โฮมสเตย์บ้านแม่กำปอง




(ทริปนี้เป็นทริปสืบเนื่องจาก "เดียวดายบนดอยล้าน")

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมามานี้ ที่เชียงใหม่มีฝนตกปรอย ๆ อากาศเย็นลง พร้อมกับได้กลิ่นของความหนาวโชยมา ทำให้รู้สึกคึกคักอยากออกไปสัมผัสอากาศหนาวตามดอยเป็นยิ่งนัก  วันอาทิตย์เมื่อวานนี้ (4 ตุลาคม) ก็เช่นกันอากาศเย็นและไม่มีแดด จึงชวนครูดารินทร์ไปออกทริปใกล้ ๆ ไปกลับวันเดียว ในเส้นทางสันกำแพง แม่ออน ห้วยแก้ว บ้านแม่กำปอง ดอยล้าน (ตามลูกศรสีน้ำเงิน) กะไปเที่ยวโฮมสเตย์บ้านแม่กำปองซึ่งเป็นโฮมสเตย์ตัวอย่าง และชมวัดคันธาพฤกษา วัดเก่าที่บ้านแม่กำปอง  เป็นการย้อนรอยเส้นทางขากลับลงมาจากดอยล้านเมื่อต้นปีนี้  ซึ่งคราวนั้นไม่ได้แวะเก็บรายละเอียด




เริ่มจากอำเภอแม่ออนผ่านปากทางเข้าน้ำพุร้อนสันกำแพง มาถึงสามแยกบ้านห้วยแก้วระยะทางประมาณประมาณ 10 ก.ม. (วงกลมสีเขียว) ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปออกเส้นทางดอยสะเก็ด ถ้าเลี้ยวขวาจะไปแม่กำปอง ดอยล้าน ต่อไปถึงอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน





นี่ครับป้ายบอกระยะทางไปยังจุดต่าง ๆ ถ้าเลี้ยวไปทางขวา จะเห็นว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจเยอะเลย





จากจุดนี้ไปถึงอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนแค่ 33 ก.ม. แค่นั้นเอง




ถนนลาดยางคดเคี้ยวขึ้นเขา มีชำรุดเป็นหลุมบ่อบ้าง ผ่านรีสอร์ตสวย ๆ หลายแห่ง





ช่วงปลายฝนต้นหนาว ต้นไม้เขียวชอุ่ม ดูชุ่มฉ่ำ  ยิ่งอากาศเย็น ๆ อย่างนี้แล้วให้ความรู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษ




แวะจุดแรกคือโครงการหลวงตีนตก มาคราวก่อนมีร้านกาแฟและเจ้าหน้าที่คอยต้อนรับ แต่ไปวันนี้ปิดเงียบมีลุงกวาดใบไม้อยู่คนเดียว สงสัยเป็นวันอาทิตย์ หรือยังไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวก็ไม่รู้ ตอนแรกว่าจะขนสะเบียงไปกินมื้อกลางวันที่น้ำตกแม่กำปอง แต่ตอนนี้ชักหิวก็เลยตกลงกินที่นี่ซะเลย เพราะมีศาลาที่เป็นร้านอาหารว่าง ๆ อยู่ บรรยากาศดี มองลงไปเป็นจุดกางเต้นท์ สนามหญ้าเขียวดูนุ่มน่าเอาเต้นท์มากาง เหนือขึ้นไปเป็นบ้านพักและเรือนเพาะชำ




เลาะเลียบที่กางเต้นท์มีลำธารไหลผ่าน แต่ถ้าใครชอบความเงียบก็อาจผิดหวังได้ เพราะเสียงน้ำไหลที่ผ่านโขดหินในลำธารนี้ ขนาดกลางวันเสียงนี้ดังเอาเรื่องทีเดียว และไม่มีวอลลูมหรี่หรือปิดเสียงในเวลากลางคืนด้วย




เป็นลำธารตื้น ๆ น้ำใสไหลเย็น น่าลงเล่น





บ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยวมีประมาณ 4 - 5 หลัง ห้องนอนเดียว มีครัวเล็ก ๆ ด้วย กะว่าหนาวนี้จะลองมาเช่าพักฟังเสียงน้ำไหลซักคืน





ขณะกินข้าวเหนียว ไก่ย่าง ส้มตำ อยู่นั้นได้ยินเสียงหมาร้องแสดงอาการเจ็บปวดมาจากลำธารแถว ๆ วงกลมสีแดงเป็นระยะ ครูดารินทร์เริ่มกระวนกระวายด้วยความเป็นห่วง พยายามมองหาว่าอยู่ที่ไหน จึงลงเดินไปดู






เจอแล้วครับ ที่ริมลำธารฝั่งโน้นมีหมาตัวนี้นอนแช่น้ำอยู่




มีแมลงบินตอมหึ่ง หมาตัวนั้นก็ได้แต่หันไปหันมา ไม่เห็นมันขยับตัวเลย พร้อมกับส่งเสียงร้องเป็นพัก ๆ





ดูหน้ามันแล้วน่าสงสาร เพราะช่วยตัวเองไม่ได้เลย แม้แต่จะไล่แมลง ได้แต่มองเฉย





ครูดารินทร์จึงเดินอ้อมข้ามสะพานไปดูชัด ๆ ว่ามันเป็นอะไรแน่





ดูแล้วเหมือนขามันจะหักและมีบาดแผลด้วย ผมจึงไปตามลุงที่กวาดใบไม้อยู่ ให้มาช่วยหน่อย ลุงแกบอกว่ามันถูกรถชน เมื่อเช้าก็ยังเห็นมันอยู่ฝั่งนี้ ไม่รู้มันลงไปได้อยู่ตรงนั้นได้อย่างไร





แกก็เดินข้ามสะพานไปพร้อมถุงปุ๋ย




ช่วยกับครูดารินทร์จับมันใส่ถุงปุ๋ยอุ้มขึ้นมา มันไม่ร้องสักแอะเดียว อุ้มเดินข้ามสะพานมายังฝั่งนี้
กะว่าจะเอามาดูอาการชัด ๆ ว่าเป็นยังไงแน่ จะได้หาทางช่วยเหลือ





แต่พอครูดารินทร์เดินนำหน้าข้ามสะพานมาตรงจุดวงแดงนี้ ซึ่งเป็นทางลาดขึ้นและลงข้ามกำแพงเตี้ย ๆ พอถึงขาลงอยู่ดี ๆ ก็ลื่นล้มหงายหลังแกเลยใช้มือขวายันพื้นไว้ จึงลงนั่งก้นจ้ำเบ้าลงไป ตอนแรกนึกว่าไม่เป็นอะไรมาก แต่พอผมดึงมือพยุงให้ลุกขึ้นมา แกร้องขึ้นมาทันทีว่าเจ็บที่ข้อมือขวา ทำยังไงก็ไม่หาย ดูอาการแล้วสงสัยว่าจะซ้นหรือร้ายกว่านั้นก็หัก เห็นท่าไม่ได้การจึงรีบนำขึ้นรถพร้อมกับโกยสัมภาระทั้งหลายโยนใส่รถ ซิ่งลงดอยทันที แต่ไม่ลืมฝากฝังลุงให้ดูแลหมาตัวนั้นด้วย โดยไม่รู้เหมือนกันว่าจะให้แกทำยังไง 

ขับรถลงมายังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ที่เคยผ่านตาคือโรงพยาบาลแม่ออน ระหว่างนั้นครูดารินทร์ร้องเจ็บมาตลอดทาง พอมาถึงโรงพยาบาลซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็กมาก พยาบาลก็รีบนำเจลแช่เย็นมาประคบทันที พร้อมกับฉีดยาระงับปวดให้ แต่เนื่องจากมีความขัดข้องทางเทคนิคบางประการไม่สามารถเอ้กซ์เรย์ได้ จึงแนะนำให้ไปที่โรงพยาบาลสันกำแพงซึ่งห่างออกมาอีกประมาณ 10 ก.ม. จึงได้มาเอกซ์เรย์และรักษาต่อที่โรงพยาบาลสันกำแพง ปรากฎว่ากระดูกข้อมือเคลื่อนและแตก หมอได้เข้าเฝือกและให้ยามารับประทาน พร้อมแนะนำให้ไปตรวจอีกครั้งที่โรงพยาบาลใหญ่ในเมืองตามแต่จะสะดวก จึงขับรถพาครูดารินทร์ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลนครพิงค์ ซึ่งที่นี่ได้ตรวจรักษาแล้ว นัดให้มาดูอาการอีกครั้งในวันศุกร์ที่จะถึงนี้






สรุปว่าวันนั้นแทนที่จะได้ออกทริปตามแผนที่ตั้งใจไว้ กลับเป็นรายการทัวร์โรงพยาบาลถึง 3 โรงพยาบาลแทน จึงขอจบลงดื้อ ๆ เพียงแค่นี้ แต่ก่อนจบขอแสดงความขอบคุณบุคลากรของทั้ง 3 โรงพยาบาล ที่ให้บริการอย่างดียิ่ง แม้เป็นวันหยุดราชการ โดยเฉพาะโรงพยาบาลแม่ออนและโรงพยาบาลสันกำแพง ถึงแม้จะเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็กแต่จิตวิญญาณของการให้บริการไม่ได้เล็กเลย หมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคน ให้บริการดีและน่ารักทุกคน

หมายเหตุ : จากอุบัติเหตุในครั้งนี้จึงได้ข้อคิดสำหรับการออกแบบทางเดินในบริเวณชื้นแฉะ หรือบริเวณที่อาจมีตะไคร่น้ำจับ ถ้ามีการขึ้นหรือลดระดับทางเดิน ควรทำเป็นขั้นบันไดดีกว่าทำเป็นทางลาด เพราะเวลาคนเดินลงทางลาดน้ำหนักตัวจะทิ้งไปข้างหลังโดยอัตโนมัติ หากพื้นที่เดินอยู่นั้นลื่นแล้ว ก็อาจทำให้ลึ่นไถลหงายหลังได้โดยไม่รู้ตัว หรือเวลาเดินขึ้นน้ำหนักตัวจะทิ้งไปข้างหน้าก็อาจทำให้หัวคะมำได้ อันตราย  (เหตุการณ์ตอนนั้นครูดารินทร์บอกว่าเดินมาดี ๆ ก็ลื่นล้มโดยไม่รู้ตัวจริง ๆ) 


 

บทความข้างบนนี้ผมเขียนเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม จบด้วยภาพครูดารินทร์กำลังยิ้มแฉ่งหน้าบานหลังออกจากโรงพยาบาล เพราะคิดว่าไม่เป็นอะไรมาก ชิว ชิว แค่เข้าเฝือก รอให้มันเข้าที่แค่นั้นเอง  ถึงจะไปตรวจตามหมอนัดอีกในวันศุกร์ ก็คงไม่มีอะไรมาก จึงคิดจะทำตามแผนที่วางไว้นานแล้วว่า จะลุยลงใต้อีกครั้งหนึ่งในช่วงปิดเทอม โดยกำหนดออกเดินทางในวันอาทิตย์นี้เลย เพื่อไม่ให้เสียเวลา แต่วันนี้ครูดารินทร์ไปโรงพยาบาลมหาราชหรือโรงพยาบาลสวนดอก ตามใบนัดหมอที่เคยไปตรวจอาการปวดกระดูกหลังมือข้างขวา และก็จะถือโอกาสให้หมอตรวจข้อมือที่เกิดอุบัติเหตุไปในตัวเลย เพราะเป็นข้างเดียวกัน เพื่อความมั่นใจ



ปรากฏว่างานเข้าครับ ตอนนี้หน้าซีดเหลือสองนิ้ว เพราะหลังจากคุณหมอดูฟิล์มเอกซเรย์ที่ถ่ายใหม่อย่างละเอียดแล้ว สั่งแอดมิททันที เพราะว่ากระดูกข้อมือที่หกล้มนั้น มันไม่เข้าที่ที่มันควรจะเป็น หรือพูดง่าย ๆ ว่าไม่ได้ศูนย์ จะเข้าเฝือกรอมันหายเองก็ได้ แต่หากผ่านไปนาน ๆ เข้า สมรรถภาพของมือข้างนั้นอาจลดน้อยลง ยิ่งเป็นครูนาฏศิลป์ด้วยหายแล้วอาจฟ้อนไม่สวยก็ได้ วิธีที่ดีที่สุดคือ ต้องผ่าตัดจัดกระดูกให้เข้าที่เข้าทางใหม่ ฉนั้นแผนที่วางไว้อย่างสวยหรูจึงเลิกล้มไปโดยปริยาย

จากเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ผมกับครูดารินทร์มาวิเคราะห์ทีละช้อต ๆ บนพื้นฐานความเชื่อของคนไทยเรา ก็สรุปว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ก็แล้วกัน หาไม่แล้วอาจจะเจอเคราะห์ที่ใหญ่หลวงกว่านี้ หมาตัวข้างบนที่มันร้องเรียกให้ครูดารินทร์ไปหามัน จนทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมานั้นอาจเป็นตัวช่วยก็ได้ รวมทั้งคงห้ามไม่ให้ผมกับครูดารินทร์เดินทางไปไหนไกล ๆ ในระยะนี้เพราะดวงกำลังมีอุบัติเหตุ คิดดูซิ ขนาดเข้าเฝือกอยู่ยังจะรั้นไปให้ได้ เลยต้องใช้ดาบสอง คือยุบพรรค เอ้ยไม่ใช่ ถูกหมอสั่งแอ้ดมิทจับผ่าตัดซะเลย ฉนั้น "ไม่เชื่อจงอย่าลบหลู่"




22 ตุลาคม 2552
กลับมาแล้วครับ หลังจากไปปิคนิคที่โรงพยาบาลเสียสิบกว่าวัน  จากผลการผ่าตัดปรากฎว่างานเข้าครั้งนี้ เป็นงานใหญ่กว่าที่คาดไว้ เพราะนอกจากกระดูกข้อมือจะเคลื่อนแล้ว ยังเจอกระดูกแตกด้วย ต้องดามเหล็กไว้หลายจุด คุณหมอนัดถอดเฝือกและตัดไหมอีกครั้งวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ โอกาสนี้ต้องขอขอบคุณหมอและพยาบาลทุกท่าน ทั้งที่ออร์โธ ฯ หญิงชั้น 4 ตึกสุจิณโณและห้องพิเศษ 9 อาคารเฉลิมพระบารมี ที่ให้บริการอย่างดีเยี่ยม จากใบประเมินก่อนออกจากโรงพยาบาลครูดารินทร์กาในช่องเรทสูงสุดทุกรายการโดยไม่ลังเล แต่ผมขอให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมเสียหน่อยว่า น่าจะมีบริการสัญญาณอินเตอร์เน็ตด้วย เป็นอ้อปชั่นก็ยังดี ที่ผ่านมาไม่มีเน็ตทำให้คนเฝ้าไข้เหงาไปหน่อย และทำให้ไม่ได้อัพเดทข้อมูลใหม่ ๆ ลงใน WATKADARIN Magazine


คิดว่าคงจะจบ "โฮมสเตย์แม่กำปอง" ภาคแรกโดยที่ยังไม่ถึงแม่กำปองเพียงแค่นี้ก่อน เอาไว้ไปถึงจริง ๆ เมื่อไหร่ ค่อยต่อภาคสองอีกที่.......




แก้ไขล่าสุด ใน พ.ย.062009

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 1233 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน