เขียนโดย Administrator
ก.พ.142010






วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานี้ผมกับครูดารินทร์ชวนกันไปซื้อสตรอเบอรี่ในงานวันสตอเบอรี่ที่อำเภอสะเมิง และถือโอกาสเที่ยวต่อในเส้นทางแถวนั้นที่ยังไม่เคยไป ออกจากเชียงใหม่แต่เช้า ใช้เส้นทางแม่ริมถึงแยกเข้าอำเถอสะเมิง อากาศยังเย็นอยู่แต่ไม่ถึงกับหนาว จากตรงนี้ถ้ากลับเข้าเชียงใหม่ได้สองทางคือไปทางอำเภอหางดง และทางอำเภอแม่ริม






เลยโครงการหลวงปางดะเข้ามาหน่อยผ่านศูนย์บริการวิชาการด้านพืช ฯ เห็นแปลงทดลองปลูกข้าวสาลีหรือข้าวอะไรก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้เข้าไปดูใกล้ ๆ ยืนถ่ายจากนอกถนน เห็นปลูกลดระดับเป็นชั้น ๆ สีเหลืองสดใสคั่นด้วยสีเขียวเป็นระยะ ขณะถ่าย มีสาวซิ่งที่ขับมอเตอร์ไซค์ลิบ ๆ ในภาพข้างบน ใจเดียวกันแวะถ่ายด้วยเหมือนกัน บอกว่าเห็นสีสวยดี






ขวามือก่อนเข้าตัวอำเภอ แวะชมไร่สตรอเบอรี่ "นภ-ภูผา" เป็นการอุ่นเครื่องเสียก่อน เพราะอยู่ในทางผ่านพอดี






ดูต้นสตรอเบอรี่ตัวเป็น ๆ  ซึ่งเขาใช้ใบตองตึง หรือใบของต้นสัก ปูพื้นรองลูกสตรอเบอรี่ สมัยก่อนนี้มักมีข่าวลือว่าเขาใช้ยาฆ่าแมลงฉีดปูพื้นกันแมลงด้วย แต่คงไม่จริงมั้ง






ไร่นี้เขาให้นักท่องเที่ยวเก็บสตรอเบอรี่ได้เอง แล้วเอาไปชั่งคิดราคากัน






ส่วนผมกับครูดารินทร์เดินดูเฉย ๆ ขี้เกียจเก็บกะไปซื้อเอาในงานโน่น






ถึงแล้วงานวันสตรอเบอรี่ ฯ กำลังมีพิธีเปิดพอดี






ดูหน้าท่านผู้ชมคงเซ็งเป็ดเซ็งไก่กับพิธีเปิดอันน่าเบื่อหน่าย ฟังการกล่าวเปิดอันเยิ่นเย้อ แถมเสียงก็เบาไม่ค่อยได้ยิน เมื่อไหร่เมืองไทยจะเลิกรูปแบบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการแบบทำตาม ๆ กันมาเสียที ทำไมไม่มีใครริเริ่มสร้างสรรค์ให้กระชับ ตรงเป้าและให้ผู้ร่วมงานได้มีส่วนร่วม มีความสนุกสนาน หรือยังไงก็แล้วแต่ คือให้มีบุคลิคเฉพาะของตนเองบ้าง





ในงานมีการออกร้านผลิตภัณฑ์สตรอเบอรี่สองฝั่งถนนหน้าโรงเรียนสะเมิงพิทยาคม มีทั้งสตรอเบอรี่สด ๆ น้ำสตรอเบอรี่ ไวน์สตรอเบอรี่ สตอเบอรี่คลุกน้ำเชื่อมใส่แก้ว รวมทั้งผลิตภัณฑ์โอท็อปของอำเภอสะเมิง ร้านเหล่านี้ผมชอบตรงที่ใช้วัสดุธรรมชาติจากท้องถิ่นมาสร้างเป็นร้าน เข้ากับบรรยากาศดี






แต่ก็หนีไม่พ้นเต้นท์ผ้าใบมีชื่อของสปอนเซอร์ติดอยู่ด้วยอยู่ดีแหละ ก็ไม่ว่ากัน แล้วแต่ความเหมาะสม 






ถนนอีกด้านหนึ่งหน้าอำเภอ เป็นเพิงมุงด้วยใบตองตึงยาวเหยียด ส่วนนี้ขายผลิตผลเกษตรทั่วไป กับอาหารพื้นเมือง สุดถนนยังมีซุ้มเบียร์สดแต่ไม่ใช่เบียร์สตรอเบอรี่นะ เป็นเบียร์สัตว์สี่เท้ามีงวงหันหน้าชนกัน ขนาดเช้า ๆ เห็นมีฝรั่งสองสามคน ถือแก้วกรึ่มอยู่  คงรอแม่บ้าน (คนไทย) ไปช้อปปิ้ง เสียดายช่วงนี้ผมไม่มีมือยกกล้องขึ้นถ่ายภาพเลย เพราถือถุงผักต่าง ๆ เต็มสองมือทั้งสองคนเลย เห็นผักผลไม้สด ๆ และสินค้าเกษตรพื้นเมืองของชาวบ้านแท้ ๆ  ราคาถูกมาก อดใจซื้อไม่ไหว ขนาดขนไปใส่รถสองสามรอบ หมดไม่ถึงสามร้อยมั้ง






หลังจากช้อปปิ้งและกิน "ของกิ๋นคนเมือง" จนอิ่มแต้แล้ว ก็หาที่เที่ยวต่อ คราวนี้ผมไม่ไปเส้นอุทยานแห่งชาติขุนขาน - บ่อแก้ว - วัดจันทร์  เพราะเคยขับ KIA Sportage ไปลุยมาแล้ว แต่ไปทางตำบลสะเมิงเหนือ เป็นทริปเบา ๆ เพื่อไปชมวัดต้นตัน และน้ำพุร้อนโป่งกวาว และดูอะไรเรื่อยเปื่อย ตำบลสะเมิงเหนือห่างจากตัวอำเภอสะเมิงยี่สิบกว่า ก.ม. วางแผนกลับเชียงใหม่อีกเส้นทางหนึ่งไม่ต้องย้อนกลับทางเดิม (ตอนนั้นพอรู้เป็นเลา ๆ ว่ามีทางไปได้แต่ไม่รู้ว่าไปทางไหน กะไปถามเอาข้างหน้าก็แล้วกัน)






ปีนี้รู้สึกว่าต้นไม้ ใบไม้บนดอยเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและอากาศร้อนเร็วจัง และถ้าใครขับรถอยู่แถวดอยทางเหนือช่วงนี้ อาจได้กลิ่นเหมือนเยี่ยวแมวล่องลอยเข้ามา โดยเฉพาะเวลาเปิดกระจก อย่าคิดว่าเมื่อคืนท่านลืมปิดกระจกรถแล้วมีแมวแอบมาฉี่ในรถนะ กลิ่นนี้มาจากไม้ป่าชนิดหนึ่ง เป็นไม้ยืนต้นมีดอกสีขาวสวยจะบานในหน้านี้ แต่ดอกสวย ๆ นี้แหละเป็นต้นเหตุของกลิ่นปัสสาวะแมวดังกล่าว บางแห่งถ้ามีต้นไม้นี้ขึ้นเยอะ เช่นแถวโครงการหลวงตีนตกละก็ เหม็นฉุนติดทนนานทีเดียว ทั้งฉี่ทั้งอึแมวปนกันปานใดปานนั้นเลยละ






ภูมิปัญญาชาวบ้านในการเก็บฟางแห้งไว้ข้างบนให้เป็นหลังคา เพื่อให้ร่มเงาแก่สัตว์เลี้ยงที่อยู่ข้างล่าง เป็นความคิดง่าย ๆ แต่ได้ประโยชน์ใช้สอยดีเยี่ยม ผมว่าข้างใต้อากาศคงเย็นสบายพอสมควร เพราะฟางเป็นฉนวนกั้นความร้อนได้อย่างดี






ยืนมองจ้าวนายทำคอกให้อยู่






นี่ก็อีกแห่งหนึ่ง ผมอยากจะเข้าไปทดลองดูเหมือนกันว่า ใต้ถุนกองฟางกับใต้หลังคาสังกะสีอุณหภูมิจะแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน






โคนันทวิศาลตัวนี้ยืนตากแดดทำเป็นวัวไม่รู้ร้อน จ้องผมขณะถ่ายรูปอย่างไม่วางตา






ค้างปลูกพืชชนิดหนึ่งปักเรียงกันได้จังหวะสุดสายตา เหมือนแนวของโป๊ะจับปลาในทะเล อดไม่ได้ที่จะแวะเก็บภาพ






พืชที่ปลูกนี้ดูเหมือนจะเป็นมะเขือชนิดหนึ่ง จะถามให้รู้แน่ก็ไม่มีใครให้เห็นแถวนี้โผล่มาให้ถามเลย






พื้นที่แถบนี้เป็นภูเขา ฉนั้นทุ่งนาจึงลดระดับเป็นขั้นบันได ถ้ามาในช่วงข้าวเต็มท้องทุ่งคงสวยกว่านี้ ยิ่งถ้ามองจากมุมสูง ซึ่งผมเห็นสวยหลายจุดแต่ไม่ได้แวะถ่ายเพราะถนนโค้งและแคบ






ยุ้งข้าวขนาดใหญ่ คิดว่าคงใช้งานได้อยู่ เจ้าของบ้านนี้ต้องเป็นคหบดีที่อู้ฟู่พอสมควร






เสายุ้งข้าวต้นเบ้อเริ่มเลย และถ้าสังเกตุเสายุ้งข้าวทั้งหลายจะเห็นว่าจะตั้งแบบสอบเข้า (ไม่ใช่แอ้ดมิชชั่น) หรือเสาล้ม คือส่วนบนจะแคบกว่าส่วนล่าง คล้ายกับเสาของเรือนไทยภาคกลาง ทั้งนี้เพื่อความแข็งแร็ง รับน้ำหนักได้ดี





ถึงแล้วตำบลสะเมิงเหนือ ตรงสามแยกหมู่บ้านมีป้ายบอกทางทั้งซ้ายและขวา เราต้องเลี้ยวขวาเพื่อไปวัดต้นตันและบ่อน้ำร้อน






ผ่านซุ้มยินดีต้อนรับเข้าหมู่บ้านโป่งกาวไปซักร้อยเมตรซ้ายมือ ก็ถึงวัดต้นตัน






ผมมีข้อมูลของวัดนี้น้อยมาก แต่พอรู้ข้อมูลเบื้องต้นเป็นวัดเก่าแก่ และได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานของกรมศิลปากรไว้แล้ว







พอได้มาเห็นด้วยตาจริง ๆ เห็นความเก๋า เห็นโครงสร้างและลวดลายตกแต่งแล้ว ก็จัดว่าเป็นวัดรูปแบบศิลปะล้านนาที่น่าศึกษาและควรอนุรักษ์เป็นอย่างยิ่งอีกแห่งหนึ่งทีเดียว แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าขณะนี้อยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก






ช่อฟ้าที่ทำด้วยไม้เหลืออยู่ข้างเดียว แต่น่ากลัวว่าที่เหลือนี้จะอยู่ได้อีกไม่นาน







แบบบัวหัวเสาและลวดลายแกะสลักที่หน้าซุ้มประตูทางเข้าพระอุโบสถ ส่วนที่ประดับที่เป็นกระจกหลุดลอกออกไปเป็นส่วนใหญ่





โครงสร้างทั้งหมดเป็นไม้สักสภาพส่วนใหญ่ยังดีอยู่ แต่หลังคามีรอยโหว่จะทำให้ผุพังเร็วเข้า ถ้าไม่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมอย่างถูกวิธี







ผมได้บันทึกภาพไว้เยอะเลย กะว่าจะนำลงอย่างละเอียดในคอลัมน์เที่ยวชมศิลปะวัฒนธรรมโดยเฉพาะ  ตอนนี้จึงขอข้ามไปก่อน







ออกจากวัดต้นตันไปทางน้ำพุร้อนโป่งกาว ผมเจอบ้านหลังนี้เข้า มีลักษณะบ้านพื้นเมืองล้านนาที่สมบูรณ์หลังหนึ่ง ปลูกอยู่หน้าโรงเรียนซึ่งปัจจุบันยุบไปแล้ว กลายเป็นศูนย์ถ่ายทอดความรู้ชุมชน แต่ขณะนี้โทรมจัง บ้านหลังนี้ก็คงปลูกขึ้นใหม่เมื่อตั้งศูนย์ ฯ นี้ ในระยะแรก เพื่อเป็นสัญลักษณ์หรือแหล่งศึกษาเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมท้องถิ่น และคงใช้เป็นห้องสมุดกลาย ๆ เพราะใต้ถุนมีที่อ่านหนังสือพิมพ์อยู่ แต่ฝุ่นเขรอะ







ที่ผมคาดการณ์ทั้งหลายทั้งปวงเอาเอง ทั้ง ๆ ที่อยากจะสอบถามความจริงจากชาวบ้าน หรือจากผู้รู้แถวนี้เหมือนกัน แต่ไม่เจอใครอยู่ในสายตาในรัศมีห้าสิบถึงร้อยเมตรเลยจริง ๆ ถ้าพูดตรง ๆ ก็คือตลอดทางที่ผมผ่านเข้ามาในตำบลนี้ ผมเห็นคนแว้บ ๆ อยู่ในบ้านต่าง ๆ ไม่ถึงสิบคน ตามถนนไม่เจอใครเลย ไม่รู้ผู้คนไปไหนหมด ร้านค้าบางร้านเปิดทิ้งไว้แต่ก็ไม่เห็นมีทั้งเจ้าของร้านและลูกค้า แม้แต่ที่วัดต้นตันกุฏิพระก็ยังปิดประตูใส่กุญแจเงียบกริบ แต่ผมคาดว่าส่วนใหญ่ น่าจะไปร่วมกิจกรรมงานวันสตรอเบอรี่ที่ตัวอำเภอมากกว่า ขณะเดินสำรวจบ้านหลังนี้มีแต่น้องหมาหน้าตาใจดี ตัวที่นอนหมอบทางขวาของภาพข้างบน ตามไปเป็นเพื่อนเท่านั้น







รูปแบบของบ้านล้านนา ขึ้นบันไดไปก็ต้องเจอ ฮ้านน้ำหม้อ หรือเรือนน้ำสำหรับตั้งหม้อน้ำและแขวนกระบวยไว้ดื่ม ถัดไปเป็นครัวไฟ หรือห้องครัว มีประตูออกไปยังบันไดหลังบ้าน






บ้านหลังนี้เป็นบ้านขนาดเล็ก มีห้องนอนเดียว หน้าห้องเป็นชานเอนกประสงค์ ใช้นั่งเล่น กินข้าว รับแขกในตัว ขวามือเป็นหิ้งพระ แต่ตอนนี้ใช้เป็นที่เก็บของเก่าที่ไม่ใช้แล้ว ทำให้ดูวังเวงพิลึก






ผนังเป็นฝาไม้ไผ้ขัดแตะลายสอง ซึ่งเป็นรูปแบบฝาบ้านล้านนารุ่นแรกก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยฝาไม้กระดาน แต่ถึงแม้จะอยู่ในยุคฝากระดานแล้วก็ตาม บ้านที่มีฐานะไม่ค่อยดีนัก ก็ยังใช้ฝาไม้ไผ่ขัดแตะแบบนี้อยู่ ส่วนครัวไฟเจาะช่องหน้าต่างขนาดเล็กไม่มีบานหน้าต่าง  เหมือนหน้าต่างของวัดต้นตันเลย






ความตั้งใจแค่แรกแล้วว่าจะไปสัมผัสบ่อน้ำร้อนโป่งกาว แต่เมื่อไปเกือบจะสุดถนนลาดยางท้ายหมู่บ้าน มีร้านค้าเล็ก ๆ ร้านหนึ่ง มีสาวสวยผมยาวนั่งพิงเสาเหยียดขาบนยกพื้นไม้กระดานแผ่นใหญ่ ในมือปักสดึงอยู่ (เป็นคนที่หนึ่งในไม่ถึงสิบคนที่เจอ) ผมก็จอดแวะถามรายละเอียดเส้นทางไปบ่อน้ำร้อน ได้ความว่าเป็นถนนลูกรังประมาณสอง ก.ม. เปลี่ยวพอสมควร ซึ่งข้อนี้ผมเชื่อทันที่เพราะขนาดในหมู่บ้านยังหาคนไม่ค่อยเจอแล้ว ประกอบกับตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายแดดร้อนจี๋  ครูดารินทร์ซึ่งไม่สู้แดดอยู่แล้วชวนกลับเถอะ ผมก็เห็นด้วยทันทีเพราะเห็นแดดแล้วขนลุกไม่อยากออกนอกรถเลย จึงขับเลยไปกลับรถข้างหน้า แต่พอผ่านร้านเดิม อ้าวสาวสวยผมยาวเมื่อกี้หลบไปไหนก็ไม่รู้ ไม่มีใครอยู่ซักคนอีกแล้ว ดีนะเมื่อกี้ยังอยู่ให้ถาม






ขับรถกลับมาถึงสามแยกที่มีป้ายบอกทางเยอะ ๆ ที่เดิม ตรงนั้นมีร้านโชห่วยร้านหนึ่ง โชคดีเจอคุณลุงเจ้าของร้านเดินออกมาพอดี (เป็นคนที่สองในไม่ถึงสิบคนที่เจอ) จึงถามทางกลับเชียงใหม่โดยไม่ย้อนกลับทางสะเมิง ลุงแกก็บอว่าให้ขับย้อนไปนิดเดียว พอถึงบ้านปะ เจอสามแยกเล็ก ๆ ให้ขับเฉียงซ้ายขึ้นดอยไปเลย ถ้าไปทางขวาจะกลับทางเดิม จากจุดนี้แค่ 23 ก.ม. ก็ถึงแม่ริม ทางลาดยางตลอด ใกล้กว่าเยอะเลย






ทางเส้นนี้ เป็นถนน รพช. หรือปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นทางหลวงชนบท มีชำรุดบ้าง แต่บางช่วงเยี่ยมจริง ๆ เพราะเพิ่งทำใหม่สีถนนยังขาวซิงซิงอยู่เลย ออกจากบ้านปะ ประมาณ 3 ก.ม. ถนนจะเลียบอ่างเก็บน้ำแม่ปะ โครงการในพระราชดำริ






ขณะจอดรถเพื่อลงไปถ่ายรูป ผมเข้าเกียร์ ดึงเบรคมือเรียบร้อยแล้ว ครูดารินทร์พูดขึ้นว่า "อย่าลืมเอาหินหนุนนะ" แต่พูดสำเนียงชาวเขาที่ไม่มีตัวสะกด ทำเอาสดุ้ง แต่ลงไปก็ไม่ลืม "เอาหิ_หนู" เพราะถ้าไม่เอาแล้วกลัวรถจะ"โตะ_เขา"






บริเวณอ่างเก็บน้ำนี้ถ้าปรับภูมิทัศน์ให้ดี จะเป็นจุดชมวิวที่สวยงามแห่งหนึ่ง เพิ่มเสน่ห์ให้เส้นทางนี้เป็นอย่างยิ่ง






ถนนคดเคี้ยวเลียบอ่างเก็บน้ำขึ้นเขา ถ้าน้ำเต็มอ่างปริ่ม ๆ ถนนจะสวยขนาดไหน






รูปทรงต้นไม้ต้นนี้เหมือนกับประติมากรรมสมัยใหม่ ขับผ่านอ่างเก็บน้ำขึ้นเขาลงเขามาเรื่อย ๆ ก็จะมาเจอกับเส้นทางที่อ้อมมาจากโครงการหลวงหนองหอย เส้นทางนี้ก็เป็นเส้นทางน่าท่องเที่ยวอีกเส้นทางหนึ่ง ทิวทัศน์สวยงาม และจะผ่านหมู่บ้านชาวเขาที่เป็นชุมชนใหญ่พอสมควร ถ้ามาช่วงปลายเดือนธันวาคม จะได้สัมผัสกับงานขึ้นปีใหม่ของชาวเขาเผ่าม้ง ซึ่งหนุ่มสาวจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าใหม่ สีสันสดใส สไตล์ชาวเขา แต่ถ้าก้มมองไล่ลงมาถึงรองเท้าก็จะเห็นส้นสูง ส้นตึก ไปจนถึงอาดีดาส ไนกี้ คอนเวิร์ส (ปลอม) ทั้งนั้น  และงานวันนั้นก็จะมีการละเล่นหลายอย่าง
(ดังภาพข้างล่างถ่ายเมื่อหลายปีมาแล้ว)





จากจุดนี้ให้เลี้ยวซ้ายลงมาจะผ่านน้ำตกตาดหมอก เป็นน้ำตกขนาดกลางที่คนไม่ค่อยพลุกพล่านดี ไปง่ายจอดรถเดินเข้าไปอีกไม่ไกลก็ถึงตัวน้ำตกแล้ว ผ่านน้ำตกตาดหมอกมาอีกสักพัก ก็จะมาโผล่ถนนหลักเส้นแม่ริม - สะเมิง ตรงนี้ห่างจากอำเภอแม่ริมแค่ 5 ก.ม. เท่านั้น ก็เป็นอันว่าจบทริปเบา ๆ เดินทางเป็นวงกลม เชียงใหม - แม่ริม - สะเมิงใต้ - สะเมิงเหนือ - แม่ริม - เชียงใหม่ เพียงแค่นี้






ลืมบอกไป ของอร่อยจากอำเภอสะเมิงอีกอย่างหนึ่งที่ซื้อมาคราวนี้ นอกจากสตอเบอรี่และผักพริกหอมกระเทียมทั้งหลาย ก็คือจิ้นส้ม หรือแหนมนั่นเอง รูปนี้ถ่ายหลังจากเอาแหนมออกมากินจวนจะหมดแล้ว นึกขึ้นได้ว่าบรรจุภัณฑ์เข้าท่าดี ใช้วัสดุธรรมชาติล้วน แหนมห่อด้วยใบตองมัดด้วยตอก แม้แต่เชือกผูกฉลากก็ทำจากกระดาษสา ชะลอมนี้บรรจุแหนมสิบห่อ แต่ละห่อปริมาณสมราคาไม่ใช่มีแต่ใบตองหนาปึ้กแต่แหนมขนาดเท่าหัวแม่มือเหมือนบางเจ้า แหนมเจ้านี้เนื้อแน่น หนังไม่มาก รสชาติดี ไม่หืน ราคา 100 บาท  ที่ฉลากเขียนว่า "จิ้นส้มหมู แม่หนู (สะเมิง) บริการทั้งปลีก - ส่ง โทร. 0871873908" มีรูปแม่หนูด้วย แต่ในรูปคงเป็นยายเป็นทวดแล้ว ไม่ได้ค่าโฆษณานะ แต่เห็นว่าอร่อยจึงเอามาบอกกัน






ไปงานวันสตรอเบอรี่พาไปอ้อมเสียไกล จึงควรย้อนมาจบด้วยรูปของสตรอเบอรี่ที่แดงได้ใจดี รูปนี้ถ่ายเป็นที่ระลึกก่อนที่ครูดารินทร์จะเอาไปทำลายโดยการปั่นทำเป็นแยม


(ตามลิ้งค์นี้ไปดู เรื่องที่เกี่ยวข้องกัน "ปีใหม่ม้ง")





"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 357 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน