ปีใหม่ม้ง




หลังจากเขียนเรื่องไปงานสตรอเบอรี่ที่สะเมิง ขากลับมาเจอเส้นทางที่มาจากโครงการหลวงหนองหอย
ทำให้นึกขึ้นได้ว่าหลายปีมาแล้วเราก็เคยผ่านมาทางนี้ จึงไปค้นไฟล์ภาพเก่า ๆ
เห็นว่ามีเรื่องราวน่าสนใจดี จึงนำมาลงเพื่อย้อนอดีต





ทุกปีเมื่อถึงหน้าหนาว หรือเมื่อสัมผัสกับอากาศหนาวเย็นเมื่อไหร่ ผมกับครูดารินทร์ก็รู้สึกคันเนื้อคันตัวยิก ๆ
อยากหาเรื่องลำบากใส่ตัว ด้วยการไปกางเต้นท์นอนบนดอยให้มันหนาวเล่น ปีนั้นก็เช่นกัน 
เลือกเอาวันที่ 27 ธันวาคม 2546  เพราะต้องรีบไปก่อนสิ้นปี กล้วคนมาเที่ยวเยอะแล้วเอาความหนาวไปหมด
จากวันนั้นมาถึงวันนี้ เผลอแผล็บเดียวหกปีกว่ามาแล้ว 
(ดีนะ เดี๋ยวนี้ถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล สามารถเช็คจากภาพได้ว่าไปไหน เมื่อไหร่ ไม่งั้นต้องนึกกันยาว)





ผมออกจากเชี่ยงใหม่ไปทางเส้นหางดง - สะเมิง หาที่เหมาะ ๆ กางเต้นท์นอนสักคืน
ไม่ได้จำเพาะจาะจงที่ใดเป็นพิเศษ
ขับเรื่อยเปื่อยมาจนถึงอำเภอสะเมิง แวะเข้าโครงการหลวงปางดะ ก็ไม่ถูกใจ





ขับผ่านอำเภอสะเมิงไปถึงอุทยานแห่งชาติขุนขาน มีบ่อน้ำร้อนก็น่าสนใจดี แต่บรรยากาศโดยรวม
ยังไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ อากาศค่อนข้างร้อนด้วย จะเลยไปถึงวัดจันทร์ก็เคยไปกางเต้นท์นอนมาแล้ว






จึงขับรถกลับลงมาตามเส้นทางสะเมิง - แม่ริม ยังไงวันนั้นต้องหาที่ลงซักแห่งให้ได้
เพราะเตรียมอุปกรณ์สะบงเสบียงมาพร้อมแล้ว ขับผ่านป้ายโครงการหลวงหนองหอยซ้ายมือ
ป้ายบอกว่าเข้าไปไม่ไกล จึงเลี้ยวเข้าไป พอมาถึง เห็นบรรยากาศใช้ได้แฮะ
 





มีบ้านพักสร้างใหม่ และเต้นท์กางไว้รับนักท่องเที่ยวอยู่หลายหลัง ถ้านำเต้นท์มาเองคิดค่าบริการห้าสิบบาท
มีห้องน้ำเรียบร้อยอยู่ไม่ไกล หรือจะเข้าไปใช้ห้องน้ำของบ้านพักที่ว่างอยู่ก็ได้ จึงตกลงพักที่นี่ 
(เมื่อกลางปีที่แล้วผมผ่านแถวนั้นเลยแวะเข้าไปเพื่อฟื้นความหลังซักหน่อย
ปรากฎว่าโทรมไปเยอะไม่เหมือนกับที่ไปตอนนั้นซึ่งดูสดใสมาก ถ้าวันนั้นเจอสภาพแบบนี้ก็คงไม่พัก)






เจ้าหน้าที่สาวที่มาต้อนรับ บอกให้เลือกที่กางเต้นท์ตามสบาย ผมกับครูดารินทร์จึงวนเลือกอยู่หลายรอบ
หาทำเลให้ถูกหลักฮวงจุ้ยของการกางเต้นท์ (ดังเขียนไว้ในเรื่องเดียวดายบนดอยล้าน) 
ซึ่งเลือกได้อย่างเต็มที่เพราะตอนนั้น นอกจากผมกับครูดารินทร์แล้ว ยังไม่เห็นมีใครมาแย่งที่กางเต้นท์เลย
ก็ลุ้นว่าเย็น ๆ ค่ำ ๆ คงมีมั้ง






หลังจากนั้นก็ออกเดินเที่ยวชมโครงการ ฯ  โชคดีในวันนั้นมีเจ้าหน้าที่สาวที่ดูแลด้านที่พักใจดี
มาทำหน้าที่ไก้ด์ให้ พาชมตั้งแต่แปลงปลูกทุกแปลง ไปจนถึงโรงคัดแยกส่งจำหน่ายที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านชาวเขา
ใกล้กันนี้ โดยบรรยายอย่างละเอียด เสียดายผ่านมาหลายปีลืมไปเกือบหมดแล้ว






แต่ที่ยังไม่ลืมคือ ขณะพามาชมแปลงปลูกผักชนิดหนึ่ง จำชื่อไม่ได้แล้ว แต่จำได้ว่าเป็นพืชแต่งกลิ่นของต่างประเทศที่คุ้นหูคุ้นตาชนิดหนึ่งที่กินสด ๆ ได้  ผมจึงเด็ดใบมาชิมทันที ไก้ด์สาวคนนี้รีบห้ามไว้ ผมจึงถามยิ้ม ๆ ว่าผักพวกนี้ปลอดสารพิษไม่ใช่หรือ เพราะเห็นอธิบายมาตลอด ทำเอาไก้ด์สาวอึกอัก.......? ตอบอ้อม ๆ แอ้ม ๆ ว่าอะไรก็ไม่รู้ได้ยินไม่ถนัด (เอ้า ไม่ว่ากัน)






ฮอลลี่ฮ้อคดอกใหญ่สีสันสดใส







ช่วงเย็นขับรถขึ้นดอยไปยังยอดขุนหลวง ซึ่งอยู่ในอาณาเขตของโครงการหลวง ไปอีกไม่ไกลนัก
ตามคำแนะนำของไก้ด์สาว ว่าควรจะขึ้นไปชมวิวบนนี้ เพราะยอดดอยขุนหลวงนี้สูงติดอันดับพอสมควร
ถ้าอากาศโปร่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ได้เลย และตอนเช้าดวงอาทิตย์ขึ้นสวยมาก
จึงขื้นไปสำรวจเส้นทางไว้ก่อนเพราะเป็นทางอ้อฟโร้ดแคบ ๆ ขึ้นเขาชันเหมือนกัน
เผื่อตอนเช้ามืดขึ้นมาจะได้คลำทางถูก ไม่งั้นอาจจะ "โตะ_เขา"






แต่เย็นวันนั้นมีหมอกเต็มไปหมดมองได้ไม่ไกล แต่ก็สวยไปอีกแบบ จำได้ว่าบนนี้มีสถูปอยู่แห่งหนึ่งด้วย 






บรรยากาศตอนเช้ามืด ที่จริงตั้งใจว่าจะขึ้นมาแต่ยังไม่สว่าง เพื่อดูดวงอาทิตย์ค่อย ๆ พ้นขอบฟ้า
แต่รีโมทรถเจ้ากรรมดันไม่ทำงาน ทำให้รถสตาร์ทไม่ติด
 กว่าจะปล้ำให้ติดได้เสียเวลาตั้งนาน จึงขึ้นมาเห็นดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว
รีโมทมันคงหนาวไม่อยากตื่นมั้ง เพราะหลังจากนั้นตอนสาย อากาศอุ่นขึ้นก็ใช้งานได้ตามปกติ






ตอนนั้นใช้กล้องดิจิตอลแบบคอมแพคกิ้กก้อก จึงถ่ายได้แค่นี้ ที่จริงท้องฟ้าสีสวยกว่านี้มาก
เช้าวันนั้นขึ้นมาเจอนักอ้อฟโร้ดตัวจริง กางเต้นท์นอนอยู่บนนี้หนึ่งคัน บนนี้ไม่มีไฟฟ้าและห้องน้ำเลย ใจถึงจริง ๆ
มิน่า ตอนดึกเมื่อคืนนี้ ได้ยินเสียงรถกระหึ่มตะกุยถนนผ่านเต้นท์ขึ้นเขาไป







กลับลงมากินอาหารเช้าตบท้ายด้วยกาแฟท่ามกลางแดดอุ่น ๆ ปรากฎว่าคืนนั้นเดียวดายกันอยู่สองคนอีกแล้ว ไม่มีใครมากางเต้นท์นอนเป็นเพื่อนเลย ทางข้างหลังเต้นท์นั่นแหละ คือทางขึ้นยอดขุนหลวง






จากข้อมูลของไก้ด์สาวคนเดิม ขากลับจึงขับต่อขึ้นเขาไปอีก ไม่ย้อนทางเดิม เพื่อไปเที่ยวหมู่บ้านชาวเขา
ซึ่งวันนี้มีงานปีใหม่ม้งพอดี และเส้นทางนี้จะผ่านน้ำตกตาดหมอก
ไปบรรจบกับเส้นทาง แม่ริม - น้ำตกแม่สา ออกแม่ริมเลย





หมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง







เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่พอสมควร ดูบ้านช่องและรถราที่จอดตามบ้านแล้ว นึกถึงสปอตโฆษณาที่ว่า
"เดียวนี้เขาพัฒนาแล้ว..." วันนั้นส่วนมากทุกคนจะแต่งตัวดัวยเสื้อผ้าใหม่ ๆ สีสดใส







สาว ๆ กำลังออกจากบ้านด้วยชุดชาวเขาเต็มยศ แต่รองเท้าขอเป็นสไตล์ร่วมสมัยหน่อยนะ






เดินกันเป็นกลุ่ม ๆ มายังสถานที่จัดงาน






ลานกว้างเชิงเขาปรับพื้นเรียบทำเป็นสถานที่จัดงาน  บนเวที เขียนคำว่า "สวัสดีปีใหม่ม้ง พ.ศ. ๒๕๔๗"
กลางสนามเห็นหนุ่มสาวยืนเข้าแถวกันอยู่ น่าจะมีการละเล่นอะไรซักอย่าง






แบ่งเป็นแถวชายและหญิงคนละฝั่ง ตอนนี้คงตกลงกติกากันก่อน






ฝั่งหญิงสาว






กิจกรรมที่เห็นก็คือโยนลูกกลม ๆ ที่ทำด้วยผ้า ขนาดเท้าก้อนไหมพรม โยนข้ามฝั่งไปมาคู่ใครคู่มัน
เล่นง่าย ๆ ไม่เห็นมีอะไรมากกว่านี้






แต่ผมว่าจุดประสงค์หลักมันน่าจะอยู่ที่การได้กระเซ้าเย้าแหย่พูดคุยกันของหนุ่มสาวเหล่านี้
ไม่รู้ว่าการละเล่นแบบนี้เป็นกุศโลบายให้หนุ่มสาวได้พบปะ หาคู่กันหรือเปล่า






ไอ้หนุ่มคนนี้คงกำลังแซวเพื่อนข้าง ๆ ที่กำลังเหล่สาวคนใดคนหนึ่งอยู่






ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่กับเด็ก ๆ ทำหน้าที่เป็นกองเชียร์อยู่ในเต้นท์ คงลุ้นกันน่าดู






เด็กโตมาหน่อยก็เล่นรถไม้ไปก่อน เห็นว่างานนี้มีแข่งรถไม้ลงเขาด้วย เสียดายไม่ได้อยู่ดูเพราะต้องไปอีกไกล






ย้อนมาดูสาว ๆ แต่งตัวในชุดประจำชาติกันอีกครั้งหนึ่ง






สังเกตว่าสีอินเทรด์ปีนั้นเป็นโทนสีเขียวกับดำ มีม่วงแซมนิดหนึ่ง






ขยายให้ดูหมวกกันชัด ๆ หมวกทรงนี้สวยแปลกตาดี





นี่ก็หมวกอีกแบบหนึ่ง เวลาเจ้าตัวหันไปมาตรงชายมันพริ้วดี เข้ากับอุบะที่เสื้อ






สังขารไม่เที่ยงหนอ......คุณยายคนนี้คงนึกในใจว่า
"เมื่อก่อนฉันก็สวยแบบนั้นเหมือนกันย่ะ ชุดแบบนั้นชั้นก็เคยแต่งมาแว้ว.."






ออกเดินทางต่อจากหมู่บ้านชาวม้ง ถนนสายนี้ก็จะลัดเลาะไปตามดอยหลายลูกทีเดียว
สภาพถนนกึ่งอ้อฟโร้ด จะผ่านจุดชมวิวสวย ๆ หลายแห่ง มีเรื่องตื่นเต้นหน่อยขณะขับในช่วงนี้
คือมีหนุ่มซิ่งชาวเขาขับปิ้คอัพมีเพื่อนนั่งมาเต็มกระบะ ขับจี้ตูดร่อนไปร่อนมาพยายามจะแซง
ทั้ง ๆ ที่ถนนแคบ ผมก็หลบให้แซงไปพร้อมกับนึกในใจว่า ขับแบบนี้เดี๋ยวคงได้เจอดีหรอก
ขับตามไปสักพักก็เจอดีจนได้ เจอรถซิ่งคันนี้แฉลบเอียงกระเท่เร่ตกอยู่ร่องน้ำข้างทาง ดีที่เป็นด้านเนินเขา
ไม่ใช่อีกด้านที่เป็นเหวลึก ดูสภาพไอ้หนุ่มนักซิ่งและเพื่อน ๆ ที่นั่งคอตกหน้าแดงก่ำสลึมสลืออยู่ข้างถนนแล้ว
สงสัยหนักเหล้าข้าวโพดฉลองปีใหม่มากไปหน่อย โชคดีที่ทุกคนไม่เป็นอะไรมาก





แล้วก็มาถึงน้ำตกตากหมอก เป็นอุทยานแห่งชาติที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าชม
น้ำตกนี้เมื่อจอดรถแล้วต้องเดินตามเส้นทางเล็ก ๆ อีกไม่ไกล เดินไม่ทันเหนื่อยก็ถึงแล้ว 
(เป็นความรู้สึกเมื่อหกปีกว่ามาแล้ว เดี๋ยวนี้ถ้าไปเดินอีกอาจจะว่าไกลก็ได้)





ถ้าเป็นฤดูฝนน้ำคงมากและซู่ซ่ากว่านี้ น้ำตกแห่งนี้สามารถเข้าไปสัมผัสถึงตัวน้ำตกได้โดยง่าย
และมีแอ่งเล่นน้ำให้เล่น ซึ่งดูแล้วตื้นไม่ค่อยอันตรายเท่าไหร่






บรรยากาศโดยรวม (ในสมัยนั้น) เงียบสงบ คนไม่แยะ เหมาะกับการไปปลีกวิเวกกันสองคนยิ่งนัก
รูปนี้ผมให้เด็กวัยรุ่นที่เล่นน้ำอยู่แถวนั้นถ่ายให้


ก็เป็นอันว่าได้เส้นทางท่องเที่ยวแบบวงกลมเล็ก ๆ อีกวงหนึ่ง
เชียงใหม่ - แม่ริม - แม่สา - หนองหอย - ตาดหมอก - แม่ริม - เชียงใหม่




แก้ไขล่าสุด ใน ก.พ.172010

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 557 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน