นตอนไปถ่ายรูปวัดโพธิ์ครั้งนั้นซักนิดหนึ่ง วันนั้นผมมาจอดรถที่ข้างวังสราญรมณ์หน้า รด. นี้แหละ กำหนดจอดได้ถึง 15.30 น. ผมถ่ายยังไม่เสร็จดีนัก ดูเวลาแล้วคำนวนกับระยะทางจึงรีบออกมาก่อนคิดในใจว่าเกินนิดเกินหน่อยคงไมเป็นไร มาถึงรถ 15.29 นาที จำแม่นเพราะดูไปวิ่งไป เจอตำรวจจราจรยืนอยู่ข้างรถซึ่งเหลือรถผมจอดโด่เด่อยู่คันเดียว ตำรวจมือหนึ่งถือที่ล้อคล้อ อีกมือหนึ่งดูเวลา กะว่า 15.30 น. เป้ง คงได้เวลาลั่นกุญแจล้อคล้อฉับเข้าให้ แต่เสียใจด้วย ผมไปถึงก่อนเวลาเส้นยาแดงผ่าแปด ตำรวจคนนั้นเลยยิ้มเจื่อน ๆ เดินเลี่ยงออกไป ผมกลัวเขาเสียหน้าเลยยิ้มหวานและทำท่าขอโทษขอโพยไป แหมเกีอบไป ถ้านาฬิกาผมช้าไปซักนาทีละก็ งานนี้ยาวแน่ 

เลาะเลียบคลองหลอด ตอนที่ 1

 

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน ส.ค.072011

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 670 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน