ขับ INNOVA ไปลาวใต้

เขียนโดย Administrator
ส.ค.282009



ที่เลือกเขียนเรื่องขับอินโนว่าไปลาวใต้ก่อนเรื่องขับ SkyKIA ไปลาวเหนือ ทั้ง ๆ ที่ไปทีหลัง ก็เพราะกลัวจะลืมเสียก่อน ส่วน SkyKIA ไปลาวเหนือนั้น มันนานพอสมควร ความลืมมันอยู่ตัว ไม่มีวันลืมไปกว่านี้แล้ว เขียนทีหลังเมื่อไหร่ก็ได้ ทริปขับ INNOVA ไปลาวใต้ครั้งนี้ผมออกเดินทางจากเชียงใหม่ เพื่อที่จะไปเริ่มต้นทริปนี้ที่จังหวัดมุกดาหาร วันที่ 1 เมษายน ปีนี้ ที่จำแม่นเพราะตั้งตารอครูดารินทร์ปิดเทอมอย่างใจจดใจจ่อ เตรียมทุกอย่างพร้อมไว้หมดแล้ว พอปิดเทอมวันแรกปุ้ป ออกเดินทางทันทีแต่เช้ามืด โดยใช้สูตร 3 - 4 - 5 ดังกล่าวไว้ในคอลลัมน์ Sea Sand Sun  ไปคราวนี้ต้องออกเดินทางตรงเวลาตีห้าเป้ะ กะขับรวดเดียวถึงมุกดาหาร ซึ่งมีระยะทางเกือบ 900 ก.ม.




ถ่ายดวงอาทิตย์ขึ้นแถวทางเลี่ยงเมืองลำปาง เด่นชัย  แวะกันอาหารเช้าที่เตรียมมาที่จุดชมวิวเขาพลึง ผ่านอุตรดิตถ์แยกเข้าอำเภอชาติตระการ ผ่านอำเภอนครไทย ตรงไปหล่มเก่า หล่มสัก เพื่อกินขนมจีนหล่มสักเป็นมื้อกลางวัน ตระเวนหาร้านขนมจีนเก่าแก่ที่เคยขับ SkyKIA ไปกินเมื่อหลายปีมาแล้ว ซึ่งร้านยังเป็นเพิงเล็ก ๆ ใต้ต้นไม้ ต้องเดินลงไปจากถนน แต่ไปคราวนี้ขยายเป็นร้านใหม่ใหญ่โต ขึ้นมาอยู่ข้างบน ติดรูปคนดัง และรายการทีวีที่นำไปออกอากาศเพียบ แต่ผมว่ารสชาติไม่ค่อยเข้มข้น สู้เมื่อก่อนไม่ได้ หรือลิ้นเราตายด้านขึ้นก็ไม่รู้ แต่ครูดารินทร์ก็รู้สึกเหมือนกัน





ตอนขับรถผ่านอำเภอชาติตระการมีเพิงขายมะขามหวานข้างถนนปากทางเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตามภาพ คนขายอายุมากแล้วนั่งสานกระบุงตะกร้าไปด้วย ดูมีความสุขดี และมะขามหวานที่เอามาขายก็เอามาจากสวนของตนเอง  เนื้อเหนียวแน่น รสหวานฉ่ำจริง ๆ ผมว่าคุณภาพดีกว่าที่วางขายตามข้างทางเส้นเพชบูรณ์ หล่มสักเสียอีก แถมราคาถูกกว่าด้วย ครูดารินทร์ซื้อมาสองโล ซื้อมากกว่านี้ไม่ได้เพราะยังเดินทางอีกยาวไกล  ออกจากหล่มสัก ตรงไปขอนแก่น กาฬสินธุ์  เส้นทางต่อจากนี้ต้องดูแผนที่ไปตลอดเพราะไม่เคยมาเลย ผมว่าเสน่ห๋อีกอย่างของการขับรถเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ ที่ไม่เคยไป ก็คือการกางแผนที่ แล้วมองหาป้าย หรือหมายเลขถนนตามแผนที่ เจอบ้างไม่เจอบ้าง บางครั้งก็วนหาอยู่หลายรอบ ก็ยังหลงอีก ในที่สุดก็ใช้วิธีที่ได้ผลที่สุดก็คือ "หนทางอยู่กับปาก" ถามดะไปเรื่อย แต่คราวนี้ไม่หลงและก็ไม่ถามใครด้วย

จากกาฬสินธุ์ สมเด็จ กุฉินารายณ์ หนองสูง ก็เข้าสู่จังหวัดมุกดาหาร เมื่อเกือบทุ่ม ตรงไปหาอาหารเย็นกินริมแม่น้ำโขง เจออยู่ร้านหนึ่ง มีลูกค้าพอสมควร แต่พอเข้าไปปรากฎว่าครัวปิดแล้ว เพราะร้านนี้เขาเน้นขายตอนกลางวัน ตื้อยังไงเขาก็ไม่ยอม บอกว่าข้าวก็หมดแล้ว  แต่ก็ดีแล้วหากถ้ากินที่ร้านนี้ก็คงอยู่ไม่สุขแน่ คือลมจากแม่น้ำโขงแรงมาก ๆ เลยไปตระเวณหาที่พักก่อน จึงได้ไปกินที่ร้านอาหารหน้าโรงแรมที่พักนี่เอง โรงแรมนี้ชื่อเป็นภาษาจีนยาวมาก





เช้าวันรุ่งขึ้นกินอาหารเช้าแล้ว เตรียมตัวไปต่ออายุพาสปอร์ตรถ แต่ยังมีเวลาเหลือก่อนขนส่งเปิด จึงไปช้อปปิ้งที่ตลาดอินโดจีนริมแม่น้ำโขง ครูดารินทร์ซื้อแผ่นแหนมเนืองไปหลายแพ้ค ของที่นี่เป็นของเวียตนามแท้แผ่นเหนียวนุ่มและลอกง่าย แถมราคาถูกกว่าแผ่นของไทยมาก ผมซื้อกะทะแบนเล็ก ๆ สำหรับทำไข่กะทะไปหลายใบ ป่านนี้ยังไม่ได้แกะออกมาทำกินเลย ที่ทางเท้าริมแม่น้ำโขงมีชาวลาวนำกล้วยไม้ป่าเป็นมัด ๆ มาขาย พร้อมรูปตัวอย่าง อยู่หลายเจ้า  มัดใหญ่ ๆ ไม่เกิน 50 บาท บางต้นเป็นกล้วยไม้ดังที่บ้านเราราคาแพง ผมลองซื้อมา 3 - 4 มัด ที่จริงอยากซื้อมากกว่านี้ แต่จะต้องขับรถเข้าออกระหว่างประเทศ กลัวมีปัญหาว่าจะมีด่านกักพืชหรือเปล่า แต่ปรากฎว่าไม่มีเลย ทำให้นึกเสียดาย เพราะเอามาแยกปลูกได้หลายกระถาง บางต้นก็ออกดอกสวยงามดี

การนำรถออกนอกประเทศต้องทำหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ หรือเรียกกันว่าพาสปอร์ตรถ โดยผู้ขออนุญาตนั้นต้องมีชื่อเป็นเจ้าของรถ ยื่นขอที่ขนส่งจังหวัดที่รถจดทะเบียน หรือขนส่งจังหวัดใหญ่ ๆ ชายแดน (ไม่ทราบว่าปัจจุบันทำได้ทุกจังหวัดหรือเปล่า) ตอนผมทำรถ KIA ผมยื่นขอที่หนองคาย สำหรับ INNOVA นี้ ผมทำที่ขนส่งหมอชิตมาแล้ว แต่หมดอายุ พาสปอร์ตรถมีอายุเท่ากับวันเสียภาษีประจำปีของปีนั้น แต่จะไปต่อเมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีการปรับ ซึ่ง INNOVA คันนี้หมดตั้งแต่ต้นมกราคม กะไปต่ออายุที่มุกดาหาร การต่ออายุ (หรือยื่นขอ) นี้ไม่ยาก นำคู่มือจดทะเบียนตัวจริง สำเนา พร้อมสำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน ขอแนะนำว่าถ้าจะนำรถออกนอกประเทศให้ถ่ายสำเนาเอกสารทั้งสามอย่างไว้หลาย ๆ ใบ เพราะมีที่ใช้เยอะมาก ค่าธรรมเนียมการขอและต่อพาสปอร์ตรถ ผมจำแน่นอนไม่ได้ แต่ประมาณหนึ่งร้อยบาทเท่านั้นเอง




วันนั้นผมไปทำที่ขนส่งมุกดาหาร ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง ขนาดที่หนองคายผมทำใหม่ก็ใช้เวลาพอกัน แต่ตอนที่ผมทำที่ขนส่งหมอชิต ใช้เวลาเป็นชั่วโมง






นอกจากพาสปอร์ตรถที่ต่ออายุเรียบร้อยแล้ว ยังได้ใบตรวจสภาพรถมาพร้อมกับ สติ้กเกอร์รูปไข่พื้นขาว มีตัวอักษรภาษาอังกฤษตัว T  สีดำ มาสองใบ สำหรับติดด้านหน้าและด้านหลังรถ พร้อมกับกระดาษ A4  พิมพ์หมวดอักษรที่เทียบเป็นภาษาอังกฤษและเลขทะเบียนรถ เต็มหน้ากระดาษอีกสองแผ่น ทะเบียนรถผม ชศ. - 4171 กทม. เที่ยบเป็น G3 - 4171 Bangkok





เอกสารสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือใบขับขี่สากล ผมถูกตำรวจลาวจับมาแล้วเมื่อขับ KIA ไปลาวครั้งแรกเพราะไม่มีใบขับขี่สากล กะว่าจะลองเสี่ยงดวงดู คราวนี้จึงเตรียมตัวพร้อม แต่กลับไม่โดนเรียกตรวจใบขับขี่เลย ค่าธรรมเนียมใบขับขี่สากลผมว่าแพงไปหน่อย อายุ 1 ปี ตั้ง 500 บาท แถม เป็นกระดาษสามพับบาง ๆ ไม่สมราคาเลย แต่ปัจจุบันการขับรถไปทั่วประเทศอาเซี่ยนใช้ใบขับขี่แบบใหม่ หรือสมาร์ทการ์ด ได้เลย ผมไปเปลี่ยนมาเรียบร้อยแล้ว ค่าธรรมเนียมประมาณ 200 บาท ทำแป้บเดียวเอง ดังภาพขวามือ ทำที่จังหวัดไหนก็ได้ ตั้งใจว่าปลายปีจะลงใต้อีกครั้ง อาจจะเลยเข้ามาเลย์ ขับข้ามสะพานปีนังไปนอนปีนังสักคืน ดูซิว่าใบขับขี่สมาร์ทการ์ดจะเวิร์คแค่ไหน





ตามแผนเดิมผมวางไว้ว่า จะขับรถเข้าประเทศลาวที่ด่านมุกดาหาร แล้วกลับเข้าไทยทางด่านช่องเม็ก อุบล ฯ แต่เมื่อคืนศึกษาแผนที่ทั้งลาวและไทยโดยละเอียดแล้ว ก็รู้สึกสองจิตสองใจว่า แทนที่จะข้ามไปฝั่งสวันเขต ลาว ขับเลาะลงใต้ ซึ่งระหว่างทางไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ จุดมุ่งหมายจะอยู่ที่ปากเซโน่น แต่ถ้าเราขับเลาะแม่น้ำโขงฝั่งไทยลงใต้ แวะเที่ยวไปเรื่อย ผ่านอำนาจเจริญเข้าอุบลและข้ามไปลาวทางช่องเม็กตรงไปปากเซเลย จะดีกว่าไหม ? เพราะเส้นนี้มีสถานท่องเที่ยวน่าสนใจหลายแห่ง และหลายแห่งยังไม่เคยไปเลย อีกทั้งสภาพถนนคงดีกว่าสามารถขับเร็วได้ จะทำเวลาได้ดีกว่าขับทางลาวซึ่งเราต้องระมัดระวังอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังไม่ฟันธง เอาไว้ตอนเช้าลองไปสำรวจที่ด่านขาออกมุกดาหารประกอบการตัดสินใจก่อน

หลังจากได้เอกสารทุกอย่างครบแล้ว อัดน้ำมันเต็มถัง ก้าซแอลพีจีอีกเต็มถัง 65 ลิตร เหลือเฟือ ไม่อยากเติมน้ำมันที่ลาวซึ่งแพงกว่าเมืองไทย ขับเข้าไปที่ด่าน ต.ม. มุกดาหาร กะว่าจะดูลาดเลาก่อน อ้าว ทางมันบังคับทำให้ขับไปถึงหน้าด่านขาออกพอดี จ่อเป็นคันแรกด้วย ออกจากรถมายืนเก้ ๆ กัง ๆ เจ้าหน้าที่สาวที่อยู่ป้อมแรกขวามือ (ไม่เห็นในภาพ)  เรืยกไห้นำเอกสารมายื่น เอาละวะเลยตามเลย จึงเอาเอกสารทั้งหลายไปยื่นกับเธอ  ป้อมตรงนั้นมีเรียงกันสามป้อมด้วยกัน ป้อมแรก เป้นช่องกรอกเอกสารขาออก พร้อมเสียค่าธรรมเนียม เสร็จแล้วนำไปยื่นป้อมที่สอง ป้อมนี้จะตรวจเอกสารละเอียดมาก พร้อมตรวจสอบข้อมูลทางคอมพิวเตอร์อีกพักใหญ่ ระหว่างนั้นก็ซักถามอะไรอีกหลายข้อ จึงได้ข้อสังเกตุว่า หากต้องการขับรถไปเที่ยวต่างประเทศแล้ว เจ้าของรถและคนขับรถควรจะเป็นคน ๆ เดียวกัน จะตัดปัญหายุ่งยากหลายประการและมีความคล่องตัวเยอะ และที่สำคัญคือต้องนำทะเบียนรถตัวจริงติดตัวไปด้วย ที่ป้อมนี้ต้องใช้สำเนาที่ได้กล่าวไว้ตอนต้นอีกหลายชุด ซึ่งผมเตรียมไปไม่พอ ต้องไปถ่ายเพิ่มเติมที่ป้อมสำนักงานรถ บขส. ที่อยู่ใกล้ ๆ ดีที่มีให้ถ่ายแม้ราคาจะแพงกว่าท้องตลาดก็ไม่ว่ากัน





ผ่านด่านที่สองไปเรียบร้อยโดยไม่มีปัญหา ตอนนี้ถึงตาของคนบ้าง ต้องไปกรอกเอกสารขาออกพร้อมนำพาสปอร์ตไปตรวจลงตรา ที่ป้อมอีกฝั่งหนึ่งตรงกันข้าม ป้อมที่อยู่ขวามือของภาพนั่นแหละ เป็นช่องต่างหากจากช่องขาออกทั่วไป  ที่มีคนเข้าคิวยาวเหยียด ตรงนี้ไม่มีคนเลย

เมื่อทั้งเอกสารคน และเอกสารรถเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมาขึ้นรถขับออกนอกประเทศ  ยัง ยังออกไปไม่ได้ ต้องขับไปยื่นเอกสารทั้งหมดยังป้อมที่สามสุดท้ายทางขวามือ เพื่อตรวจตราครั้งสุดท้ายก่อนออกจากประเทศไทย  ตรงนี้เจ้าหน้าที่เขาจะถามว่าเราจะกลับเข้ามาทางด่านไหน ? เขาจะได้แจ้งไปยังด่านนั้น เอกสารทั้งหมดที่ได้รับนั้นมีอยู่ชุดหนึ่งต้องเก็บไว้ให้ดี ไม่ต้องเอาไปใช้ที่ไหนอีกแล้วให้เก็บไว้เลย จะใช้อีกทีก็ตอนขาเข้า เพราะเป็นเอกสารสำคัญเวลานำรถกลับเข้าประเทศไทย ไม่งั้นมีปัญหาแน่





คราวนี้เรียบร้อยจริง ๆ สำหรับการกระบวนการนำรถออกนอกราชอาณาจักรไทย ก็ขับฉลุยข้ามสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่สอง ซึ่งเปิดเป็นทางการไม่นานมานี้ สังเกตุ สติ้กเกอร์ตัว T ที่ติดตรงล่างซ้ายของกระจกรถ นั่นคือสติกเกอร์ที่ระบุว่ารถคันนี้เป็นรถที่มาจากประเทศไทย มีไว้ล่อตาตำรวจลาว ที่หนองคายผมเห็นตำรวจไทยชอบขี่มอเตอร์ไซค์ ตามรถที่ติดสติ้กเกอร์แบบเดียวกันแต่มีตัวอักษร LAO ซึ่งส่วนมากจะเป็นรถ 4WD ระดับหรู พร้อมกับเรียกจอดทักทายออกบ่อย บางทีก็ขับนำไปโรงพัก สงสัยเจองานเข้าแน่





สะพานนี้มีแค่สองเลน และเริ่มปรับตัวขับรถเลนขวาแล้ว



การได้นั่งพิงเบาะสบาย ๆ มือจับพวงมาลัย แอร์เย็น ๆ ตามองผ่านกระจกรถออกไป พร้อมกับเสียงเพลงไล้ท์มิวสิคเบา ๆ คลอเป็นแบ้คกราวด์ประกอบภาพที่เคลื่อนผ่านหน้าจอไปตลอดเวลา เหมือนนั่งดูหนังสารคดีที่ไม่มีวันจบสิ้น ผมว่ามันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง ความรู้สึกแบบนี้แหละเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชอบขับรถไปยังที่ต่าง ๆ แม้บางครั้งสถานที่ไปนั้นอาจไม่มีอะไรน่าสนใจ หรือเคยไปมาไม่รู้กี่เที่ยวแล้ว แต่เพียงแค่การได้ขึ้นรถขับออกไปไหนต่อไหน ผมว่าต่อมแห่งความสุขมันได้หลั่งสารออกมาแล้ว มีคนชอบทักผมอยู่เรื่อยว่า "ไป.......ทำไมไม่นั่งรถทัวร์ หรือบินไป...สบายกว่าขับรถเยอะเลย.." หรือไม่ก็ "โอ้โห...ขับรถไปเอง... ไม่เหนื่อยแย่.....ขับไหวเหรอ ?" เป็นต้น ทีผมไม่ชอบเดินทางโดยใช้บริการขนส่งสาธารณะ ก็เพราะวิญญาณคนขับรถเข้าสิงนี่แหละ ช่วงที่รับราชการอยู่เวลาไปประชุมสัมนาภายในประเทศ  ไม่ว่าใกล้ไกลแค่ไหนถ้าไม่มีรถราชการไป ผมมักลงทุนขับรถไปเองเป็นส่วนใหญ่ เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางก็ยอม เพราะนอกจากจะสนองตันหาดังกล่าวแล้ว เวลาไปเมืองไหนถ้าไม่มีรถใช้มันเหมือนเท้าด้วนยังไงก็ไม่รู้ จะชมบ้านชมเมือง จะหาอะไรกิน จะซื้ออะไรติดไม้ติดมือ มันไม่สดวกไปหมด

อย่างการขับรถไปเที่ยวลาวนี้ก็เช่นเดียวกันผมไม่เชิงตั้งเป้าจะไปเที่ยวชมสถานที่หนึ่งที่ใดเป็นพิเศษ  โปรแกรมสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เรียกว่าขับตามน้ำ(โขง)ไปเรื่อยก็แล้วกัน แต่สิ่งสำคัญก็คือขอให้ได้ขับรถไปก็แล้วกัน หลังจากนั้นผลพลอยได้อื่น ๆ ก็จะตามมาเอง





ด่านแรกสู่ประเทศสาธารณะประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ ส.ป.ป.ลาว ด้านแขวงสวันเขต
ผมยังไม่ไปเช็คอิน ขับรถตระเวณถ่ายรูปแถวหน้าด่านก่อน






มองย้อนกลับไปฝั่งไทยที่เพิ่งข้ามมา





ไม่ลืมเข้าไปซื้อสินค้าปลอดภาษีเน้นเฉพาะสก้อทซ์ ที่ร้านดาวเรือง หรือ ดาวเฮืองในภาษาลาว ส่วนเบียร์ไปหากินเบียร์ลาวเอาข้างหน้า





สินค้าในร้านดาวที่นี่มีน้อยกว่าร้านดาวที่ด่านหนองคาย โดยเฉพาะสก้อทช์ แต่ก็มีหลากหลายยี้ห้อให้เลือกมากกว่าตามห้างในเมืองไทย ซึ่งส่วนมากจะมีไม่กี่ยี่ห้อ ไม่ยี่ห้อคนเป่าปี่ร้อยคนก็ยี่ห้อที่มีโฆษณาว่าว่า จงเดินไปข้างหน้าลูกเดียว ฉลากสีแดงกับสีดำ ราคาสินค้าที่ร้านดาวนี่เป็นราคาสกุล ยูเอส ดอลล่า เทียบเป็นเงินไทยเท่าไหร่ ก็แล้วแต่อัตราแลกเปลี่ยนวันนั้น แต่ใช้เงินไทยได้สบายมาก พูดถึงเรื่องสกุลเงิน ไปคราวนี้ผมไม่ได้แลกเงินกีบมาซักกีบ ใช้แต่เงินไทย อาจจะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนบ้างก็นิดหน่อย ผมตั้งอัตราแลกเปลี่ยนไว้ในใจ 250 กีบต่อ 1 บาทไทย (ขณะนั้นอ่อนตัวถึง 280 กีบ) 5000 กีบก็ 20 บาท และการใช้เงินไทยที่ประเทศลาวให้เตรียมแบ้งค์ 20 ไปเยอะ ๆ  เพราะเป็นอัตราขั้นต่ำในการจ่ายแต่ละครั้ง  แต่ผมก็จ่ายเป็นแบ้งค์ร้อยบ้าง เพื่อเอาเงินทอนเป็นเงินกีบ ไว้ซื้อของชาวบ้านข้างทาง หรือใช้ซื้อของที่มีราคาต่ำกว่า 20 บาท ผมใช้แบ้งค์ร้อยไม่กี่ใบก็มีเงินกีบเต็มกระเป๋าแล้ว แบ้งค์กีบนี้หาสภาพใหม่ยาก ส่วนมากจะเก่าและยับยู่ยี่




ช่องทางเข้าด่านตรวจคนเข้าเมืองแบ่งประเภทรถไม่ให้ปะปนกัน




ช่องรถบันทุกเป่า





ผมขับรถเข้าช่องนี้ การนำรถเข้าประเทศลาวนี้ผมมีประสบการณ์แล้ว ซึ่งครั้งแรกที่ขับ KIA  เข้าไปนั้นมีข้อผิดพลาดหลายอย่าง ดีที่มีบารมีของใบสีม่วง  ไม่ถึงกับสีเทา จึงรอดกลับมาได้ การเช็คอินขาเข้าของคนไม่มีอะไรยุ่งยากทำตามระเบียบขั้นตอนปกติ แต่ให้นำเอกสารเกี่ยวกับรถทั้งหมดแนบไปด้วย ตอนนี้เจ้าหน้าที่เขาจะคีย์ข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์อยู่นานพอสมควร เสร็จแล้วก็ปริ้นเป็นเอกสารออกมา มีคำหนึ่งเจ้าหน้าถามย้ำอยู่หลายครั้งคือหมวดอักษรทะเบียนรถผม คือ ช.ศ. เขาจะถามว่าอ่านอย่างไร ผมบอกว่า ช.ช้าง เขาก็เรียกเป็น ซ.โซ่ ศ.ศาลา ยิ่งแล้วใหญ่เพราะในภาษาลาวมี ส. เดียว คือส.เสือ เขาจึงพิมพ์ออกมา ซ.ส. 4171 สงสัยว่าทำไมเขาไม่ใช้อักษรภาษาอังกฤษที่เทียบมาแล้วก็ไม่ทราบ





ให้นำเอกสารนี้ไปเสียภาษีการนำรถเข้าประเทศ อีกป้อมหนึ่งถัดไป



ใบเสร็จรับเงินจำนวน 25,000 กีบ




จะได้ป้ายแบบนี้สำหรับเอาไปติดหน้ารถ คล้ายกับป้ายวงกลมของเรา เป้นหลักฐานว่าสามารถขับไปไหนได้ทั่วประเทศลาว เป็นเวลาหนึ่งเดือน จะกลับออกด่านไหนก็ได้ ใบนี้สำคัญถ้าไม่มีแล้วงานเข้าแน่




หลังจากนั้นก็ไปทำประกันที่ห้องถัดไป การทำประกันนี้เหมือนกับการทำ พ.ร.บ ของเรานั่นแหละ ผมเลือกเอาระยะเวลาคุ้มครองสั้นที่สุดคือไม่เกินห้าวัน ราคาจะได้ถูกหน่อย เพราะเราอยู่ไม่เกินนี้อยู่แล้ว ค่าประกันประมาณร้อยกว่าบาท มุมซ้ายบนที่แหว่งไปขนาดประมาณนิ้วครึ่ง เป็นสติ้กเกอร์ ตัดไปติดหน้ากระจกรถ ตอนผมไปจ่ายภาษีนำรถเข้าเจอเจ๊คนหนึ่งกำลังจ่ายเงินเช่นเดียวกัน ผมดูแล้วว่าแกน่าจะมีประสบการณ์การนำรถเข้า ผมก็ชวนคุย ถามถึงเรื่องที่ทำประกัน ว่าไปทางไหน แกบอกว่าไม่รู้เพราะขับเข้าออกไม่รู้กี่เที่ยวแล้วไม่เคยทำประกันเลย อ้าวทำไมงั้นละ ถามไปถามมาจึงได้คำตอบว่าเจ๊แกขับเข้าไปเล่นการพนันที่บ่อนใกล้ ๆ ชายแดนนี้แหละ ไม่ได้ขับลึกเข้าไปไหนเลย



ส่วนล่างของเอกสารประกันภัย จะเห็นวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดการประกัน เสร็จสิ้นกระบวนการนี้แล้ว ให้นำเอกสารทั้งหมดขึ้นรถขับต่อไปสักสิบเมตรไปตรวจยังจุดต่อไป ซึ่งจุดนี้มีแค่เจ้าหน้าที่นั่งเก้าอี้พลาสติคคุยกันอยู่สองคน ไม่มีสัญลักษณ์อะไรบ่งบอกว่าเป็นจุดตรวจเลย ไม้กันก็ไม่มี ตอนแรกผมเกือบจะขับเลยออกมาแล้ว ดีที่เขาลุกมาเรียกเสียก่อน มาคว้าเอาเอกสารไปพร้อมกับเซ็นชื่อแกร้กทันที แทบไม่ต้องอ่านด้วยซ้ำ เท่านี้ก็เสร็จสิ้นกระบวนการนำรถออกจากประเทศไทยเข้าไปขับเที่ยวในประเทศลาวแล้ว ใช้เวลาทั้งหมดไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เช่นเดียวกับที่ด่านไทย รวมค่าใช่จ่ายทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาว ไม่เกินห้าร้อยบาท


อ่านต่อ.. "จากสวันเขต สู่ ปากเซ

แก้ไขล่าสุด ใน ส.ค.072011

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 363 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน