เลาะเลียบคลองหลอด ตอนที่ 1

เขียนโดย Administrator
ส.ค.282009

 



ขับรถจากบ้านลาดพร้าวไปจอดที่ราชมงคลเทเวศร์ ที่ทำงานเก่าเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว สมัยยังเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลที่เป็นหนึ่งเดียว ยังไม่แยกเป็น 9 มหาวิทยาลัยดังเช่นปัจจุบัน ราชมงคลเทเวศร์จึงแยกอยู่ในสังกัดมหาวิทยาลัยราชมงคลพระนคร สาเหตุที่นำรถไปจอดที่นี้เพราะครูดารินทร์จะไปช้อปปิ้งที่พาหุรัตน์กับสพานหัน ซึ่งหาที่จอดรถยาก จะจอดที่ใต้ถุนดิโอลด์สยามค่าจอดก็แพงและมักจะเต็มจึงใช้วิธี  Park & Ride จอดแล้วแจวขึ้นรถเมล์สาย 53 ไป พอนั่งผ่านท่าช้างวังหน้า โรงลครแห่งชาติ นึกถึงความหลังสมัยเรียนช่างศิลป์ซึ่งเคยตั้งอยู่ที่นี่ (ปัจจุบันย้ายไปอยู่ลาดกระบัง) จึงขอถือโอกาสลงไปเดินซึมซับบรรยากาศเก่า ๆ อีกอย่างหนึ่งคือไม่อยากไปเบียดคนแถวสพานหันด้วย จึงปล่อยให้ครูดารินทร์แกไปคนเดียว กะว่าจะเดินผ่านสนามหลวงเลาะคลองหลอดไปรื่อย ๆ แล้วค่อยโทรนัดกันภายหลัง สำหรับบรรยากาศของโรงเรียนช่างศิลป์ยกไปเล่าใน "สามปีที่ช่างศิลป์"

 



เลาะเลียบคลองหลอด เริ่มต้นจากอนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 มุมสนามหลวงด้านโรงลครแห่งชาติ สมัยเรียนช่างศิลป์เดินผ่านประจำเพราะลงรถเมล์ที่สนามหลวงเดินมาโรงเรียนต้องผ่านอนุสาวรีย์นี้

 





อนุสาวรีย์ทหารอาสา ฯ เป็นผลงานการออกแบบของกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ รูปลักษณะเป็นเจดีย์ขนาดเล็กที่มีสัดส่วนงดงามลงตัว มีซุ้มจตุรมุข  เหนือซุ้มเป็นสถูปทรงระฆัง

 





ลวดลายเหนือซุ้มจตุรทิศ ประดับปูนปั้นลายกนกยอดกลับ ลวดลายสองข้างซุ้มเป็นรูปพญานาคคล้ายกับเชิงบันไดขึ้นเจดีย็วัดสวนดอก เชียงใหม่ เหนือซุ้มจตุรทิศที่เป็นฐานของสถูปทรงระฆังมีปูนปั้นรูปกงจักรทั้งสี่ทิศ ทหารที่ไปร่วมรบคงเป็นทหารบกทั้งนั้นมั้ง

 





ภายใต้ซุ้มจตุรมุขทั้ง 4 ด้าน บรรจุแผ่นหินอ่อนแกะสลักเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสงครามโลกครั้งที่ 1
ด้านที่ 1 กล่าวถึงสาเหตุของการส่งทหารไปร่วมรบ

 





ด้านอื่น ๆ เป็นรายชื่อของทหารผู้เสียชีวิต สังเกตุชื่อของคนสมัยนั้นจะเป็นคำเดียวเป็นส่วนใหญ่

 





สนามรอบนุสาวรีย์ ฯ อยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ร่มรื่น ทำให้เป็นที่พักผ่อนนอนหลับ ของคนที่มีกิจกรรมแถวนั้นหรือคนที่ไม่มีอะไรจะทำ

 





ที่หลับก็หลับไปแต่พี่น้องคู่นี้ขยันน่ารัก

 





ข้ามถนนมาที่สนามหลวง จะพบภาพชีวิตแบบนี้มากมาย (ขณะเขียนคอลัมน์นี้ ได้ยินข่าวจากทีวีว่า กทม.กำลังจะนำคนเหล่านี้ออกจากสนามหลวง และบริเวณใกล้เคียงไห้หมดภายใน 3 เดือน)

 

 



ความโดดเดี่ยวเดียวดาย

 





ความเหงาท่ามกลางความวุ่นวายอีกทึกครึกโครมใจกลางเมืองหลวง

 





จากสนามหลวงข้ามถนนไปคลองหลอด จะผ่านซุ้มแม่พระธรณีบีบมวยผม ในพุทธประวัติแม่พระธรณีนี้บีบมวยผมให้น้ำท่วมมารที่มาผจญพระพุทธเจ้าขณะทรงตรัสรู้ ปัจจุบันกลายเป็นโลโก้ของการประปา และพรรคการเมืองพรรคหนึ่งไปซะแล้ว บริเวณหลังซุ้มพระแม่ธรณี ฯ ก่อนนี้เคยเป็นแหล่งซื้อขายหนังสือเก่าหรือหนังสือมือสองที่ใหญ่ที่สุด รู้สึกว่าจะมีที่นี่แห่งเดียวดัวย

 






รูปปั้นช้าง 4 เศียร ประดับราวสะพานผ่านพิภพลีลา หน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์หรือโรงแรมรอแยล โรงแรมชั้นหนึ่งแห่งแรก ๆ ของไทย บริเวณนี้เคยเป็นสมรภูมิเลือดในวันมหาวิปโยค 14 ตุลา 2516 และโรงแรมนี้ก็กลายเป็นโรงพยาบาลสนาม และศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจของศูนย์นิสิตนักศึกษา ฯ  ไม่รู้รอยกระสุนปืนที่ผนังตึกยังอยู่หรือเปล่า เพราะเคยไปถ่ายภาพยนตร์เก็บไว้ เมื่อวันที่ 15 ตลาคม 2516 เสียดายไม่รู้สูญหายไปไหน เป็นฟิล์ม 16 ม.ม. สี ถ่ายมา 2 ม้วน ๆ ละ 100 ฟุต เวลาฉายก็ประมาณ 6 นาที


 





เคยได้ยินคำว่าผีขนุนใหมครับ มาจากตันขนุนเลียบคลองหลอดนี่แหละ เวลาพลบค่ำเป็นต้นไปจะมีหญิงบริการ ถือถุงใบหนึ่งซึ่งภายในถุงก็จะเป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำมาหากิน ออกเร่ขายบริการอยู่แถวต้นขนุนนี้  ถ้าลูกค้าตกลงโอเค ก็จะไปใช้บริการในโรงแรมซึ่งมีแอบอยู่ตามตรอกซอกซอยแถวนี่ ส่วนมากจะใช้เวลาแป้บเดียว ที่เรียกผู้ที่ให้บริการความสุขผู้อื่นว่าผี ก็คงเป็นเพราะวัยและรูปร่างหน้าตาของเจ้าหล่อนนั่นแหละที่ไม่ใช่วัยเอ๊าะ ๆ แล้ว  แต่ที่นั่งหุงหาอาหารอยู่ใต้ต้นขนุนกลางวันแสก ๆ นี่คงไม่ใช่ผีขนุนนะ 


 





น่าอิจฉาจริง ๆ ช่างหลับกันได้หลับกันดี ไม่กลัวกลิ้งตกคลองกันหรือเจ้าประคู้น


 





ช่วงต้นของคลองหลอดด้านตรงข้ามสนามหลวง มีวัด ๆ หนึ่งซึ่งคนมักผ่านเลยไปถ้าไม่สังเกต เช่นเดียวกับผมที่เพิ่งได้เข้าชมเป็นครั้งแรกก็คราวนี้แหละ

วัดนี้ชื่อวัดบุรณศิริมาตยาราม เป็นวัดที่สร้างมาแต่ตอนต้นของกรุงรัตนโกสินทร์  สร้างโดยเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (บุญศรี บุรณศิริ) สร้างในสถานที่เป็นบ้านเกิดของท่าน ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามว่า วัดศิริอมาตยาราม ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ได้รับพระราชทานนามใหม่เป็น วัดบุรณศิริมาตยาราม

 






หน้าบันพระอุโบสถ์ลงสีเป็นลายดอกไม้บนพื้นเรียบ ๆ



 




เป็นวัดที่มีแบบอย่างศิลปะสมัยรัตน์โกสินทร์ตอนต้น มีระเบียงด้านหน้าและด้านหลังพระอุโบสถ โดยมีบันไดขึ้นสองข้างของระเบียงนี้


 





เจดีย์ด้านหลังพระอุโบสถเป็นเจดีย์ที่ตั้งแต่ฐานไปจนถึงองค์ระฆังมีลักษณะเป็นเลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง เป็นเจดีย์เกลี้ยงไม่มีการประดับประดาด้วยวิธีการใด ๆ

 






หอระฆังและหัวเสามุมกำแพงรอบองค์เจดีย์ แสดงอิทธิพลศิลปะจีนที่แพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 3 อย่างชัดเจน แต่ตัวหอระฆังที่บุด้วยหินอ่อนน่าจะบูรณะขึ้นมาใหม่

 






บานประตูอุโบสถเป็นลายรดน้ำ ที่บูรณะขึ้นมาใหม่


 





ซุ้มประตูหน้าต่างอุโบสถเป็นลวดลายปูนปั้นปิดทอง ที่นิยมกันในสมัยรัตนโกสินทร์

 






เป็นลายดอกไม้

 






ภายในอุโบสถอยู่ในระหว่าบูรณะ ไปเจอภาพประทับใจเข้าคือภาพของเด็กหนุ่มสาวกำลังเขียนลายรดน้ำบานหน้าต่าง ประทับใจที่ยังมีคนรุ่นใหม่รักและทำงานสืบสานศิลปะไทยที่นับวันจะหาได้ยาก


 





เสียดายมัวชื่นชมผลงาน และเห็นเด็กหนุ่มสาวทั้งสองกำลังมีสมาธิในการทำงานเลยลืมถามชื่อเสียงเรียงนามและความเป็นมาว่าฝึกวิทยายุทธมาจากสำนักใด


 





ขั้นตอนการเขียนลวดลายด้วยน้ำยาที่มีส่วนผสมของหอระดานหิน ฝักส้มป่อยและยางมะขวิด


 





กำลังขมักเขม้นปิดทองคำเปลวให้เรียบทั่วกัน ก่อนจะถึงขั้นตอนต่อไปคือรดน้ำให้น้ำยาที่เขียนหลุดออกไปพร้อมกับทองที่ติดอยู่บนน้ำยา เหลือแต่ลายทองที่ถมอยู่ภายใน อันป็นที่มาของคำว่าลายรดน้ำ

 






นอกรั้วอุโบสถ มีอาคารไม้อยู่ 2 - 3 หลัง  อาคารแรกลักษณะอาคารเป็นแบบที่นิยมสร้างในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา เรียกว่าสถาปัตยกรรมลายไม้ ลายขนมปังผิง

 






เพราะมีการตกแต่งโดยใช้ไม้ฉลุลายขนมปังผิง


 






ส่วนอาคารนี้ก็เป็นอีกรูปแบบที่นิยมกันสมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง





เป็นอาคารไม้ที่ใช้จังหวะของการตีเกล็ดฝากระดาน และติดปะไม้คิ้ว ตกแต่งให้เกิดน้ำหนักของแสงเงาของตัวอาคารโดยรวม


 





บานประตูที่มีความพิถีพิถันมาก


 





ยังมีอาคารอีกหลังหนึ่งเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน แต่พยายามรักษาเอกลัษณ์ของความเป็นไทยโดยยังคงหน้าจั่วที่เป็นมุมแหลม และตกแต่งคล้ายกับหน้าจั่วของโบสถ์วิหารแต่ตัดรายละเอียดออกไปอาคารลักษณะนี้เกิดมาจากนโยบายนิยมไทยของรัฐบาลสมัยนั้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือกลุ่มอาคารกระทรวงทบวงกรม ตลอดถนนราชดำเนินนอก หรือศาลากลางจังหวัดที่ทุกวันนี้ยังมีรูปแบบนี้อยู่


 





ออกจากวัดวัดบุรณศิริ ฯ เดินผ่านกระทรวงมหาดไทย สถานที่นี้เคยเป็นวังที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 จนถึงรัชกาลที่ 5 เมื่อมีพระบรมราชโองการตั้งกระทรวงมหาดไทยขึ้น รัชกาลที่ 5 จึงได้พระราชทานสถานที่เป็นวังนี้ให้เป็นที่ตั้งของกระทรวงมหาดไทย


 





ลักษณะอาคารกระทรวงมหาดไทยเป็นแบบยุโรป ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อรูปแบบศิลปะกรรมไทย ในสมับรัชกาลที่ 5

ถนนเลียบคลองหลอดด้านกระทรวงมหาดไทยนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือเป็นย่านขายของเก่ามาแต่ดั้งเดิม เป็นที่มาของคำว่า "ของหลังกระทรวง" ซึ่งหมายถึงสินค้ามือสอง สมัยนั้นถ้าใครอยากได้ของประเภทรองเท้า เสื้อผ้า นาฬิกา ของใช้ในครัวเรือนตลอดจนเครื่องดนตรีต่าง ๆ ราคาถูก จะต้องมาหาซื้อแถวนี้ และถ้าใครซื้อของใหม่มาอวดเพื่อนแต่ถูกทักว่าซื้อมาจากหลังกระทรวงใช่ใหม ? จะอารมณ์เสียขึ้นมาทันที คำว่าหลังกระทรวงคือหลังกระทรวงกลาโหมที่อยู่อีกฟากหนึ่งของคลองหันหน้าไปทางพระบรมมหาราชวัง ตอนแรกก็น่าจะมาจากแป็นแหล่งของใช้ที่จำเป็นของทหาร เช่นรองเท้า อุปกรณ์สนาม แล้วจึงวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ

ปัจจุบันย่าน "หลังกระทรวง" ยังขายสินค้าแบบเดิมอยู่ แต่ไม่ใช่มีแต่ของเก่าเท่านั้น มีของใหม่ด้วย แต่เท่าที่ดูสินค้าสำคัญน่าจะเป็นเครื่องดนตรี โดยเฉพาะเครื่องดนตรีไฟฟ้า และเครื่องเสียงที่เกี่ยวข้อง จากการที่ดูผ่าน ๆ เครื่องเสียงประเภทแอมปลิฟายเออร์ มิกเซอร์ ไมโครโฟน ลำโพง ยี่ห้อเป็นระดับ Hi - End เชียวนะ

จบเลาะเลียบคลองหลอดตอนที่ 1 โปรดติดตามต่อตอนที่ 2

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน ส.ค.032011

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 772 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน