จากปากเซ....สู...บ้านท่าสว่าง

เขียนโดย วัฒนาพรกะดารินทร์
ส.ค.282009



เป็นส่วนหนึ่งของทริป ขับ INNOVA ไปลาวใต้ ขากลับออกจากปากเซมาเข้าประเทศไทยทางช่องเม็ก อุบลราชธานี เห็นยังไม่มืดและจังหวัดอุบล ฯ ยังไม่ใช่เป้าหมายของทริปนี้ จึงขับต่อมาพักค้างคืนที่ศรีษะเกษ เช้าวันรุ่งขึ้นก็หาข้าวเลือดหมูกิน วิธีหากินของอร่อยของผมตามสถานที่แปลกใหม่ ถ้าไม่มีโพยดิดมือไป จะใช้วิธีสุ่มถามคนแถวนั้นแล้วนำมาหาค่าสถิติความน่าจะเป็นของความอร่อย หรือไม่ก็ขับรถตระเวณดูว่าที่ไหนมีคนกินเยอะก็เลือกที่นั่นแหละ สมหวังบ้างผิดหวังบ้าง ก็ไม่ถือสาหาความเดี๋ยวมื้อหน้าก็หากินต่ออีกแล้ว





มื้อค่ำที่ผ่านมาผมใช้วิธีแรก คือผมและครูดารินทร์ตกลงกันว่าอยากกินข้าวต้มกุ้ย เพราะเบื่อข้าวเหนียวส้มตำเต็มแก่แล้ว ผมจึงถามพนักงานที่โรงแรมถึงร้านข้าวต้มกุ้ยที่ไม่ใช่โต้รุ่ง แต่เป็นร้านข้าวต้มแบบคนจีนเก่าแก่ ที่มีอาหารประเภทจับฉ่าย เลือด ใส้ เป็ดพะโล้ หมูกรอบ ฯลฯ ใส่ถาดวางเรียงในตู้โชว์ ก็ได้ข้อมูลว่ามีอยู่ร้านหนึ่งตรงตามสเป็คเลยอยู่หลังสถานีรถไฟศีรษะเกษ  ผมก็ยังไม่ปักใจเชือ ออกมาถามคนขับสามล้อหน้าโรงแรมอีก ก็ได้ข้อมูลตรงกัน จึงตัดสินใจมุ่งตรงไปหลังสถานีรถไฟทันที แต่ก็วนอยู่หลายรอบเพราะไปเจอถนนเดินรถทางเดียวเข้า รวมทั้งถนนหน้าร้านข้าวต้มด้วย แต่พอกินแล้วก็ไม่ผิดหวังครับ เป็นร้านตึกแถวสองคูหากลางเก่ากลางใหม่แต่สะอาด ได้บรรยากาศอย่างที่ตั้งใจไว้ มีโต๊ะแยะพอสมควรแสดงว่าลูกค้าคงเยอะ ตอนที่ไปยังไม่มีคนมากนักเพราะหัวค่ำอยู่ แต่ระหว่างกินไปก็มีคนทะยอยมาเรื่อย ๆ กินอิ่มแล้วก็กลับไปนอนโรงแรม เดินชมเมืองไม่ไหว ขับรถมาทั้งวันแล้ว





คืนวันนั้น มีเรื่องตื่นเต้นจนได้ คือประมาณตี 3 ผมลุกเข้าห้องน้ำ ขณะทำธุระ ผมสดุ้งตกใจสุดขีด เพราะมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ถึงแม้จะไม่ดังมาก เพราะถ้าดังมากครูดารินทร์ก็คงตื่นแล้ว แต่เวลาดึกสงัดอย่างนั้น และมาโดยไม่รู้ตัว ผมรู้สึกว่าว่ามันดังสนั่นทีเดียวเพราะประตูอยู่ใกล้ห้องน้ำด้วย เสียงเคาะประตูมาพร้อมกับเสียงปลุกให้ตื่น ผมไม่รู้จะทำอย่างไรจึงนั่งเฉย ๆ ไม่กล้าแม้จะไปดูตาแมวที่ประตู กลัวเจอดีเข้า เสียงดังอยู่สักพักก็เงียบไป  ผมจึงมานั่งทบทวนเหตุการณ์ โรงแรมนี้ไม่ใช่กระจอก โทรศัพท์ภายในก็มี ถ้าจะปลุกส่วนมากก็จะใช้โทรศัพท์ และผมไม่ได้สั่งให้ปลุกด้วย ถ้าไม่ใช่พนักงานโรงแรมมาปลุกแล้วจะเป็นใคร ? มีคำตอบสองข้อคือ หนึ่งผู้ไม่หวังดี และสองผู้ไม่มีตัวตน ผมนึกถึงข้อสองนี้แล้วขนลุกทันที เพราะเจอมาแล้วที่โรงแรมในโคราช หรือว่าจะลองโทรลงไปถามพนักงานดูว่ามีการส่งคนมาปลุกหรือไม่ แต่ถ้าเกิดได้รับคำตอบที่ไม่อยากได้ยินว่า ไม่มีใครไปเคาะละ จะนอนหลับต่อได้หรือ (ที่โคราชผมกับครูดารินทร์เก็บข้าวของเผ่นกันกลางดึกนั้นเลย) คิดดังนั้นแล้วทนนอนดีกว่า แต่กว่าจะข่มตาหลับได้ ก็ใช้เวลานานโขอยู่ พอรุ่งเช้าไปเช็คเอ้าท์ ตัดใจถามพนักงานถึงเสียงปริศนาเมื่อคืนนี้ พร้อมกับกลั้นใจฟังคำตอบ ปรากฎว่าโรงแรมไปปลุกจริง เพราะโทรศัพท์เสีย และปลุกผิดห้อง เฮ้อ โล่งอกไปที น่าเรียกค่าปลอบขวัญให้เข็ด




เช้าวันรุ่งขึ้นอยากกินข้าวเลือดหมู คราวนี้ใช้วิธีที่สองคือขับรถตระเวณหา ก็พบโดยบังเอิญเป็นร้านรถเข็นขายตรงหัวมุมสี่แยกใกล้ทางรถไฟ ใกล้ ๆ กับร้านเมื่อคืนนี่แหละ ผ่านไปเห็นคนรุมอยู่เต็ม (แต่ที่ปรากฎในรูปนี้เป็นเวลาสายแล้วลูกค้าเริ่มวายแล้ว) พอหาที่จอดรถได้ก็ไปยืนเล่นเก้าอี้ดนตรีอยู่จนเกือบจะท้อแล้ว พอคว้าที่นั่งได้ ก็ต้องนั่งก็รอคิวอยู่อีกนาน






ร้านนี้ขายกันสองคนพ่อกับลูกที่วัยสักสิบขวบที่ได้แค่เสิร์ฟน้ำเสิร์ฟข้าว ตัวพ่อนั้นขายวุ่นอยู่คนเดียว อ้าว ตั้งฉายหมดต้องไห้ลูกชายวิ่งไปซื้อ แถมยังมีพวกที่ไปวิ่งจ้อกกิ้งตอนเช้าแวะมาซื้อใสถุง Take Home คนละหลายถุง กว่าจะได้กินก็ต้องอดทนพอดู เลยสั่งมากินคนละสองชุด ไม่รู้เพราะอร่อยหรือหิวก็ไม่รู้






พออิ่มแล้วก็เดินดูบรรยากาศแถวนั้น เจอเณรกลุ่มใหญ่เดินเป็นแถวออกบิณฑบาตร







ดูกิริยาอาการของเณรมันช่างไม่สำรวม ผิดกับคนตักบาตรอย่างลิบลับ สงสัยจะเป็นเณรบวชใหม่




อ้อม ๆ แอ้ม ๆ  สวด ยถา....สัพพี.... ดูแล้วบางคนท่องไม่ได้เลยมองตากันเลิ่กลัก







เสร็จแล้วเณรทั้งหลายเหล่านั้น ก็เดินขบวนมาขึ้นรถสองแถวที่จอดรอ เพื่อนำไปปล่อยลงจุดอื่นต่อไป






ริมทางเท้าแถวนั้นมีคนขายผ้าไหมมาปูเสื่อขายมีผ้าไหมให้เลือกเยอะเลย ครูดารินทร์ก็ไปเลือกซื้อตามระเบียบ






เห็นคุณยายนั่งเลือกเส้นไหมอยู่นึกว่าเป็นคนเอามาขาย ที่แท้ยายแกมาซื้อเส้นไหมเอาไปทอ






เส้นไหมไหม เนียน สวย ที่ยายซื้อไป




เมื่คุณยายได้เส้นไหมตามต้องการแล้วก็หิ้วตะกร้าขึ้นรถสามล้อกลับไป






เมืองใหญ่ ๆ ทางภาคอีสาน จะมีร้านขายผ้าไหมให้เลือกซื้อแทบทุกแห่ง ที่ศีรษะเกษนี้ก็เช่นเดียวกัน นี่เป็นร้านขายผ้าไหมเล็ก ๆ แต่น่าจะตั้งมานานแล้ว พอกับสภาพห้องแถว







ได้เวลาออกจากศีรษะเกษเสียที ขับรถมาทางสุรินทร์ เพื่อที่จะลงไปเที่ยวทะเลที่จังหวัดตราด ครูดารินทร์เห็นขายแตงโมข้างทาง ให้จอดเพื่อซื้อมาใส่ในรถให้กลิ้งไปกลิ้งมาเล่น คือผลไม้ที่เป็นรูปทรงกลมหรือทรงรีขนาดใหญ่เช่นแตงโม ส้มโอ เวลาเอาใส่ในรถมันจะกินเนื้อที่น่าดู และมันก็หนักด้วย จะเอาวางซ้อนทับบนอะไรก็ไม่เหมาะยิ่งวางบนเบาะยิ่งไม่ได้ใหญ่ รถเลี้ยวแรง ๆ มันมีอันต้องกลิ้งกระแทกประตูโครมใหญ่ทุกที จะยัดเข้าใต้เบาะก็ลูกใหญ่ไป มันจึงกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่แถวที่วางเท้าเบาะหลังนั่นแหละ รู้ยังงี้แล้วก็ยังชอบซื้อเสียจริง บางครั้งกว่าจะได้กิน โน่น เชียงใหม่ แต่แตงโมที่นี่ก็รสชาติไม่เลวนะ อาจเป็นเพราะมันกลิ้งไปกลิ้งมาจนรสชาติเข้าน้ำเข้าเนื้อก็ได้





ผ่านบ้านห้วยทับทันที่มีชื่อเรื่องไก่ย่างไม้มะดัน ติดตามอ่านได้ในคอลัมน์ "ไม้ย่างไก่ห้วยทับทัน"

 





ใครมาสุรินทร์ อย่ามัวแต่กินแต่สุรา ให้แวะซื้อข้าวสารสุรินทร์ติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย ซื้อตามร้านขายส่ง ราคาจะย่อมเยาว์กว่า  ครูดารินทร์ซื้อทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง และข้าวเหนียว เอามากินที่เชียงใหม่ได้หลายเดือน ข้าวสุรินทร์ดีจริง ๆ ขอบอก






หลังจากซื้อข้าวสาร ครูดารินทร์บอกไห้ตรงไปบ้านท่าสว่างซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงเรื่องผ้าไหมทันที ผมก็ถามทางไปตลอด บ้านท่าสว่างอยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ประมาณ 10 ก.ม. เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในการทอผ้าไหม คงจำได้สมัยรัฐบาลทักษิน เมื่อปี พ.ศ. 2546 ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอเป็กครั้งที่ยิ่งใหญ่คราวนั้น ผ้าไหมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเสื้อหรือของที่ระลึกแจกผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมประชุม เป็นผ้าไหมที่ทอจากบ้านท่าสว่างนี้ทั้งสิ้น







ทำให้หลังจากนั้น ผ้าไหมบ้านท่าสว่างก็เป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเรียกได้ว่าแน่นทีเดียว ถ้าเลี้ยวรถเข้ามาบ้านท่าสว่างก่อนจะมาถึงบริเวณขายผ้าไหมนี้ จะเห็นว่าแถบนั้นเป็นลานจอดรถขนาดใหญ่ และมีอาคารชั้นเดียวขายสินค้าอยู่เต็ม แต่มาบัดนี้ลานจอดรถว่างเปล่าหญ้าขึ้นรก อาคารปิดตาย คุยกับคนขายแทบทุกร้านต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากให้วันคืนเหล่านั้นหวลกลับมาเหมือนเดิมอีก ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวแทบนับคนได้







จริงครับ วันนั้นมีผมกับครูดารินทร์เดินเหงาอยู่สองคน ก่อนจะกลับก็เห็นมาอีกคู่หนึ่งเป็นสาวไทยควงคู่มากับฝรั่ง ผมเห็นคนขายแล้วเหงาแทน ดีที่เป็นตอนกลางวันไม่มียุง ไม่งั้นแม่ค้าคงนั่งตบยุงกันเป็นแถว






บ้านเรือนไทยสถานที่แสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไหมสินค้าและการสาธิตภูมิปัญญาชาวบ้าน






แต่ขณะนี้ ผ่อแล้วง่อมขนาด (ภาษาเหนือ แปลว่า มองเข้าไปแล้วเหงามาก)







เห็นอาคารทรงไทยร้างผู้คนเลยไม่ได้เข้าไปดู





ตรงนี้เป็นอาคารทอผ้าขนาดใหญ่ เรียกว่าโรงทอผ้าไหมเอเปค มีกี่ทอผ้าเรียงเป็นตับทั้งสองฝั่ง เห็นเส้นไหมเส้นยืน ที่เห็นโยงขึ้นไปถึงหลังคาไหมครับ ปลายอีกข้างหนึ่งทะลุลงไปยังใต้ถุนโรงทอ แสดงว่าจะต้องทอเป็นผ้าไหมผืนยาวมากทีเดียว






ดูพื้นโรงทอที่ทะลุลงไป







สาวทอผ้าที่มีอยู่ไม่กี่คนกำลังทำงานอย่างขมักเขม้น






ภาพนี้เป็นมุมมองอีกด้านหนึ่งของโรงทอที่ไม่มีใครนั่งทอผ้าอยู่เลย  ผมกำลังจะกลับลงไปแล้ว แต่เห็นว่าไหน ๆ ขึ้นมาแล้ว ลองเดินไปสำรวจดูจนสุดอาคารดีกว่า อาจจะเจออะไรน่าสนใจบ้าง






พอเดินเลยแถวกี่ทอผ้าที่บังอยู่ ก็เจอจริง ๆ ครับ สาวสาวไหม สาวสองคนกำลังสาวไหมอยู่เงียบ ๆ






คนที่นั่งอยู่ข้างหลัง ผมดูแต่แรกคิดว่าเป็นสาวมะหมี่กำลังขูดมะพร้าว ในหนังเรี่องแม่เบี้ยซะอีก แต่พอดูชัด ๆ ที่แท้กำลังสาวไหมนี่เอง





นี่ก็เป็นสาวอีกคนหนึ่งที่นั่งข้างหน้าใส่แว่นสีส้มจี้ด จึงทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาทันที เพราะปกติเจอแต่คนมีอายุขึ้นไปทั้งนั้น ที่ทำงานลักษณะนี้ ถึงบางคนจะมีอายุไม่มาก แต่ไม่ใช่รูปร่างหน้าตาผิวพรรณ การแต่งเนื้อแต่งตัวและใส่แว่นอินเทรนเป็นสาวชาวกรุงแบบนี้






ต้องสไตล์นี้แหละใช่เลย ดูหน้าตาท่าทางเนียนเข้ากับเครื่องไม้เครื่องมือเป็นยิ่งนัก







จึงต้องสัมภาษณ์สาวแว่นส้มคนนี้ ได้ความว่า ทั้งสองเป็นนักศึกษาฝึกงานจากสาขาพัสตราภรณ์ (คงเรียกถูกนะ ถ้าผิดก็ขออภัย) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขานี้เรียนเกี่ยวกับสิ่งทอ ตั้งแต่ระดับภูมิปัญญาชาวบ้าน ไปจนถึงระดับอุตสาหกรรม รวมทั้งต้องเรียนการออกแบบเสื้อผ้าอาภรณ์ทุกขั้นตอนจนสามารถผลิตผลงานสำเร็จออกมานำเสนอได้ ฉนั้นจึงต้องเรียนรู้ทุกขั้นตอนของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง  อาจจะกล่าวได้ว่าต้องลงมือปฏิบัติทุกขั้นตอนก็ว่าได้







การฝึกงานนี้นักศึกษาแต่ละคนจะเลือกเองว่าสนใจที่ใหน สามารถเลือกไปได้ทั่วประเทศ สาวแว่นส้มคนที่ถูกสัมภาษณ์นี้เป็นคนพื้นเพที่นี่ จึงเลือกมาฝึกงานที่บ้านท่าสว่างนี้ พร้อมกับชวนสาวมะหมี่คนนี้มาด้วย






ภาพนี้ผมชอบเป็นพิเศษ เพราะสื่อถึงการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นได้ดียิ่ง ทำให้มีความรู้สึกมั่นใจว่า ภูมิปัญญาอันมีค่าที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ จะยังคงได้รับการสืบทอดต่อไป ไม่มีวันสูญสลาย






จากข้อมูลการท่องเที่ยวจังหวัดสุรินทร์ระบุลักษณะผ้าไหมบ้านท่าสว่างไว้ดังนี้ เป็นการทอโดยใช้ใยไหมเส้นเล็กละเอียด (ไหมน้อย) มาย้อมสีธรรมชาติ ด้วยเทคนิคแบบโบราณผสานกับการออกแบบลวดลายที่วิจิตร แบบลายชั้นสูงในอดีตเช่น ลายเทพพนม ลายหิ่งห้อยชมสวน ลายก้านขดเต้นรำ ลายครุฑยุคนาค เป็นต้น รวมทั้งไหมทองคำที่ผลิตขึ้นมาจากเส้นเงินบริสุทธิ์แล้วปั่นควบกับเส้นไหม นำมาทักทอเป็นผ้าไหมยกทอง ที่มีความวิจิตรงดงาม ในการออกแบบและการทอแต่ละผืนต้องใช้เวลานาน บางผืนอาจใช้เวลาเป็นปีจึงแล้วเสร็จ ขึ้นอยู่กับขนาดของตะกอ 





นี่คือผ้าคลุมเตียงเนื้อหนาแต่นุ่มเนียน เป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งของผ้าไหมท่าสว่าง ได้รับความนิยมมาก





จบด้วยคำกลอนของกลุ่มอาชีพทอผ้าบ้านท่าสว่าง ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ 

สองมือสร้างสรรค์
ถักทอต่อสาน
ล้วนลายใยสัมพันธ์
กระสวยสอดแซมแต้มสี
เสียงกี่กระตุก
ฟืมปรับสลับลาย
ได้ผ้าผืนใหม่
เป็นสื่อหัวใจ
แห่งภูมิปัญญา


"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 393 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน