ดอยม่อนล้าน

 

ทริปส่งท้ายปี 2555 ดอยม่อนล้านนี้ เรื่องของเรื่องก็มาจากการหาเรื่องไปนอนหนาวบนดอยสักแห่งตามธรรมเนียม แต่ปีนี้ยังนึกไม่ออกว่าในรัศมีโดยรอบไม่ไกลจากเชียงใหม่ไม่รู้จะไปดอยไหน จะไปดอยยอดนิยมทั้งหลายก็คิดว่าคงมีคนใจเดียวกันไปเป็นล้านแน่ และส่วนมากก็เคยไปมาแล้ว อีกอย่างพักหลังนี้ไม่ค่อยได้ติดตามดอยใหม่ ๆ เท่าใดนัก เพราะเอาแต่ลงไปทะเลใต้ พอดีลูกชายโทรมาจากกรุงเทพว่าปีใหม่นี้อยากจะไปนอนบนดอยซักคืนเหมือนกัน จึงบอกว่างั้นดีแล้วช่วยหาสถานที่ให้หน่อยก็แล้วกัน เอาที่ใหม่ ๆ และไม่โหลเท่าไหร่





จึงมาลงตัวที่สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามแนวพระราชดำริดอยม่อนล้าน ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอพร้าวไม่ใกล้ไม่ไกลนี้เอง เป็นดอยที่ตรงตามสเป็คคือใหม่(สำหรับผม)และไม่โหล ค้นข้อมูลจากเว็บก็เห็นว่าบรรยากาศน่าสนใจทีเดียว เส้นทางก็ไม่โหดมากนักไม่ถึงกับอ้อฟโร้ด บางเว็บยังบอกว่ารถเก๋ง รถตู้ไปได้สบายมาก และจากที่ได้โทรจองบ้านพักซึ่งมีประมาณเจ็ดแปดหลัง ปรากฎว่ายังว่างอยู่ทำให้สบายใจอีกเปลาะหนึ่งว่า สถานที่คงปลอดโปร่งไม่ต้องแย่งกันกินแย่งกันใช้เหมือนกับดอยยอดฮิททั้งหลาย






ทริปครั้งนี้นอกจากครอบครัวผมแล้วยังมีเพื่อน ๆ ครูดารินทร์ซึ่งมาไกลจากราชบุรี ซึ่งตอนแรกเพื่อนกลุ่มนี้ตั้งใจจะไปนอนที่ม่อนแจ่ม เรียกว่าขี่กระแสมาจากบ้านทีเดียว ผมทราบดังนั้นจึงให้เปลี่ยนแผนมาร่วมทริปม่อนล้านกันดีกว่า ม่อนแจ่มเป็นยังไงก็รู้ ๆ กันอยู่ (ผมเคยเกาะกระแสมาก่อนแล้ว) ทำให้ทริปครั้งนี้คึกคักไม่เหงาเหมือนกับ "เดียวดายบนดอยล้าน" เมื่อสามสี่ปีก่อนหน้านี้







พาหนะครั้งนี้ประกอบด้วยอินโนว่าของผม โตต้าวิช จากราชบุรี และเจ้าตัวน้อยสวิฟท์ของหลานผมที่มาร่วมแจมด้วย สำหรับสวิฟท์ผมก็คิดว่าคงพอถูไถไปได้น่า เพราะในโลกไซเบอร์ว่าซิตี้ก็ขึ้นได้ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงจะเป็นอย่างไรนั้นโปรดติดตาม






ผมเลือกใช้เส้นทางจากพร้าวมาเข้าแยกบ้านขุนแจ๋ (จุดที่ 1 ตามแผนที่ข้างบน) เพราะอ่านมาว่าเป็นเส้นทางที่ดีที่สุดกว่าอีก 2 เส้นทาง ป้ายปากทางแยกบ้านขุนแจ๋บอกว่าดอยม่อนล้านอีก 25 ก.ม. สภาพถนนตรงปากทางเป็นคอนกรีตคิดว่าชิว ๆ อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงน่าจะถึง สังเกตุสมาชิกแต่ละคนคึกคักถ่ายรูปกันกระดี้กระด้า แต่พอขับเข้าไปไม่นานป้ายสีเหลีองที่บอกเส้นทางแทนที่จะบอกระยะทางเป็น ก.ม. แบบนี้ กลับเขียนเป็นคำว่า "....กิโลแม้ว" ชักยังไง ๆ เสียแล้ว





 

จากถนนใหญ่พร้าว-เวียงป่าเป้าเข้ามาประมาณ 200 เมตร ตรงไปคือศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง ไปม่อนล้านให้เลี้ยวขวาตามถนนคอนกรีตขึ้นไป สำหรับศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งนี้มีความเกี่ยวโยงกับทริปนี้อย่างสำคัญโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน แต่จะเกี่ยวยังไง ตามไปดูครับ






สภาพถนนจากจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนผ่านหมู่บ้านชาวเขาขึ้นมา เป็นถนนคอนกรีตสลับกับถนนดินลัดเลาะไหล่เขาประเภทซ้ายเขาขวาเหวทำนองนั้น






ถนนโดยรวมแคบรถวิ่งได้คันเดียวเท่านั้น เวลาจะสวนกันต้องวัดดวงว่าขอให้เป็นช่วงที่พอหลบข้างทางได้ ช่วงแรก ๆ ก็เรียบดีอยู่ ถ้าเป็นแบบนี้ตลอดสวิฟท์ก็คงไปได้เรื่อย ๆ






การที่มีสวิฟท์ร่วมเดินทางไปครั้งนี้ก็ดีอย่างเพราะทำให้พบว่าคนไทย(บางคน)กลายเป็นไม่มีน้ำใจเอื้ออาทรต่อกันแล้ว มีอยู่ช่วงหนึ่งรถสวิฟท์เจอสันกลางถนนสูงต้องหาทางปีนไม่ให้ติดใต้ท้องทำให้ต้องคลานไปอย่างช้า ๆ  บางครั้งต้องจอดลงไปดู มีรถที่ตามมาประเภท PPV วิ่งตามกันมาสองคัน คงถือว่าถนนแบบนี้สงวนไว้สำหรับรถประเภทกูเท่านั้น(ขออภัยที่ใช้คำนี้)จึงจะมีสิทธิ์ใช้ รถประเภทอื่นโดยเฉพาะรถกระจอกไม่ควรจะสะเออะมาวิ่ง ที่ผมพูดแบบนี้เพราะรู้สึกได้จากคำพูดและปฏิกริยาของคนในรถดังกล่าวที่เปิดกระจกมาตวาดไล่ให้หลบไป อย่ามาเกะกะกลางถนนของฉันแบบนี้ พร้อมกับหาทางเบียดแทรกตะบึงแซงผ่านไป หนำซ้ำขณะผ่านรถผมที่จอดแอบข้างทางรออยู่ข้างหน้า รถคันที่ตามหลังมาคงเห็นเป็นพวกเดียวกัน ยังมาจอดเทียบมองหน้าและพูดอะไรไม่ได้ยินเพราะปิดกระจก แต่ดูจากภาษากายแล้วมีความหมายว่า "...รวมทั้งพวกมึงด้วยแหละ.."


ที่บ่นอย่างนี้ไม่ได้ต้องการให้ท่านทั้งหลายหยุดลงมาช่วยเหลือหรอก แค่โผล่หน้ามายิ้มทักทายให้กำลังใจกันหน่อยก็รู้สึกดีแล้ว เพราะเราก็ยอมรับว่าพลาดไปที่ใช้รถไม่เหมาะกับกาละเทศะ ด้วยไม่คาดคิดมาก่อนก็พยายามแก้ไขปัญหากันอยู่






แต่นั่นเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยเท่านั้น เพื่อนร่วมทางส่วนใหญ่ทั้งที่เจอสวนลงมาหรือแซงขึ้นไปต่างมีน้ำใจถ้อยทีถ้อยอาศัยกันเป็นอย่างดี บางครั้งมาจ๊ะเอ๋ตรงที่สวนทางกันไม่ได้ ฝั่งที่รู้ตัวว่าตนเองอยู่ใกล้กับที่กว้างพอหลีกกันได้หรือถอยได้ง่ายกว่า ก็เป็นฝ่ายถอยให้โดยไม่เกี่ยงกัน


มีอยู่รายหนึ่งน่ารักมากขอบันทึกความมีน้ำใจไว้ตรงนี้ เป็นชายหนุ่มขับรถปิ๊คอัพทะเบียนเชียงใหม่มาคนเดียว สวนกันตรงแยกเข้าหน่วยจัดการต้นน้ำแม่สะลวงที่ตรงนั้นกว้างพอสวนกันได้ แกมาถึงก่อนจึงจอดรอหลีกตรงนั้น ระหว่างสวนกันผมเปิดกระจกขอบคุณกำลังจะถามทางไปม่อนล้านเพื่อความแน่ใจ แต่แค่เอ่ยคำว่าม่อน...แกรีบชิงตอบพร้อมกับทำมือชี้ไปทางที่เพิ่งลงมาว่า..ไปทางนี้ครับ... มิหนำซ้ำขับเลยไปประมาณยี่สิบเมตรเกือบจะลับทางโค้งอยู่แล้วคงมองทางกระจกหลังเห็นผมกำลังถอยเข้าจอดตรงทางแยกเพื่อรออีกคันหนึ่ง คิดว่าผมเลี้ยวผิดจะเข้าไปทางหน่วยจัดการต้นน้ำ ฯ แกถึงกับจอดรถออกมายืนโบกไม้โบกมือว่าให้ไปอีกทางหนึ่งไม่ใช่ทางนั้น ผมต้องให้ลูกชายวิ่งไปบอกว่าจอดรอพรรคพวกครับ



 


ไปต่อครับ...พอขับมาเจอถนนคอนกรีตเมื่อไหร่หลงดีใจคิดว่าต่อไปนี้คงสบายแล้ว แต่หลอกให้ดีใจประเดี๋ยวประด๋าวไม่เกินร้อยสองร้อยเมตร ก็กลับเข้าสู่โหมดถนนดินแดงอีกแระ สรุปตลอด 20 กว่ากิโลแม้วเจอถนนคอนกรีตหรือถนนดินเรียบ ๆ ซักยี่สิบเปอร์เซ็นต์ได้มั้ง






ทิวทัศน์สองข้างทางพอคลายเครียดได้บ้าง พอมาถึงตอนนี้อากาศเริ่มเย็น






ฟ้าเป็นฟ้า






หมู่บ้านพิปูนหลวงเห็นอยู่ลิบ ๆ ตอนแรกเห็นภาพนี้คิดว่าคงไกล้แล้ว อย่างน้อยคงเป็นหน่วยจัดการต้นน้ำแม่สะลวมเพราะรู้สึกว่าขับมาตั้งนานแล้ว ที่จริงมาได้ครึ่งทางเอง ครูดารินทร์บอกว่านี่แหละเขาเรียกว่ากิโลแม้ว






ถนนในช่วงครื่งหลังเริ่มเห็นน้ำเห็นเนื้อคือเป็นถนนดินซึ่งมีสันกลางสูง แต่ผิวถนนก็เรียบพอใช้ไม่ถึงกับต้องใช้รถขับสี่ รถอะไรก็ได้ขอให้ใต้ท้องสูงหน่อยก็ไปได้ แต่ต้องมีกำลังดีหน่อยเพราะต้องไต่ขึ้นชันพอสมควร ส่วนใหญ่ทั้งชันทั้งโค้งอันตรายต้องค่อย ๆ ไป ทำให้ไม่มีแรงส่งใช้แค่เกียร์ 1 - 2 ตลอด






นอกจากสันกลางแล้วถนนหลายช่วงยังมีลักษณะเป็นเนินสูงและหักลดลงทันทียอดเนินก็มักจะมีหินก้อนใหญ่ฝังโ่ด่อยู่เสียอีก ต้องคอยหลีกคอยหยอดให้ดีไม่งั้นครูดไต้ท้องแน่ พอมาถึงตรงนี้ชักห่วงน้องสวิฟท์ละซิ แม้แต่โตต้าวิชก็เถอะเพราะใต้ท้องเตี้ยแถมมีสเกิร์ทรอบคันอีกด้วย ส่วนอินโนว่าของผมไม่ห่วงเท่าไหร่เพราะตูดโด่งอยู่แล้ว

..... และแล้วความกังวลที่มีมาตั้งแต่ต้นก็กลายเป็นจริง....

 





หลังจากเจอสภาพถนนแบบนี้ทั้งทีมจึงมีความเห็นว่า ไม่สามารถทรมาณน้องสวิฟท์อีกต่อไปแล้ว ...ถอยดีกว่า... จึงมีมติให้ถอยลงไปตั้งหลักที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง ติดต่อฝากรถที่นั่นถ้าฝากได้และปลอดภัยพอก็ให้ฝากไว้อินโนว่าจะลงมารับ ถ้าไม่ได้ค่อยหาแผนสองต่อไป โดยตอนนี้ให้ทั้งหมดล่วงหน้าขึ้นไปจัดการเรื่องที่พักก่อน เพราะขณะนั้นสี่โมงกว่ายังเหลือระยะทางอีกหลายกิโลแม้ว โชคดีที่ตลอดเส้นทางนั้นมีสัญญาณมือถือทำให้ติดต่อสื่อสารกันได้ แม้บางช่วงจะขาด ๆ หาย ๆ ก็ตาม



 

 

(ภาพนี้ถ่ายวันขากลับ) ปรากฎว่าแผนแรกใช้ได้ นี่เป็นภาพลานหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง ในตอนที่ผมลงมารับมีรถเก๋งจอดฝากหลายคันวอลโว่คันนี้ก็เห็นตั้งแต่เมื่อวาน จอดฟรีครับเจ้าหน้าที่ยอกว่ากลางคืนประตูหน้าศูนย์จะปิดจึงทำให้อุ่นได้ หลานชายเล่าว่าจากการที่ได้คุยกับเจ้าหน้าที่ เมื่อเช้ามีรถปิคอัพรับเหมาขึ้นดอยจากตรงนี้ไปกลับสองพันบาท ผมคิดว่าถ้ามาหลายคนเฉลี่ยกันออกก็ไม่แพง






ขาขึ้นเที่ยวแรกใช้เวลาร่วมสองชั่วโมงเพราะขับไปจอดไป (จนชาวบ้านบางคนเขาหมั่นไส้) แต่ตอนขากลับลงมารับ ใช้เวลาไปกลับเที่ยวละหนึ่งชั่วโมงพอดี เฉลี่ยทำเวลาได้ 20 ก.ม. ต่อชั่วโมง ฉนั้นพอขึ้นไปถึงก็มืด ดีที่หน่วยหน้าเตรียมสเบียงไว้พร้อมแล้ว แต่เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายวิวยามโพล้เพล้ก่อนพระอาทิตย์ตกซึ่งพรรคพวกบอกว่าสวยมาก เลยได้แค่ภาพแสงสุดท้ายของวัน






ที่เห็นแสงไฟระยิบระยับนั่นคือตัวอำเภอพร้าว






จำนวนผู้ที่ขึ้นมากางเต้นท์บนดอยล้านคืนนั้นเยอะกว่าที่คิดไว้แต่แรก แต่ก็พอหลวม ๆ ไม่แน่นเท่าไหร่ ดูปริมาณแล้วเหมือนกับห้วยน้ำดังเมื่อสิบปีที่แล้ว






ปลีกวิเวกบนม่อนล้าน






รถจอดที่หน้าบ้านพัก ตอนแรกจองไว้สองหลังแต่ตอนเข้าพักเจ้าหน้าที่บอกว่ายังมีเหลืออีกหลังหนึ่งเอาไหม เข้าล้อคพอดีเพราะเรามีสมาชิกจากราชบุรีเพิ่มเข้ามาซึ่งตอนแรกเขากะจะนอนเต้นท์ แต่พอไปเห็นภายในห้องซึ่งกว้างพอสมควรมีเตาผิง ห้องน้ำในตัว มีที่นอนปูไว้ 6 ที่ ผ้าห่มพร้อมสามารถพักได้ถึง 8 คน อย่างนี้เอาแค่สองหลังก็พอ จึงไปขอคืนห้องแต่เจ้าหน้าที่ซึ่งอัธยาศัยดีมากบอกว่าเอาไปเหอะ เพราะไม่คิดค่าห้องแต่อย่างใด ขอแค่บริจากตามแต่ศรัทธาพร้อมกับใบ้ให้ด้วยว่า 500 บาทก็พอ แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าทุกหลังไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นนะครับ เพราะที่นี่มีนโยบายให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสอากาศหนาวอย่างแท้จริง...พูดเล่นนะครับ... เหตุผลแท้จริงตามอ่านไปเรื่อย ๆ ก็จะทราบคำตอบ






มีเรื่องขำเล็ก ๆ แต่ก็ให้ข้อคิดสำหรับนักเสพข่าวจากโลกออนไลน์ว่าอย่าได้เชื่ออะไรโดยไม่ตรวจสอบให้ถ่องแทั คือในระหว่าเดินถ่ายรูปตอนกลางคืนแอบได้ยินหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งพูดโทรศัพท์ว่า..."เฮ้ย..แก..ฉันเห็นสวิฟท์ก็ขึ้นมาได้ด้วยนะ ยังงี้รถแกขึ้นได้สบายมาก...." และหวังว่าคงไม่แอบถ่ายภาพสวิฟท์ระหว่างทางแล้วอัพขึ้นเฟสนะ เพราะถ้ามีการเผยแพร่ ๆ ต่อ ๆ กันไป ใครเห็นเข้าอาจเข้าใจตามนั้น ดังตัวอย่างที่ผมเจอมากับตนเองในครั้งนี้




 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ต่อไปนี้เป็นภาพบรรยากาศยามเช้า












 

 



บ้านพักทรงเอเฟรมหลังที่ผมพักเมื่อคืนนี้อยู่ในชัยภูมิที่ดี





มุมมองจากระเบียงบ้าน ยังมีที่ว่างให้กางเต้นท์อีกแยะ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคืนที่ผ่านมาเพิ่งวันที่ 29 ธันวา ผู้คนส่วนใหญ่ยังอยู่ในระหว่างเดินทาง เจ้าหน้าที่แนะนำว่าขาลงอย่าให้สายมากนัก ไม่งั้นอาจจะต้องสวนกับขบวนลูกค้ารายใหม่ ซึ่งคิดว่าวันนี้พรุ่งนี้ก็คงขึ้นมากกว่าวันนี้แน่ และยิ่งอยู่ในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองแบบนี้ก็ให้ระวังคนขับรถประเภทเมาแล้วขับ โดยเฉพาะมอเตอร์ใซค์ประเภทเด็ก(ท้องถิ่น)แว้น ซึ่งตอนขาลงผมเจอกลุ่มหนึ่งแต่เด็กกลุ่มนี้ไม่แว้นเท่าไหร่






คราวนี้มาดูบรรยากาศทางด้านที่ทำการบ้าง ถนนทีเห็นขวามือเป็นทางที่ผมขึ้นมาเมื่อวานนี้ ที่จริงยังมีทางขึ้นลงอีกทางหนึ่ง (อยู่ปลายสุดถนนในภาพบน) เป็นทางลัดระยะทางแค่ 10 ก.ม. ถึงอำเภอพร้าว แต่เป็นทางชันมีโค้งน่ากลัวหลายแห่งและสถาพถนนก็ไม่ดี ต้องใช้รถประเภทโฟร์วีลเท่านั้น เจ้าหน้าที่บอกว่าถ้าไม่ชำนาญทางไม่แนะนำให้ใช้เส้นทางนี้ ยังเล่าด้วยว่าไม่กี่วันก่อนหน้านี้มีรถของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ตกลงไปเสียชีวิต เส้นทางที่ผมขึ้นมาเมื่อวานเป็นเส้นทางที่ดีที่สุดแล้ว






พลังงานไฟฟ้าบนสถานีเกษตรที่สูงม่อนล้านนี้มาจากพลังลม โดยจะจ่ายกระแสไฟประมาณ 6 โมงเย็น และห้ามผู้เข้าพักใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีวัตต์สูง ๆ มาถึงตรงนี้ก็คงทราบแล้วนะครับว่าทำไมที่พักจึงไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้า






มุมมองจากถนนทางเข้าไปยังที่ทำการ นอกจากอาคารอำนวยการแล้วยังมีร้านค้าเล็ก ๆ จำหน่ายของกินของใช้จำเป็นประเภทบะหมี่สำเร็จรูป เป็นต้น ด้านในสุดจะเรียกว่าร้านอาหารก็ไม่เชิงนักเรียกว่าโรงอาหารดีกว่า มีกาแฟและข้าวต้มไว้บริการซึ่งเช้าวันนั้นผมไปอุดหนุนข้าวต้มหมูหนึ่งชามก็พอแก้ขัดไปได้ แต่ที่ประหลาดใจคือชามละ 20 บาทครับ เท่าที่ผมสังเกตการให้บริการตลอดจนอุปนิสัยใจคอของเจ้าหน้าที่ทุกคนบนนี้ บริการได้ประทับใจในลักษณะเป็นกันเองมากกว่าเป็นแบบธุรกิจเต็มตัว ดังตัวอย่างจากค่าที่พักดังกล่าวมาแล้ว มาเจอราคาข้าวต้มอีกซึ่งถ้าจะชาร์ทมากกว่านี้ก็ไม่น่าเกลียดยังสมเหตุสมผล






จากการคุยกับเจ้าหน้าที่ทำให้ทราบว่า เช้านี้จะมีรถปิคอัพเจ้าหน้าที่ลงไปธุระที่อำเภอพร้าว โดยลงทางลัดดังกล่าวข้างบน จึงขอฝากหลานชายและลูกชายที่มากับรถสวิฟท์ติดไปด้วยซึ่งเขาก็ยินดี (เห็นไหม น่ารักอีกแล้ว..) ความจริงจะเบียดไปพร้อมกันหมดก็ได้ แต่หนุ่ม ๆ เขาอยากได้ประสบการณ์ในเส้นทางใหม่ ส่วนรถสวิฟท์ที่ฝากไว้ข้างล่างก็จะให้ครูดารินทร์เป็นคนขับไปเจอกันที่พร้าว






ผมจึงบอกลูกชายให้เก็บภาพเส้นทางไปด้วยเพื่อเป็นข้อมูล หลังจากลงมาเจอกันที่พร้าวเรียบร้อย ไอ้ลูกชายบอกว่าตอนแรกกะนั่งกระบะหลังจะได้เก็บภาพถนัด แต่คนขับบอกให้มานั่งข้างในปลอดภัยกว่า ไม่งั้นมิสิทธิ์กระเด็นตกรถได้ ซึ่งก็จริงอย่างว่าเพราะพี่แกขับตลุยจนรถกระเด็นกระดอน ภาพนี้แค่ช่วงต้น ๆ ยังไม่ใช่ของจริง






หลังจากนั้นไม่มีโอกาสนั่งนิ่ง ๆ ถ่ายรูปได้เลย จึงได้แค่สองภาพนี้แหละ จากการคำนวนระยะเวลาเปรียบเที่ยบกับเส้นทางที่ผมลงมาจนถึงอำเภอพร้าว ลงทางลัดใช้เวลาเร็วกว่าครึ่งหนึ่ง ทราบว่าในปีหน้ากรมทางหลวงชนบทได้งบประมาณมาปรับปรุงสายทางเส้นนี้แล้ว และเมื่อถึงเวลานั้นอะไร ๆ ก็คงเปลี่ยนแปลงไป ฉนั้นถ้าใครอยากสัมผัสบรรยากาศแบบเดิมก็รีบซะ ผมก็กะว่าก่อนหมดหนาวนี้จะหาโอกาสไปดูพระอาทิตย์ตกดินบนดอยล้านอีกครั้งเป็นการแก้แค้น






ขอปิดท้ายด้วยป้ายนี้ครับ  เราไปตักตวงความสุขจากที่ใดใดแล้วก็อย่าไปเพิ่มภาระให้แก่ที่นั่นเลย





แก้ไขล่าสุด ใน ม.ค.062013

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 535 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน